Masukเซี่ยเสวียนอู่รีบประคองห่อผ้าสีดำส่งให้เซี่ยเยว่หลัน ก่อนถอยออกมาครึ่งก้าวเพื่อเปิดทางให้นางตรวจสอบเอกสาร “เอกสารทั้งหมดอยู่ในนี้ขอรับคุณหนูใหญ่ แต่ขอให้ท่านระมัดระวังเป็นพิเศษ บางฉบับเป็นสำเนาที่ข้าน้อยรวบรวมจากอู่หนาน ส่วนอีกหลายฉบับเป็นหลักฐานที่มีผู้พยายามทำลาย หากไม่ตรวจสอบให้ถี่ถ้วน อาจถูกคนร้ายใช้ย้อนกลับมาเล่นงานเราได้” เซี่ยเยว่หลันคลี่ห่อผ้าออกบนโต๊ะ เอกสารเก่าหลายฉบับถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ทั้งบัญชีเสบียงทหาร รายชื่อขุนนางที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินในกองทัพ และฎีกาที่มีตราประทับของราชสำนัก นอกจากนี้ยังมีจดหมายอีกสามฉบับที่ถูกผนึกด้วยขี้ผึ้งสีแดงเข้มนางหยิบเอกสารฉบับแรกขึ้นมาอ่าน ดวงตาค่อยๆ เย็นเยียบลงเมื่อพบชื่อของขุนนางหลายคนที่เคยร่วมกันกล่าวหาแม่ทัพเซี่ยว่าคิดก่อกบฏแต่เมื่ออ่านถึงหน้าสุดท้าย ปลายนิ้วของนางกลับหยุดชะงัก “เหตุใดรายชื่อผู้เบิกเสบียงในฉบับนี้จึงไม่ตรงกับบัญชีที่ใช้เป็นหลักฐานในคดีของท่านพ่อ?” หลี่เซวียนขยับเข้ามาดู เขาใช้ปลายนิ้วไล่ไปตามตัวอักษร ก่อนหยิบเอกสารอีกฉบับขึ้นมาเทียบกัน “ไม่ใช่เพียงรายชื่อข
เสียงฝีเท้าด้านนอกดังใกล้เข้ามาทุกขณะ บุรุษชุดดำรวบเอกสารทั้งหมดใส่ห่อผ้า ก่อนก้าวไปยังประตูตำหนักจี้เห่อทว่าเพียงเปิดประตูออกได้ครึ่งบาน เขาก็ต้องหยุดชะงัก บุรุษในชุดคลุมสีเข้มยืนอยู่ใต้แสงโคมหน้าตำหนัก ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเย็นชา ดวงตาลุ่มลึกกวาดมองผ่านไหล่ของเขาเข้าไปด้านใน ก่อนหยุดลงที่ร่างไร้วิญญาณบนพื้น ด้านหลังยังมีเซี่ยเยว่หลันเดินตามมา โดยมีนางกำนัลและองครักษ์ประจำตำหนักอยู่ห่าง ๆ “เกิดอะไรขึ้นที่นี่?” หลี่เซวียนถามเสียงต่ำ แต่ก่อนที่ผู้ใดจะทันตอบ สายตาของเขาก็เลื่อนไปหยุดที่ห่อผ้าสีดำในมือชายตรงหน้า “วางของลง แล้วถอดหน้ากากเสีย” ชายชุดดำไม่ขยับ “ท่านอ๋อง ข้ามีเรื่องสำคัญต้องมอบให้เซี่ยกุ้ยเฟย หากชักช้ากว่านี้ เกรงว่าหลักฐานจะไม่ทันถึงมือของนาง” “ข้าบอกให้เจ้าวางของลง ข้าไม่ได้ถามว่าเจ้ากำลังจะนำสิ่งใดไปให้ผู้ใด” น้ำเสียงของหลี่เซวียนเย็นเยียบขึ้น ขณะที่องครักษ์สองคนก้าวเข้ามาขนาบข้างโดยอัตโนมัติ เซี่ยเยว่หลันกลับยกมือห้ามพวกเขาไว้ก่อน “ช้าก่อนเพคะ ท่านอ๋อง” นางมองบุรุษชุดดำตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแ
สิ้นเสียงนั้น บรรยากาศภายในตำหนักจี้เห่อพลันเงียบงันลงชั่วขณะ บุรุษชุดดำจ้องคนตรงหน้าอย่างไม่วางตา คมดาบในมือกดลงบนลำคออีกฝ่ายจนปรากฏรอยเลือดบางๆ ทว่าแทนที่คนบาดเจ็บจะหวาดกลัว เขากลับหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น ราวกับความตายที่กำลังจ่ออยู่ตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุดในชีวิตอีกต่อไป “เจ้าคิดว่าพูดชื่อฝ่าบาทออกมาแล้ว ข้าจะไม่กล้าฆ่าเจ้าหรือ?” “ฆ่าข้าเสียเลยสิ!” คนผู้นั้นตวาดกลับ ดวงตาแดงก่ำด้วยความแค้น “ฆ่าข้าเหมือนที่พวกเจ้าฆ่าคนที่คิดกวาดล้างสกุลเซี่ย ฆ่าคนที่รู้ความจริงให้หมดสิ้น! เมื่อถึงวันนั้นต่อให้พวกเจ้าครองบัลลังก์สูงส่งเพียงใด ก็ไม่มีทางลบเลือดที่เปื้อนมือออกได้!” บุรุษชุดดำหรี่ตาลง “เจ้าพูดราวกับตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์นัก” “บริสุทธิ์หรือ?” อีกฝ่ายหัวเราะเสียงแหบ “ในโลกนี้ยังมีผู้ใดกล้าพูดคำนี้อีกหรือ? แม้แต่คนที่ถือว่าตนเองภักดีต่อราชวงศ์ที่สุด ยังยอมสังหารคนในตระกูลเพื่อรักษาความลับของราชสำนัก!” แววตาของบุรุษชุดดำเย็นเยียบลง “เจ้ากำลังพูดถึงผู้ใด?” คนบาดเจ็บเม้มปากแน่น ไม่ยอมตอบ บุรุษชุดดำจึงกระชากคอเสื้อ
จดหมายฉบับนั้นถูกวางอยู่บนผืนผ้าสีดำมานานหลายปี กระดาษเหลืองกรอบตามกาลเวลา ทว่าตราประทับขี้ผึ้งสีแดงบนหน้าซองกลับยังคงสมบูรณ์อย่างน่าประหลาด ราวกับเจ้าของจดหมายตั้งใจปิดผนึกมันไว้เพื่อรอวันที่ใครบางคนจะมาพบ ผู้ที่คุกเข่าอยู่หน้าแท่นบูชานิ่งงันไปชั่วขณะ ปลายนิ้วที่เปื้อนฝุ่นลูบผ่านตัวอักษรสามคำบนหน้าซองอย่างแผ่วเบา “เซี่ยเยว่หลัน...ในที่สุด…ข้าก็กลับมาแล้ว”เสียงพึมพำนั้นเบาจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบของตำหนักคนผู้นั้นไม่ได้เปิดจดหมาย หากแต่หยิบเอกสารหลายแผ่นขึ้นมาตรวจดูอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้เงามืดค่อยๆ เปลี่ยนจากความสงบนิ่งเป็นความตื่นตระหนก เมื่อพลิกมาถึงหน้าสุดท้าย ตรงมุมกระดาษมีตราประทับสีแดงของราชสำนัก และใต้ตรานั้นปรากฏลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้องค์ก่อนอย่างชัดเจนแต่สิ่งที่ทำให้คนผู้นั้นหน้าซีดเผือดไม่ใช่ตราประทับ หากเป็นข้อความบรรทัดหนึ่งซึ่งถูกเขียนด้วยหมึกสีดำ หากหลักฐานชุดนี้ตกไปอยู่ในมือของเซี่ยเยว่หลัน จงสังหารนางก่อนที่นางจะได้อ่านจดหมาย คนผู้นั้นกำกระดาษแน่นทันที “เป็นไปไม่ได้…” เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากนอก
“เรื่องการแทงฮ่องเต้ เจ้าคงต้องตอบต่อหน้าผู้ไต่สวนอยู่แล้ว แต่วันนี้ข้าไม่ได้มาเพราะเรื่องนั้น” รอยยิ้มของซูเฟยค่อยๆ จางลง เซี่ยเยว่หลันจ้องเข้าไปในดวงตาของนาง ก่อนเอ่ยชื่อที่เพิ่งได้ยินจากปากฮ่องเต้ “มู่จิ้งเหวิน” เพียงได้ยินชื่อนี้ สีหน้าของซูเฟยก็เปลี่ยนไปชั่วขณะ แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่เซี่ยเยว่หลันก็สังเกตเห็นอย่างชัดเจน นางรู้แล้วว่าตนเองมาถูกทาง “ดูเหมือนเจ้าจะรู้จักลึกซึ้งกับชื่อนี้ดี” เซี่ยเยว่หลันกล่าว ซูเฟยรีบเบือนหน้าหนี “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร” “เช่นนั้นข้าจะพูดให้ชัดเจน มู่จิ้งเหวินเป็นคนแก้ไขบัญชีเสบียงทหาร และเป็นผู้ที่ฮ่องเต้ยืนยันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารบิดาของข้าด้วยยาพิษที่ฮ่องเต้องค์ก่อนพระราชทานให้เป็นการลับ” ซูเฟยเงียบงัน เซี่ยเยว่หลันก้าวเข้าไปใกล้ลูกกรงอีกนิด “เจ้ารู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อใดซหว่านหนิง?” “ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่รู้!” “ถ้าไม่รู้ เหตุใดเจ้าจึงมีสีหน้าเช่นนั้นเมื่อได้ยินชื่อของเขา?” ซูเฟยกัดริมฝีปากแน่น แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงเริ่มมีความหวาดระแวง
ขันทีคนสนิทรับพระบัญชา ก่อนจะรีบถอยออกไปจัดการตามรับสั่ง หลี่เซวียนทอดพระเนตรหลี่จิ้งเหยียนที่ยังคงไม่ได้สติอยู่บนพระแท่นบรรทม พระขนงขมวดเข้าหากันแน่น นับตั้งแต่ซูเฟยใช้ปิ่นแทงฮ่องเต้จนได้รับบาดเจ็บ ทุกอย่างภายในวังก็พลิกผันอย่างรวดเร็ว ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในวันนั้นถูกควบคุมตัวไปยังคุกหลวงเพื่อรอการไต่สวน ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าออกตามอำเภอใจ แม้แต่ขุนนางที่เคยเข้าเฝ้าฮ่องเต้เป็นประจำก็ยังถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่สิ่งที่หลี่เซวียนไม่คาดคิดก็คือ แม้แต่ในยามที่ฮ่องเต้บาดเจ็บสาหัสและความจริงกำลังจะถูกเปิดเผย คนร้ายก็ยังอาจเคลื่อนไหวอยู่ภายในวังหลวงได้ “เยว่หลัน” พระองค์หันไปเรียกหญิงสาว “ตั้งแต่เกิดเรื่องซูเฟย ทุกคนที่เกี่ยวข้องถูกส่งไปคุกหลวงหมดแล้ว หากมีใครคิดจะทำลายหลักฐานจริง คนผู้นั้นจะต้องมีอำนาจพอที่จะสั่งการคนอื่น หรือมีผู้สมรู้ร่วมคิดที่ยังหลุดรอดจากการควบคุมตัว” เซี่ยเยว่หลันนิ่งคิด ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “แล้วซูเฟยเล่าเพคะ นางถูกคุมขังอยู่ที่ใด?” “คุกหลวง” หลี่เซวีย







