Mag-log inหลังพิธีสิ้นสุดลง เซี่ยเยว่หลันเดินกลับมายังเรือนพักภายในจวนเซี่ย หลี่เซวียนทรงตามนางมาโดยไม่มีผู้ติดตาม เมื่อประตูเรือนปิดลง บรรยากาศระหว่างทั้งสองกลับเงียบงัน “เยว่หลัน” นางหยุดเดิน “เพคะ” “เรื่องที่ขุนนางกล่าววันนี้…” “หม่อมฉันได้ยินแล้วเพคะ” หลี่เซวียนทรงนิ่งไป “เจ้าโกรธหรือ?” เซี่ยเยว่หลันส่ายหน้า “หม่อมฉันไม่โกรธพวกเขาเพคะ เพราะสิ่งที่พวกเขากล่าวก็ถูกต้องแล้ว หม่อมฉันเป็นกุ้ยเฟยของอดีตฮ่องเต้ ตามกฏวังหลวงถือว่าผิดจารีตประเพณีอันดีงาม” “เช่นนั้นแล้วเจ้า…” นางหันกลับมามองพระองค์ แต่ใบหน้ากลับเรียบเฉยจนหลี่เซวียนรู้สึกวางสีหน้าไม่ถูก “หม่อมฉันเพียงไม่อยากให้พระองค์ต้องทะเลาะกับขุนนางทั้งราชสำนักเพราะหม่อมฉัน” หลี่เซวียนทรงขมวดพระขนงด้วยความแปลกใจ “ข้าไม่ได้ทำเพราะเจ้าบังคับเสียหน่อย ใยพูดเช่นนั้น” “เพราะหากวันหนึ่งพระองค์ทรงต้องเลือกระหว่างหม่อมฉันกับแผ่นดิน หม่อมฉันอยากให้พระองค์ทรงเลือกแผ่นดินมากกว่า” คำตอบนั้นทำให้พระองค์ทรงชะงัก เซี่ยเยว่หลันหลุบตาลง “หม่อมฉัน
เสียงถวายพระพรดังก้องไปทั่วลานพิธี ทว่าท่ามกลางความยินดีของผู้คน หลี่เซวียนกลับทอดพระเนตรเซี่ยเยว่หลันอย่างเงียบงัน นางยืนอยู่ไม่ไกลจากพระองค์ ใบหน้างดงามยังคงมีคราบน้ำตา แม้จะยิ้มออกมาได้ แต่แววตากลับเผยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานหลายปี วันนี้นางได้ทวงคืนเกียรติยศให้บิดาแล้วแต่สำหรับพระองค์…ยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจคืนกลับมาได้ง่ายดาย ความไว้วางใจของนาง “เยว่หลัน” หลี่เซวียนตรัสเรียกเสียงเบา ทว่าท่ามกลางเสียงผู้คน นางกลับได้ยินอย่างชัดเจน “เพคะ ฝ่าบาท?” “หลังพิธีเสร็จสิ้น ข้ามีเรื่องอยากพูดกับเจ้า” เซี่ยเยว่หลันนิ่งไป ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย “เพคะ” คำตอบเพียงสั้นๆ ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเหมือนได้รับความหวังอีกครั้งแต่ความหวังนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน “ฝ่าบาท!” เสียงของอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาดังขึ้นจากด้านหลัง “กระหม่อมมีเรื่องสำคัญต้องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เซวียนทรงหันพระพักตร์ไปมอง “ว่ามา” อัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาก้าวออกมา ก่อนจะคุกเข่าลงอย่างหนักแน่น “กระหม่อมขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้
หลี่เซวียนทรงมองลงไปยังท้องพระโรง “และในอีกสามวัน ข้าจะจัดพิธีคืนเกียรติยศให้แม่ทัพเซี่ย ณ ลานพิธีหลวง” พระสุรเสียงดังก้อง “ให้ทหารทุกนายที่เคยอยู่ใต้บัญชาของแม่ทัพเซี่ยกลับมาร่วมพิธี ผู้ที่ถูกปลดออกจากราชการให้ได้รับการคืนตำแหน่งตามสมควร ผู้ที่ถูกเนรเทศให้เดินทางกลับเมืองหลวงโดยไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป” พระองค์ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ “ข้าต้องการให้แผ่นดินนี้จดจำว่า ความภักดีของแม่ทัพเซี่ยไม่เคยสูญสิ้น แม้เจ้าของมันจะถูกพรากชีวิตไปแล้วก็ตาม!” สามวันต่อมาเสียงกลองพิธีดังกึกก้องไปทั่วเมืองหลวง ถนนสายหลักถูกประดับด้วยธงสีแดงและสีทอง ประชาชนต่างออกมายืนเรียงรายสองข้างทาง เมื่อขบวนทหารเก่าและคนของตระกูลเซี่ยเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง บางคนสวมชุดทหารที่ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน บางคนมีบาดแผลจากสนามรบและการหลบหนีที่ถูกสั่งฆ่า บางคนเดินทางกลับมาพร้อมครอบครัว หลังต้องใช้ชีวิตอยู่ชายแดนอย่างยากลำบากมาหลายปี แต่ทุกคนต่างมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน พวกเขาคือคนของแม่ทัพเซี่ยและวันนี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีกต่อไป “แม่ทัพเซี่ยไม่ใช่กบฏ!” เสียงหน
เซี่ยเยว่หลันมองบุรุษตรงหน้าอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะค่อยๆ ก้มลงมองจดหมายของบิดาในพระหัตถ์ของพระองค์ คำสัญญาที่แม่ทัพเซี่ยฝากไว้…นางไม่อาจรู้ได้ว่าบิดาในวันนั้นคาดหวังสิ่งใดจากหลี่เซวียน แต่สิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจคือ บิดาไม่เคยต้องการให้บุตรสาวของตนต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวอีกต่อไป นางสูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยขึ้น “หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งอยากขอพระราชทานเพคะ” หลี่เซวียนทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทันที “เจ้าต้องการสิ่งใด บอกข้ามา” เซี่ยเยว่หลันสบพระเนตรพระองค์ “หม่อมฉันต้องการตรากองทัพของตระกูลเซี่ยคืนเพคะ” หลี่เซวียนทรงนิ่งไปเล็กน้อย ตรากองทัพเซี่ย…สิ่งที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความภักดีของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้กลับถูกเก็บซ่อนไว้ในคลังหลวง หลังจากเจ้าของเดิมถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ “เจ้าต้องการนำตรากองทัพกลับคืนหรือ?” “เพคะ” นางตอบอย่างหนักแน่น “ท่านพ่ออุทิศชีวิตให้แผ่นดิน ทหารใต้บัญชาของท่านพ่อหลายคนถูกปลด ถูกเนรเทศ บางคนต้องหลบหนีเพื่อรักษาชีวิต ทั้งที่พวกเขาไม่เคยทรยศต่อราชวงศ์” เซี่ยเยว่หลันกำมือแน่น “หม่อมฉัน
หลี่เซวียนทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง พระเนตรทอดมองหญิงสาวที่กำลังรอคำตอบอยู่ตรงหน้า คำสัญญานั้น…เป็นสิ่งที่พระองค์เก็บซ่อนไว้ในพระทัยมานานหลายปี “ก่อนที่แม่ทัพเซี่ยจะถูกจับกุม เขาเคยขอให้ข้ารับปากเรื่องหนึ่ง” เซี่ยเยว่หลันกำจดหมายในมือแน่นขึ้น “เรื่องใดเพคะ?” หลี่เซวียนทรงสูดพระทัยลึก ก่อนตรัสด้วยพระสุรเสียงแผ่วเบา “เขาขอให้ข้าดูแลเจ้าให้ดี” หญิงสาวชะงัก “ดูแลหม่อมฉันหรือเพคะ?” “เขาบอกว่า เจ้าเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา เป็นสิ่งที่เขาห่วงใยและหวงแหนที่สุดในชีวิต หากวันหนึ่งเขาไม่อาจกลับมาได้ ขอให้ข้าปกป้องเจ้า อย่าให้ผู้ใดทำร้ายเจ้าได้อีก” เซี่ยเยว่หลันนิ่งงัน ความทรงจำในคืนที่นางเกือบปลิดชีวิตตนเองพลันย้อนกลับมาอย่างไม่อาจห้าม ความมืดมิด ความเจ็บปวดและบุรุษผู้หนึ่งที่ฝ่าคำสั่งของผู้คนทั้งวังเข้ามาหานาง… หลี่เซวียน นางหลุบตาลง น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนจดหมาย “แต่ฝ่าบาทก็ทรงทำไม่ได้…” คำพูดนั้นเบาหวิว ทว่ากลับราวกับมีคมมีดกรีดลงกลางพระหทัยของหลี่เซวียน พระองค์มิได้แก้ตัว “ใช่ ข้าทำไม่ได้” เซี่ยเยว่
“ลุกขึ้นเถิด” หลี่เซวียนตรัส “เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด?” เซี่ยเสวียนอู่เหลือบมองเซี่ยเยว่หลันที่ยังคงหมดสติอยู่บนเตียง แววตาของเขาเผยความหนักใจ ก่อนจะหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “กระหม่อมมีบางสิ่งต้องมอบให้กุ้ยเฟยไท่เฟยพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เซวียนทอดพระเนตรซองจดหมาย บนซองมีเพียงสามคำ ถึงเซี่ยเยว่หลัน “จดหมายจากผู้ใด?” พระองค์ตรัสถาม เซี่ยเสวียนอู่เงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “จากแม่ทัพเซี่ยพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เซวียนทรงหรี่พระเนตร “แม่ทัพเซี่ยเสียชีวิตไปแล้ว จดหมายฉบับนี้มาจากที่ใด?” “เป็นจดหมายที่แม่ทัพเซี่ยฝากกระหม่อมไว้ก่อนถูกจับกุม เขากำชับว่า หากวันหนึ่งความจริงได้รับการเปิดเผย และคุณหนูเซี่ยได้กลับมายังจวนแห่งนี้ ให้ส่งจดหมายฉบับนี้ถึงมือนาง” เซี่ยเสวียนอู่หยุดไปเล็กน้อย “แต่มีข้อแม้เพียงข้อเดียวพ่ะย่ะค่ะ” “ข้อแม้อันใด?” “ห้ามส่งจดหมายนี้ให้คุณหนูใหญ่เซี่ย หากฝ่าบาทยังมิได้ทรงทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ทัพเซี่ย” ภายในเรือนพลันเง







