เห็นนางหน้าเสีย แม่ทัพต่ำช้าก็ย่ามใจ เขานั่งลงชันเข่า จ้องมองนาง เอ่ยเสียงยานคาง
“หึ...ปีศาจน้อยก็กลัวเป็นเสียด้วย...”
นางเผลอกระถดถอยหนีโดยสัญชาตญาณ อีกฝ่ายขยับตัวตามทันที
“และปีศาจก็กำลังล่อลวงข้า...”
“อย่า...อย่านะ...ข้ายัง...”
“ยัง?”
หนิงซินไม่คิดว่าจะถูกถามกลับ นาง...นางไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
นางจะพูดออกไปได้อย่างไร...
เรื่องน่าอับอายเช่นนี้ เรื่องที่น่าอดสูเช่นนี้ เรื่องที่ไม่เหมาะสมจะกล่าวเช่นนี้ นาง...
หนิงซินที่ไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่กระถดถอยหนี เนื้อตัวสั่นเทา
ยามไร้น้ำกามาน่ารังเกียจพวกนั้นที่หว่างขา ต้องยอมรับว่าในแต่ละครั้งที่ขยับตัว ส่วนนั้นของนางที่บวมช้ำจะบดเบียดเสียดสีกัน ทำให้รู้สึกเจ็บและแสบตรงร่องรอยพรหมจรรย์ที่ปริแยกฉีกขาดมากจริงๆ
สำหรับหนิงซินแล้ว นางก็เพียงกระถดถอยหนีภยันตรายเท่านั้น ทว่าในสายตาคนเมากลับเห็นท่าทีนั้นเป็นการยั่วยวนเชิญชวน เป็นการเล่นเล่ห์ ใช้ กลยุทธ์แสร้งถอยให้รุก แสร้งยั่วให้อยาก แสร้งห้ามให้กระทำ อีกทั้งการขยับแข้งขาอวดเรียวขาขาวผ่องและต้นขาอันเนียนนุ่มวับๆ แวมๆ นั่นก็ช่าง...ไหนจะยังมีหน้าอกหน้าใจสล้างใหญ่ที่กระเพื่อมไหวทุกครั้งที่นางขยับตัวกระถดถอยหนี กับอาภรณ์จิ้งจอกขาวยั่วยวนป่วนอารมณ์นั่นอีกเล่า
“อย่า” อะไรกัน ผายลม! สตรีแพศยานี่กำลังยั่วยวนเชิญชวนกันชัดๆ
เหมือนตั้งแต่แรกนั่น...ตั้งแต่เมื่อครั้งที่นางใช้ตาหงส์คู่นั้นจ้องลึกลงในตาเขา ขยับริมฝีปากอวบอิ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้วทรงเสน่ห์เจรจา ทั้งยังอุตส่าห์ประโคมแต่งองค์ทรงเครื่องอวดสัดส่วนรูปร่าง ทั้งยังปะพรมน้ำหอมที่ชวนให้อยากแนบร่างสูดดมมาอย่างดี จากนั้นเมื่ออยู่กันเพียงสองคนลำพังก็ยังพูดจาโอหังอวดดีและเคลื่อนไหวปลุกเร้าให้เขาถึงกับควบคุมตัวเองไม่อยู่ ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า...
แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์รู้สึกราวกับว่าภาพรอบกายพร่ามัว มีเพียงภาพนางจิ้งจอกบนพื้นเท่านั้นที่ยังคงงดงามกระจ่างชัด
หึ สตรีศักดิ์สิทธิ์อันใดที่ไหนกัน นี่ต้องเป็นเวทมนตร์...เวทมนตร์ของนางปีศาจร้ายกาจที่ชั่วช้า...
ใช่...นางก็คือปีศาจ ปีศาจจิ้งจอกที่สมควรถูกลงทัณฑ์!
ชั่วอึดใจที่คว้าข้อมือนางได้ เขากดร่างเล็กๆ ในอาภรณ์จิ้งจอกขาวลงบนพื้นกระโจมแข็งกระด้าง
เวทมนตร์งั้นรึ?
ดี! เช่นนั้นตลอดระยะเวลาที่เหลือในคืนนี้ เขาจะเสพสุขกับเวทมนตร์นรกนี่จนกว่าฟ้าจะเปลี่ยนสีเลยทีเดียว!
แม่ทัพทมิฬปลดถอดอาภรณ์ของตนออกอย่างลวกๆ กึ่งดึงกึ่งกระชาก อย่างรวดเร็วและช่ำชอง หนิงซินมองภาพตรงหน้าตาไม่กะพริบ ยิ่งเห็นบางสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้นางค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นทุกทีทุกที จนโผล่พ้นเสื้อตัวใน ในใจนางก็ตื่นตระหนกจนแทบจะสิ้นสติ เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
ถ้าหาก...ถ้าหากของสิ่งนี้เข้ามาในกายนางอีกหน...
หนิงซินสะอื้นฮัก น้ำตารินเป็นสาย กระถดถอยหนีอย่างไร้เรี่ยวแรง
ตอนนี้สองขานางอ่อนยวบไปหมด
หลังการกึ่งจะโดนบังคับจับมาบำเพ็ญประโยชน์ของหนิงซินจบลง หยางหยางซบหน้าลงที่ซอกคอหอมละมุน เขาหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นจุมพิต และจูบหน้าผากนางเบาๆ จากนั้นก็เช็ดทำความสะอาดร่างกายให้นาง ก่อนจัดท่าจัดทางให้นางนอนหนุนแขนเหมือนเคยหนิงซินยังคงหอบหายใจน้อยๆ อยู่อีกพักใหญ่ หลังสงบใจลงแล้วถึงค่อยเอียงคอสบตา เลื่อนมือน้อยขึ้นสัมผัสแก้มเขาเบาๆหยางหยางกุมมือนั้นไว้“อย่าทำแบบนี้ ข้าจะทำให้เจ้าต้องเจ็บ”หนิงซินรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร ยามนี้นางไม่โกรธเกลียดชิงชังเขาแล้วไม่ถูก อันที่จริงนางอาจมิได้โกรธเกลียดชิงชังเขาเลยตั้งแต่แรกเฮยเซ่อเย่ว์สูญเสียเชื้อพระวงศ์แทบจะทั้งหมดเพียงเพราะการปรากฏตัวของนาง นางเข้าใจในความโกรธแค้นและความเกลียดชังที่คนแคว้นนี้มีต่อนางเป็นอย่างดี ฉะนั้น แม้ในตอนแรกนางจะเกลียดและกลัว แต่เมื่อลองใคร่ครวญดูอีกหนในระหว่างล้มป่วยเจียนตาย นางก็ละวางทุกสิ่งได้ด้วยความเข้าใจถึงเหตุและผลของสรรพสิ่งดั่งที่ท่านอาจารย์ผู้ชราของนางและน้องสี่ในวัยเยาว์กล่าวไว้‘ไม่มีผลใดปราศจากเหตุ
เขาไม่ปล่อยให้นางคิดในตอนที่นางกำลังสับสนลังเลอยู่นั้น เขางับติ่งหูนางเบาๆ ก่อนไล้เลียจุดอ่อนไหวที่ใบหู หนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางซ้าย เขาก็ย้ายไปรังแกนางทางด้านขวา ยามหนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางขวา เขาก็ก้มลงรังแกนางทางฝั่งซ้าย ด้านล่างก็ฉวยโอกาสจับมือนางไปกุมแท่งหยกที่ใหญ่โตนั่น ค่อยๆ จับมือนางรูดสิ่งที่ห่อหุ้มสิ่งนั้นขึ้นและลงอย่างใจเย็น พอนางจะชักมือออกก็กระซิบข่มขู่เสียงทุ้มต่ำแหบห้าว“อย่าดื้อ หากเจ้าไม่ช่วยเหลือข้า ข้าทนไม่ไหวขึ้นมาจะทำอย่างไร?”“ชะ...ช่วย...?”หนิงซินพลันนึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับตั้งแต่เทพเซียน ปีศาจ หญิงชาวบ้าน สตรีชนชั้นสูง หญิงงามล่มเมือง ไปจนถึงวีรสตรีกู้ชาติ ของมารดาในบรรดาเรื่องเล่าขานมากมายเหล่านั้น มีเรื่องเกี่ยวกับการใช้ทุกส่วนในร่างกายสร้างความพึงพอใจให้บุรุษกล่าวเอาไว้ เป็นต้นว่าการรูดแท่งหยกขึ้นลงด้วยฝ่าเท้าทั้งสองข้างหรือกำมือสอดแทรกอยู่ไม่น้อยนางพลันเข้าใจว่าเขาต้องการให้ ‘ช่วย’ ทำสิ่งใดช่วยอะไรกัน เหตุใดจึงต้องช่วย ข้า...ข้าหาใช่ผู้เริ่มเรื่อง แล้วเหตุใด.
ทีแรกเขาคิดว่าการที่เขาดูแลนาง ดีต่อนาง เป็นเรื่องที่สมควรกระทำเพื่อชดเชยให้กับนาง แม้เทียบกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปในคืนนั้นแล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ที่ทำเพื่อนางย่อมไม่อาจชดเชยกันได้ ทว่านี่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เขาสงบจิตสงบใจลงได้ เขาจึงดูแลเอาใจใส่นาง ดีต่อนางอย่างที่ไม่เคยปฏิบัติกับใครมาก่อนทว่าความรู้สึกผิดและความคิดที่อยากจะชดเชยให้นาง กับอารมณ์ความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวในยามนี้นั้น แตกต่างกันยิ่งมองนางเขาก็ยิ่งรู้สึกว่านางช่างนุ่มนวลสมเป็นกุลสตรีและงามพร้อม ขณะเดียวกันก็ยังมีความกล้าหาญ รักราษฎรและแผ่นดินเกิดมากกว่าชีวิตและความปลอดภัยของตนเอง ทว่าสตรีที่งดงามทั้งภายนอกและภายในเช่นนี้กลับโดนกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมแรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่ามันเป็นเพียงความชื่นชม ทว่ายามนี้ ยามที่เห็นนางกัดริมฝีปากช้อนตามองค้อน หัวใจเขากลับเต้นผิดจังหวะ รู้สึกว่านางช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากบีบแก้มนุ่มนิ่มนั่นเบาๆ พอหน้านางยิ่งงอเง้าจะได้ระดมจุมพิตทั้งแก้ม ทั้งหน้าผาก ทั้งริมฝีปากจิ้มลิ้มนั่น หยอกเย้ารังแกให้นางเลิกทำหน้างอ แล้วจากนั้น...คิดเพียงเท่านี้ เลือดชายฉกร
วัดจากวิธีที่แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ปฏิบัติต่อตนในยามนี้ หนิงซินค่อนข้างแน่ใจว่านางได้ครอบครอง ‘อำนาจ’ เหนือคนผู้นี้แล้ว สิ่งที่นางต้องทำจวบจนจะแน่ใจได้ว่าแคว้นป๋าย หรืออย่างน้อยๆ ก็ผู้คนที่เหลือในแคว้นป๋ายจะอยู่รอดปลอดจากภัยสงคราม ก็คือการรักษาอำนาจนี้ไว้ และถ้าเป็นไปได้ นางย่อมต้องทำให้ตนเองมีอำนาจอิทธิพลเหนือคนผู้นี้ให้มากขึ้น...มากขึ้นไปเรื่อยๆ มารดาเคยสั่งสอนนางด้วยการยกเอาเรื่องราวของสตรีล่มแคว้น นารีล่มเมืองทั้งหลายในอดีตมาเล่าให้นางฟัง เล่าละเอียดถึงขั้นว่าพวกนางใช้กลเม็ดเคล็ดลับใดตอนไหนบ้าง...ซึ่งนางค่อนข้างมั่นใจว่ากว่าเจ็ดส่วน เสด็จแม่ของนางย่อมต้องแต่งเสริมเติมเรื่องราวเข้าไปเพื่อสั่งสอนนาง นางไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องเล่าขานพวกนั้นจะบอกเล่าละเอียดกันถึงขั้นบรรยายเรื่องกิริยามัดใจบุรุษรวมไปถึงกลยุทธ์ชั้นเชิงกลกามเอาไว้นางใคร่รู้ยิ่งนัก หากนางนำเอากลเม็ดเคล็ดลับเหล่านั้นมาใช้เพื่อการนี้ ตัวนาง นับจากนี้ จะแปรเปลี่ยนเป็นหญิงแพศยาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจปานใด เพราะนับตั้งแต่ผ่านพ้นเรื่องราวในคืนนั้
จากเด็กน้อยไม่รู้เดียงสา สู่องค์หญิงคนสำคัญของแว่นแคว้น แล้วผันแปรเป็นหญิงเพศยา นางจิ้งจอกล่มแผ่นดิน สุดท้ายก็ต้องมารับบทบาทนางจิ้งจอกในชีวิตจริง ณ ที่นี่ท่ามกลางความเงียบงัน หนิงซินแม้เหนื่อยล้ากับบทบาทของตนเองในงิ้วโรงเรื่องนี้เต็มที ก็ยังพยายามอธิบายเสริมให้ทุกประโยคที่กล่าวออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั่น แม้แผ่วเบาราวกับท่วงทำนองหวานล้ำในสายลม กระแสเสียงกลับฟังถนัดชัดเจนทุกถ้อยคำ…“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นบิดาของอดีตพระราชชายาที่ล่วงลับ ในสายตาของข้าแล้วท่านเสนาบดีเป็นขุนนางที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้าไม่เคยเห็นเสด็จพ่อพระทัยขุ่นมัวเพราะท่านเสนาบดีท่านนี้มาก่อน...เสนาบดีท่านนี้เป็นผู้รู้จักหนักเบา ซ้ำยังวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ยามศึกสงครามเช่นนี้ก็ยังสละทรัพย์สินส่วนตนตั้งโรงทานแจกจ่ายแป้งย่างที่เก็บได้นานมากหน่อยและข้าวต้มอย่างไม่เสียดาย...หากเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย ย่อมต้องเข้าใจ ว่าสิ่งใดคือทางเลือกที่ดีที่สุดต่อแคว้นป๋ายและเหล่าราษฎรตาดำๆ”เห็นความพยายามของนางเช่นนี้แล้ว หยางหยางคิดว่าสมควรกล่าวอะไรสัก
คนรักอย่างนั้นรึ?ไม่...ไม่ใช่...มีความเชื่อที่ว่า สตรีที่ดีควรมีชายเดียว ดังนั้นเมื่อตกเป็นของผู้ใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้นไปชั่วชีวิต บุรุษผู้นั้นให้ไปซ้ายก็ไม่กล้าไปขวา บุรุษผู้นั้นบอกให้ไปขวาก็ไม่กล้าไปซ้าย บุรุษผู้นั้นกล่าวสิ่งใดก็ยอมตาม ไม่มีเกี่ยงงอนขัดขืนใดใดเลยสักคำ ปฏิบัติราวกับบุรุษผู้นั้นเป็นเจ้าชีวิตก็ไม่ปานแคว้นป๋ายเป็นแคว้นที่เคร่งครัดในมารยาทธรรมเนียมตลอดจนจารีตประเพณี ไม่แน่ว่าองค์หญิงรองเองก็เป็นผู้หนึ่งที่เชื่อว่า เมื่อตกเป็นของชายใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้น...วัดจากท่าทีของนางในยามนี้...ไม่ผิดแล้ว นี่ข้า...สตรีดีๆ เช่นนี้...หยางหยางรังเกียจตัวเองนัก ได้แต่ไถ่โทษด้วยการเป็นหลักให้องค์หญิงรองพิงกายเขียนสาร สองมือก็ช่วยจับโต๊ะให้นางให้มั่นคงยิ่งขึ้น ยิ่งนางยอมรับความช่วยเหลือจากตนโดยไม่อิดเอื้อน ในช่องอกก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีลิ่มทิ่มแทงใจหยางหยางไม่รู้ตัวว่าตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนานเท่าใด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่องค์หญิงรองเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงห