Se connecterเมษากานต์ ย้อนเวลากลับมาในยุครัตนโกสินทร์ ได้พบกับขุนเทวัญ ท่านขุนผู้เพียบพร้อม ในโลกที่กาลเวลาซ้อนทับ พวกเขาจะสามารถแก้ไขโชคชะตาที่เคยผิดพลาดได้หรือไม่ หรือคำสัญญาในฝันจะเป็นเพียงเงาของความทรงจำ
Voir plusกล้องมือถือบนขาตั้งวางอย่างมั่นคงในห้องนอนคอนโดสไตล์ลอฟต์ แสงไฟริงสะท้อนใบหน้าเรียวคมของหญิงสาวที่ชื่อว่าเมษากานต์ หรือที่ใคร ๆ ในโลกออนไลน์รู้จักในชื่อเมษาพาแซ่บ บิวตี้บล็อกเกอร์สาววัยยี่สิบห้า
ผู้มากับวาจาปรอทแตกและแหกคอนเทนต์รีวิวตัวแม่ตัวมารดาไม่ไหว“สวัสดีค่า เมษามาแล้วค่ะทุกคน วันนี้เรามาในลุคพิธีกรสารคดีแห่งชาติ เพราะของที่อยู่ในมือเมษาตอนนี้ ไม่ใช่ของเล่นนะคะทุก ๆ คน แต่มันคือ สร้อยโบราณของจริง”
เธอพูดพร้อมหมุนสร้อยในมือเล่นไปมา ตัวสร้อยดูเก่าแก่แต่มีพลังบางอย่าง มันเป็นทองคำสลักลายประณีต พร้อมจี้กลมเล็กที่มีลายไทยวิจิตร ดูไปแล้วก็แอบหรูแบบคลาสสิกมากกว่าน่ากลัว
“ทุกคน ดูสร้อยที่เมษาเพิ่งซื้อมาสิ เมษาไปเจอที่ร้านขายของเก่า แล้วเมษาก็ เอ่อ...แอบตื่นเต้นค่ะ เพราะเขาบอกว่าสร้อยเส้นนี้น่ะ เคยเป็นของคุณหญิงคนหนึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์เลยทีเดียว ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ใช่หรือมั่ว ของเก่าขนาดนั้นจะยอมขายให้เมษาถูก ๆ เหรอ ก็ไม่รู้สินะ” เธอยักไหล่พลางยิ้มกรุ้มกริ่ม มองสร้อยเหมือนของเล่นใหม่
“อย่าหาว่าเวอร์วังนะ เมษาว่าสร้อยเส้นนี้มันแบบ มีพลังลึกลับอะ แค่จับก็เหมือนใจสั่นเบา ๆ แล้ว ถ้าเป็นของเก่าของจริง เจ้าของจะเป็นผู้หญิงแบบไหนนะ จะสวยหวานหรือสวยแซ่บแบบเมษากันนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เมษาจะใส่สร้อยไปถ่ายละคร รู้กันหรือยังว่าเมษาได้เล่นละครพีเรียดแล้วนะ ถึงจะได้รับบทตัวประกอบก็เถอะ”
พูดจบ เธอก็หยิบสร้อยขึ้นมาแนบกับคอ หัวเราะคิกขณะยืนโพสต์หน้ากล้อง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใดต่อ ฟ้าก็แลบวาบผ่านหน้าต่างของคอนโดชั้นยี่สิบ
เปรี้ยงงงง!!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่น กล้องดับ ไฟดับ โลกดับ จากนั้นเมษาก็หายวับไปพร้อมเสียงกรี๊ดที่ยังไม่ทันจบ แสงฟ้าแลบสว่างวาบทั้งห้องในพริบตา ราวกับโดนแรงดึงดูดจากอีกจักรวาล ร่างของเมษากานต์หายจากโลก
ติ๊กต็อกอย่างไร้ร่องรอยต่อหน้าผู้ชมของเธอเสียงล้อรถกระแทกเบรกดังกึก รถยนต์คลาสสิกสีดำขลับจอดแทบไม่ทัน บริเวณหน้าบ้านเรือนไทยผสมผสานตะวันตกตามแบบสมัยนิยมของเรือนขุนนางชั้นสูง คนขับรถหน้าเสีย รีบหันไปมองชายผู้มีใบหน้าขรึมในชุดราชปะแตน นุ่งโจงกระเบนที่ไม่ว่าใครมองเห็นก็รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องเป็นคนมียศฐาบรรดาศักดิ์ไม่น้อย
"ท่านขุน บ่าวเกือบขับรถเหยียบคนขอรับ"
"หา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างสงบนิ่งแต่ตาเริ่ม
มีแววตกใจ "คนไหนที่ไหน จู่ ๆ มาโผล่กลางถนนหน้าเรือนฉันได้อย่างไร"เขาเปิดประตูลงมาอย่างรวดเร็ว เดินก้าวยาว ๆ ด้วยท่าทางสุขุม แต่พอได้เห็นร่างนั้นชัด ๆ เขาก็ต้องนิ่งงันอยู่ตรงนั้น
ที่อยู่ตรงหน้าคือหญิงสาวสวมชุดแปลกประหลาดกางเกงขาสั้น เสื้อสั้นรัดรูปโชว์สะดือ ที่คอคล้องสร้อยลายไทย ใบหน้าขาวผ่องคิ้วเป๊ะ ปากแดง ชัดเจนว่าไม่ใช่หญิงบ้านนี้เมืองนี้
แต่ที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือ สัมผัสอย่างที่ไม่เหมือนหญิงใดที่เขาเคยพบ
"เธอเป็นใคร..." เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
"จะให้ทำอย่างไรดีขอรับ ไม่รู้ว่าคนบ้าหรือคนเมา" คนขับรถถามเสียงสั่น
"พาเข้าเรือนก่อน อย่าให้ใครเห็นมากนัก" เขาตอบหลังนิ่งคิดไปชั่วครู่
"ขอรับท่านขุน"
ขุนเทวัญอรรคเดชามองใบหน้าของหญิงสาวอีกครั้ง รอยแดงที่ขมับ ริมฝีปากที่เผยอน้อย ๆ ขณะหลับ อย่างกับหลุดมาจากภาพฝัน หรือจะเป็นนางฟ้านางสวรรค์
ภายในเรือนหลังใหญ่ แสงสว่างอ่อน ๆ ลอดผ่านบานหน้าต่างไม้สัก กลิ่นดอกมะลิเผาอ่อน ๆ ลอยมากระทบจมูก เมษากานต์ค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น
ก่อนเธอจะได้ตั้งสติเต็มที่ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของหญิงสาวหน้าตาหวานเรียบร้อยก็ปรากฏขึ้นที่บานประตูไม้
“เธอฟื้นแล้วหรือ” หญิงสาวที่เพิ่งเข้ามาเอ่ยถาม “ฉันเป็นบ่าวในเรือนนี้ ท่านขุนให้ฉันมาดูแลเธอ”
“บ่าว...” เมษากะพริบตา มองใบหน้าหวาน ๆ และการแต่งกายของหญิงสาวตรงหน้า เสื้อแขนสามส่วน
คอติดกระดุม ผ้าถุงลายพื้นสีหม่น ๆ ที่พับจีบเรียบร้อยดูเป็นทางการแบบย้อนยุคสุดขีด“ท่านขุน…” เมษาทวนอีกครั้ง ก่อนที่มือจะเอื้อมจับเสื้อครอปเอวลอยของตัวเองที่ตอนนี้เปรอะฝุ่นและมีรอยขาดแหว่งตรงชายเสื้อ
แม่พลอยเห็นเข้า ก็หน้าแดงรีบพูดขึ้นทันที
“ชุดของแม่หญิงนั้น คุณท่านขุนว่าแลไม่เหมาะจะอยู่ในเรือน มันขาดวิ่นและเปิดเผยนัก ท่านจึงให้ฉันจัดหาเครื่องแต่งตัวที่เหมาะสมให้”“เหรอ ก็สมควรแหละ เสื้อฉันนี่มันเอวลอยระดับเกือบเห็นชุดชั้นในเลยนี่นา แต่ว่าที่นี่ที่ไหน ทำไมเธอแต่งตัวแปลก ๆ”
“ที่นี่เรือนของพระยาภูบดินทร์ แห่งกรมพระราชวังบวร ส่วนคนที่พาเธอเข้ามาเมื่อครู่ คือขุนเทวัญอรรคเดชาหรือเรียกสั้น ๆ ว่าขุนเทวัญก็ได้ ท่านเป็นลูกชายของพระยาภูบดินทร์จ๊ะ”
เมษายังคงมึนงงจากการถูกฟ้าผ่าไม่พอ ยังต้องมามึนงงกับชื่อเรียกยาว ๆ ของคนบ้านนี้อีก จะอะไรก็ช่างแค่เธอยังไม่ตายก็พอแล้ว หรือนี่จะเป็นความฝันกันนะ
ไม่นานนัก แม่พลอยก็จัดแจงเอาผ้าถุงสีเทาเนื้อหยาบ กับเสื้อผ้าฝ้ายคอติดกระดุมสามเม็ดมาให้ พร้อมเครื่องประดับผ้าผูกผมเล็ก ๆ เธอจึงรับผ้าถุงนั้นมาแล้วสอดตัวเข้าไป จากนั้นใช้มือผูกปมขนาดใหญ่ไว้ที่ด้านหน้าราวกับว่ากำลังผูกผ้าเช็ดตัว
“แบบนั้นไม่ได้นะ มันไม่งาม” แม่พลอยร้องทักและเข้ามากุลีกุจอช่วยเมษาแต่งตัว “ขืนแต่งตัวแบบนี้คุณหญิงจันทร์วาดได้เอ็ดเอาใหญ่โต ท่านไม่ชอบความไม่เรียบร้อย”
“ใครอีกอ่ะ คุณหญิงจันทร์วาดที่ว่า”
“ก็ภรรยาของคุณหลวง แม่ของท่านขุนเทวัญ”
เมษาคิดว่าชื่อแต่ละคนช่างโบร๊าน โบราณเสียจริง แต่ก็ไม่ได้ว่าอย่างไรต่อ เธอใช้เวลาครู่ใหญ่ในการเข้าใจวิธีการนุ่งผ้าแบบจีบหน้านางที่แม่พลอยสอน กลั้นหัวเราะไม่ไหวกับท่าทางพับ จีบ ดึง ตึง ดัน จนสำเร็จในที่สุด
ยามที่เธอส่องกระจกกรอบไม้ทรงกลม เมษาถึงกับร้องออกมาเบา ๆ
“พระเจ้า นี่ฉันเป็นเมษาในเวอร์ชันสี่แผ่นดินชัด ๆ ดูสิ แขนเสื้อนี่รัดแบบไม่มีเนื้อในให้โชว์เลย”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ในแววตาเธอก็มีแววตื่นเต้นระคนประหลาดใจ มันทั้งย้อนยุค ทั้งน่ารัก และก็ถือว่าไม่ได้แย่นะ เธอยักคิ้วใส่เงาในกระจก
“ว่าแต่มือถือฉันไปไหน” เมษาบ่นอุบ มองไปรอบห้องอย่างร้อนรน
แม่พลอยหันมามองพลางเลิกคิ้ว “มือถือ หมายถึงมือน่ะเหรอ” เธอมองที่มือทั้งสองข้างของเมษาแล้วทำหน้าไม่แน่ใจ
เมษาหลุดหัวเราะ “ไม่ใช่มือจริง ๆ ฉันหมายถึงโทรศัพท์ ไว้โทรหาคน โทรเรียกรถกลับบ้าน ฉันจะเรียกแกรปกลับคอนโด”
แม่พลอยนิ่งไป แล้วทวนช้า ๆ “โทรศัพท์ แกรป คอนโด” เธอหันมามองหน้าเมษาเหมือนกำลังฟังมนุษย์ต่างดาวพูด
“ฟังไม่รู้เรื่องเลย” แม่พลอยพูดเรียบ ๆ แต่
สีหน้าเต็มไปด้วยความงงเมษาเอามือกุมขมับ
“โอ๊ยย นี่ฉันต้องเริ่มสอนศัพท์พื้นฐานกันตั้งแต่ตอนนี้เลยใช่มั้ยเนี่ย นี่มันยุคดิจิทัลแล้ว เธอไปตกยุคมาจากไหนเนี่ย เออ ว่าแต่เธอชื่ออะไร”
“ฉันชื่อพลอย”
“ฉันชื่อเมษานะ”
บานประตูไม้เปิดออกเบา ๆ พร้อมเสียงฝีเท้าหนักแน่น หญิงสาวผู้เพิ่งแปลงกายเป็นแม่หญิงโบราณยืนเกร็งอยู่กลางห้อง เมื่อชายผู้มีอำนาจในเรือนก้าวเข้ามา ใบหน้าคมเข้ม
เมษาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สายตายังเบลอ ๆ
แต่ทันทีที่เห็นชายตรงหน้าชัดเจน ใบหน้าคมเข้มแบบไทยแท้ สวมเสื้อราชปะแตนพอดีตัว โจงกระเบนพับเป๊ะ ใบหน้าหล่อเข้าขั้นพระเอกหนังพีเรียด แล้วเธอก็หลุดอุทานออกมาเสียงดัง“โอ๊ย...หล่อเกิ๊น! นี่ถ่ายละครพีเรียดกันอยู่เหรอเนี่ย มิน่าล่ะ ทุกอย่างรอบตัวถึงได้ดูโบราณไปหมด”
แม่พลอยที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องสะดุ้ง จนเกือบทำขันน้ำในมือหล่น ส่วนชายเจ้าของเรือน ผู้มีท่าทีสุขุมแต่สายตาคมลึก เลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่แน่ใจว่าควรจะทำสีหน้าอย่างไร
“เธอว่ากระไรนะ” เสียงเขานิ่ง เรียบ แต่หนักแน่นจนห้องทั้งห้องเงียบลงในพริบตา
เมษายิ้มแห้ง ๆ รีบลดเสียงลง “ปะ...เปล่าค่ะ แค่ชมว่าแบบ คนที่นี่หล่อกันทั้งนั้นเลยค่ะ”
เขายืนนิ่ง แล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างช้า ๆ “เธอมาจากที่ไหน เหตุใดถึงมาเป็นลมฟุบอยู่ที่หน้ารถฉัน”
เมษาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ อย่างคนยังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนกันแน่
“คือเรื่องมันแปลกมากค่ะ ฉันอยู่ดี ๆ กำลังถ่ายคลิปติ๊กต็อกอยู่ที่ห้อง แล้วใส่สร้อยโบราณเส้นหนึ่ง ฟ้าผ่าปัง แล้วฉันก็ฟื้นมาอีกทีตรงหน้าบ้านคุณเลยอะค่ะ เป็นงงมาก” เธอพูดรัว มือไม้ประกอบเต็มที่ เหมือนกำลังไลฟ์สด
แต่ทั้งชายหนุ่มและแม่พลอยกลับยืนนิ่งราวกับโดนแช่แข็ง เพราะภาษาที่เธอพูดมันฟังดูแปร่ง ๆ พิกล ทั้งคำว่าติ๊กต็อกบ้าง เป็นงงบ้าง มันไม่ใช่ภาษาที่คนทั่วไปยุคนี้พูดกัน
“เธอชื่ออะไร”
“เมษากานต์ค่ะ เรียกเมษาก็ได้”
ท่านขุนพยักหน้าเพียงเล็กน้อย ดวงตาไม่ละจากใบหน้าเธอเลยแม้แต่นิด “หากเรื่องราวของเธอยังเลอะเลือนอยู่เช่นนี้ คงต้องเริ่มจากชื่อก่อน เอาเป็นว่าจะเรียกว่าแม่เมษา ก็แล้วกัน”
เขาหันไปมองแม่พลอย “ให้แม่เมษาอยู่ที่เรือนนี้ไปก่อน จนกว่าจะหาความกระจ่างได้”
แม่พลอยพยักหน้ารับช้า ๆ “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
เมษายืนมึน ๆ มองไปรอบตัวเหมือนยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ตกลงนี่คือกองถ่ายหรือบ้านโบราณของใครสักคนที่อินจัดกับธีมรัตนโกสินทร์หรือเปล่า
แต่ในหัวเธอตอนนี้กลับมีความคิดเดียวที่ชัดเจน
“โอเค ถ้าอยู่ที่นี่แล้วได้อยู่ใกล้ท่านขุนกล้ามแน่นหน้าคมระดับพระเอกพีเรียดช่องดังขนาดนี้ แม่เมษาก็ยอมค่ะ”
กลางดึกคืนนั้น ลมพัดผ่านหน้าต่างเรือน เสียงพื้นเรือนแกรกกรากเบา ๆ คล้ายเสียงบางอย่างที่กระซิบจากอดีต ขุนเทวัญนอนนิ่งอยู่บนฟูก ห่มผ้าผืนบาง แสงจากตะเกียงหัวเตียงไหวระริก เขาเข้าสู่นิทราอย่างเงียบงัน ก่อนจะเข้าสู่ความฝัน ที่เหมือนจริงจนรู้สึกถึงลมหายใจของอีกคนในฝันเขายืนอยู่กลางเรือนไทยไม้สักหลังหนึ่ง ท่ามกลางแสงแดดอ่อนปลายรุ่ง เสียงระฆังวัดดังแว่วจากที่ไกล กลิ่นอบเชยและน้ำอบลอยมาแตะจมูกและตรงหน้าของเขาคือหญิงสาวผู้หนึ่ง สวมสไบเฉียงสีขาวนวล ผ้านุ่งสีแดงเลือดนก จีบหน้านางละเอียด เธอยิ้มพลางใช้มือบางแตะไหล่เขาเบา ๆ แววตาคู่นั้นทั้งคุ้นเคย ทั้งเศร้าและอ่อนหวานปนกัน“ท่านมาช้าอีกแล้ว” เสียงเธอเบาดุจสายลมที่กระซิบข้างหู“แต่ข้ากลับมาแล้ว” เขาพูดเสียงแผ่วตอบกลับทั้งที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดกับใคร แม้ว่าจะเจอเธอมาหลายคราในห้วงนิทรา หัวใจแน่นตื้อเหมือนเคยพูดประโยคนี้มานับพันครั้ง“เราจะไม่พรากจากกันอีกใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยเขาคว้ามือเธอไว้ แต่แสงอาทิตย์กลับสว่างวาบ ภาพนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป ขุนเทวัญสะดุ้งตื่นในเช้ามืด เหงื่อซึมเล็กน้อยบนหน้าผาก แม้อากาศจะเย็นเขาลุกนั่งนิ่ง สบตากับความเงียบในห้อง เสี
เสียงฝนยังคงพรำลงไม่หยุด ใต้ชายคาศาลาเล็ก ๆ เมษายืนใกล้ขุนเทวัญจนได้กลิ่นไอของผ้าที่ชื้นด้วยฝนและกลิ่นกายของท่านขุนคลุ้งจาง ๆ ขุนเทวัญยังคงถือผ้าคาดเอวผืนยาวที่ใช้บังฝนให้เมษาไว้ในมือ ปลายผ้ายังเปียกอยู่บ้าง แต่มุมหนึ่งแห้งเมษาหันมามองเขา เห็นใบหน้าของขุนเทวัญมีหยดน้ำเกาะอยู่ตามขมับ แก้ม และปลายคาง“คุณพี่ขุนเปียกหมดเลย” เมษาพูดเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมาหยิบปลายผ้าคาดเอวจากมือเขา ขุนเทวัญชะงักมอง ยังไม่ทันเอ่ยห้าม เมษาก็ยกผ้าผืนนั้นขึ้นอย่างเบามือ แล้วค่อย ๆ เช็ดหยดน้ำที่ข้างแก้มของเขา ขยับเลื่อนไปที่ขมับ และหน้าผากที่มีหยดน้ำเกาะพราว“อยู่เฉย ๆ สิคะจะเช็ดให้” เมษาว่าพลางยิ้มละไมขุนเทวัญยืนนิ่งเหมือนถูกมนตร์สะกด ใบหน้าเขานิ่งแต่หูเริ่มแดง แล้วแดงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตอนที่ปลายนิ้วของเมษาแตะลงเบา ๆ ตรงข้างสันกราม“คุณพี่ขุนหน้าแดงอีกแล้ว” เมษาเอียงคอถาม ยิ้มแบบคนรู้ทันขุนเทวัญเบือนหน้าหลบ “เธอนี่ ชอบพูดจาน่าเอามืออุดปากเสียจริง”“คุณพี่ขุนเนี่ยเป็นผู้ชายที่เรียบร๊อย เรียบร้อยนะคะ โดนแซวแค่นี่ถึงกับเขิน แต่ก็น่ารักนะเนี่ย” เมษายักคิ้วขุนเทวัญถึงกับไอออกมาในลำคอ “แม่เมษา พูดจาไม่งามเลย
ในเช้าของวันที่แสงแดดอ่อน เสียงนกเอี้ยงร้องแว่วจากยอดมะม่วง แม่พลอยจัดผมให้เมษาอยู่หน้าห้องเรือนในด้วยสีหน้าเคร่งครัด เพราะว่าพระยาภูบดินทร์ บิดาของขุนเทวัญกลับมาจากราชการที่หัวเมืองเหนือ และทราบว่าที่เรือนมีหญิงหลงทางมาอยู่อาศัย จึงอยากพบกับเมษา“ฟังให้ดีนะ เธออย่าเผลอพูดอะไรแปลกหูเหมือนที่ชอบพูดกับฉันต่อหน้าคุณท่านนะ”“จ้า จะเรียบร้อยแบบกุลสตรีศรีรัตนโกสินทร์เลยแม่พลอย” เมษาเบะปากใส่กระจกบนเรือนใหญ่ พระยาภูบดินทร์นั่งอยู่ที่ตั่งกลางเรือน เสื้อแพรสีเทาเงินตัดกับผ้าพับอย่างเรียบ เส้นผมขาวแซมข้างหู แต่ดวงตายังคมและนิ่ง ข้าง ๆ กันคือคุณหญิงจันทร์วาด ที่กำลังจิบชาด้วยท่าทางของหญิงชั้นสูงเมษาเดินเข้ามาด้วยอาการกึ่งประหม่า แต่พยายามทำใจดีสู้เสือ“กราบสวัสดีค่ะ คุณท่าน คุณหญิง แล้วก็คุณพี่ขุน เอ๊ย ท่านขุนเทวัญค่ะ” มือยกพนมแสนเรียบร้อย แต่เสียงสั่นปลายประโยคคุณหญิงหรี่ตามองตั้งแต่หัวจรดปลายซิ่น “ขอให้ความเรียบร้อยนั้นอย่าได้หมดอายุภายในห้านาทีเถอะ”พระยาภูบดินทร์หัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ เสียงหัวเราะที่ไม่ได้ยินบ่อยในเรือนนี้“เธอคือแม่เมษาหรือ ดูท่าทางแปลกจากคนบ้านนี้เมืองนี้ยิ่งนัก
เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ฝรั่งดังกระหึ่มขณะแล่นไปตามถนนลูกรังในพระนคร เมษานั่งเบียดแม่พลอยอยู่เบาะหลัง ดวงตาโตเท่าไข่ห่าน มองซ้ายขวาไม่หยุดส่วนขุนเทวัญนั่งอยู่เบาะด้านหน้าโดยมีเฟื่องเป็นคนขับรถ รถยนต์สีดำสนิทเงางาม ประทุนเปิดรับลมเย็นบาง ๆ ของช่วงสายวันนั้น“เพิ่งเคยนั่งรถโบราณย้อนยุคครั้งแรก” เมษาตะโกนฝ่าลม“รถโบราณอะไรกันแม่เมษา คันนี้เพิ่งนำเข้ามาจากอังกฤษเลยนะ” ขุนเทวัญพูดโดยไม่หันกลับมามอง“จริงด้วย นี่เรามาอยู่ในยุครัตนโกสินทร์นี่” เมษาบอกกับตัวเองก่อนที่จะหันไปมองทิวทัศน์รอบข้างของพระนครยุครัตนโกสินทร์รถยนต์แล่นมาหยุดที่หน้ากรมพระคลังสินค้า ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมผสมไทย-ตะวันตก ตัวอาคารสองชั้นทาสีขาวครีม มีบานหน้าต่างโค้งประดับไม้ฉลุลายทอง เสาเรียงรายรับชายคายาว หน้ากรมมีธงชาติสยามปลิวไสว เมษานั่งอ้าปากค้างอยู่เบาะหลัง“โอ้โห นี่หรือคือกรมพระคลังสินค้าของจริง มันทั้งสวยและดูขลังมาก”ขุนเทวัญหันมามองด้วยสีหน้าขรึมแต่แววตาขำ “ดูเธอจะไม่เคยเข้ามากลางพระนครสินะ”เขาก้าวลงจากรถแล้วหันมาทางแม่เมษาและแม่พลอย“ฉันต้องเข้าไปสะสางราชการภายในไม่นานนัก พวกเธอรออยู่แถวนี้ก่อน”“เจ้าค่ะ” แม่





