ทว่าหากไม่เป็นเช่นนั้นเล่า?
หากไม่เป็นเช่นนั้นจริง หากนางที่ร่างกายบอบช้ำอ่อนล้าเผลอผล็อยหลับไปในสภาพนี้ แล้วพอถึงตอนรุ่งเช้า เหล่าทหารรับใช้ของแม่ทัพผู้นั้นเปิดกระโจมเข้ามาเห็นเข้า สิ่งที่นางยอมสละ ตลอดจนเกียรติภูมิของแคว้นป๋ายและราชวงศ์สกุลหนิงที่เสียไป คงนับว่าเสียเปล่าแล้ว...
ไหนจะยังสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเสียดกระดูกนี่อีกเล่า หากนางล้มป่วยและตายลงไปก่อนหน้าที่สองแคว้นจะเจรจาสงบศึก เช่นนั้นการเจรจายุติสงครามอย่างสันติที่นางวาดฝันเอาไว้ก็คงยิ่งไร้โอกาสเป็นไปได้...
แม้จะบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ หนิงซินพยายามแข็งใจ ดัดแปลงชุดที่ขาดวิ่นมาสวมใส่ ทว่าไม่ว่าจะทำอย่างไร นอกจากกระโปรงชั้นในตัวบางกับผ้าคล้องแขนริ้วบางผืนยาวแล้ว เสื้อผ้าชุดเดิมทั้งหมดก็ล้วนยับเยินเกินเยียวยา ไม่สามารถนำมาสวมใส่ได้อีก
ชั่วขณะนั้น จู่ๆ หางตาของนางก็สังเกตเห็นผ้าขนจิ้งจอกขาวผืนใหญ่ที่พาดอยู่บนฟูก
แคว้นฉี แคว้นก่อนหน้าที่กองทัพทมิฬของเฮยเซ่อเย่ว์ย่ำเหยียบ เป็นแคว้นที่ทำการค้ากับชาวแดนไกลจนมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นแพรพรรณ ขนสัตว์ ข้าวของเครื่องใช้ ตลอดจนเครื่องประดับที่มาจากแคว้นฉี ล้วนแล้วแต่เป็นของชั้นดีที่หาได้ยากทั้งสิ้น เดาว่าผ้าขนจิ้งจอกขาวพิสุทธิ์ผืนใหญ่ที่พาดอยู่บนฟูกผืนนั้น คงเป็นหนึ่งในบรรดาข้าวของมากมาย ที่กองทัพทมิฬยึดเอามาจากแคว้นฉี หลังจากที่บุกเข้าย่ำเหยียบจนแคว้นฉีที่ไม่ยอมศิโรราบ แหลกสลาย กลายเป็นฝุ่นผง
“จิ้งจอก...” หนิงซินหัวเราะให้กับความบังเอิญอันน่าอดสู นางสวมกระโปรงชั้นในเนื้อบางเบาก่อนเก็บรวบรวมเศษเสื้อผ้าที่ถูกฉีกทึ้งทั้งหมดไปห่อรวมกัน แล้วนำไปซุกซ่อนไว้ ณ มุมอับสายตามุมหนึ่งของกระโจม ทำราวกับว่าขอเพียงตนเองไม่เห็นของเหล่านี้ก็จะสามารถลืมเลือนสิ่งที่เกิดขึ้นลงได้ จากนั้นก้าวขาไปยังฟูก คว้าผ้าขนจิ้งจอกผืนใหญ่มานุ่งห่มและรัดไว้ด้วยผ้าคล้องแขนผืนยาว มองเผินๆ ยังดูคล้ายนางระบำแคว้นสวีซึ่งติดตามคณะฑูตแว่นแคว้นตน มาจากดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง ซึ่งแม่นมของนางกล่าวว่าผู้คนนิยมห่มคลุมร่างกายด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์เช่นนั้น
ตอนนี้นางก็คือนางจิ้งจอกขาวที่แต่งกลายคล้ายนางระบำผู้หนึ่งของแคว้นสวี...
หนิงซินทิ้งตัวลงนอนหงายบนฟูก จ้องมองเพดานกระโจมนิ่งค้าง น้ำตายังคงหลั่งรินไม่หยุด
ก็ไม่รู้ว่าหากคนผู้นั้นได้เห็นนางในสภาพนี้เข้า จะขุ่นเคืองหรือสมเพชเวทนานางสักกี่ส่วนกันแน่ ทว่าจะขุ่นเคืองก็ดี จะสมเพชเวทนาหรือนึกขันก็ช่าง จะอย่างไรคนผู้นั้นก็ไม่มีทางปฏิบัติต่อนางดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้อยู่แล้ว ...ดังนั้น เขาจะทำอย่างไร จะแสดงออกอย่างไร จะปฏิบัติต่อนางอย่างไร ก็ปล่อยให้เขาทำไปเถิด...
หนิงซินเหนื่อยล้า ปิดเปลือกตาอย่างยอมจำนน รู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่ถูกเหวี่ยงลงไปกองกับพื้น ทำเอาเจ็บจุกจนตัวงอ!
“อึก...” นางเปิดเปลือกตาหนักๆ ขึ้นมองบุรุษเบื้องหน้าอย่างไม่เข้าใจ
ไม่ทันที่นางจะได้ตั้งตัว แม่ทัพต่ำช้าซึ่งยามนี้หน้าเขียวหน้าดำ ดูโกรธเกรี้ยวก็ปาไหสุราลงข้างๆ ตัวนาง ก่อนถอดเสื้อผ้าตัวเองออกช้าๆ กัดฟันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคียดแค้นทว่าแฝงความเมามาย
“นางปีศาจ...เจ้ามันเป็นปีศาจ ปีศาจจิ้งจอก!”
เสียงเช่นนี้...
คนผู้นี้...เมาสุรา?
หนิงซินเข้าใจสถานการณ์ทันที ยามนี้คนผู้นี้ดื่มเหล้าจนเมามาย กลับมาถึงกระโจมก็เป็นบ้าอาละวาด คิดระบายอารมณ์โกรธแค้นในอกกับนาง!
ไม่...ไม่นะ...
นางยัง...นางยังรู้สึกเจ็บส่วนนั้นอยู่เลย!
หลังการกึ่งจะโดนบังคับจับมาบำเพ็ญประโยชน์ของหนิงซินจบลง หยางหยางซบหน้าลงที่ซอกคอหอมละมุน เขาหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นจุมพิต และจูบหน้าผากนางเบาๆ จากนั้นก็เช็ดทำความสะอาดร่างกายให้นาง ก่อนจัดท่าจัดทางให้นางนอนหนุนแขนเหมือนเคยหนิงซินยังคงหอบหายใจน้อยๆ อยู่อีกพักใหญ่ หลังสงบใจลงแล้วถึงค่อยเอียงคอสบตา เลื่อนมือน้อยขึ้นสัมผัสแก้มเขาเบาๆหยางหยางกุมมือนั้นไว้“อย่าทำแบบนี้ ข้าจะทำให้เจ้าต้องเจ็บ”หนิงซินรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร ยามนี้นางไม่โกรธเกลียดชิงชังเขาแล้วไม่ถูก อันที่จริงนางอาจมิได้โกรธเกลียดชิงชังเขาเลยตั้งแต่แรกเฮยเซ่อเย่ว์สูญเสียเชื้อพระวงศ์แทบจะทั้งหมดเพียงเพราะการปรากฏตัวของนาง นางเข้าใจในความโกรธแค้นและความเกลียดชังที่คนแคว้นนี้มีต่อนางเป็นอย่างดี ฉะนั้น แม้ในตอนแรกนางจะเกลียดและกลัว แต่เมื่อลองใคร่ครวญดูอีกหนในระหว่างล้มป่วยเจียนตาย นางก็ละวางทุกสิ่งได้ด้วยความเข้าใจถึงเหตุและผลของสรรพสิ่งดั่งที่ท่านอาจารย์ผู้ชราของนางและน้องสี่ในวัยเยาว์กล่าวไว้‘ไม่มีผลใดปราศจากเหตุ
เขาไม่ปล่อยให้นางคิดในตอนที่นางกำลังสับสนลังเลอยู่นั้น เขางับติ่งหูนางเบาๆ ก่อนไล้เลียจุดอ่อนไหวที่ใบหู หนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางซ้าย เขาก็ย้ายไปรังแกนางทางด้านขวา ยามหนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางขวา เขาก็ก้มลงรังแกนางทางฝั่งซ้าย ด้านล่างก็ฉวยโอกาสจับมือนางไปกุมแท่งหยกที่ใหญ่โตนั่น ค่อยๆ จับมือนางรูดสิ่งที่ห่อหุ้มสิ่งนั้นขึ้นและลงอย่างใจเย็น พอนางจะชักมือออกก็กระซิบข่มขู่เสียงทุ้มต่ำแหบห้าว“อย่าดื้อ หากเจ้าไม่ช่วยเหลือข้า ข้าทนไม่ไหวขึ้นมาจะทำอย่างไร?”“ชะ...ช่วย...?”หนิงซินพลันนึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับตั้งแต่เทพเซียน ปีศาจ หญิงชาวบ้าน สตรีชนชั้นสูง หญิงงามล่มเมือง ไปจนถึงวีรสตรีกู้ชาติ ของมารดาในบรรดาเรื่องเล่าขานมากมายเหล่านั้น มีเรื่องเกี่ยวกับการใช้ทุกส่วนในร่างกายสร้างความพึงพอใจให้บุรุษกล่าวเอาไว้ เป็นต้นว่าการรูดแท่งหยกขึ้นลงด้วยฝ่าเท้าทั้งสองข้างหรือกำมือสอดแทรกอยู่ไม่น้อยนางพลันเข้าใจว่าเขาต้องการให้ ‘ช่วย’ ทำสิ่งใดช่วยอะไรกัน เหตุใดจึงต้องช่วย ข้า...ข้าหาใช่ผู้เริ่มเรื่อง แล้วเหตุใด.
ทีแรกเขาคิดว่าการที่เขาดูแลนาง ดีต่อนาง เป็นเรื่องที่สมควรกระทำเพื่อชดเชยให้กับนาง แม้เทียบกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปในคืนนั้นแล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ที่ทำเพื่อนางย่อมไม่อาจชดเชยกันได้ ทว่านี่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เขาสงบจิตสงบใจลงได้ เขาจึงดูแลเอาใจใส่นาง ดีต่อนางอย่างที่ไม่เคยปฏิบัติกับใครมาก่อนทว่าความรู้สึกผิดและความคิดที่อยากจะชดเชยให้นาง กับอารมณ์ความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวในยามนี้นั้น แตกต่างกันยิ่งมองนางเขาก็ยิ่งรู้สึกว่านางช่างนุ่มนวลสมเป็นกุลสตรีและงามพร้อม ขณะเดียวกันก็ยังมีความกล้าหาญ รักราษฎรและแผ่นดินเกิดมากกว่าชีวิตและความปลอดภัยของตนเอง ทว่าสตรีที่งดงามทั้งภายนอกและภายในเช่นนี้กลับโดนกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมแรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่ามันเป็นเพียงความชื่นชม ทว่ายามนี้ ยามที่เห็นนางกัดริมฝีปากช้อนตามองค้อน หัวใจเขากลับเต้นผิดจังหวะ รู้สึกว่านางช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากบีบแก้มนุ่มนิ่มนั่นเบาๆ พอหน้านางยิ่งงอเง้าจะได้ระดมจุมพิตทั้งแก้ม ทั้งหน้าผาก ทั้งริมฝีปากจิ้มลิ้มนั่น หยอกเย้ารังแกให้นางเลิกทำหน้างอ แล้วจากนั้น...คิดเพียงเท่านี้ เลือดชายฉกร
วัดจากวิธีที่แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ปฏิบัติต่อตนในยามนี้ หนิงซินค่อนข้างแน่ใจว่านางได้ครอบครอง ‘อำนาจ’ เหนือคนผู้นี้แล้ว สิ่งที่นางต้องทำจวบจนจะแน่ใจได้ว่าแคว้นป๋าย หรืออย่างน้อยๆ ก็ผู้คนที่เหลือในแคว้นป๋ายจะอยู่รอดปลอดจากภัยสงคราม ก็คือการรักษาอำนาจนี้ไว้ และถ้าเป็นไปได้ นางย่อมต้องทำให้ตนเองมีอำนาจอิทธิพลเหนือคนผู้นี้ให้มากขึ้น...มากขึ้นไปเรื่อยๆ มารดาเคยสั่งสอนนางด้วยการยกเอาเรื่องราวของสตรีล่มแคว้น นารีล่มเมืองทั้งหลายในอดีตมาเล่าให้นางฟัง เล่าละเอียดถึงขั้นว่าพวกนางใช้กลเม็ดเคล็ดลับใดตอนไหนบ้าง...ซึ่งนางค่อนข้างมั่นใจว่ากว่าเจ็ดส่วน เสด็จแม่ของนางย่อมต้องแต่งเสริมเติมเรื่องราวเข้าไปเพื่อสั่งสอนนาง นางไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องเล่าขานพวกนั้นจะบอกเล่าละเอียดกันถึงขั้นบรรยายเรื่องกิริยามัดใจบุรุษรวมไปถึงกลยุทธ์ชั้นเชิงกลกามเอาไว้นางใคร่รู้ยิ่งนัก หากนางนำเอากลเม็ดเคล็ดลับเหล่านั้นมาใช้เพื่อการนี้ ตัวนาง นับจากนี้ จะแปรเปลี่ยนเป็นหญิงแพศยาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจปานใด เพราะนับตั้งแต่ผ่านพ้นเรื่องราวในคืนนั้
จากเด็กน้อยไม่รู้เดียงสา สู่องค์หญิงคนสำคัญของแว่นแคว้น แล้วผันแปรเป็นหญิงเพศยา นางจิ้งจอกล่มแผ่นดิน สุดท้ายก็ต้องมารับบทบาทนางจิ้งจอกในชีวิตจริง ณ ที่นี่ท่ามกลางความเงียบงัน หนิงซินแม้เหนื่อยล้ากับบทบาทของตนเองในงิ้วโรงเรื่องนี้เต็มที ก็ยังพยายามอธิบายเสริมให้ทุกประโยคที่กล่าวออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั่น แม้แผ่วเบาราวกับท่วงทำนองหวานล้ำในสายลม กระแสเสียงกลับฟังถนัดชัดเจนทุกถ้อยคำ…“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นบิดาของอดีตพระราชชายาที่ล่วงลับ ในสายตาของข้าแล้วท่านเสนาบดีเป็นขุนนางที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้าไม่เคยเห็นเสด็จพ่อพระทัยขุ่นมัวเพราะท่านเสนาบดีท่านนี้มาก่อน...เสนาบดีท่านนี้เป็นผู้รู้จักหนักเบา ซ้ำยังวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ยามศึกสงครามเช่นนี้ก็ยังสละทรัพย์สินส่วนตนตั้งโรงทานแจกจ่ายแป้งย่างที่เก็บได้นานมากหน่อยและข้าวต้มอย่างไม่เสียดาย...หากเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย ย่อมต้องเข้าใจ ว่าสิ่งใดคือทางเลือกที่ดีที่สุดต่อแคว้นป๋ายและเหล่าราษฎรตาดำๆ”เห็นความพยายามของนางเช่นนี้แล้ว หยางหยางคิดว่าสมควรกล่าวอะไรสัก
คนรักอย่างนั้นรึ?ไม่...ไม่ใช่...มีความเชื่อที่ว่า สตรีที่ดีควรมีชายเดียว ดังนั้นเมื่อตกเป็นของผู้ใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้นไปชั่วชีวิต บุรุษผู้นั้นให้ไปซ้ายก็ไม่กล้าไปขวา บุรุษผู้นั้นบอกให้ไปขวาก็ไม่กล้าไปซ้าย บุรุษผู้นั้นกล่าวสิ่งใดก็ยอมตาม ไม่มีเกี่ยงงอนขัดขืนใดใดเลยสักคำ ปฏิบัติราวกับบุรุษผู้นั้นเป็นเจ้าชีวิตก็ไม่ปานแคว้นป๋ายเป็นแคว้นที่เคร่งครัดในมารยาทธรรมเนียมตลอดจนจารีตประเพณี ไม่แน่ว่าองค์หญิงรองเองก็เป็นผู้หนึ่งที่เชื่อว่า เมื่อตกเป็นของชายใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้น...วัดจากท่าทีของนางในยามนี้...ไม่ผิดแล้ว นี่ข้า...สตรีดีๆ เช่นนี้...หยางหยางรังเกียจตัวเองนัก ได้แต่ไถ่โทษด้วยการเป็นหลักให้องค์หญิงรองพิงกายเขียนสาร สองมือก็ช่วยจับโต๊ะให้นางให้มั่นคงยิ่งขึ้น ยิ่งนางยอมรับความช่วยเหลือจากตนโดยไม่อิดเอื้อน ในช่องอกก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีลิ่มทิ่มแทงใจหยางหยางไม่รู้ตัวว่าตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนานเท่าใด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่องค์หญิงรองเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงห