ไม่ทันจะได้ขยับไปไหนไกล บุรุษที่ตื่นตัวเต็มที่ก็จับขาข้างหนึ่งขานางเอาไว้ ลากขานางลงมา
เพราะไม่ทันตั้งตัว นางจึงตกอยู่ในสภาพอ้าขาให้คนน่ารังเกียจผู้นี้แทรกตัวเข้ามาคั่นกลางหว่างขาได้โดยง่าย
เขาไม่รอช้า ก้มลงสูดดมซุกไซ้ซอกคอนาง ก่อนเลื่อนลงต่ำ กระชาdอาภรณ์จิ้งจอกขาวที่นางพยายามกอดกุมไว้ออกแล้วขบเม้มเล็มไล้ โลมเลียหน้าอกอวบอิ่มของนางอย่างหิวกระหาย มือหนึ่งรวบสองมือนางที่พยายามต่อต้านผลักไสไว้เหนือหัว อีกมือขยำย่ำยีหน้าอกแน่นหนันของนางอย่างไม่ปรานีปราศรัย
ตอนนี้นางรู้สึกได้ว่าปลายของสิ่งนั้นก็ลังจ่ออยู่ที่ช่องทางที่ยังเจ็บปวดของนาง ที่น่าอดสูยิ่งกว่านั้น ที่ส่วนนั้นของนาง คล้ายจะเริ่มเปียกแฉะฉ่ำเยิ้ม ราวกับยินดีปรีดา เต็มใจต้อนรับการกลับมาของสิ่งน่ารังเกียจนั่น
ถึงแม้...ช่องทางของนางจะเริ่มแฉะชื้น ทว่า...ถ้าหากว่าคนผู้นี้ยังคงบุ่มบ่ามบังคับจับสิ่งนั้นกดลงมา นางอาจจะ...ทนไม่ไหวแล้วก็ได้...
ทว่าทนไม่ไหวก็เรื่องหนึ่ง การที่จำเป็นต้องทนให้ไหวก็นับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง...สถานการณ์ของนางในยามนี้ก็คืออย่างหลัง
หนิงซินตัดสินใจปล่อยให้คนใจทรามผู้นี้ทำตามใจ
นางรู้ดีว่าไม่อาจขัดขืน นางสู้แรงเขาไม่ได้ เช่นนั้นแล้ว...ไยไม่สู้เก็บแรงเอาไว้ รักษาชีวิตเอาไว้เพื่อบรรลุเป้าหมายในการมา ‘เจรจา’ ในครั้งนี้
คิดได้เพียงเท่านั้น โดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว แท่งหยกใหญ่ยักษ์ก็บุกทะลวงเข้ามาในกายนางอย่าอุกอาจ รวดเร็ว และรุนแรง!
“อ๊ะ!” ตอนนี้นางแทบไร้เสียงจะร้องแล้ว แต่คนผู้นี้หาได้ใส่ใจสักนิด
เขากดเอวดันเครื่องทรมานของตนเข้าลึกสุด จากนั้นก็กดริมฝีปาก เลื่อนมือลงกอดรั้งเอวนางเข้าแนบชิด บดริมฝีปากคลุ้งกลิ่นสุราจูบนางแนบแน่นจนแทบจะหายใจไม่ทัน...กลิ่นและรสสุรา...ที่พาให้นางคล้ายจะพลอยเมาตามไปด้วย
ทันทีที่จับสะโพกนางไว้มั่น เขาก็เริ่มขยับสะโพกนางบดคลึงแนบสนิทจนเนินเนื้อบดเบียดเสียดสีกัน ไม่ทันที่นางจะได้ตั้งสติ คนผู้นี้ก็ขยับโยกรัวถี่ ทำเอาจุดอ่อนไหว ณ เนินนูนนุ่มของนางเสียวปลาบไม่หยุด
นางไม่ต้องการสิ่งที่คนผู้นี้ยัดเยียดให้ แต่ทุกสัมผัสของคนผู้นี้กลับทำให้นางรู้สึกว่าตนเองต้องการสิ่งนี้!
“...หยุด...ได้โปรด...” มาถถึงตอนนี้ นางอดที่จะวิงวอนไม่ได้แล้ว
แต่คนผู้นี้คล้ายขาดสติ ไม่รับรู้อะไรแล้วทั้งนั้น
เขาคล้ายคนเก็บกดขาดแคลนมานานปี เสียสติ คลุ้มคลั่ง คล้ายคนอดอยากหิวโซมานานได้พบไก่ตุ๋นชามโต แม้รู้ดีว่าไก่ในชามจะเป็นเพียงไก่ตัวเล็กๆ ซีดๆ กินอย่างไรก็ไม่อิ่ม ก็ยังอดกินอย่างตะกละตะกลาม กินซ้ำไปซ้ำมา กัดแทะแม้กระทั่งกระดูกที่ถูกตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยของมันไม่ได้
...นางก็คือไก่ตุ๋นที่กำลังถูกคนป่าเถื่อนนี่กินอย่างตะกละตะกลามชามนั้น...
“...อึก...” แม้จะเริ่มรู้สึกเสียวซ่าน ตื่นตัว ตอบรับการกระทำอันหยาบคายนี้ แต่นางก็ยังคงเจ็บ เจ็บ...แต่ก็...รู้สึกดี...
“อ๊ะ...” ยามนี้นางถึงขั้นเผลอส่งเสียงไร้ยางอายออกมาแล้ว
นางไม่แน่ใจนักว่าเป็นเสด็จพ่อหรือเสด็จแม่ของนางที่เป็นคนต้นคิด รู้เพียงสิ่งหนึ่งที่เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของนางคาดไม่ถึง ก็คือเรื่องที่อาจเกิดมีกองทัพไร้พ่าย ที่ยิ่งรบราก็ยิ่งขยายตัว ด้วยได้เหล่าทหารของแว่นแคว้นน้อยใหญ่ที่ห้อม้าไปรบรา ชักชวนกันมาสวามิภักดิ์ ขอย้ายฝั่ง ติดตามรับใช้ รบชนะมาแล้วทั่วทั้งแผ่นดิน สุดท้ายก็ย่ำเท้าเข้าหาแคว้นป๋ายที่เป็นเป้าหมายสุดท้าย...ซึ่งบางทีสุดท้ายแล้วอาจมิใช่เพราะต้องการตัวนาง หรือต้องการลงทัณฑ์นาง แต่เป็นเพราะต้องการครองความเป็นใหญ่ รวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง เรื่องคว้าชัยชนะครอบครองหญิงงาม หรือลงทัณฑ์หญิงแพศยาและแคว้นที่ก่อให้เกิดภัยสงครามจนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ก็เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นแต่นางจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นเพราะไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น นางจึงตัดสินใจออกมาพบคนผู้นี้ที่เลี่ยงจินอู่ตั้งแต่แรก ยอมกระทั่งใช้ตัวเองเป็นหลักประกันเพื่อให้เกิดความไขว้เขว และเพื่อสร้างทางรอดให้แคว้นป๋าย รวมถึงสร้างทางรอดให้ผู้ไม่อาจปล่อยวางจากสถานะของตนอย่างเสด็จแม่ของนางสักหนึ่งสายจะอย่างไรแคว้นป๋ายก็ไม่อาจต้านทานกองทัพเรือนแสนของเฮยเซ่อเย่ว์ เ
รุ่งเช้าวันถัดมา ในที่สุดราชสาสน์จากวังหลวงแคว้นป๋ายก็เดินทางมาถึง เนื้อความในราชสาสน์สรุปสั้นๆ ได้ว่า ‘แม้เราห่วงใยทหารหาญและราษฎร แต่ทหารส่วนใหญ่รักภักดีต่อแว่นแคว้น ยอมตายไม่ยอมจำนน แม่ทัพใหญ่โปรดให้เวลาเราเกลี้ยกล่อมคนเหล่านั้น และได้โปรดส่งตัวลูกสาวเราคืนมา’ หยางหยางอ่านสาสน์แล้วแค่นหัวเราะ หนิงซินเห็นดังนั้นก็พอคาดเดาเนื้อความในราชสาสน์นั้นได้ นางแสร้งขยับตัว ก่อนร้อง ‘โอ๊ย’ เสียงดัง อันที่จริงนางตั้งใจเอาไว้ว่าจะแสร้งทำ คาดไม่ถึงว่าเพียงขยับตัวนิดเดียว จะเจ็บกร้าวร้าวระบมไปหมด หยางหยางได้ยินนางร้องเสียงดังก็ลืมตัว รีบวางสาสน์ในมือ ขยับเข้าประคองให้ร่างน้อยเอนหลังลงนอนพักดังเดิม “หญิงหม้ายสกุลอวี๋กล่าวว่าเจ
เรื่องนั้นก็เรื่องหนึ่ง สถานการณ์ในยามนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งสตรีในอ้อมกอดเขา แม้เนื้อแท้แล้วจะเป็นผู้บริสุทธิ์ ทว่าเมื่อมองอีกแง่ก็อาจกล่าวได้ว่าเรื่องทั้งหมดแม้คล้ายจะมิใช่ความผิดของนาง ความผิดอันมิได้เกิดจากความประสงค์ของตัวนางนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากการมีอยู่ของ ‘องค์หญิงรองแคว้นป๋าย’ อย่างนางทั้งสิ้น และถึงแม้ตัวตนของนางที่เห็น นับตั้งแต่พบกันที่เลี่ยงจินอู่จนถึงยามนี้ ไม่มีส่วนใดเลยที่ดูคล้าย ‘นางจิ้งจอกแพศยา หญิงงามล่มเมืองชั่วช้า ที่เที่ยวหาประโยชน์และเล่นสนุกไปวันๆ ด้วยการหว่านเสน่ห์ยั่วยวนบุรุษให้หลงใหล' ยามนี้เขากลับค้นพบความจริงที่ชวนให้ไม่รู้ว่าสมควรสงสารเห็นใจหรือชิงชังนางเพิ่มขึ้นอีกข้อ...แม้นางจะมิได้มีเจตนา ทว่า...เพียงองค์หญิงอย่างนางขยับกายเล็กน้อยและหายใจแผ่วเบา กลับทำให้บุรุษร่างใหญ่เช่นเขาถึงกับสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่างช่างเป็นสตรีที่สมควรถูกจับขังไว้ให้พ้นจากผู้คนโดยแท้หยางหยางพยายามกุมสติ กดสัญชาตญาณที่ทำให้เขาและนางมาถึงจุดนี้ จุดที่ลงมานอนกอดก่ายกันอยู่บนฟูกแม้นางจะตกเป็นของเขาแล้วก็ตาม ทว่านั่นมิใช่
จู่ๆ แววตานาง ณ ยามแรกพบก็ผุดขึ้นมาในใจ หยางหยางเผลอกอดกระชับร่างน้อยในอ้อมแขนอย่างลืมตัวไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาบอกนางไปแล้วว่าจะรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ เขาไม่คิดจะกลับคำ เช่นนั้นก็ช่างอารามศักดิ์สิทธิ์ ช่างท่าทีของแคว้นป๋ายนั่นเถอะ แค่ปกป้องนางไว้ข้างกายก็พอแล้วมิใช่หรือ?เมื่อได้ข้อสรุปหยางหยางก็คร้านจะครุ่นคิด เขาปล่อยตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทรา ไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีวันที่สามารถหลับสนิทเคียงข้างใครสักคนได้เช่นนี้ฝ่ายหนึ่งหลับใหล ฝ่ายที่แกล้งหลับแล้วกลายเป็นหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดอย่างหนิงซินพลันรู้สึกตื่นเต็มตาเมื่อตอนถูกกอดเข้าแนบอกนางลืมตาที่แดงก่ำขึ้นช้าๆ จ้องมองหน้าอกที่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นอย่างสม่ำเสมอนิ่งค้างน่าเสียดายที่วัดจากกำลังทหารในยามนี้แล้ว ต่อให้คนผู้นี้ตายตก แคว้นป๋ายก็ต้องปราชัยและถูกทำลายลงไปอยู่ดี ดังนั้น ทางเลือกเดียวของนางในยามนี้จึงมีเพียงการปล่อยให้คนผู้นี้กอดร่างตัวเองไว้เสด็จแม่เคยสอนเอาไว้ว่าอย่างไรนะ?‘ผู้ใดเป็นศัตรู หากฆ่าไม่ได้ ก็จงควบคุม’แต่ไหนแต่ไรนางไม่ใคร่จะใส่ใจคำสอน
หญิงหม้ายสกุลอวี๋ทำแผลใส่ยา ที่ใดควรแต่งบาดแผล ที่ควรเก็บเนื้อสอดประสาน ก็กระทำได้อย่างชำนิชำนาญไม่แพ้หมอตำแยตัวจริง หลังดูแลบาดแผลให้แม่นางน้อยในอ้อมแขนท่านแม่ทัพแล้วเสร็จ นางภูมิอกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งบาดแผลโดยปกติทั่วไปนั้น หากกว้างใหญ่นัก ย่อมต้องเย็บแผลเพื่อป้องกันบาดแผลต้องสิ่งสกปรกจนกลัดหนองหรือเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะพิษจากบาดแผลนั้น อีกทั้งยังช่วยให้เนื้อหนังผสานกันรวดเร็วยิ่งขึ้นทว่าบาดแผลที่เกิดจากการร่วมรักเช่นนี้ไม่เหมือนบาดแผลทั่วไป...สิ่งที่นางสมควรทำยามนี้ ก็มีเพียงการตกแต่งบาดแผลให้เรียบร้อยและใส่ยา จากนั้นก็ดูแลคุณหนูผู้นี้ให้ดี ให้ทั้งยากินและยาทาติดต่อกันเท่านั้น เพราะส่วนบอบบางที่ฉีกขาดนั่น...ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องถูกใช้งานอีกครั้งอยู่ดี หากเย็บให้บาดแผลสมาน เช่นนั้นแล้วไม่เท่ากับว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะต้องเจ็บปวดซ้ำเมื่อมีสัมพันธ์ครั้งต่อๆ ไปอีกหรือ? นั่นย่อมมิใช่เรื่องดีแน่อย่างไรเสีย ส่วนที่บาดเจ็บนั้นก็มีไว้เพื่อถูกทะลุทะลวงอยู่แล้วตั้งแต่แรก หน้าที่ของนางจึงมีเพียงทำให้อะไรอะไรเข้าที่เข้าทาง และบรรเทาอาการเจ็บปวดให้คุณหนูน้อยท่า
แม่นางร่างน้อยหลับสนิท เอนซบร่างแม่ทัพใหญ่ น้ำตารินไหลออกมาไม่หยุด มองแล้วพาให้ปวดใจนักเห็นนางเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านแม่ทัพก็คล้ายไม่กล้าฝืนปลุกสตรีในอ้อมแขนอีกหน ได้แต่สั่งให้ตัวแทนหมอตำแยอย่างนางตรวจอาการ คงจะคิดเองเออเองว่า หากแม่นางน้อยผู้นี้ยังหลับใหล ไม่รู้สึกตัว ก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่ไม่ต้องรู้สึกอับอายขายหน้า...ช่างคิดเองเออเองเอาอย่างง่ายๆ สมกับที่เป็นบุรุษเห็นแก่ได้ ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาโดยแท้ เฮอะ!หญิงหม้ายขยับขาแม่นางน้อยของท่านแม่ทัพออกอย่างเบามือ โล่งใจเล็กน้อยที่ร่างไร้สติของนางนั้นอ่อนยวบ ยอมปล่อยให้นางจับขยับวางโดยง่ายตอนนั้นเอง หญิงหม้ายสกุลอวี๋ที่คิดว่าตัวเองเตรียมใจมาดีแล้ว ก็ต้องตกใจเพราะภาพที่เห็นตรงหน้านี่...นี่มัน...แค่เห็นร่องรอยพรหมจารีย์ที่ถูกทำลายและอาการบวมแดงจนน่าตกใจของส่วนลับ หญิงหม้ายสกุลอวี๋ก็โกรธจนเลือดลมแทบตีกลับ ต้องพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนลมหาใจออกยาวๆ อยู่หลายครั้ง จึงสามารถประคองสติให้มั่นคงอยู่ได้ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาก็แล้วไป นี่อะไร ไม่รู้จักถนอมยังมาย่ำยีจนบอบช้ำไปหมด