เขาสมควรปลอบนาง...หรือมีสิทธิ์ที่จะปลอบใจนางหรือไม่ ในเมื่อเขาคือบุรุษที่ข่มเหงรังแกนางอย่างไร้ปรานี ทั้งยังทอดทิ้งนางไว้ราวกับจะปล่อยให้นางค่อยๆ ตายไปเองอย่างทรมาน
เขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้ แต่...มาถึงตอนนี้แล้ว หากพูดออกไป คำพูดของเขาจะยังเหลือน้ำหนักให้เชื่อถือได้สักกี่ส่วนกัน?
หยางหยางสังเวชใจที่ท้ายที่สุดแล้วตนเองก็ดำเนินรอยตามบุรุษชนิดที่ตนรังเกียจชิงชังที่สุดในชีวิตอย่างบิดา
สุดท้ายเขาเองก็กลายเป็น ‘โจรขืนใจชั่วช้า’ เช่นกัน
แม้จะอ้างว่าทั้งโกรธแค้นและโมโหจนหน้ามืด อีกทั้งยังถูกนางพูดจายั่วโมโหจนขาดสติ และต่อมาก็รู้สึกผิดจนไปดื่มเหล้าเมามาย...จนขาดสติอีกหน แต่ข้อเท็จจริงก็ยังคงเป็นข้อเท็จจริง
เขาทำร้ายนาง
หยางหยางมองหญิงสาวที่เพิ่งจะพ้นวัยปักปิ่นได้ไม่กี่ปีบนฟูกแล้วลมหายใจติดขัด ตอนที่เช็ดเนื้อเช็ดตัวสวมเสื้อผ้าให้นาง เขาพบว่านางทั้งร่างเล็กและบอบบาง บนข้อมือนางยังมีรอยนิ้วมือเขาอยู่ด้วยซ้ำ
ตอนนั้นเขายั้งสติไม่อยู่...คงจะ...บีบข้อมือนางเสียแรง ยังดีที่ไม่ถึงขั้นทำข้อมือน้อยๆ นี้แตกหัก
หยางหยางถอนหายใจ ก่อนจะหยิบยาผงสำหรับทาแก้ฝกช้ำมาผสมน้ำ แล้วเริ่มทาตามจุดต่างๆ ให้นางซ้ำอีกหน กระทั่งทหารรับใช้มารายงานว่าเตรียมข้าวต้มและน้ำชาสมุนไพรที่ท่านหมอหลวงอวิ๋นแนะนำไว้พร้อมแล้ว เขาถึงยอมหยุดมือ จัดเสื้อผ้านางให้เข้าที่ จากนั้นก็สั่งให้ทหารรับใช้ยกอาหารและน้ำชาเข้ามา จากนั้นก็โบกมือไล่ทหารรับใช้ผู้ซึ่งตั้งแต่ต้นจนจบไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองอะไรสักนิด รอจนทหารรับใช้ปิดกระโจมให้แน่นสนิท ก็ยกโต๊ะอาหารและชุดน้ำชามาวางข้างฟูก ขยับเข้านั่งคั่นกลางระหว่างองค์หญิงรองกับโต๊ะอาหารทรงเตี้ย ในใจได้แต่คิดว่าสมควรป้อนอาหารชามนี้ให้นางอย่างไรดี อีกทั้ง...เช่นนี้แล้ว เขาสมควรเลิกแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่านางกำลังร้องไห้กลั้นสะอื้นได้แล้วหรือยัง?
ว่ากันว่าเรื่องปากท้องนั้นสำคัญกว่าทุกสิ่ง แม้แต่ในอารามหลวงที่เน้นการปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดก็ยังสั่งสอนให้ไม่ละเลยอาหารและน้ำดื่ม เนื่องด้วยหากงดเว้นสองสิ่งที่ว่านี้แล้ว ก็คงไร้สิ้นเรี่ยวแรงจะศึกษาธรรม และปฏิบัติตามคำสอนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
ยามนี้กลิ่นอาหารหอมฟุ้งไปทั่วกระโจม หนิงซินที่อดอยากปากแห้งมานาน เพียงได้กลิ่นก็ถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายทั้งที่ยังไม่คลายโศกเศร้า
โศกเศร้าสะเทือนใจก็ส่วนหนึ่ง หิวกระหายก็ส่วนหนึ่ง ยังไม่นับอีกว่านางมีหน้าที่ต้องรักษาชีวิตเอาไว้จนกว่าเสด็จพ่อของนางจะยอมเจรจาสงบศึก ยุติสงครามที่แคว้นป๋ายมีแต่เสียกับเสียนี่เสียที
พรุ่งนี้แล้วสินะ...วันที่สาม... นางได้แต่หวังว่าเสด็จพ่อของนางจะส่งราชสาสน์มาเจรจาสงบศึก ยอมสละบางสิ่งเพื่อรักษาอีกหลายสิ่ง...
...อย่างน้อยๆ ก็เพื่อรักษาชีวิตของราษฎรผู้บริสุทธิ์และเหล่าผู้คนในราชวงศ์สกุลอิ๋ง...
หนิงซินไร้เรี่ยวแรง ทั้งยังเจ็บระบมช่วงล่างเป็นพิเศษ กระนั้นก็ยังพยายามฝืนลุกนั่ง ทว่าเพียงขยับตัวนิดเดียวความเจ็บแปลบก็แล่นไปทั่วร่าง ทำเอาตกใจจนลืมหายใจ ไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่าอาการสั่นเทิ้มที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะตกใจกลัวหรือเจ็บปวดกันแน่
หยางหยางเองก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ตกใจ
แม้หนิงซินจะกัดริมฝีปากไว้แน่น ไม่ส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ แต่ตัวเขาที่นั่งอยู่บนฟูกเดียวกัน ทั้งยังลอบมองนางอย่างชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ย่อมรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เขารีบขยับเข้าประคองร่างน้อยๆ ขยับตัวเข้าเป็นหลักให้นางได้เอนร่างพิง มือข้างหนึ่งกอดประคองร่างน้อยไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน อีกมือดึงผ้าห่มดึงเสื้อคลุมขึ้นมาคลุมร่างให้นางอย่างมิดชิด ด้วยเกรงว่าหากปล่อยให้นางต้องความเย็น อาการป่วยจะแย่ลงได้
ความเจ็บปวดยามขยับตัวเมื่อครู่นี้ทำให้หนิงซินไม่กล้าปัดป้องขัดขืน ได้แต่ปล่อยให้แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ทำตามใจ
วัดจากที่เขาอดทนดูแลนางด้วยตนเองมาจนถึงตอนนี้ ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็คงไม่ลงมือทำร้ายนางอีก...อย่างน้อยๆ ก็ตอนนี้
หนิงซินน้ำตาหยดเผาะเหมือนหยาดฝน...
แม้จะรู้ดีว่าคนผู้นี้กำลังช่วยเหลือดูแลนาง แต่ผู้ที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้ ก็คือโจรขืนใจต่ำทรามเช่นเขา
คนผู้นี้ข่มเหงรังแกนาง ยามนี้นางกลับไร้สิ้นเรี่ยวแรง กระทั่งขยับกายก็ยังทำไม่ได้ ได้แต่พึ่งพาบุรุษที่ข่มเหงรังแกตนอย่างหยาบคายป่าเถื่อน
แม้จะรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่นางเองก็มีศักดิ์ศรีของนางเช่นกัน
เมื่อครั้งถูกข่มเหงรังแก ก็ยังนับว่าหลงเหลือศักดิ์ศรีอยู่บ้าง ด้วยนางย่อมรู้ตัวดีว่านางมิได้เต็มใจ แต่นับตั้งแต่คนผู้นี้เข้ามาจับตรงนั้น เช็ดถูตรงนี้ ดูตรงนั้น ทายาให้นางแทบทุกซอกหลืบบนร่างกาย ยามนี้...ศักดิ์ศรีของนางในยามนี้จะหลงเหลืออยู่สักกี่มากน้อยกัน?
ตอนนี้นางตกอับถึงขั้นต้องรับความช่วยเหลือจากโจรชั่วที่บุกแผ่นดินนางเข้ามาเผาบ้านเผาเมืองและขืนใจนางอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนแล้ว!
“มะ...ไม่ได้นะ...”“ข้ารับปากว่าจะไม่สังหารผู้ใดหากไม่จำเป็น”“แต่เหล่าทหารของทั้งเฮยเซ่อเย่ว์และแคว้นป๋ายก็ต้องเสียเลือดเสียเนื้อมิใช่หรือ” นางจ้องตาวิงวอนไม่ยอมแพ้อาจเพราะความกังวล มือที่ทาบทับแผงอกแกร่งพลันแข็งเกร็ง ขยับเหมือนหนึ่งจะกำ ท้องน้อยเองก็หดเกร็งเช่นกันหยางหยางสะดุ้งเล็กน้อยเพราะการกระทำนั้น ทำเอาหนิงซินสะดุ้งตาม แต่เพราะนางพยายามข่มใจไม่ให้รามือโดยง่าย มือที่ควรผละออกจึงกลายเป็นเคลื่อนไหวอยู่บนแผงอกแกร่งเหมือนหนึ่งแตะไล้หยอกเย้าจู่ๆ ส่วนที่ยังค้างคาอยู่ในกายนางส่วนนั้นก็ขยายตัวขึ้นอีกคราหนิงซินหน้าแดงจัด รู้สึกร้อนวูบไปทั้งหน้าทั้งตัว มือน้อยที่ทาบบนแผงอกกว้างยิ่งสั่นระริกไปกันใหญ่อา... นางช่าง...น่ารัก...หยางหยางพลันตื่นตัวเต็มที่อีกครั้ง ทำเอาเคร่งเครียด คิดหนัก...เมื่อครู่เพิ่งรังแกนางหนักหน่วงถึงเพียงนั้น หากลงมือซ้ำ เกรงว่าร่างกายเล็กๆ บอบบางใต้ร่างเขาอาจล้มป่วยลงอีกหน...“นะเจ้าคะ...ท่านแม่ทัพ ได้โปรด...” นางขอร้อง
เขากอดร่างนางไว้แน่น กระแทกแรงๆ อีกหลายครั้ง ก่อนดันอาวุธร้ายเข้าลึก จากนั้นบางอย่างก็ระเบิดโพลงอยู่ข้างในนั้น ทำเอาในกายนางอุ่นร้อนชุ่มแฉะไปหมดเขา...ปลดปล่อยสิ่งนั้นข้างในอีกแล้ว? หนิงซินเสียวซ่านสุดจะหาคำบรรยาย ส่วนอ่อนนุ่มกระตุกเกร็ง สองขาหนีบเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัวหยางหยางฟุบตัวลง กอดร่างนางไว้แน่น เนิ่นนานนักถึงเลื่อนมือขึ้นลูบศีรษะน้อยๆ ของนางอย่างเบามือ ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นจูบหน้าผากทั้งที่บางส่วนยังคงค้างคากันอยู่ แล้วลูบหลังปลอบโยนอย่างแผ่วเบาสำหรับบุรุษเช่นเขาแล้ว ความสัมพันธ์ทางกายกับความรักนั้นเป็นคนละเรื่องกัน ทว่าครั้งนี้ กับองค์หญิงน้อยผู้นี้ เขากลับรู้สึกต่างออกไปเขาไม่เคยเอ็นดูใส่ใจ เฝ้าถนอมและหวงแหนผู้ใดเท่าสตรีในอ้อมกอดร่างน้อยนี้มาก่อน“เมื่อครู่...เจ็บหรือไม่” หยางหยางถามอย่างไม่มั่นใจนักตัวเขาเองก็พยายามยั้งมือ ยับยั้งชั่งใจมากแล้ว ทว่า...ช่วงสุดท้ายนั้น มันสุดจะระงับจริงๆหนิงซินได้ยินคำถามแล้วใบหน้าตึงและเห่อร้อนขึ้นทันทีนางก้มหน้างุด ซุกแผงอกแกร่ง ส่ายหน้าน้อยๆ“ท
จะไม่ให้นางตกใจได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่เข้ามาในกายนางมันทั้งใหญ่โตมโหฬาร ทั้งดุนดันหน้าท้องนางจนอึดอัดคับแน่นไปหมด!สิ่งที่ทั้งร้อนและแข็ง ทั้งใหญ่ยาวเช่นนี้ เข้ามาในกายนาง!มิน่าเล่าครั้งแรกนั่นนางถึงได้...หนิงซินกระถดถอยหนีโดยสัญชาตญาณ แต่เขาขยับตาม“อา...” เขาครางอย่างพึงพอใจ ก่อนจะจับร่างนางขึ้นนั่งคร่อมร่างตนเองไว้ตอนแรกว่าตกใจแล้ว ตอนนี้หนิงซินกลับตกใจยิ่งกว่านางทั้งตกใจทั้งรู้สึกอับอายจนไม่อายนั่งตัวตรงอยู่ได้ ได้แต่หมอบกายลงกอดเกาะเขาไว้แน่น“แบบนี้น่าจะดีกว่า...” เขาบอกเสียงแหบห้าวหนิงซินหูอื้อตาลาย ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไรไม่ทันจะได้ถาม หยางหยางก็ค่อยๆ จับสะโพกนางขยับยก“ฮึก...!” เพียงเขาขยับมือเล็กน้อย เลือดลมในกายนางก็พลันแล่นพล่าน ความเสียวซ่านแปลกประหลาดแล่นปลาบจากปลายเท้าขึ้นสู่ศีรษะ ทำเอาตัวสั่นงันงกเหมือนลูกนกอ่อนแอยามแรกฟักจากไข่หยางหยางเห็นท่าทางนั้นแล้วยิ่งกว่าคันยิบๆ ในหัวใจ เขาทั้งเอ็นดูทั้งอยากรังแกนาง เอาคืนที่บังอาจมายั่วยวนบุรุษเช่นตน
แม่ทัพใหญ่สบตาคู่งามแล้วไม่อาจโกหกได้เขากล่าวเนิบช้า “เสด็จพ่อของเจ้าคิดเล่นเล่ห์กับข้า”หนิงซินตกใจ“มิใช่ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดหรอกหรือ ท่าน...ท่านตรวจสอบดีแล้วหรือยัง”“ไม่มีสิ่งใดต้องตรวจสอบทั้งนั้น ข้ายื่นข้อเสนอที่ดีต่อทั้งสองฝ่ายที่สุดไปแล้ว บิดาเจ้าอิดเอื้อนไม่ทำตาม เรื่องก็มีเท่านี้”“เช่นนั้น...พวกท่านจะทำสงครามกันอีกหรือ” นางถามหน้าเผือดสีไม่นะ! นางจะยอมให้เกิดเรื่องเสียเลือดเนื้อเช่นนั้นไม่ได้เป็นอันขาดหนิงซินเปลี่ยนจากจับแขนเสื้อเป็นจับแขนเขาไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใด นางก็จะต้องทำให้คนผู้นี้ให้โอกาสเสด็จพ่อของนางได้คิดอีกสักครั้ง นางไม่เชื่อหรอกว่าเสด็จพ่อของนางจะหน้ามืดตามัวจนมองไม่เห็นความเป็นจริงเช่นนั้น!ก่อนอื่น...ก่อนอื่นนางต้องรั้งเขาไว้ ทำให้เขาหยุดคิดเรื่องแต่งกำลังทหารเตรียมการรบเสียก่อน!“เมื่อครู่ท่านจะออกไปไหนอีกหรือ...อย่าไปเลยนะ”แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ไม่เข้าใจ“ข้ารู้ว่าเสด็จพ่อทำให้ท่านและเหล่าแม่ทัพนายกองขุ่น
“ทวยเทพช่างส่งท่านมาโปรดข้าโดยแท้” หนิงซินแย้มยิ้มงดงามดั่งบุปผา ทำเอาหญิงหม้ายสกุลอวี๋ที่เข้าใจผิดไปคนละเรื่องขวยอายจนแทบตัวลอยหนิงซินที่หาได้รู้อันใดสักนิด เผลอเลื่อนมือข้างหนึ่งลงลูบท้องน้อยแม้แต่สัตว์ยังรักลูกของมัน แล้วประสาอะไรกับนาง...ใช่ว่านางไม่ต้องการลูก สำหรับนางแล้ว ไม่ว่าลูกจะถือกำเนิดขึ้นมาด้วยเหตุใด ลูกก็ย่อมเป็นลูก เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง...ทว่าการตั้งครรภ์กับผู้นำทัพฝ่ายศัตรูในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมมิต่างอะไรไปจากการตบหน้าราชวงศ์สกุลอิ๋ง ยังไม่นับอีกว่านางคือผู้ถือพรหมจรรย์แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไร นางก็ไม่ต้องการให้ผู้อื่นล่วงรู้ความจริงน่าอับอายที่ว่าองค์หญิงศักดิ์สิทธิ์แคว้นป๋ายถูกข่มเหงรังแก และ...นางมั่นใจว่าจะต้องเกิดเรื่องเช่นในคืนนั้นอีกมากกว่าหนึ่งครั้ง โดยที่นางไม่อาจห้ามปรามขัดขืนได้เลยวัดจากเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุด ยามนี้นางไม่กลัวบุรุษผู้นั้นอีกต่อไป สิ่งที่นางหวาดกลัว และทำให้กังวลเสียมากมาย ก็คือตัวนางเองพอได้รู้จักรสสัมผัสที่ชวนให้ใจสั่นและสุขสมอย่างน่าพิศวงนั้นแล้ว นางก็เปลี่ยนไป
นึกถึงสิ่งที่นางต้องประสบ หยางหยางก็ยิ่งโกรธคนเหล่านั้น ที่โกรธยิ่งกว่าคือโกรธที่ตนเองโทสะโมหะบังตาจนหน้ามืดตามัว ใจทราม ขาดสติ กระทำเรื่องหยาบช้าป่าเถื่อนเช่นนั้นลงไปราวกับไม่ใช่มนุษย์ปึง!!!เสียงทุบโต๊ะดังสนั่น ทำเอาเหล่าขุนศึกนายกองร่างใหญ่ยังอกสั่นขวัญผวาท่ามกลางความเงียบงัน แม่ทัพใหญ่เข่นเขี้ยวคำราม ออกคำสั่งเสียงเข้ม นัยน์ตาแดงก่ำเหมือนโลหิต“ส่งคนไปจับตาดูในจุดที่สำคัญ หากพบพิรุธแม้แต่น้อย ก็ไม่ต้องคิดแสดงความเมตตาเจรจาอะไรแล้ว! ระหว่างนี้ก็เฝ้าระวังค่ายพักทัพให้ดี หลายวันมานี้พักผ่อนกันพอแล้ว นับจากวันนี้เริ่มฝึกซ้อมไพร่พล เตรียมแผนการรบเผื่อเอาไว้ อย่าให้บกพร่อง!” เหล่าแม่ทัพนายกองฟังแล้ว บ้างแย้มยิ้มพยักหน้าเออออ บ้างก็ลูบหนวดเคราชอบอกชอบใจเห็นนายตนขึงขัง เอาจริงเอาจัง มีไฟในการสู้รบเช่นนี้ พวกเขาก็พลอยฮึกเหิมไปด้วยถูกแล้ว! ต้องอย่างนี้สิ จึงจะสมกับที่เป็นท่