หยางหยางแสร้งไม่รับรู้ถึงหยาดน้ำตาร้อนๆ ที่รดลวกใจ เขาใช้มือที่ไม่ได้โอบประคองนางไว้ขยับโต๊ะวางอาหารและป้านชาเข้ามาให้ใกล้ยิ่งขึ้น จากนั้นก็ใช้มือที่ว่างอยู่ตักข้าวต้มคำเล็กๆ ขึ้นเป่าให้หายร้อน ก่อนค่อยๆ ป้อนนางทีละคำอย่างใจเย็น
หนิงซินรู้ตัวดีว่าตัวนางในยามนี้ไม่อาจล้มเจ็บนานเกินไป และไม่อาจตาย แม้จะรักศักดิ์ศรีเพียงใด ก็ฝืนกล้ำกลืนศักดิ์ศรีที่ว่านั้นลงท้องไปพร้อมๆ กับข้าวต้มที่ถูกป้อนเข้าปากทีละคำ ถึงแม้...กระทั่งกินอาหารจากมือศัตรูไปแล้วนับสิบคำ น้ำตานางก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหลเลยเสียที
ท้ายที่สุด หยางหยางก็พ่ายแพ้ให้กับน้ำตาของนาง
“ข้าจะรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ” เขาเอ่ยเสียงขรึม
หนิงซินเข้าใจความหมาย แต่แสร้งไม่ได้ยิน
ตอนนี้นางยังไม่อยากคิดอะไร ยังไม่อยากตอบอะไรทั้งนั้น
สิ่งที่เสียไปแล้วย่อมไม่อาจเรียกคืน อีกทั้ง...เมื่อสูญเสียความบริสุทธิ์ นางก็ย่อมไม่อาจกลับอารามศักดิ์สิทธิ์ได้อีก เรื่องครั้งนี้ดูเหมือนนางจะมีแต่เสียกับเสีย ทว่า...ในเมื่อคนผู้นี้กล่าวว่าจะรับผิดชอบ เช่นนั้นแล้วย่อมแปลว่านางได้รับสิ่งที่เรียกว่า ‘อำนาจต่อรอง’ มาทดแทนสิ่งที่เสียไป
การ ‘รับผิดชอบ’ นั้นมีอยู่หลายวิธี สิ่งที่อีกฝ่ายหยิบยื่นมาให้นี้ ควรใช้อย่างไร เมื่อไหร่ คือสิ่งที่นางต้องคิดอย่างรอบคอบ ต้องทำให้แน่ใจว่าตนเองได้ใช้โอกาสที่ได้รับมานี้อย่างคุ้มค่าที่สุด
วัดจากท่าทีที่แม่ทัพใหญ่ผู้นี้ปฏิบัติต่อนางในยามนี้ หนิงซินคิดว่า หากไม่นับเรื่องคืนอัปยศนั่น อย่างน้อยๆ บุรุษผู้นี้ก็ไม่นับว่าชั่วช้าเลวทรามจนเกินเยียวยา
ตรงกันข้าม แม่ทัพผู้นี้ค่อนข้างรอบคอบและมีสำนึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง อย่างน้อยๆ ก็ยังรู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป อีกทั้ง...วัดจากสัมผัสของคนผู้นี้แล้ว...เดาว่าคนผู้นี้เป็นบุรุษที่ใจดีอ่อนโยนต่อคนของตนเองมากทีเดียว
การที่คนผู้นี้บอกว่าจะรับผิดชอบนาง ไม่ว่ามันจะหมายความว่าอย่างไร อย่างน้อยที่สุดก็ย่อมหมายความว่า นับจากนี้ไปคนผู้นี้จะปกป้องคุ้มครองดูแลนาง นับว่านางเป็น ‘คนของเขา’
‘คนของเขา’ หนิงซินทวนคำนี้ในใจ แววตาเหม่อลอย ในใจคิดไปถึงราชสาสน์ของเสด็จพ่อของนางที่สมควรพระราชทานออกมาในวันพรุ่งนี้ตามกำหนดการ มิเช่นนั้นแล้ว กองทัพเฮยเซ่อเย่ว์... ไม่ถูก มิเช่นนั้นแล้วแม่ทัพใหญ่ผู้นี้คงไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ เมื่อถึงตอนนั้นแล้วนางสมควรทำอย่างไร
...นางจะสามารถใช้ความเป็น ‘คนของเขา’ ให้เป็นประโยชน์ต่อแคว้นป๋ายได้บ้างหรือไม่?
ยามเมื่อข้าวต้มในชามเย็นลง หยางหยางสามารถป้อนอาหารให้หนิงซินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หนิงซินเองก็ไม่มีท่าทีต่อต้านขัดขืด นางเพียงเอนหลังพิงแผงอกเขาอยู่บนฟูก ปล่อยให้เขาป้อนอาหารให้อย่างว่าง่าย
ตอนนี้น้ำตาของนางหยุดไหลแล้ว หยางหยางสบายใจขึ้นมาก ก้อนบางอย่างที่หนักนับพันชั่งซึ่งเคยกดทับความรู้สึก ราวกับสลาย หายไปในสายลม
คนหนึ่งตั้งใจป้อน คนหนึ่งตั้งใจกิน ไม่นานนักอาหารก็หมดชาม
“เจ้าจิบชาสมุนไพรสักหน่อย” หยางหยางพยายามกดเสียงตนเองให้ฟังดูนุ่มนวลและเบามากที่สุด ด้วยเกรงว่าจะทำให้นางตกใจกลัว
หนิงซินยอมรับน้ำใจนั้น ปล่อยให้อีกฝ่ายรินน้ำชาป้อนให้จิบทีละน้อย ก่อนกัดริมฝีปาก ข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เอ่ยขอบคุณเท่าที่จะออกเสียงไหว
“...ขอบคุณ...”
คำขอบคุณนี้ทำเอาหยางหยางชะงักไป
นางขอบคุณอันใดกัน? แม้ยามนี้เขาจะใส่ใจดูแลนาง แต่ผู้ที่ทำให้นางต้องตกอยู่ในสภาพนี้หาใช่ใครอื่น แต่เป็นเขา!
หากเป็นในสถานการณ์ปกติ คำขอบคุณเช่นนี้คงทำให้เขารู้สึกดี ทว่า...สถานการณ์ระหว่างตนกับองค์หญิงแคว้นป๋าย...คำขอบคุณอันเบาหวิวราวกับเสียงภูติพรายที่น่าเวทนาสงสารของนาง กลับยิ่งกัดกินจิตใจเขา ทำให้รู้สึกผิดและติดจะ...เจ็บปวดอย่างน่าพิศวง
ขอบคุณอันใดกัน...นางสมควรรังเกียจชิงชังและกล่าวโทษต่างหาก!
หยางหยางสับสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หรือนี่จะเป็นกลยุทธ์หญิงงาม?
ทว่า...จากที่ได้สัมผัส นางหาใช่สตรีที่มีเล่ห์เหลี่ยมเช่นนั้น...
หนิงซินพอจะเดาความคิดอีกฝ่ายได้
หลังการกึ่งจะโดนบังคับจับมาบำเพ็ญประโยชน์ของหนิงซินจบลง หยางหยางซบหน้าลงที่ซอกคอหอมละมุน เขาหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นจุมพิต และจูบหน้าผากนางเบาๆ จากนั้นก็เช็ดทำความสะอาดร่างกายให้นาง ก่อนจัดท่าจัดทางให้นางนอนหนุนแขนเหมือนเคยหนิงซินยังคงหอบหายใจน้อยๆ อยู่อีกพักใหญ่ หลังสงบใจลงแล้วถึงค่อยเอียงคอสบตา เลื่อนมือน้อยขึ้นสัมผัสแก้มเขาเบาๆหยางหยางกุมมือนั้นไว้“อย่าทำแบบนี้ ข้าจะทำให้เจ้าต้องเจ็บ”หนิงซินรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร ยามนี้นางไม่โกรธเกลียดชิงชังเขาแล้วไม่ถูก อันที่จริงนางอาจมิได้โกรธเกลียดชิงชังเขาเลยตั้งแต่แรกเฮยเซ่อเย่ว์สูญเสียเชื้อพระวงศ์แทบจะทั้งหมดเพียงเพราะการปรากฏตัวของนาง นางเข้าใจในความโกรธแค้นและความเกลียดชังที่คนแคว้นนี้มีต่อนางเป็นอย่างดี ฉะนั้น แม้ในตอนแรกนางจะเกลียดและกลัว แต่เมื่อลองใคร่ครวญดูอีกหนในระหว่างล้มป่วยเจียนตาย นางก็ละวางทุกสิ่งได้ด้วยความเข้าใจถึงเหตุและผลของสรรพสิ่งดั่งที่ท่านอาจารย์ผู้ชราของนางและน้องสี่ในวัยเยาว์กล่าวไว้‘ไม่มีผลใดปราศจากเหตุ
เขาไม่ปล่อยให้นางคิดในตอนที่นางกำลังสับสนลังเลอยู่นั้น เขางับติ่งหูนางเบาๆ ก่อนไล้เลียจุดอ่อนไหวที่ใบหู หนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางซ้าย เขาก็ย้ายไปรังแกนางทางด้านขวา ยามหนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางขวา เขาก็ก้มลงรังแกนางทางฝั่งซ้าย ด้านล่างก็ฉวยโอกาสจับมือนางไปกุมแท่งหยกที่ใหญ่โตนั่น ค่อยๆ จับมือนางรูดสิ่งที่ห่อหุ้มสิ่งนั้นขึ้นและลงอย่างใจเย็น พอนางจะชักมือออกก็กระซิบข่มขู่เสียงทุ้มต่ำแหบห้าว“อย่าดื้อ หากเจ้าไม่ช่วยเหลือข้า ข้าทนไม่ไหวขึ้นมาจะทำอย่างไร?”“ชะ...ช่วย...?”หนิงซินพลันนึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับตั้งแต่เทพเซียน ปีศาจ หญิงชาวบ้าน สตรีชนชั้นสูง หญิงงามล่มเมือง ไปจนถึงวีรสตรีกู้ชาติ ของมารดาในบรรดาเรื่องเล่าขานมากมายเหล่านั้น มีเรื่องเกี่ยวกับการใช้ทุกส่วนในร่างกายสร้างความพึงพอใจให้บุรุษกล่าวเอาไว้ เป็นต้นว่าการรูดแท่งหยกขึ้นลงด้วยฝ่าเท้าทั้งสองข้างหรือกำมือสอดแทรกอยู่ไม่น้อยนางพลันเข้าใจว่าเขาต้องการให้ ‘ช่วย’ ทำสิ่งใดช่วยอะไรกัน เหตุใดจึงต้องช่วย ข้า...ข้าหาใช่ผู้เริ่มเรื่อง แล้วเหตุใด.
ทีแรกเขาคิดว่าการที่เขาดูแลนาง ดีต่อนาง เป็นเรื่องที่สมควรกระทำเพื่อชดเชยให้กับนาง แม้เทียบกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปในคืนนั้นแล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ที่ทำเพื่อนางย่อมไม่อาจชดเชยกันได้ ทว่านี่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เขาสงบจิตสงบใจลงได้ เขาจึงดูแลเอาใจใส่นาง ดีต่อนางอย่างที่ไม่เคยปฏิบัติกับใครมาก่อนทว่าความรู้สึกผิดและความคิดที่อยากจะชดเชยให้นาง กับอารมณ์ความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวในยามนี้นั้น แตกต่างกันยิ่งมองนางเขาก็ยิ่งรู้สึกว่านางช่างนุ่มนวลสมเป็นกุลสตรีและงามพร้อม ขณะเดียวกันก็ยังมีความกล้าหาญ รักราษฎรและแผ่นดินเกิดมากกว่าชีวิตและความปลอดภัยของตนเอง ทว่าสตรีที่งดงามทั้งภายนอกและภายในเช่นนี้กลับโดนกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมแรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่ามันเป็นเพียงความชื่นชม ทว่ายามนี้ ยามที่เห็นนางกัดริมฝีปากช้อนตามองค้อน หัวใจเขากลับเต้นผิดจังหวะ รู้สึกว่านางช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากบีบแก้มนุ่มนิ่มนั่นเบาๆ พอหน้านางยิ่งงอเง้าจะได้ระดมจุมพิตทั้งแก้ม ทั้งหน้าผาก ทั้งริมฝีปากจิ้มลิ้มนั่น หยอกเย้ารังแกให้นางเลิกทำหน้างอ แล้วจากนั้น...คิดเพียงเท่านี้ เลือดชายฉกร
วัดจากวิธีที่แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ปฏิบัติต่อตนในยามนี้ หนิงซินค่อนข้างแน่ใจว่านางได้ครอบครอง ‘อำนาจ’ เหนือคนผู้นี้แล้ว สิ่งที่นางต้องทำจวบจนจะแน่ใจได้ว่าแคว้นป๋าย หรืออย่างน้อยๆ ก็ผู้คนที่เหลือในแคว้นป๋ายจะอยู่รอดปลอดจากภัยสงคราม ก็คือการรักษาอำนาจนี้ไว้ และถ้าเป็นไปได้ นางย่อมต้องทำให้ตนเองมีอำนาจอิทธิพลเหนือคนผู้นี้ให้มากขึ้น...มากขึ้นไปเรื่อยๆ มารดาเคยสั่งสอนนางด้วยการยกเอาเรื่องราวของสตรีล่มแคว้น นารีล่มเมืองทั้งหลายในอดีตมาเล่าให้นางฟัง เล่าละเอียดถึงขั้นว่าพวกนางใช้กลเม็ดเคล็ดลับใดตอนไหนบ้าง...ซึ่งนางค่อนข้างมั่นใจว่ากว่าเจ็ดส่วน เสด็จแม่ของนางย่อมต้องแต่งเสริมเติมเรื่องราวเข้าไปเพื่อสั่งสอนนาง นางไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องเล่าขานพวกนั้นจะบอกเล่าละเอียดกันถึงขั้นบรรยายเรื่องกิริยามัดใจบุรุษรวมไปถึงกลยุทธ์ชั้นเชิงกลกามเอาไว้นางใคร่รู้ยิ่งนัก หากนางนำเอากลเม็ดเคล็ดลับเหล่านั้นมาใช้เพื่อการนี้ ตัวนาง นับจากนี้ จะแปรเปลี่ยนเป็นหญิงแพศยาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจปานใด เพราะนับตั้งแต่ผ่านพ้นเรื่องราวในคืนนั้
จากเด็กน้อยไม่รู้เดียงสา สู่องค์หญิงคนสำคัญของแว่นแคว้น แล้วผันแปรเป็นหญิงเพศยา นางจิ้งจอกล่มแผ่นดิน สุดท้ายก็ต้องมารับบทบาทนางจิ้งจอกในชีวิตจริง ณ ที่นี่ท่ามกลางความเงียบงัน หนิงซินแม้เหนื่อยล้ากับบทบาทของตนเองในงิ้วโรงเรื่องนี้เต็มที ก็ยังพยายามอธิบายเสริมให้ทุกประโยคที่กล่าวออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั่น แม้แผ่วเบาราวกับท่วงทำนองหวานล้ำในสายลม กระแสเสียงกลับฟังถนัดชัดเจนทุกถ้อยคำ…“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นบิดาของอดีตพระราชชายาที่ล่วงลับ ในสายตาของข้าแล้วท่านเสนาบดีเป็นขุนนางที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้าไม่เคยเห็นเสด็จพ่อพระทัยขุ่นมัวเพราะท่านเสนาบดีท่านนี้มาก่อน...เสนาบดีท่านนี้เป็นผู้รู้จักหนักเบา ซ้ำยังวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ยามศึกสงครามเช่นนี้ก็ยังสละทรัพย์สินส่วนตนตั้งโรงทานแจกจ่ายแป้งย่างที่เก็บได้นานมากหน่อยและข้าวต้มอย่างไม่เสียดาย...หากเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย ย่อมต้องเข้าใจ ว่าสิ่งใดคือทางเลือกที่ดีที่สุดต่อแคว้นป๋ายและเหล่าราษฎรตาดำๆ”เห็นความพยายามของนางเช่นนี้แล้ว หยางหยางคิดว่าสมควรกล่าวอะไรสัก
คนรักอย่างนั้นรึ?ไม่...ไม่ใช่...มีความเชื่อที่ว่า สตรีที่ดีควรมีชายเดียว ดังนั้นเมื่อตกเป็นของผู้ใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้นไปชั่วชีวิต บุรุษผู้นั้นให้ไปซ้ายก็ไม่กล้าไปขวา บุรุษผู้นั้นบอกให้ไปขวาก็ไม่กล้าไปซ้าย บุรุษผู้นั้นกล่าวสิ่งใดก็ยอมตาม ไม่มีเกี่ยงงอนขัดขืนใดใดเลยสักคำ ปฏิบัติราวกับบุรุษผู้นั้นเป็นเจ้าชีวิตก็ไม่ปานแคว้นป๋ายเป็นแคว้นที่เคร่งครัดในมารยาทธรรมเนียมตลอดจนจารีตประเพณี ไม่แน่ว่าองค์หญิงรองเองก็เป็นผู้หนึ่งที่เชื่อว่า เมื่อตกเป็นของชายใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้น...วัดจากท่าทีของนางในยามนี้...ไม่ผิดแล้ว นี่ข้า...สตรีดีๆ เช่นนี้...หยางหยางรังเกียจตัวเองนัก ได้แต่ไถ่โทษด้วยการเป็นหลักให้องค์หญิงรองพิงกายเขียนสาร สองมือก็ช่วยจับโต๊ะให้นางให้มั่นคงยิ่งขึ้น ยิ่งนางยอมรับความช่วยเหลือจากตนโดยไม่อิดเอื้อน ในช่องอกก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีลิ่มทิ่มแทงใจหยางหยางไม่รู้ตัวว่าตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนานเท่าใด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่องค์หญิงรองเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงห