Share

บทที่ 4

Author: เมียเมียลู่
คล้ายกับเพิ่งรู้ตัวว่าใช้น้ำเสียงหนักเกินไป เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง “หนิงหนิง ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น... แต่คุณปู่ก็เพิ่งจะเสีย ผมแค่อยากให้เรื่องมันจบ ไม่อยากให้มีเรื่องวุ่นวายงอกเงยขึ้นมาอีก ถ้าเกิดคุณย่ารู้เข้า คนที่จะลำบากใจที่สุดก็คือคุณนะ?”

ลมหายใจของเคอหนิงสะดุดกึก

หนิงหนิงมองเขาด้วยสายตาที่แทบไม่อยากเชื่อ “นี่คุณกำลังขู่ฉันเหรอ?”

“หนิงหนิง ทำไมต้องพูดจาให้มันฟังดูแย่ขนาดนั้นด้วย?”

สีซือเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้ท่าทีอ่อนโยนนั้นแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ “ก็แค่ขอโทษเท่านั้นเอง ไม่เสียเวลาอะไรมากมายหรอก”

“แล้วถ้าฉันไม่ไปล่ะ?”

เป็นทนายความมาตั้งหลายปี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคอหนิงถูกคนข่มขู่ แต่เป็นครั้งแรกที่เธอถูกคนข้างหมอนอย่างสีซือเฉิงข่มขู่เอาแบบนี้...

ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมเต็มหัวใจ

เมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำแต่ยังคงฉายแววดื้อรั้นของเธอ จู่ ๆ ความรู้สึกสงสารก็วาบผ่านเข้ามาในใจของสีซือเฉิงอย่างบอกไม่ถูก

เขายกมือขึ้นคลึงหว่างคิ้ว: “หนิงหนิง ขอแค่คุณยอมไปปลอบใจฮ่วนฮ่วนที่โรงพยาบาล ผมจะยอมตามใจคุณทุกอย่างเลย ดีไหม?”

สิ้นประโยคนั้น เคอหนิงก็ตวัดสายตาขึ้นมองเขาทันที

ด้วยความกลัวว่าจะหูฝาดไปเอง เธอจึงถามย้ำอีกครั้ง “ทุกอย่างเลยงั้นเหรอ?”

“อืม... อะไรก็ได้ทั้งนั้น”

เมื่อเห็นเธอเริ่มลังเล สีซือเฉิงจึงรีบพูดหว่านล้อมต่อ “หนิงหนิงเฉ่าเหมยตายไป ผมเองก็เสียใจเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะพูดยังไง เด็กก็ต้องสำคัญกว่าสิ เราในฐานะผู้ปกครอง จะปล่อยให้ฮ่วนฮ่วนมีแผลในใจตั้งแต่เด็กขนาดนี้ไม่ได้นะ”

ผู้ปกครองงั้นเหรอ?

พ่อแม่คือผู้ปกครอง ปู่ย่าตายายก็คือผู้ปกครอง...

แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ผู้ชายที่มีสถานะเป็นแค่ลุงบุญธรรมอย่างเขามีสิทธิ์มาเรียกตัวเองว่าผู้ปกครอง?

แต่เคอหนิงขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงให้เปลืองน้ำลายอีกต่อไป สิ่งเดียวที่เธอสนใจในตอนนี้คือประโยคนั้น

ประโยคที่บอกว่า “อะไรก็ได้ทั้งนั้น”

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล คนขับรถก็เข้ามาเข็นรถเข็นของสีซือเฉิงลงจากรถ ปกติแล้วหน้าที่นี้จะเป็นของเคอหนิงเสมอ ทว่าครั้งนี้เธอกลับไม่ได้เดินเข้าไปรับช่วงต่อแต่อย่างใด

สีซือเฉิงเพียงแค่คิดว่าเธอยังคงโศกเศร้ากับเรื่องของเฉ่าเหมย จึงไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกมา

ภายในห้องผู้ป่วย เจียงซินกำลังปอกผลไม้ให้เจียงอวิ๋นฮ่วน

ทันทีที่เห็นทั้งสองคนเดินเข้ามา เธอก็รีบลุกขึ้นมาหา ดวงตายังคงแดงช้ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาหมาด ๆ

“พี่เคอหนิงคะ พี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

เธอคว้ามือของเคอหนิงไปกุมไว้อย่างสนิทสนม “ฮ่วนฮ่วนถูกฉันตามใจจนเคยตัว เขายังเด็กนัก พี่อย่าไปถือสาหาความกับเขาเลยนะคะ”

“ฮ่วนฮ่วน เร็วเข้าลูก รีบขอโทษคุณน้าเคอหนิงสิ”

เจียงอวิ๋นฮ่วนแค่นเสียงฮึดฮัด กอดของเล่นรถยนต์ในมือแน่น “ผมไม่ขอโทษหรอก! เธอเป็นผู้หญิงใจร้าย! เป็นผู้หญิงใจร้ายที่ปล่อยให้หมามารังแกฮ่วนฮ่วน!”

“ฮ่วนฮ่วน!”

เจียงซินน้ำตาร่วงอีกครั้ง สวมบทบาทคุณแม่ผู้น่าสงสารที่หมดปัญญารับมือกับลูกชาย “คุณน้าเคอหนิงเป็นผู้มีพระคุณของแม่กับลูกนะ ทำไมลูกถึงได้ดื้อรั้นพูดไม่ฟังแบบนี้?”

“เอาล่ะ ๆ เลิกร้องไห้ได้แล้ว”

สีซือเฉิงดึงทิชชูสองสามแผ่นยื่นส่งให้เจียงซิน ประกายความสงสารเวทนาพาดผ่านดวงตาคู่นั้นไปอย่างรวดเร็วจนยากจะสังเกตเห็น

เมื่อเจียงอวิ๋นฮ่วนเห็นว่ามีคนคอยหนุนหลัง ก็ก้าวขาสั้น ๆ ลงจากเตียง แล้วปีนขึ้นไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนตักของสีซือเฉิง

สีซือเฉิงสวมกอดและลูบหลังปลอบโยนเด็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าคำพูดกลับหันไปเอ่ยกับเจียงซิน “หนิงหนิงเป็นทนายความ เรื่องว่าความมันก็เป็นหน้าที่ของเธออยู่แล้ว เธอไม่ต้องเก็บมาใส่ใจให้เป็นบุญคุณหรอก”

เคอหนิงอดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะหยันในใจ

การขึ้นศาลว่าความคือหน้าที่ของทนาย การปกป้องลูกความก็คือความรับผิดชอบ

แต่นั่นมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของการได้รับค่าทนายต่างหาก

คดีของเจียงซินไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เธอต้องการสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตร โดยอ้างว่าสามีติดเหล้าและชอบทำร้ายร่างกาย แต่พอถึงเวลาต้องยื่นฟ้องจริง ๆ หลักฐานกลับมีไม่เพียงพอ

ช่วงเวลาที่ช่วยทำคดีนี้ให้ เคอหนิงเห็นแก่ที่อีกฝ่ายเป็นลูกพี่ลูกน้องของสีซือเฉิง เธอจึงไม่คิดเงินเลยแม้แต่แดงเดียว

ต้องเหน็ดเหนื่อยวิ่งเต้นช่วยเหลืองานแบบให้เปล่าอยู่กว่าครึ่งค่อนปี แต่ท้ายที่สุดกลับได้รับเพียงคำยกยอว่าเป็นการทำตามหน้าที่เท่านั้น...

“ปะป๊าซือเฉิงฮะ…”

เจียงอวิ๋นฮ่วนกอดคอชายหนุ่มพลางออดอ้อน “ไอ้หมาเหม็นของผู้หญิงใจร้ายคนนั้นมันรังแกผม ปะป๊าช่วยจัดการแก้แค้นให้ผมได้ไหมฮะ? ผมกลัวจังเลย…”

“ฮ่วนฮ่วนไม่ต้องกลัวนะลูก”

มุมปากของสีซือเฉิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ เขาไม่ได้ดุหรือห้ามปรามคำว่า “ผู้หญิงใจร้าย” ที่เด็กน้อยใช้เรียกภรรยาตัวเองเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ปรายตามองมาที่เคอหนิง เป็นเชิงส่งสัญญาณให้เธอรีบขอโทษ

เคอหนิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พร่ำบอกตัวเองในใจซ้ำ ๆ ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย...

ช่างมันเถอะ ทำไปก็เพื่อให้ขั้นตอนการหย่าร้างผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น ขอแค่หย่ากันได้สำเร็จ เธอก็จะหลุดพ้นจากเรื่องโสมมพวกนี้ได้อย่างเด็ดขาดเสียที...

เธอสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง แม้จะเตรียมใจมาอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะเค้นเสียงเอ่ยปากออกมาได้ “เจียงซิน การที่ฮ่วนฮ่วนต้องเข้าโรงพยาบาลมันเป็นความรับผิดชอบของฉันจริง ๆ นั่นแหละ... ต่อไปนี้ มันจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว”

แววตาของเจียงซินฉายความลำพองใจวาบผ่าน แต่สีหน้ากลับปั้นแต่งเป็นสตรีผู้ใจกว้าง “พี่เคอหนิงคะ พี่พูดรุนแรงเกินไปแล้ว ฮ่วนฮ่วนน่ะ”

“เขาจะเป็นยังไงก็ไม่เกี่ยวกับฉัน”

เคอหนิงเอ่ยขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาเฉยเมย “ครั้งนี้ต้องโทษที่ฉันดูแลเฉ่า เหมยไม่ดีเอง ลืมไปว่าสัตว์มันก็เหมือนกับคนนั่นแหละ นอกจากจะต้องเลี้ยงแล้วก็ยังต้องสั่งสอนด้วย... ไม่อย่างนั้นถ้าวันไหนเกิดทิ้งชีวิตไป ก็คงไม่มีโอกาสได้สั่งสอนอีก”

เจียงซินหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย ชำเลืองมองสีซือเฉิงด้วยความร้อนตัว เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มีปฏิกิริยาใด ๆ เธอจึงแสร้งบีบน้ำตาทำท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจ “พี่รองคะ…”

“เฉ่าเหมยมันตายไปแล้ว ตายเพราะถูกทุบจนกระดูกแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี”

ไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดจบ เคอหนิงก็ย่อตัวลงตรงหน้าเจียงอวิ๋นฮ่วน มุมปากยกยิ้มที่ยากจะคาดเดาความหมาย “เพราะฉะนั้นฮ่วนฮ่วนไม่ต้องกลัวแล้วนะ ยกเว้นก็แต่ในความฝัน... ไม่อย่างนั้น เฉ่าเหมยก็คงไม่มีวันกลับมาหลอกหลอนเสี่ยวฮ่วนฮ่วนของเราได้อีกแล้วล่ะ หืม?”

ราวกับสรวงสวรรค์จงใจตอกย้ำคำพูดของเคอหนิง ท้องฟ้าที่เมื่อครู่ยังพอจะมีแสงแดดรำไร จู่ ๆ กลับมีเสียงฟ้าร้องคำรามลั่น

ตามมาด้วยห่าฝนฤดูหนาวที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก

เจียงอวิ๋นฮ่วนชะงักงันไป

ดวงตากลมโตเบิกกว้างกะพริบปริบ ๆ ก่อนจะปล่อยโฮออกมาดังลั่น

เด็กน้อยซุกตัวเข้ากอดลำคอของสีซือเฉิงไว้แน่น “ปะป๊าซือเฉิงฮะ ผมกลัว... คืนนี้ปะป๊าอยู่เป็นเพื่อนผมที่นี่ได้ไหมฮะ? ผมอยากให้ปะป๊าซือเฉิงคอยปกป้องผมกับหม่าม้า…”

สีซือเฉิงเอ่ยปลอบขวัญด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอยู่สองสามประโยค ก่อนจะหันมามองเคอหนิงด้วยแววตาตำหนิ “ทำไมคุณต้องพูดจาข่มขวัญเด็กมันด้วย?”

“ฉันขู่ตรงไหน? ก็คุณเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่อยากให้เขามีแผลในใจไปจนโต?”

เคอหนิงลุกขึ้นยืน “ฉันก็แค่อยากให้ฮ่วนฮ่วนได้รับรู้ความจริง ต่อไปเขาจะได้เลิกกลัวหมาตัวนั้นเสียทีก็เท่านั้นเอง”

“พอได้แล้ว”

สีซือเฉิงถึงกับพูดไม่ออก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง “ในเมื่อขอโทษเสร็จแล้ว คุณก็กลับไปก่อนเถอะ คืนนี้ผมจะอยู่เป็นเพื่อนฮ่วนฮ่วนเอง”

แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน...

การที่เขาอยู่ที่นี่ คืนนี้เธอจะได้มีเวลามากพอในการร่างสัญญาหย่าให้เสร็จ

เคอหนิงไม่ได้โต้แย้งอะไร เธอหันหลังเดินจากมาทันที

ทว่ายังไม่ทันจะก้าวไปถึงหน้าลิฟต์ เสียงของเจียงซินก็ตะโกนเรียกพี่เคอหนิง พร้อมกับเสียงฝีเท้าวิ่งตามมาทางด้านหลัง

เคอหนิงขมวดคิ้วมุ่น เดิมทีตั้งใจจะทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจ แต่โชคร้ายที่ลิฟต์ยังไม่มา จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เจียงซินตามมาจนทัน

แม้เคอหนิงจะยืนหันหลังให้ ทว่าเธอก็ยังคงได้ยินเสียงฝีเท้านั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

“พี่เคอหนิงคะ วันนี้ฉันต้องขอโทษจริง ๆ นะคะ”

แม้ปากจะกล่าวคำขอโทษ แต่แววตาของผู้พูดกลับปิดบังความสะใจเอาไว้ไม่มิด “แต่พี่ก็อย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะคะ ยังไงซะพี่รองก็อายุจะสามสิบอยู่แล้ว เป็นผู้ชาย.มีใครบ้างล่ะคะที่ไม่อยากมีลูกเป็นของตัวเอง?”

พูดจบ เธอก็จงใจปรายตามองไปที่หน้าท้องของเคอหนิง แววตาเยาะเย้ยฉายชัดยิ่งขึ้นกว่าเดิม “พี่เคอหนิงคะ พี่กับพี่รองก็แต่งงานกันมาตั้งห้าปีแล้ว ทำไมหน้าท้องถึงยังไม่มีวี่แววอะไรเลยล่ะคะ? ไหน ๆ ตอนนี้เราก็อยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว สนใจให้ฉันพาไปตรวจเช็กดูหน่อยไหมล่ะคะ?”

เคอหนิงแค่นยิ้ม “เรื่องคลอดลูกน่ะ ใคร ๆ ก็ทำได้... แต่มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะสั่งสอนลูกเป็น แล้วก็ใช่ว่าทุกคนจะคู่ควรที่จะเลี้ยงเด็กหรอกนะ”

“นี่แก!” เจียงซินหน้าเขียวปัด

ติ๊ง—เสียงลิฟต์ดังขึ้นพร้อมบานประตูที่เปิดออก เคอหนิงก้าวเข้าไปโดยไม่คิดจะเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับผู้หญิงคนนี้อีก

“นังหน้าด้าน!”

เจียงซินกระทืบเท้าเร่า ๆ ด้วยความเคียดแค้น กัดฟันกรอดจ้องมองประตูลิฟต์ที่ปิดสนิทลง

ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รอยยิ้มมาดร้ายผุดขึ้นที่มุมปาก เธอล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความหาใครบางคน “เคอหนิง ฉันอยากจะรู้นักว่าแกจะอวดดีไปได้อีกสักกี่น้ำ…”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 100

    เขาลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งเหยาะ ๆ ตามไปติด ๆ “นายครับ นี่คุณจะไปไหนครับเนี่ย?” “เมืองหลิน”“หลิน”ทีแรกเขาพยักหน้ารับ ก่อนจะโพล่งออกมาด้วยความตกใจ “กลับเมืองหลินเหรอครับ? นี่คุณคงไม่ได้จะไปหาคุณเคอหรอกใช่ไหม?!” ลู่วั่งเฉินไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ “ไม่ได้นะครับ!” ฟางอี้รีบพุ่งเข้าไปขวางเร็วกว่าใคร “คุณก็รู้ดีว่าตอนนี้คุณชายรองกับคุณชายสามกำลังรอหาจุดอ่อนมาข่มขู่คุณอยู่ ถ้าขืนปล่อยให้พวกเขารู้เข้า…” เขาถอนหายใจด้วยความร้อนรนใจ “นายครับ วางใจเถอะ ทางคุณเคอผมคอยจับตาดูให้อยู่ตลอด รับรองว่าไม่ปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปเด็ดขาด” “อีกอย่าง ตอนนี้คุณเคอก็ปลอดภัยดีแล้ว ผมคอยติดตามข่าวเธออยู่ตลอด ถ้าเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นมาจริง ๆ ผมจะรีบรายงานคุณเป็นคนแรกแน่นอนครับ!”“เลิกพูดพล่ามได้แล้ว” บรรยากาศรอบตัวลู่วั่งเฉินลดต่ำลงจนน่าอึดอัด แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบออกมาบางเบา “ฉันถามแค่ว่า... เคอหนิงได้รับบาดเจ็บได้ยังไง?” “คือเธอ…” ฟางอี้อ้ำอึ้ง คล้ายอยากจะพูดแต่ก็ชะงักไป “คือว่าเธอ…”ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก เป็นคนในทีมเลขานุการของลู่วั่งเฉินนั่นเอง ทว่าลู่วั่งเฉินไ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 99

    เมืองอวิ๋นจิง ซ่งซื่อกรุ๊ปหลังจากฟางอี้สแกนนิ้วเข้างาน เขาก็เดินไปเคาะประตูห้องทำงานประธาน รอจนได้ยินเสียงตอบรับว่า “เชิญครับ” จากด้านใน ถึงได้กล้าผลักประตูเข้าไป “นายครับ ข่าวสด ๆ ร้อน ๆ เพิ่งออกจากเตาเลย คุณเคอจะมาที่เมืองอวิ๋นจิงแล้วนะครับ!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิด มือที่กำลังเซ็นเอกสารของลู่วั่งเฉินชะงักไปเล็กน้อย เขาตวัดสายตาขึ้นมอง สบเข้ากับดวงตาเปื้อนยิ้มของฟางอี้ แล้วจู่ ๆ ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เคอหนิงมาเมืองอวิ๋นจิง แล้วนายจะดีใจหน้าบานไปทำไม?” “เอ๋?” ฟางอี้ชะงักไปเล็กน้อย “นี่คุณไม่ดีใจเหรอครับ?”ลู่วั่งเฉินถึงกับไปไม่เป็นเมื่อโดนย้อนถาม “พอเลย เลิกกวนประสาทฉันได้แล้ว” ชายหนุ่มกระแอมเบา ๆ กลบเกลื่อน พลิกหน้าเอกสารในมือ ทำทีเป็นกวาดสายตาอ่าน ทั้งที่ความจริงไม่ได้เข้าหัวเลยสักตัวอักษรเดียว ก่อนจะแกล้งถามด้วยท่าทีนิ่งขรึมว่า “รู้ไหมว่าเคอหนิงมาทำอะไรที่เมืองอวิ๋นจิง?” “น่าจะมาเรื่องงานนะครับ” ฟางอี้ยืดตัวตรง “คดีภรรยาฆ่าสามีที่กำลังเป็นข่าวดังในเมืองอวิ๋นจิงช่วงนี้น่ะครับ” “แม่ของเด็กผู้ชายคนหน

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 98

    หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เคอหนิงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ลองโทรหาเขาอีกสักรอบดีไหม อย่างน้อยก็ถามไถ่สถานการณ์ดู หรือไม่ก็ลองไปพบลูกความก่อนก็ได้” “ไม่ได้!”จิ่งจือปฏิเสธแทบจะในทันที “ร่างกายเธอยังไม่หายดีเลยนะ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง” “ไม่เป็นไรหรอก เขาอุตส่าห์ติดต่อมาทั้งที ลองทำความเข้าใจดูก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนี่” เคอหนิงส่งยิ้มเชิงปลอบโยนให้จิ่งจือ “ถ้ารับได้ก็รับ ถ้ารับไม่ได้ก็แค่ปฏิเสธไป” เมื่อได้ยินคำว่าครอบครัวเดิมมีปัญหาหัวใจของเคอหนิงก็พลันรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะหัวอกเดียวกัน หรือไม่ก็คงรู้สึกสงสาร เคอหนิงจึงไม่อยากปฏิเสธคดีนี้ไปดื้อ ๆ จิ่งจือมองเธออยู่นาน ในที่สุดก็ขัดใจไม่ได้ จึงยอมต่อสายกลับไปหาปลายทางอีกครั้งต่อหน้าเคอหนิง หลังพูดคุยกันสั้น ๆ สองสามประโยคเธอก็วางสาย “เอาล่ะ เขาบอกว่าอีกสองวันจะมาที่เมืองหลิน ถึงตอนนั้นค่อยคุยกันต่อหน้า” “มาเมืองหลินเหรอ” เคอหนิงประหลาดใจเล็กน้อย “เขาไม่ได้อยู่เมืองหลินหรอกเหรอ” จิ่งจือพยักหน้า “ก็ฉันบอกแล้วไงว่าครอบครัวเขาย้ายบ้านไปตั้งแต่ตอนเขายังเด็ก ตอนนี้เหมือนจะตั้งรกรากอยู่ที่เ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 97

    “นี่คุณ!” สีซือเฉิงคาดไม่ถึงเลยว่าเคอหนิงจะปฏิเสธหน้าตาย ปลายนิ้วที่สั่นเทาชี้ไปยังเศษแก้วบนพื้น “เศษแก้วก็ยังอยู่ตรงนี้ น้ำร้อนก็เจิ่งนองเต็มพื้น เคอหนิง คุณเป็นคนกล้าทำแต่ไม่กล้ารับตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” “ประธานซีพูดแบบนี้ก็แปลกไปหน่อยมั้งคะ?” น้ำเสียงเจือรอยยิ้มหยันดังขึ้นจากด้านหลัง จิ่งจือยืนพิงกรอบประตูพลางปรายตาเย็นชาจ้องมองซีซือเฉิง “เคอหนิงของพวกเราเพิ่งถูกหมอวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองกระทบกระเทือนระดับปานกลาง ตอนที่อยากดื่มน้ำก็เลยหน้ามืดมือสั่น เผลอทำกาน้ำร้อนตกแตก จะตื่นตูมอะไรนักหนาคะ?” หญิงสาวทั้งสองคนรับลูกกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย รุมต้อนสีซือเฉิงจนขยับตัวไม่รอด แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในพริบตา “พวกเธอคิดว่าหมอกับตำรวจโง่นักหรือไง? ถ้าเจียงซินแจ้งความขึ้นมา เคอหนิงคิดจะรับมือยังไง?” “คนที่อยากแจ้งความเกรงว่าจะไม่ได้มีแค่คุณเจียงคนเดียวนะคะ” เคอหนิงช้อนสายตาขึ้นเล็กน้อย “ฉันเองก็ได้รับบาดเจ็บ ถ้าว่ากันตามหลักเหตุผล ฉันก็ควรจะแจ้งความเหมือนกัน” สีซือเฉิงขมวดคิ้ว “ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าจะช่วยคุณตามหาตัวคนร้ายให้?” “แล้วยังไงคะ? พอหาเจอแล้ว คุณตั้งใจจะ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 96

    “ฉัน...” เจียงซินชะงักจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “ที่ฉันทำไปก็เพราะ...” “กรี๊ดดดด” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วห้องพักผู้ป่วย เคอหนิงไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อธิบาย เธอคว้ากาต้มน้ำเพื่อสุขภาพตรงหัวเตียงแล้วปาใส่ทันที น้ำร้อนจัดด้านในเป็นน้ำที่จิ่งจือเพิ่งรินให้ก่อนจะออกไปคุยโทรศัพท์เมื่อครู่ มันร้อนลวกเดือดพล่าน และสาดรดลงบนศีรษะของเจียงซินอย่างจัง กาแก้วหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย เจียงซินยกมือกุมพวงแก้ม ร่างคุดคู้ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นพร้อมกับแหกปากร้องลั่น เคอหนิงมองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บหนักแค่ไหน แต่จากรอยเลือดที่ไหลซึมตามง่ามนิ้ว เดาว่าใบหน้าน่าจะถูกเศษแก้วบาดเข้าแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่สีซือเฉิงหิ้วขนมหวานร้านโปรดของเคอหนิงกลับมาพอดี ทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์ เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากห้องพักผู้ป่วยของเคอหนิง ชายหนุ่มแทบจะพุ่งถลาเข้าไป และภาพแรกที่เห็นเมื่อเปิดประตูคือเจียงซินในสภาพใบหน้าอาบเลือด ในขณะที่เคอหนิงยังคงนั่งตีหน้าตายอยู่บนเตียงผู้ป่วย “ซินซิน!” ถุงขนมร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังตุบ สีซือเฉิงรีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อมากดซับบาดแผ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 95

    “รอให้คุณหายดีก่อน แล้วผมจะเซ็นใบหย่าให้” วินาทีที่สีซือเฉิงเอ่ยประโยคนี้ออกมา เขารู้สึกราวกับนักโทษประหารที่ถูกส่งตัวขึ้นแท่น รอรับคมมีดที่จ่ออยู่ตรงลำคอ ทั้งที่ไม่อยากตาย แต่กลับไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย “แต่ก่อนหน้านั้น ผมจะช่วยตามหาคนที่ทำร้ายคุณให้เจอ ถือซะว่า...” เขาหลุบตาลง น้ำเสียงเจือความสั่นเครือที่ยากจะสังเกตเห็น “ถือซะว่านี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะทำให้คุณก็แล้วกัน” สิ้นคำ เขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป โจวเหยียนที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก พอเห็นสีซือเฉิงเดินออกมาก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที “ท่านประธานครับ นายหญิงน้อยเธอ...” “ฟื้นแล้วล่ะ” สีซือเฉิงยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้ว เผยให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าที่หาดูได้ยาก “ไปสืบมาว่าใครเป็นคนทำร้ายเคอหนิง เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ไม่ได้” โจวเหยียนพยักหน้ารับคำอย่างเห็นด้วย หลังจากสั่งงานเสร็จ สีซือเฉิงก็ไม่ได้กลับเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยอีก เขามองผ่านกระจกหน้าประตูเข้าไป เห็นจิ่งจือกำลังนั่งปอกแอปเปิลให้เคอหนิงอยู่ข้างเตียง จู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อก่อนเวลาที่เคอหนิงป่วย เธอจะชอบกินขนมหวานร้านหนึ่งที่ย

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status