مشاركة

บทที่ 3

مؤلف: เมียเมียลู่
สีซือเฉิงเป็นพ่อ เจียงซินเป็นแม่

แล้วเธอที่เป็นภรรยาตัวจริงล่ะ จะให้อยู่ในฐานะอะไร?

คราวนี้เป็นฝ่ายจิ่งจือที่เงียบไป

ทว่ายังไม่ทันจะได้พูดอะไร เคอหนิงก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำเป็นสบายใจ “ตอนฉันจะแต่งงานกับสีซือเฉิง พี่ก็คัดค้านหัวชนฝา แล้วทำไมตอนนี้พอฉันจะหย่า พี่ถึงไม่สนับสนุนล่ะ?”

“มันเหมือนกันที่ไหนล่ะ!”

จิ่งจือแทบอยากจะพุ่งทะลุสายไปเขกหัวเธอแรง ๆ สักสองที “ตอนนั้นที่ไม่ให้แต่ง ก็เพราะไม่อยากให้เธอต้องกระโดดลงกองไฟเพื่อทดแทนบุญคุณ แต่ตอนนี้ที่ไม่เชียร์ให้หย่า ก็เพราะสีซือเฉิงเขาเป็นคนพิการ แถมยังมีพ่อแม่ของเธออีก…”

เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เธอรู้บ้างไหมว่าการจะหย่ากับเขามันยากเย็นแค่ไหน?”

“จือจือ คือว่าสีซือเฉิงเขา”

ในขณะที่กำลังจะสารภาพความจริงทั้งหมดให้ฟัง เสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาก็ดังแว่วมาจากชั้นล่าง

หัวใจของเคอหนิงกระตุกวูบ เธอโยนโทรศัพท์ทิ้งแล้วพุ่งพรวดออกไปข้างนอกทันทีโดยไม่แม้แต่จะกดวางสาย

ภายในห้องสัตว์เลี้ยงที่อยู่ด้านในสุดของชั้นหนึ่งแดงฉานไปด้วยเลือด

สุนัขพันธุ์บิชองตัวน้อยที่เคยมีขนสีขาวบริสุทธิ์ บัดนี้ร่างทั้งร่างอาบชุ่มไปด้วยเลือด มันนอนดิ้นกระตุกอยู่บนพื้นเป็นระลอก ๆ ไร้ซึ่งความร่าเริงแสนรู้เหมือนอย่างเคย

ส่วนตัวต้นเหตุ... กลับกำลังยืนถือค้อนเหล็กขนาดเล็กที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดอยู่กับที่

ค้อนอันนั้น... เดิมทีเป็นค้อนที่เคอหนิงเอาไว้ใช้ตอนประกอบบ้านหมา

“ไอ้หมาบ้า ดูสิว่าแกยังจะกล้าทำให้ฉันตกใจอีกไหม!”

พูดจบก็เงื้อมือเตรียมจะทุบค้อนลงไปอีกครั้ง

“ถอยไป!”

เคอหนิงตวาดลั่นด้วยดวงตาแดงก่ำ ร่างบางพุ่งถลาจนล้มลุกคลุกคลานไปหาเงาร่างเล็ก ๆ นั้น ตัวของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ “เฉ่าเหมย... เฉ่าเหมย?”

บิชองตัวน้อยนอนอยู่บนพื้น ส่งเสียงครางหวิวออกมาอย่างโรยรา

ป้าหลินที่วิ่งหน้าตื่นตามเสียงลงมาถึงกับช็อกค้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

เธอรีบดึงตัวเจียงอวิ๋นฮ่วนหลบไปด้านข้าง โดยไม่สนเรื่องเจ้านายหรือบ่าวไพร่ตระกูลสูงต่ำอีกต่อไป “คุณหนูตัวแสบ! ฉันคลาดสายตาไปแค่แป๊บเดียว ทำไมคุณถึงได้ก่อเรื่องขึ้นมาอีกแล้วล่ะคะ?!”

“คุณผู้หญิง…”

ป้าหลินทำใจมองกองเลือดบนพื้นกับใบหน้าซีดเผือดของเคอหนิงไม่ได้จริง ๆ “เอ่อ... รีบพาเฉ่าเหมยไปโรงพยาบาลสัตว์ก่อนดีไหมคะ บางที... บางทีอาจจะยังพอช่วยทัน…”

ท้ายประโยคนั้น เสียงของเธอแผ่วลงจนแทบไม่มีความมั่นใจเหลืออยู่เลย

แต่สำหรับเคอหนิง คำพูดนั้นเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย เธอรีบอุ้มเฉ่าเหมยขึ้นมาแนบอกแล้ววิ่งกระหืดกระหอบออกไปข้างนอกทันที

ทว่าเพิ่งจะพ้นประตูคฤหาสน์ เธอก็ชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง จนได้ยินเสียงอุทานดังขึ้นข้างหู “พี่รอง!”

ร่างของเคอหนิงที่เดิมทีก็ทรงตัวไม่อยู่แล้วล้มกระแทกพื้น ข้อศอกเจ็บแปลบขึ้นมา แต่เธอก็ยังไม่ลืมที่จะโอบกอดปกป้องเฉ่าเหมยที่ลมหายใจรวยรินไว้ในอ้อมอกอย่างแน่นหนา

สีซือเฉิงขยับตัวตามสัญชาตญาณเหมือนจะลุกขึ้นยืน แต่จู่ ๆ ก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้...

มือของเขาชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เขายังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถเข็น แล้วเปลี่ยนไปประคองเจียงซินที่ถูกชนจนเซถลาเกือบจะล้มลงมาในอ้อมกอดของเขาแทน

ก่อนจะขมวดคิ้วตวาดเสียงดุ “เคอหนิง นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมถึงได้ลุกลี้ลุกลนขนาด”

ยังไม่ทันพูดจบประโยค หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นก้อนอะไรบางอย่างที่โชกไปด้วยเลือดในอ้อมแขนของเธอ และจำได้ในทันที “เฉ่าเหมย?!”

เขาตกใจ “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเฉ่าเหมยถึงบาดเจ็บหนักขนาดนี้?”

เคอหนิงไม่มีเวลามาอธิบาย และไม่สนความเจ็บปวดใด ๆ เธอพยุงตัวลุกขึ้นแล้วรีบเดินออกไป

สีซือเฉิงรีบสั่งคนขับรถทันที “พาคุณผู้หญิงไปโรงพยาบาลสัตว์”

เจียงซินลอบค่อนขอดในใจว่าทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้ แต่ใบหน้ากลับแสร้งทำเป็นห่วงใย “พี่รองคะ พี่เคอหนิงจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม แค่เพราะหมาตัวเดียวถึงกับต้องลนลานขนาดนี้ แถมยังเกือบจะชนพี่อีก…”

“เฉ่าเหมยเป็นสุนัขที่เคอหนิงเลี้ยงมาหลายปี มันไม่เหมือนกันหรอกนะ”

สีซือเฉิงพูดขัดขึ้น น้ำเสียงของเขาเจือความเคร่งเครียดอย่างยากจะสังเกตเห็น

เมื่อห้าปีก่อน... ตอนที่เขาดึงร่างของเคอหนิงออกมาจากรถแท็กซี่ เธอก็กอดปกป้องเฉ่าเหมยไว้ในอ้อมอกแน่นแบบนี้เหมือนกัน

สิ่งแรกที่เธอทำหลังฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาลก็คือการถามหาเฉ่าเหมย

ตอนนั้นสีซือเฉิงเคยถามว่าทำไมสุนัขตัวนี้ถึงได้สำคัญนัก เคอหนิงไม่ได้อธิบายอะไร เธอบอกเพียงแค่ว่า นั่นคือคนในครอบครัวเพียงคนเดียวที่เธอเหลืออยู่

เจียงซินที่ถูกเขาดุด้วยน้ำเสียงราบเรียบก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมา “พี่รอง อย่าโกรธสิคะ ฉันก็แค่เป็นห่วงแผลที่ข้อศอกของพี่เคอหนิง…”

“เธอเข้าไปหาฮ่วนฮ่วนก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะตามไปดูเคอหนิงหน่อย”

พูดจบก็ไม่รอให้เจียงซินได้ตอบรับ เขาสั่งให้คนขับรถอีกคนเข็นรถเข็นพาเขาขึ้นรถตามไปทันที

เมื่อตามไปถึงโรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ก็แจ้งว่าเฉ่าเหมยสิ้นใจแล้ว

เมื่อเห็นเคอหนิงยืนเหม่อลอยไร้จิตวิญญาณอยู่ในห้องตรวจ สีซือเฉิงก็เกิดความรู้สึกเวทนา เขาเตรียมจะเข้าไปพูดปลอบใจสักสองสามประโยค แต่กลับมีสายโทรศัพท์จากเจียงซินโทรเข้ามาพอดี

เขาลดเสียงลงตอบกลับไปสองสามคำ ก่อนจะกดวางสายแล้วบังคับรถเข็นเข้าไปหาเคอหนิง

“หนิงหนิง ผมถามหมอมาแล้วนะ เดี๋ยวนี้เขามีบริการจัดการพิธีศพให้สัตว์เลี้ยงด้วย ในเมื่อเฉ่าเหมยจากไปแล้ว เราก็มาจัดงานศพให้มันดี ๆ เถอะนะ?”

เคอหนิงไม่ได้พูดอะไรตอบกลับ เธอเพียงแต่จ้องมองร่างไร้วิญญาณของสุนัขตัวน้อยบนเตียงผ่าตัดด้วยแววตาเลื่อนลอย

ถ้าชอบก็ให้ อย่าเลี้ยงจนตายล่ะ

พี่ชายวางใจได้เลยค่ะ ฉันจะดูแลมันอย่างระมัดระวังที่สุด รับรองว่าจะไม่ยอมให้มันต้องทนลำบากแม้แต่นิดเดียว!

อย่าเรียกฉันว่าพี่

ไม่ให้เรียกพี่ชาย แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะคะ?

เรียกชื่อฉัน... วั่งเฉิน

เคอหนิงในวัยสิบกว่าปีรับลูกหมาตัวน้อยมาอุ้มไว้อย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังประคองของล้ำค่า

เป็นเวลานานมากที่เคอหนิงถึงขนาดต้องกอดมันเวลานอน...

สีซือเฉิงเห็นเธอเป็นแบบนี้ ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก อย่างไรเสียมันก็ถูกเลี้ยงอยู่ในบ้านมาตั้งสี่ปี

“เมื่อกี้ผมเพิ่งรับสายจากเจียงซิน เธอบอกว่าฮ่วนฮ่วนตกใจขวัญเสียจนต้องเข้าโรงพยาบาล”

เขาเอื้อมมือไปวางทาบบนมือของเคอหนิงเบา ๆ แล้วบีบมันเล็กน้อย “หนิงหนิง พอจัดงานศพให้เฉ่าเหมยเสร็จ คุณไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลกับผมหน่อยนะ ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้คุณขอโทษฮ่วนฮ่วนเขาสักคำ”

“ขอโทษ?”

เคอหนิงเงยหน้าขึ้นมาด้วยดวงตาที่แดงก่ำจนบวมช้ำ ในที่สุดก็เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง

สีซือเฉิงมีท่าทีลำบากใจเล็กน้อย “ฮ่วนฮ่วนไข้ขึ้นสูงไม่ยอมลด เอาแต่ละเมอเพ้อร้องว่าเฉ่าเหมยจะเข้ามากัด เด็กคนนั้นขวัญเสียไม่เบาเลยนะ อีกอย่างตอนนั้นคุณก็อยู่ในบ้าน ไม่ว่าจะพูดอย่างไร คุณก็มีส่วนต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย...”

เคอหนิงแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “สีซือเฉิง เจียงอวิ๋นฮ่วนใช้ค้อนเหล็กทุบ เฉ่าเหมยจนตายเลยนะ!”

“นั่นก็เพราะเฉ่าเหมยไปทำให้ฮ่วนฮ่วนตกใจก่อน เด็กก็แค่ป้องกันตัวเท่านั้น อีกอย่างปีนี้เฉ่าเหมยก็อายุตั้งสิบสองปีแล้ว ต่อให้ฮ่วนฮ่วนไม่ได้ทำร้ายมัน มันก็ ต้อง...”

เขาทอดถอนใจ พยายามจะพูดเกลี้ยกล่อมเธอด้วยเหตุผล “หนิงหนิง เฉ่าเหมยมันแก่แล้วนะ ไม่ช้าก็เร็ว... วันนี้ก็ต้องมาถึงอยู่ดี”

“สีซือเฉิง นี่คุณยังมีความเป็นคนอยู่บ้างไหม?! คุณก็รู้ดีว่าเฉ่าเหมยสำคัญกับฉันมากแค่ไหน!”

เคอหนิงสะบัดมือออกอย่างแรง ขอบตาแดงก่ำ “สีซือเฉิง ตอนที่เฉ่าเหมยตายมันยังอยู่ในห้องสัตว์เลี้ยง ป้าหลินไม่ได้ปล่อยมันออกมาเสียหน่อย เจียงอวิ๋นฮ่วนนั่นแหละที่วิ่งเข้าไปแหย่มันถึงในห้องเอง แล้วคุณกล้าพูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง”

“พอได้แล้ว เคอหนิง”

เขาเผยให้เห็นถึงความรำคาญใจที่นาน ๆ ทีจะมีให้เห็น “ฮ่วนฮ่วนเพิ่งจะห้าขวบ คุณจะไปเอาจริงเอาจังอะไรกับเด็กตัวแค่นี้?”

อาชีพทนายความของเคอหนิงทำให้คุณคุ้นชินกับการสืบหาความจริงตามเหตุและผล ทว่าในสายตาของสีซือเฉิง สิ่งที่เธอทำกลับกลายเป็นเพียงการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

“เฉ่าเหมยก็ตายไปแล้ว ต่อให้มันมีค่าแค่ไหนสุดท้ายมันก็เป็นแค่สัตว์ตัวหนึ่ง ฮ่วนฮ่วนเป็นแค่เด็ก เขาก็ไม่ได้ตั้งใจ...”

เคอหนิงตวาดลั่นอย่างคุมสติไม่อยู่ “เขาลงมือทารุณกรรมเฉ่าเหมยจนตายคามือขนาดนั้น คุณยังกล้าพูดอีกเหรอว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ?!”

“ทารุณกรรมอะไรกัน? นั่นมันก็แค่การป้องกันตัวแล้วพลาดพลั้งไปก็แค่นั้น นี่คุณคิดจะให้เด็กคนหนึ่งมาขอโทษขอโพยสัตว์เดรัจฉานจริง ๆ งั้นสิ?!”

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 100

    เขาลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งเหยาะ ๆ ตามไปติด ๆ “นายครับ นี่คุณจะไปไหนครับเนี่ย?” “เมืองหลิน”“หลิน”ทีแรกเขาพยักหน้ารับ ก่อนจะโพล่งออกมาด้วยความตกใจ “กลับเมืองหลินเหรอครับ? นี่คุณคงไม่ได้จะไปหาคุณเคอหรอกใช่ไหม?!” ลู่วั่งเฉินไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ “ไม่ได้นะครับ!” ฟางอี้รีบพุ่งเข้าไปขวางเร็วกว่าใคร “คุณก็รู้ดีว่าตอนนี้คุณชายรองกับคุณชายสามกำลังรอหาจุดอ่อนมาข่มขู่คุณอยู่ ถ้าขืนปล่อยให้พวกเขารู้เข้า…” เขาถอนหายใจด้วยความร้อนรนใจ “นายครับ วางใจเถอะ ทางคุณเคอผมคอยจับตาดูให้อยู่ตลอด รับรองว่าไม่ปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปเด็ดขาด” “อีกอย่าง ตอนนี้คุณเคอก็ปลอดภัยดีแล้ว ผมคอยติดตามข่าวเธออยู่ตลอด ถ้าเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นมาจริง ๆ ผมจะรีบรายงานคุณเป็นคนแรกแน่นอนครับ!”“เลิกพูดพล่ามได้แล้ว” บรรยากาศรอบตัวลู่วั่งเฉินลดต่ำลงจนน่าอึดอัด แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบออกมาบางเบา “ฉันถามแค่ว่า... เคอหนิงได้รับบาดเจ็บได้ยังไง?” “คือเธอ…” ฟางอี้อ้ำอึ้ง คล้ายอยากจะพูดแต่ก็ชะงักไป “คือว่าเธอ…”ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก เป็นคนในทีมเลขานุการของลู่วั่งเฉินนั่นเอง ทว่าลู่วั่งเฉินไ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 99

    เมืองอวิ๋นจิง ซ่งซื่อกรุ๊ปหลังจากฟางอี้สแกนนิ้วเข้างาน เขาก็เดินไปเคาะประตูห้องทำงานประธาน รอจนได้ยินเสียงตอบรับว่า “เชิญครับ” จากด้านใน ถึงได้กล้าผลักประตูเข้าไป “นายครับ ข่าวสด ๆ ร้อน ๆ เพิ่งออกจากเตาเลย คุณเคอจะมาที่เมืองอวิ๋นจิงแล้วนะครับ!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิด มือที่กำลังเซ็นเอกสารของลู่วั่งเฉินชะงักไปเล็กน้อย เขาตวัดสายตาขึ้นมอง สบเข้ากับดวงตาเปื้อนยิ้มของฟางอี้ แล้วจู่ ๆ ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เคอหนิงมาเมืองอวิ๋นจิง แล้วนายจะดีใจหน้าบานไปทำไม?” “เอ๋?” ฟางอี้ชะงักไปเล็กน้อย “นี่คุณไม่ดีใจเหรอครับ?”ลู่วั่งเฉินถึงกับไปไม่เป็นเมื่อโดนย้อนถาม “พอเลย เลิกกวนประสาทฉันได้แล้ว” ชายหนุ่มกระแอมเบา ๆ กลบเกลื่อน พลิกหน้าเอกสารในมือ ทำทีเป็นกวาดสายตาอ่าน ทั้งที่ความจริงไม่ได้เข้าหัวเลยสักตัวอักษรเดียว ก่อนจะแกล้งถามด้วยท่าทีนิ่งขรึมว่า “รู้ไหมว่าเคอหนิงมาทำอะไรที่เมืองอวิ๋นจิง?” “น่าจะมาเรื่องงานนะครับ” ฟางอี้ยืดตัวตรง “คดีภรรยาฆ่าสามีที่กำลังเป็นข่าวดังในเมืองอวิ๋นจิงช่วงนี้น่ะครับ” “แม่ของเด็กผู้ชายคนหน

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 98

    หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เคอหนิงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ลองโทรหาเขาอีกสักรอบดีไหม อย่างน้อยก็ถามไถ่สถานการณ์ดู หรือไม่ก็ลองไปพบลูกความก่อนก็ได้” “ไม่ได้!”จิ่งจือปฏิเสธแทบจะในทันที “ร่างกายเธอยังไม่หายดีเลยนะ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง” “ไม่เป็นไรหรอก เขาอุตส่าห์ติดต่อมาทั้งที ลองทำความเข้าใจดูก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนี่” เคอหนิงส่งยิ้มเชิงปลอบโยนให้จิ่งจือ “ถ้ารับได้ก็รับ ถ้ารับไม่ได้ก็แค่ปฏิเสธไป” เมื่อได้ยินคำว่าครอบครัวเดิมมีปัญหาหัวใจของเคอหนิงก็พลันรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะหัวอกเดียวกัน หรือไม่ก็คงรู้สึกสงสาร เคอหนิงจึงไม่อยากปฏิเสธคดีนี้ไปดื้อ ๆ จิ่งจือมองเธออยู่นาน ในที่สุดก็ขัดใจไม่ได้ จึงยอมต่อสายกลับไปหาปลายทางอีกครั้งต่อหน้าเคอหนิง หลังพูดคุยกันสั้น ๆ สองสามประโยคเธอก็วางสาย “เอาล่ะ เขาบอกว่าอีกสองวันจะมาที่เมืองหลิน ถึงตอนนั้นค่อยคุยกันต่อหน้า” “มาเมืองหลินเหรอ” เคอหนิงประหลาดใจเล็กน้อย “เขาไม่ได้อยู่เมืองหลินหรอกเหรอ” จิ่งจือพยักหน้า “ก็ฉันบอกแล้วไงว่าครอบครัวเขาย้ายบ้านไปตั้งแต่ตอนเขายังเด็ก ตอนนี้เหมือนจะตั้งรกรากอยู่ที่เ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 97

    “นี่คุณ!” สีซือเฉิงคาดไม่ถึงเลยว่าเคอหนิงจะปฏิเสธหน้าตาย ปลายนิ้วที่สั่นเทาชี้ไปยังเศษแก้วบนพื้น “เศษแก้วก็ยังอยู่ตรงนี้ น้ำร้อนก็เจิ่งนองเต็มพื้น เคอหนิง คุณเป็นคนกล้าทำแต่ไม่กล้ารับตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” “ประธานซีพูดแบบนี้ก็แปลกไปหน่อยมั้งคะ?” น้ำเสียงเจือรอยยิ้มหยันดังขึ้นจากด้านหลัง จิ่งจือยืนพิงกรอบประตูพลางปรายตาเย็นชาจ้องมองซีซือเฉิง “เคอหนิงของพวกเราเพิ่งถูกหมอวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองกระทบกระเทือนระดับปานกลาง ตอนที่อยากดื่มน้ำก็เลยหน้ามืดมือสั่น เผลอทำกาน้ำร้อนตกแตก จะตื่นตูมอะไรนักหนาคะ?” หญิงสาวทั้งสองคนรับลูกกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย รุมต้อนสีซือเฉิงจนขยับตัวไม่รอด แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในพริบตา “พวกเธอคิดว่าหมอกับตำรวจโง่นักหรือไง? ถ้าเจียงซินแจ้งความขึ้นมา เคอหนิงคิดจะรับมือยังไง?” “คนที่อยากแจ้งความเกรงว่าจะไม่ได้มีแค่คุณเจียงคนเดียวนะคะ” เคอหนิงช้อนสายตาขึ้นเล็กน้อย “ฉันเองก็ได้รับบาดเจ็บ ถ้าว่ากันตามหลักเหตุผล ฉันก็ควรจะแจ้งความเหมือนกัน” สีซือเฉิงขมวดคิ้ว “ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าจะช่วยคุณตามหาตัวคนร้ายให้?” “แล้วยังไงคะ? พอหาเจอแล้ว คุณตั้งใจจะ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 96

    “ฉัน...” เจียงซินชะงักจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “ที่ฉันทำไปก็เพราะ...” “กรี๊ดดดด” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วห้องพักผู้ป่วย เคอหนิงไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อธิบาย เธอคว้ากาต้มน้ำเพื่อสุขภาพตรงหัวเตียงแล้วปาใส่ทันที น้ำร้อนจัดด้านในเป็นน้ำที่จิ่งจือเพิ่งรินให้ก่อนจะออกไปคุยโทรศัพท์เมื่อครู่ มันร้อนลวกเดือดพล่าน และสาดรดลงบนศีรษะของเจียงซินอย่างจัง กาแก้วหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย เจียงซินยกมือกุมพวงแก้ม ร่างคุดคู้ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นพร้อมกับแหกปากร้องลั่น เคอหนิงมองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บหนักแค่ไหน แต่จากรอยเลือดที่ไหลซึมตามง่ามนิ้ว เดาว่าใบหน้าน่าจะถูกเศษแก้วบาดเข้าแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่สีซือเฉิงหิ้วขนมหวานร้านโปรดของเคอหนิงกลับมาพอดี ทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์ เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากห้องพักผู้ป่วยของเคอหนิง ชายหนุ่มแทบจะพุ่งถลาเข้าไป และภาพแรกที่เห็นเมื่อเปิดประตูคือเจียงซินในสภาพใบหน้าอาบเลือด ในขณะที่เคอหนิงยังคงนั่งตีหน้าตายอยู่บนเตียงผู้ป่วย “ซินซิน!” ถุงขนมร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังตุบ สีซือเฉิงรีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อมากดซับบาดแผ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 95

    “รอให้คุณหายดีก่อน แล้วผมจะเซ็นใบหย่าให้” วินาทีที่สีซือเฉิงเอ่ยประโยคนี้ออกมา เขารู้สึกราวกับนักโทษประหารที่ถูกส่งตัวขึ้นแท่น รอรับคมมีดที่จ่ออยู่ตรงลำคอ ทั้งที่ไม่อยากตาย แต่กลับไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย “แต่ก่อนหน้านั้น ผมจะช่วยตามหาคนที่ทำร้ายคุณให้เจอ ถือซะว่า...” เขาหลุบตาลง น้ำเสียงเจือความสั่นเครือที่ยากจะสังเกตเห็น “ถือซะว่านี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะทำให้คุณก็แล้วกัน” สิ้นคำ เขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป โจวเหยียนที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก พอเห็นสีซือเฉิงเดินออกมาก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที “ท่านประธานครับ นายหญิงน้อยเธอ...” “ฟื้นแล้วล่ะ” สีซือเฉิงยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้ว เผยให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าที่หาดูได้ยาก “ไปสืบมาว่าใครเป็นคนทำร้ายเคอหนิง เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ไม่ได้” โจวเหยียนพยักหน้ารับคำอย่างเห็นด้วย หลังจากสั่งงานเสร็จ สีซือเฉิงก็ไม่ได้กลับเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยอีก เขามองผ่านกระจกหน้าประตูเข้าไป เห็นจิ่งจือกำลังนั่งปอกแอปเปิลให้เคอหนิงอยู่ข้างเตียง จู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อก่อนเวลาที่เคอหนิงป่วย เธอจะชอบกินขนมหวานร้านหนึ่งที่ย

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status