Mag-log inในคืนนั้น หลี่เหวินเจี๋ยและซูหนิงหนิงยืนอยู่บนระเบียงห้องพักในจวนของอ๋อง แสงจันทร์สาดส่องต้องร่าง
ในคืนนั้น หลี่เหวินเจี๋ยและซูหนิงหนิงยืนอยู่บนระเบียงห้องพักในจวนของอ๋อง แสงจันทร์สาดส่องต้องร่างของคนทั้งคู่ ทำให้เห็นเงาของพวกเขาที่ทาบทับกันเป็นหนึ่งเดียว“ท่านอ๋อง…หม่อมฉันยังรู้สึกเหมือนฝันไปเลยเจ้าค่ะ” ซูหนิงหนิงเอ่ยเสียงแผ่ว “ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น…มันเหมือนความฝัน”หลี่เหวินเจี๋ยหันมามองนาง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรักที่ลึกซึ้ง เขาโอบกอดนางแน่น “นี่มิใช่ความฝันซูหนิงหนิง…นี่คือความจริง…ความจริงที่ว่าเราได้อยู่เคียงข้างกันแล้ว”“ข้าขอขอบพระทัยท่านอ๋อง…ที่มอบความรักและความสุขให้หม่อมฉันมากถึงเพียงนี้เจ้าค่ะ” ซูหนิงหนิงกล่าวหลี่เหวินเจี๋ยยิ้มบางๆ “เจ้ามิจำเป็นต้องขอบใจข้าซูหนิงหนิง…เจ้าคือของข้า…และข้าจะเป็นของเจ้าตลอดไป”เขาจุมพิตหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา “เจ้าคือข้าทั้งชีวิตซูหนิงหนิง…และข้าจะรักเจ้าตลอดไป”เมื่อสิ้นคำพูด หลี่เหวินเจี๋ยก็โน้มตัวลงจุมพิตริมฝีปากของนางอย่างอ่อนโยนในคราแรก แต่เมื่อนางตอบรั
แสงอรุณทอประกายเหนือพระราชวังหลวง บัดนี้กลับคืนสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง หลังจากการเปิดโปง ท่านราชครู ผู้บงการอยู่เบื้องหลังการใส่ร้าย อ๋องพิทักษ์แผ่นดิน หลี่เหวินเจี๋ย และเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ แผ่นดินต้าเหลียงได้เริ่มต้นบทใหม่แห่งความรุ่งเรืองภายใต้การปกครองของ องค์ฮ่องเต้ ผู้เปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถ และการสนับสนุนจาก หลี่เหวินเจี๋ย วีรบุรุษผู้กล้าหาญ ที่บัดนี้มี พระชายาซูหนิงหนิง เคียงข้างเช้าวันนั้น ท้องพระโรงหลวงเต็มไปด้วยเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ที่มารวมตัวกัน เพื่อปรึกษาราชกิจสำคัญเกี่ยวกับการฟื้นฟูบ้านเมืองหลังสงคราม และการแต่งตั้งตำแหน่งขุนนางใหม่ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหวังหลี่เหวินเจี๋ย ในชุดขุนนางเต็มยศดูสง่างามและน่าเกรงขาม ใบหน้าคมคายของเขาฉายแววความสุขที่มิอาจปิดบังได้ เขายืนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ องค์ฮ่องเต้ อย่างมั่นคงซูหนิงหนิง ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม ยืนอยู่ข้างกายเขาอย่างมั่นใจ ดวงตาคู่กลมโตเรียวรีฉายแววความสุขและภาคภูมิใจ“ขอเดชะฝ่าบาท!” หลี่เหวินเจี๋ยคุกเข่าลงถวายบังคม “กระหม่อมหลี่เหวิ
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องต้องพระราชวังหลวงที่บัดนี้กลับคืนสู่ความสงบสุข หลังมหาสงครามครั้งยิ่งใหญ่ได้ผ่านพ้นไป อ๋องพิทักษ์แผ่นดิน หลี่เหวินเจี๋ย และ พระชายาซูหนิงหนิง ต่างใช้ชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางความรักที่เบ่งบาน แต่ความสงบสุขนั้นช่างสั้นนัก เพราะภัยคุกคามที่แท้จริงหาได้มาจากสนามรบภายนอก หากแต่มาจากเงามืดภายในราชสำนักเองหลังจากที่ หลี่เหวินเจี๋ย ได้ประกาศเชิดชู ซูหนิงหนิง ต่อหน้าเหล่าขุนนาง ทำให้บางคนไม่พอใจในความสามารถและอิทธิพลของหลี่เหวินเจี๋ยที่นับวันยิ่งมีมากขึ้น พวกเขาจึงเริ่มวางแผนการร้ายเพื่อกำจัดหลี่เหวินเจี๋ยให้พ้นจากเส้นทางอำนาจเช้าวันหนึ่ง บรรยากาศในท้องพระโรงกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง องค์ฮ่องเต้ ประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำ ใบหน้าของพระองค์เคร่งขรึมกว่าครั้งใดๆ เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างยืนเรียงรายด้วยสีหน้ากังวล“หลี่เหวินเจี๋ย! เจ้ามีความผิด!” องค์ฮ่องเต้ตรัสด้วยพระสุรเสียงก้องกังวาน “มีผู้ร้องเรียนว่าเจ้าได้แอบสะสมกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างลับๆ หมายก่อการกบฏ!”คำประกาศขององค์ฮ่องเต้สร้างความตกตะลึงแก่ทุกคนในท้องพระโ
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องต้องพระราชวังหลวงที่บัดนี้กลับมาคึกคักและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังมหาสงครามที่ทำให้แผ่นดินต้าเหลียงสั่นสะเทือนได้สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของ อ๋องพิทักษ์แผ่นดิน หลี่เหวินเจี๋ย และการปรากฏตัวของ พระชายาซูหนิงหนิง ผู้เป็นดั่งดวงใจของเขาสองวันหลังจากการกลับสู่เมืองหลวง หลี่เหวินเจี๋ย ได้รับราชโองการให้เข้าเฝ้า องค์ฮ่องเต้ เพื่อปรึกษาราชกิจสำคัญที่รออยู่เบื้องหน้าเกี่ยวกับฟื้นฟูบ้านเมือง หลังความเสียหายจากสงครามครั้งใหญ่ภายในจวนของอ๋อง บรรยากาศยังคงอบอวลด้วยความสุขที่หวนคืนมา ซูหนิงหนิง กำลังจัดเตรียมชุดขุนนางให้หลี่เหวินเจี๋ยด้วยมือของนางเอง ใบหน้าของนางยังคงมีร่องรอยความอ่อนล้า แต่แววตาเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย“ท่านอ๋อง…บาดแผลของท่านยังไม่หายสนิทดีนะเจ้าคะ” ซูหนิงหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่ว “ท่านควรจะพักผ่อนให้มากกว่านี้”หลี่เหวินเจี๋ยหันมามองนาง ดวงตาคู่คมกริบของเขาเต็มไปด้วยความรักที่ลึกซึ้ง เขาจับมือของนางแน่น “แผลกายนั้นเล็กน้อยนักซูหนิงหนิง แต่แผลใจที่ข้าเคยมี…เจ้าเป็นผู้รักษาให้หายดี”คำพูดของเขาทำให้ซูหนิ
เสียงแตรศึกที่เคยดังก้องไปทั่วแผ่นดินบัดนี้เงียบสงัดลงแล้ว เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้และเสียงนกร้องขับขาน บ่งบอกถึงความสงบสุขที่หวนคืนมาสู่ต้าเหลียงอีกครั้ง หลังมหาสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดจบลงด้วยชัยชนะอันงดงามของกองทัพ อ๋องพิทักษ์แผ่นดิน หลี่เหวินเจี๋ยณ สนามรบที่เคยเต็มไปด้วยคราบเลือดและซากศพ บัดนี้ถูกทำความสะอาดและจัดระเบียบใหม่ เหล่าทหารของต้าเหลียงที่รอดชีวิตต่างพากันกลับมารวมตัวกันด้วยใบหน้าอิดโรย แต่แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในชัยชนะอันยิ่งใหญ่ และความยินดีที่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหลี่เหวินเจี๋ย ยืนตระหง่านอยู่กลางสนามรบที่เงียบสงัด ชุดเกราะของเขาเต็มไปด้วยรอยบุบและคราบเลือดที่แห้งกรัง ใบหน้าคมคายของเขาซีดเซียวจากความเหนื่อยล้าและบาดแผลที่ยังไม่หายสนิทดี แต่ดวงตาคู่คมกริบกลับฉายแววความสุขที่มิอาจปิดบังได้ เมื่อเขามองไปยัง ซูหนิงหนิง ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ซูหนิงหนิงในชุดหมอศึกที่เรียบง่ายแต่เปื้อนคราบเขม่าดินและโลหิต เดินเข้ามาหาหลี่เหวินเจี๋ยอย่างช้าๆ ใบหน้าของนางยังคงซีดเซียวและอ่อนล้า แต่ดวงตาคู่กลมโตเรียวรีกลับฉายแววความรักที่ลึกซึ้งและโล
แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงมายังเมืองหลวงต้าเหลียงที่บัดนี้กลับคืนสู่ความสงบสุข หลังชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในศึกสมรภูมิเหนือ แคว้นอริ แต่ในใจของทั้ง หลี่เหวินเจี๋ย และ ซูหนิงหนิง ความสงบนั้นยังห่างไกลนัก ค่ำคืนนี้เป็นคืนก่อนวันอภิเษกสมรส คืนที่ควรเต็มไปด้วยความยินดี ทว่ากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนและยังมิได้ถูกปลดเปลื้องภายในห้องส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างงดงามในจวนของแม่ทัพ ซูหนิงหนิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองไปยังดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า ใบหน้าของนางยังคงซีดเซียวจากความเหนื่อยล้าและบาดแผลที่ยังไม่หายสนิทดี แต่ดวงตาคู่กลมโตเรียวรีกลับฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้งเธอนึกย้อนถึงคำขอแต่งงานของหลี่เหวินเจี๋ยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คำขอที่เปี่ยมด้วยความรักและความจริงใจ คำขอที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง แต่ในขณะเดียวกัน ภาพของครอบครัวที่พังทลาย ความเจ็บปวดที่พ่อแม่ต้องเผชิญ และความแค้นที่เคยกัดกินใจ ก็ยังคงฉายชัดขึ้นมาในห้วงความคิด ความรู้สึกผิดบาปยังคงตามหลอกหลอน“หนิงหนิง…เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ” เสียงนุ่มนวลของ มู่หลัน ดังขึ้น มู่หลันเดินเข้ามาพร้อมถ้วยชาอุ่นๆ วางลงบ







