Masukฟาเรนท์...
"อ้าวหนู ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ"
เสียงหญิงวัยกลางคนหน้าตาสะสวยท่าทางใจดี ทักทายฉันขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มหวานมาให้ขณะที่ฉันกำลังเดินตามใครบางคนลงไปชั้นล่าง
"เอ่อค่ะตื่นแล้ว สวัสดีค่ะ"
ฉันยกมือไหว้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าแบบที่คิดว่าสวยงามและเรียบร้อยที่สุดเท่าที่เคยทำมา อาการเกร็งแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้ฉันเริ่มทำตัวไม่ถูก ทำไมตอนนี้รู้สึกเหมือนมาเจอแม่สามีเลยนะ
"พาน้องมานั่งข้าง ๆ แม่สิตาธัน แล้วก็เดินไปหยิบขนมมาให้น้องด้วยล่ะ"
หญิงวัยกลางคนหันไปบอกลูกชาย ก่อนจะหันมาส่งยิ้มหวานมาให้ฉันอีกครั้ง
"ถ้าเธอบอกแม่ว่าเราไม่ได้เป็นแฟนกัน หรือพูดอะไรไม่ดีกับแม่ฉันรวมถึงพูดเรื่องแย่ ๆ ของฉันให้แม่ฟัง ฉันจะบอกพี่ชายเธอเรื่องของเรา"
มือใหญ่กระตุกมือฉันให้เดินตามเขาไปก่อนจะกระซิบกระซาบข้างหูฉัน ฉันได้แต่กลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่และฝืนยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไอ้หมอบ้านี่มันขู่ฉัน!
"ชื่ออะไรจ๊ะหนู"
คนตรงหน้่าถามอย่างเป็นมิตรขณะที่ฉันนั่งลงตรงโซฟาฝั่งตรงข้าม
"หนูชื่อฟาเรนท์ค่ะ"
ฉันตอบยิ้ม ๆ
"เป็นแฟนตาธันเหรอลูก คบกันนานแล้วเหรอทำไมแม่ไม่เห็นรู้เลย"
"เอ่อค่ะ ก็คบกันได้สักพักแล้วค่ะ"
"แล้วหนูเรียนที่ไหนจ๊ะ เรียนคณะอะไร"
"เรียนวิศวะค่ะ"
"หืม จริงเหรอจ๊ะ"
"ค่ะ เอ่อคุณน้าคะพอดีหนูต้องกลับบ้านแล้วค่ะ นี่ก็บ่ายแล้ว วันนี้หนูมีสอบฝึกสัมภาษณ์งานช่วงเย็นด้วยค่ะ คงไม่สะดวกอยู่ที่นี่นาน"
ฉันตอบคำถามเสร็จก็รีบตัดบททันที เพราะคิดว่าไม่ควรอยู่ที่นี่นานเกินไปอีกทั้งต้องใช้โอกาสนี้หนีไอ้หมอบ้านั่น แล้ววันนี้ก็เป็นวันแรกที่เริ่มสอบด้วย ดีหน่อยที่อาจารย์ให้สอบหลายวันเลยไม่ซีเรียสเท่าไหร่
"เดี๋ยวไปส่ง แต่ต้องชิมนี่ก่อน"
ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไร เสียงทุ้มของคนที่เดินถือถาดขนมไทยเข้ามาก็ทำให้ฉันแทบสะดุ้ง ไม่คิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้
"อ้าวตาธันมาพอดีเลย นี่แม่ทำเองเลยนะ หนูฟาเรนท์ลองชิมดูสิลูก"
ถ้าฉันจะบอกว่าไม่ชอบของหวานจะผิดมั้ย
"ชิมสิ อร่อยนะ"
เสียงของคนที่นั่งลงข้างฉันพูดขึ้นเชิงบังคับ ทำให้ฉันที่ไม่กล้าปฏิเสธรีบตักขนมเม็ดกลม ๆ สีเหลืองเข้าปากอย่างรวดเร็ว
"เป็นไงจ๊ะ อร่อยมั้ย"
คุณน้าถาม
"อร่อยค่ะคุณน้า อร่อยมากเลย"
ฉันตอบพลางกลั้นใจกลืนขนมหวานลงคอ
"ถ้าอร่อยก็กินเยอะ ๆ สิ กินหมดแล้วจะไปส่ง"
ว่าไงนะ? เสียงของคนข้าง ๆ ทำให้ฉันหันไปมองหน้าเขาด้วยท่าทีงุนงง แต่ก็ไม่กล้าเถียงอะไรเมื่อเห็นรอยยิ้มของผู้ใหญ่ตรงหน้ามองมาอย่างมีความหวัง
"ต่อไปนี้หนูฟาเรนท์เรียกแม่ว่าแม่ดีกว่านะ ไหน ๆ ก็เป็นแฟนตาธันแล้วแม่ไม่อยากให้เรียกอะไรที่ดูห่างเหินกันน่ะ"
"ค่ะแม่"
"งั้นเดี๋ยวแม่ไปห่อขนมในครัวให้หนูดีกว่าจะได้เอากลับไปกินที่บ้านด้วย ส่วนในถาดนี้เราสองคนจัดการให้แม่ทีนะ เดี๋ยวแม่มา"
คุณแม่พูดอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเดินเข้าไปในครัว ทิ้งให้ฉันนั่งอยู่กับไอ้คนใจร้ายที่บังคับให้ฉันกินของหวานอยู่ตรงนี้
"รีบ ๆ กินเข้าไปสิ หรืออยากอยู่ต่อก็ได้นะฉันไม่ว่า"
คนข้าง ๆ พูดพลางขยับถาดขนมไทยเข้ามาใกล้ฉัน
"แล้วนายทำไมไม่กินล่ะ แม่ก็บอกอยู่ว่าให้ช่วยกันจัดการ"
ฉันประท้วงเมื่อคนข้าง ๆ ไม่ได้สนใจขนมไทยสีเหลืองในถาดนี้เลยสักนิด เอาแต่บังคับให้ฉันกินคนเดียวอยู่ได้
"ฉันไม่ชอบของหวาน เธอกิน ๆ ไปเหอะ"
"ฉันก็ไม่ชอบเหมือนกันนะ ทำไมต้องให้ฉันกินด้วยล่ะ"
ฉันรีบบอก
"แล้วเมื่อคืนตอนอยู่ในรถ ก็ไม่เห็นว่าเธอจะไม่ชอบนี่ ทำไมยังกินมันได้ล่ะ"
".........."
ฟาเรนท์...หลังจากที่ฉันกับธันวาแต่งงานกัน เขาก็ทำให้ฉันรู้ว่า..."ธันวา นายตื่นได้แล้ว สายแล้วเนี่ยคนไข้จะรอนานนะ""อื้อ ขอห้านาทีนะเมียจ๋า"ให้มันได้อย่างนี้สิ เป็นหมอแต่ตื่นสายคนไข้ไม่ตายกันหมดหรือไงต่อมา..."ธันวา! ทำไมแช่จานไว้แบบนี้ห๊ะ!""ฝากล้างหน่อยนะจ้ะเมียจ๋า""ธันวา! เลิกงานมาแล้วก็ไปอาบน้ำก่อนสิ โรงพยาบาลเชื้อโรคเยอะจะตาย ไปอาบน้ำแล้วค่อยมานอน""อาบพรุ่งนี้ได้มั้ยอ่าวันนี้เหนื่อยมากเลยเมียจ๋า"อ๊ากกกก!"ธันวา! ทำไมนายถอดเส
ฟาเรนท์...ไม่นานฉันกับธันวาก็ขึ้นมาถึงชั้นบนที่เป็นห้องพักส่วนตัวของผับ ที่มีแค่ฉัน พี่สะใภ้กับพวกไอ้พี่ ๆ เท่านั้นที่จะขึ้นมาได้ และชั้นนี้ก็มีห้องพักประมาณสี่ห้องได้มั้งที่ไอ้พี่สั่งสร้างเพิ่มจากเดิมที่มีแค่สองห้อง เอาไว้ให้พวกเราขึ้นมาพักเวลาที่เมาหนักกลับบ้านไม่ไหว"อื้อ ธันวาปล่อยก่อน"ฉันบอกคนใจร้อนที่พอปิดประตูปุ๊บ ก็ดันฉันจนแผ่นหลังติดกำแพงห้องก่อนจะรีบเข้ามานัวเนียตามซอกคอของฉัน มือใหญ่สองข้างก็ขยำสะโพกฉันไปด้วยราวกับว่ากำลังหื่นกระหาย"หอมจังเลยฟาเรนท์ วันนี้เธอสวยจริง ๆ"เสียงคนที่ซุกไซร้ตามซอกคอฉันพูดขึ้น"เป็นอะไรของนาย ปกติก็ไม่ได้รีบร้อนแบบนี้นี่"ฉันว่าพลางเอาแขนคล้องคอเขาไปด้วย"ฟา... ฉันกลัวเธอมี
ฟาเรนท์...หลังจากผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มามากมาย ฉันกับธันวานั้นก็ได้หมั้นหมายกันและกำลังจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเราทั้งคู่ต่างก็ยังทำงานและทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตัวเองอยู่ เราสองคนยังไม่ค่อยมีเวลาให้กันเหมือนเดิม เพราะฉันเริ่มมาเรียนรู้งาน ส่วนธันวาก็มีเวลาน้อยตามประสาคนเรียนแพทย์นั่นแหละธันวาได้เริ่มใช้ทุนนักศึกษาแพทย์ที่โรวพยาบาลรัฐที่มหาลัยเขาในการสนับสนุนอยู่ และมีรับงานเสริมที่โรงพยาบาลของเพื่อนไอ้พี่อัคด้วย ส่วนฉันคุณย่าได้ยกกิจการโรงแรงแรมและคอนโดในไทยทั้งหมดให้ดูแล เพราะท่านแก่มากแล้วและอยากจะพักผ่อนฉันเริ่มย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านของธันวาโดยที่ทุกคนในบ้านฉันรู้และไม่มีใครกีดกัน ฉันไม่ได้คิดเรื่องมีบ้านเป็นของตัวเองเพราะมันไม่สำคัญสำหรับฉัน และธันวาก็อยากดูแลแม่เขาด้วย เราสองคนคงอยู่ที่บ้านของเขาเลย หายากเนอะผู้ชายรักแม่แบบนี้
ธันวา..."ไอ้พี่..."ฟาเรนท์เรียกคนตรงหน้าอย่างหวั่น ๆ เมื่อมันไม่ยอมให้เราสองคนเข้าไปในบ้าน แต่กลับออกมายืนจ้องหน้าผมไว้ราวกับจะฆ่ากันตรงนี้ให้ได้เลย"ทุกคนรู้หมดว่ามึงกับมันคบกันจนจะแต่งกันอยู่แล้วแต่กูเพิ่งรู้ มึงเห็นกูเป็นเหี้ยอะไรฟา!"เสียงตะโกนจากคนตรงหน้าทำให้คนที่ยืนข้างผมต้องหลับตาปี๋ตัวสั่นระริก ไม่คิดเลยว่าคนคนนี้จะกลัวพี่คนโตมากขนาดนี้"ฟาเป็นน้องมึงนะ มึงพูดกับฟาดี ๆ สิวะ"ผมที่ทนไม่ได้พูดกับมันก่อนจะดันตัวฟาเรนท์ให้ไปยืนอยู่ด้านหลังแล้วเผชิญหน้ากับมันแทน"พี่กับน้องเขาจะคุยกันคนนอกอย่างมึงอย่าเสือก!""แต่ฟาเป็นเมียกู! กูจะเสือก!"ผลั๊ว!
ธันวา...หลังจากวันนั้นที่ผมขอฟาเรนท์แต่งงาน ผมก็รีบโทรไปบอกพ่อกับแม่ของฟาเรนท์รวมถึงคุณย่าของเธอที่อังกฤษด้วย พวกท่านก็ดีใจกันยกใหญ่ที่ฟาเรนท์จะได้เป็นฝั่งเป็นฝา แต่พวกท่านขอเวลาเคลียร์งานกันสักพักก่อนจะถึงวันที่ผมกับฟาเรนท์ต้องหมั้นกันถ้าถามว่าทำไมไม่แต่งกันเลยก็เพราะว่าตอนนี้ที่บ้านของฟาเรนท์มีปัญหาหลายอย่างให้จัดการ เรื่องพวกนั้นก็คงเป็นเรื่องพี่ชายของเธอนั่นแหละ เรื่องที่พี่ชายคนรองของเธอได้เจอกับภรรยาที่เข้าใจผิดว่าเสียชีวิตไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน ผมกับฟาเรนท์เราตกลงกันว่าจะให้พี่ชายคนรองของเธอแต่งงานก่อน ส่วนพวกเราก็แต่งกันทีหลังแต่ระหว่างรอก็จะหมั้นกันไว้ก่อน ซึ่งอันนี้ทุกฝ่ายก็เข้าใจดี จะเหลือก็แค่พี่สะใภ้คนรองของเธอที่เพิ่งปรากฏตัวนี่แหละที่ยังไม่รู้ตัวว่าจะถูกขอแต่งงานในเร็ว ๆ นี้"ไอ้พี่ กูพาธันวามาหามึงอะเขาบอกมีเรื่อง
ธันวา...เป็นเวลาเกือบสองปีที่ผมกับฟาเรนท์แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ผมเรียนจบและเริ่มใช้ทุนกับโรงพยาบาลที่เคยฝึกงานก่อนหน้านี้ ส่วนฟาเรนท์ไปดูแลงานและเรียนรู้งานที่อังกฤษแทนพี่ชายคนรองของเธอ เธอบินกลับมาหาผมบ่อยมากเกือบทุกเดือนเลยก็ว่าได้ จนผมต้องคอยห้ามบ่อย ๆ เพราะกลัวว่าเธอจะเสียงาน อีกอย่างการที่เธอเดินทางข้ามประเทศบ่อย ๆ มันทำให้ผมเป็นห่วง ถึงจะรู้ว่าไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายแต่มันกระทบกับสุขภาพและงานที่เธอทำอยู่แน่นอน ส่วนผมก็พยายามทำตัวให้ว่างเพื่อที่จะได้อยู่กับเธอ ก็อย่างว่าแหละครับคบกับหมอเวลาที่มีให้อาจไม่พอหรือแทบไม่มีให้เลย"คุงอาที่รักฮะ สอนนาทีร้อยพวงมาลัยได้มั้ยฮะ พรุ่งนี้นาทีต้องไปร้อยพวงมาลัยที่โรงเรียนกับคุงคูฮะ"เสียงสดใสของเด็กชายตัวน้อยหลานชายของฟาเรนท์ ที่กำลังเดินดุ๊กดิ๊กตรงเข้ามาหาผมที่นั่งทำงานอยู่ในห้องถามขึ้นปกติเจ้าตัวเล็กนี







