Masukเพียงไม่ถึงสองชั่วยาม โรงหมอหัตถ์เทวะที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและเสียงอื้ออึงของผู้ป่วย ก็แปรสภาพเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ โคมไฟสีแดงถูกแขวนประดับประดาจนสว่างไสวไปทั่วบริเวณ โต๊ะยาวถูกตั้งขึ้นกลางลานกว้าง อาหารเลิศรสส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายถูกลำเลียงออกมาไม่ขาดสาย เหล่าลูกศิษย์และผู้ช่วยในโรงหมอต่างพากันเฉลิมฉลองด้วยความยินดี แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดว่าฉลองด้วยเหตุใด แต่การได้เห็นรอยยิ้มอย่างมีความสุขของผู้เป็นนายทั้งสองก็เพียงพอแล้วจ้าวหยางเจี้ยนประคองหลินเฟยหรงลงมานั่งที่โต๊ะประธานด้วยความทะนุถนอมราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในปฐพี เขาคอยรินน้ำชาอุ่นให้ คีบอาหารที่นางชอบใส่ถ้วยให้ไม่หยุด จนหลินเฟยหรงต้องปราม“ข้าไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขา ท่านทำเหมือนข้าเป็นเด็กสามขวบไปได้”เขายิ้มรับ “สำหรับข้า ต่อให้เจ้าอายุหนึ่งร้อยปี ในสายตาข้าเจ้าก็ยังคงต้องให้ข้าดูแลอยู่ดี”ขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างชื่นมื่น พลันปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งเดินอาดๆ เข้ามาในงาน ทุกสายตาหันไปมองเป็นทางเดียว หมอเฒ่าอู๋นั่นเอง แต่ทว่าวันนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีมอซอเช่นเคย กลับสวมอาภรณ์ที่ท
ชีพจรของนางเต้นผิดปกติปลายนิ้วหยาบกร้านของจ้าวหยางเจี้ยนยังคงวางนิ่งอยู่บนข้อมือเล็กๆ ของหลินเฟยหรง ความรู้ทางการแพทย์ที่เขาเพียรศึกษาจากนางในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาร้องเตือนว่านี่ไม่ใช่ลักษณะของคนป่วยหรือคนอ่อนเพลีย มันไม่ใช่ชีพจรที่แผ่วเบาหรือขาดห้วง แต่กลับเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ ทว่าซ้อนทับกันอย่างน่าประหลาด คล่องแคล่ว มีพลัง ราวกับมีกระแสธารเล็กๆ อีกสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ใต้ผิวเนื้อเนียนละเอียดนั้นเหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นบนหน้าผากคมคายของเขา ความกลัวที่เคยเกาะกุมหัวใจเมื่อครู่เริ่มคลายลง แต่กลับถูกแทนที่ด้วยความสับสนงุนงงอย่างที่สุด เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของนางที่ยังคงซีดขาว ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อบัดนี้กลับแห้งผาก ดวงตาของนางยังคงปิดสนิทเปลือกตาของหลินเฟยหรงขยับไหวน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของสามีที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ แววตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองนางเขม็ง เต็มไปด้วยคำถามและความกังวลที่อัดแน่นจนแทบล้นทะลักออกมา“ท่านพี่......” เสียงของนางแหบพร่า “ข้า.....แค่เหนื่อยไปหน่อย”“เหนื่อย?” เขาทวนคำเสียงเข้ม มือข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นเช็ดเหงื่อบนขมับของนางอย่างแผ่วเบา
เสียงจอแจของผู้คนดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ที่หน้าตึกสามชั้นซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง บัดนี้เหนือประตูทางเข้ามีป้ายไม้แผ่นใหม่สลักอักษรสีทองอร่ามว่า “โรงหมอหัตถ์เทวะ” กลิ่นสมุนไพรสดและยาต้มหอมกรุ่นลอยปะปนมากับอากาศยามเช้า ขับไล่กลิ่นอายแห่งความขัดสนและความทุกข์ยากที่เคยจับเจ่าอยู่ ณ ที่แห่งนี้ให้เลือนหายไปจนหมดสิ้นชาวบ้านทั้งที่สวมอาภรณ์หรูหราและเสื้อผ้าซอมซ่อต่างยืนต่อแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังหรือลัดคิว เพราะที่หน้าประตูมีบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าฝ้ายสีเข้มยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ แม้เขาจะไม่ได้สวมเกราะหรือพกดาบ แต่รัศมีแห่งความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นก็ทรงพลังยิ่งกว่าทหารยามนับสิบคน รอยแผลเป็นบนใบหน้าคมคายยิ่งขับเน้นให้ดวงตาคมปลาบคู่นั้นดูดุดันน่าหวั่นเกรง ทว่าเมื่อใดก็ตามที่สายตาของเขาเหลือบมองเข้าไปด้านใน แววตานั้นจะอ่อนแสงลงอย่างน่าอัศจรรย์จ้าวหยางเจี้ยนกำลังมองหลินเฟยหรงที่ง่วนอยู่กับการตรวจคนไข้อยู่ในโถงกว้าง นางอยู่ในชุดสีขาวเรียบง่าย มวยผมขึ้นสูงเผยให้เห็นต้นคอระหง มีเพียงปิ่นหยกธรรมดาปักอยู่หนึ่งอัน นางกำลังใช้เข็มเงินฝังลง
ฝุ่นดินจากการเดินทางไกลยังคงจับตัวหนาบนชุดเกราะและเสื้อผ้า กลิ่นเหล็ก กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นอายแห่งการสังหารยังคงลอยอวลอยู่รอบกาย ทว่าบรรยากาศที่แผ่ออกมาจากกองทัพของจ้าวหยางเจี้ยนขณะเคลื่อนพลผ่านประตูเมืองหลวงกลับหนักหน่วงและเยียบเย็นยิ่งกว่าพายุหิมะในฤดูเหมันต์ ไม่มีเสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะ มีเพียงเสียงฝีเท้านับหมื่นที่ย่ำลงบนพื้นศิลาอย่างพร้อมเพรียงและหนักแน่น เป็นจังหวะที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ได้ยินจ้าวหยางเจี้ยนและหลินเฟยหรงควบม้าเคียงข้างกันอยู่หน้าสุดของขบวนทัพ แผ่นหลังของเขายืดตรงดุจกำแพงเหล็กกล้า แววตาคมปลาบจับจ้องไปเบื้องหน้าอย่างไม่สั่นคลอน ส่วนนาง แม้ใบหน้าจะซีดเซียวและซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ไม่มิด แต่ดวงตาคู่งามกลับทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือของนางวางอยู่บนด้ามมีดสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวตลอดเวลาพวกเขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังจวนโซ่วอ๋อง แต่กลับตรงไปยังพระราชวังหลวง ขบวนทหารหยุดลงหน้าประตูเฟิ่งเทียน ทิ้งระยะห่างอย่างน่าเกรงขาม องครักษ์วังหลวงที่พยายามจะเข้ามาสกัดกั้นกลับต้องชะงักและถอยกรูด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าทหารผ่านศึกที่แววตาเต็มไปด้ว
เสียงคำรามก้องฟ้าของจ้าวหยางเจี้ยนยังคงสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของหลินเฟยหรง“เฟยหรง! หนีไป!”แต่ขาทั้งสองข้างของนางราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นดินที่สั่นสะเทือน นางจ้องมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า โดมพลังปราณสีทองอร่ามที่แผ่ออกมาจากร่างเขาสั่นระริกราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ มันคือปราการเดียวที่กั้นระหว่างนางกับความตายที่กำลังคืบคลานมาจากใต้พิภพหนีไป? แล้วปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่คนเดียวเพื่อต้านรับพลังทำลายล้างที่แม้แต่แผ่นดินยังปริแยกงั้นหรือ?ความคิดนั้นวาบผ่านสมองของนางรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด นางไม่มีวันทำเช่นนั้นเด็ดขาดสายตาอันเฉียบคมกวาดมองผ่านม่านพลังสีทองไปยังใจกลางของหายนะ ร่างของจ้าวเทียนอวี้ที่ถูกตรึงอยู่กับพื้นด้วยดาบของจ้าวหยางเจี้ยนกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มือขวาของเขากำแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน ที่ข้อมือมีกำไลโลหะประหลาดสลักลวดลายอักขระโบราณ มันกำลังส่องแสงสีแดงวูบวาบตามจังหวะการสั่นสะเทือนของแผ่นดินกลไก! มันคือกลไกที่เชื่อมต่อกับชีพจรหรือพลังชีวิตของจ้าวเทียนอวี้ชั่วขณะนั้น หลินเฟยหรงเข้าใจทุกอย่าง การระเบิดนี้ไม่ใช่ค่ายกลที่ทำงานด้วยตัวเอง แต่มันถูกผูกติดอยู่กับตัวต้
อ้อมกอดนั้นอบอุ่นและมั่นคงราวกับขุนเขาที่โอบอุ้มสรรพสิ่ง จังหวะหัวใจที่เต้นเป็นปกติและทรงพลังอยู่ใต้ฝ่ามือของหลินเฟยหรงเป็นดั่งเสียงสวรรค์ที่ปลอบประโลมจิตใจซึ่งแตกสลายให้กลับมาประสานกันอีกครั้ง นางซึมซับความอบอุ่นจากแผ่นอกกว้างนั้นอย่างโหยหา เนิ่นนานจนเกือบจะลืมเลือนโลกภายนอกที่โหดร้ายไปสิ้นหากแต่เสียงกัมปนาทจากการปะทะของเหล็กและเสียงกรีดร้องโหยหวนที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของหินเข้ามาในถ้ำ ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าวิกฤตยังไม่ผ่านพ้นไป ทหารของเขายังคงต่อสู้อย่างถวายชีวิตอยู่ด้านนอกจ้าวหยางเจี้ยนคลายอ้อมแขนออกอย่างแช่มช้าและนุ่มนวล มือใหญ่ประคองใบหน้าเล็กที่เปรอะเปื้อนของหมอหญิงเทวดาไว้ ดวงตาคมปลาบคู่นั้นทอประกายสีทองจางๆ ยามจับจ้องมาที่นาง มันเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขามจนแทบหยุดลมหายใจ แต่ขณะเดียวกันก็อ่อนโยนจนสุดหัวใจเมื่อสะท้อนภาพของนางเพียงผู้เดียว“รอข้าอยู่ที่นี่” เขากล่าวเสียงทุ้ม ฝ่ามืออุ่นลูบไล้คราบฝุ่นและรอยน้ำตาบนแก้มของนางอย่างทะนุถนอมราวกับสัมผัสสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก “ข้าจะไปสะสางบัญชีแค้น แล้วจะกลับมารับเจ้า”หลินเฟยหรงพยักหน้าช้าๆ ความเชื่อมั่นในตัวเขามีเต็มเปี่ยม แต







