Masukควันอุ่นกรุ่นกลิ่นหอมของเป็ดย่างหนังกรอบและไก่ตุ๋นเครื่องยาจีนลอยอบอวลไปทั่วเรือนอาหารที่โอ่โถง แสงสีนวลจากโคมไฟระย้าที่ห้อยลงมาจากเพดานสูงสาดส่องลงบนโต๊ะไม้จันทน์แดงตัวยาว ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยอาหารเลิศรสหลากชนิดจัดวางอย่างงดงาม เสียงกระทบกันของตะเกียบเงินและถ้วยชามหยกดังขึ้นเป็นจังหวะ แต่บรรยากาศโดยรวมกลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาด ราวกับเป็นความสงบก่อนพายุจะมาเยือน
หลินเฟยหรงนั่งอยู่ข้างกายโซ่วอ๋อง จ้าวหยางเจี้ยน ความใกล้ชิดที่เคยทำให้นางอึดอัดและต้องคอยระวังตัว บัดนี้กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยและปลอดภัย นางเหลือบมองเสี้ยวหน้าคมคายของเขาขณะกำลังใช้ช้อนกลางตักน้ำแกงเห็ดหอมใส่ถ้วยให้นางโดยไม่เอ่ยคำใด การกระทำที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติของเขาทำให้ความอบอุ่นระลอกเล็กๆ แผ่ซ่านในอก ไม่ใช่เพียงเพราะไออุ่นจากถ้วยกระเบื้องเคลือบในมือ
ฝั่งตรงข้าม หมอหลวงเฒ่าแซ่อู๋ที่ได้ร่วมโต๊ะด้วยเป็นกรณีพิเศษกำลังขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก หลังจากที่เขายอมศิโรราบต่อความสามารถและวิชาแพทย์อันน่าอัศจรรย์ของหมอหญิงเทวดาหลินเฟยหรง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขามักจะหาโอกาสซักถามข้อสงสัยทางวิชาแพทย์จากนางเสมอ
“เอ่อ.... ท่านอาจารย์หลิน” หมอเฒ่ากระแอมไอเล็กน้อย พยายามทำลายความเงียบ “เกี่ยวกับสมุนไพรที่ท่านใช้เมื่อสองวันก่อน สุราขาวมีฤทธิ์ขับพิษเย็นได้ก็จริง แต่ข้ายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องใช้ร่วมกับหญ้าเกล็ดวายุในอัตราส่วนที่พิสดารเช่นนั้น มันขัดกับหลักสมดุลหยินหยางในตำราโบราณโดยสิ้นเชิง”
หลินเฟยหรงวางตะเกียบลง กำลังจะเอ่ยปากอธิบาย ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เปล่งเสียง บ่าวชายร่างผอมสูงคนหนึ่งก็ประคองถาดไม้ใส่จานกระเบื้องลายครามเข้ามาอย่างนอบน้อม กลิ่นหอมของปลาหิมะนึ่งซีอิ๊วผสมขิงและต้นหอมลอยเตะจมูกทันทีที่เขาเปิดฝาครอบเงินที่ขัดเงาวับออก
“ปลาหิมะนึ่งยาจีน บำรุงพระวรกายท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
บ่าวผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ดวงตากลับหลุบต่ำ ไม่กล้าสบตาผู้ใดในห้อง เขาบรรจงวางจานปลาลงตรงหน้าจ้าวหยางเจี้ยนอย่างพอดิบพอดี
หลินเฟยหรงขมวดคิ้วเล็กน้อย บ่าวรับใช้ในจวนแม่ทัพมีอยู่มากมาย แต่นางค่อนข้างมั่นใจว่าไม่เคยเห็นหน้าชายผู้นี้มาก่อน
นางมองปลายนิ้วของเขาที่กำขอบถาดไม้ไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด มือข้างนั้นสั่นเทาน้อยๆ อย่างที่หากไม่สังเกตก็คงไม่มีใครเห็น แต่ที่ทำให้นางรู้สึกถึงความผิดปกติได้อย่างเฉียบพลันคือกลิ่นจางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้กลิ่นหอมของเครื่องเทศ มันไม่ใช่กลิ่นคาวปลา แต่เป็นกลิ่นโลหะคล้ายกลิ่นสนิมเจือจาง.... กลิ่นเดียวกับที่นางเคยได้สัมผัสจากโลหิตพิษของเขาในวันแรก กลิ่นของพิษกลืนโลหะที่ถูกเจือจางจนแทบจะไร้ร่องรอย แต่สำหรับนางที่คลุกคลีกับมันมาตลอดหลายสิบวัน มันคือกลิ่นที่ไม่อาจลืมเลือนได้
จ้าวหยางเจี้ยนสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของสตรีข้างกาย เขาวางช้อนในมือลงอย่างเงียบเชียบ
“มีอะไรรึ” เขาถามเสียงทุ้มต่ำ มีเพียงนางที่ได้ยิน
หลินเฟยหรงไม่ตอบในทันที สายตาจับจ้องอยู่ที่จานปลาตรงหน้าไม่เว้นวาง เนื้อปลาสีขาวนวลราดด้วยซอสสีเข้มข้น ประดับด้วยขิงซอยและต้นหอมดูน่ารับประทานอย่างยิ่ง แต่ในสายตาของแพทย์หญิง มันกลับแฝงไว้ด้วยอันตรายถึงชีวิต จังหวะนั้นเองที่บ่าวชายคนนั้นกำลังจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวก่อน”
เสียงเยือกเย็นและทรงอำนาจของว่าที่พระชายาโซ่วอ๋องหยุดทุกการเคลื่อนไหวในบัดดล เสียงพูดคุยของบ่าวไพร่ที่มุมห้องเงียบกริบ ทุกสายตาหันมามองหลินเฟยหรงเป็นจุดเดียว
บ่าวคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย กล้ามเนื้อแผ่นหลังเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าฉงนที่เสแสร้งขึ้นอย่างแนบเนียน
“คุณหนูมีสิ่งใดจะสั่งบ่าวหรือขอรับ”
นางไม่สนใจคำถามไร้สาระ ก่อนจะลุกขึ้นยืน ท่วงท่าสง่างามแต่แฝงไว้ด้วยความกดดัน นางเดินอ้อมโต๊ะไปยังฝั่งของจ้าวหยางเจี้ยน ทุกย่างก้าวไม่เร่งร้อนกระโตกกระตาก แต่กลับดึงดูดความสนใจจากทุกคน หมอเฒ่าอู๋วางตะเกียบลงอย่างงุนงง เสี่ยวถิงยืนตัวเกร็งอยู่ข้างๆ ด้วยความกังวล
หลินเฟยหรงยื่นมือขาวเรียวของนางออกไปยกจานปลาหิมะที่ไออุ่นยังกรุ่นอยู่ขึ้นจากตรงหน้าจ้าวหยางเจี้ยน แล้วสลับกับจานซุปไก่ตุ๋นของตัวเองที่วางอยู่ข้างๆ การกระทำที่เรียบง่ายและรวดเร็ว ไม่มีการอธิบายใดๆ ทำให้บ่าวชายคนนั้นหน้าถอดสีในทันที เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามไรผม
“คุณหนู! ท่าน.... ท่านทำอะไรน่ะขอรับ! นั่นเป็นอาหารบำรุงของท่านอ๋องนะขอรับ!”
เขาก้าวเข้ามาหมายจะขวาง แต่ทหารองครักษ์สองนายที่ยืนคุมอยู่มุมห้องก็ก้าวออกมาขวางไว้ก่อน ดาบในมือของพวกเขายังคงอยู่ในฝัก แต่รัศมีกดดันที่แผ่ออกมาก็หนักหน่วงราวกับกำแพงภูผา จนทำให้บ่าวคนนั้นต้องหยุดชะงักและถอยกลับไป
จ้าวหยางเจี้ยนยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ เขาไม่ได้ห้ามนางแม้แต่น้อย สายตาคมกริบของเขาย้ายจากใบหน้าตื่นตระหนกของบ่าวรับใช้มาจับจ้องที่ทุกการกระทำของหลินเฟยหรงด้วยความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยม
หลินเฟยหรงดึงปิ่นหยกขาวที่ประดับมวยผมออกมาอย่างใจเย็น ทำให้เรือนผมสีดำขลับบางส่วนคลายตัวลงมาเคลียต้นคอ นางพลิกปิ่นในมือ เผยให้เห็นเข็มเงินบริสุทธิ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน นางใช้ปลายเข็มเงินที่แหลมคม จุ่มลงไปในน้ำซีอิ๊วสีเข้มข้นของจานปลาหิมะที่บัดนี้วางอยู่ตรงหน้าตนเอง
วินาทีที่ปลายเข็มสัมผัสกับของเหลว ปฏิกิริยาก็เกิดขึ้นทันที
ฟู่....
เสียงเดือดเบาๆ ดังขึ้น พร้อมกับฟองอากาศเล็กละเอียดที่ผุดขึ้นรอบๆ เข็มเงิน ปลายเข็มที่เคยขาวบริสุทธิ์เป็นประกายกลับกลายเป็นสีดำสนิทราวกับถูกจุ่มลงในน้ำหมึกภายในชั่วพริบตา
“เฮือก!”
เสี่ยวถิงอุทานออกมาด้วยความตกใจ รีบยกมือขึ้นปิดปากด้วยความหวาดกลัว หมอเฒ่าอู๋เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง มือที่ถือถ้วยชาสั่นระริกจนน้ำชากระฉอก ขณะที่องครักษ์ทั้งสองนายชักดาบออกจากฝักพร้อมกัน เสียงโลหะเสียดสีกันดังก้องไปทั่วห้องอาหารที่บัดนี้เงียบสงัดราวกับป่าช้า
“ในอาหารมียาพิษร้ายแรง!” หมอเฒ่าอู๋ร้องออกมาเสียงสั่นเครือ ใบหน้าซีดเผือด
เพียงไม่ถึงสองชั่วยาม โรงหมอหัตถ์เทวะที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและเสียงอื้ออึงของผู้ป่วย ก็แปรสภาพเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ โคมไฟสีแดงถูกแขวนประดับประดาจนสว่างไสวไปทั่วบริเวณ โต๊ะยาวถูกตั้งขึ้นกลางลานกว้าง อาหารเลิศรสส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายถูกลำเลียงออกมาไม่ขาดสาย เหล่าลูกศิษย์และผู้ช่วยในโรงหมอต่างพากันเฉลิมฉลองด้วยความยินดี แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดว่าฉลองด้วยเหตุใด แต่การได้เห็นรอยยิ้มอย่างมีความสุขของผู้เป็นนายทั้งสองก็เพียงพอแล้วจ้าวหยางเจี้ยนประคองหลินเฟยหรงลงมานั่งที่โต๊ะประธานด้วยความทะนุถนอมราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในปฐพี เขาคอยรินน้ำชาอุ่นให้ คีบอาหารที่นางชอบใส่ถ้วยให้ไม่หยุด จนหลินเฟยหรงต้องปราม“ข้าไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขา ท่านทำเหมือนข้าเป็นเด็กสามขวบไปได้”เขายิ้มรับ “สำหรับข้า ต่อให้เจ้าอายุหนึ่งร้อยปี ในสายตาข้าเจ้าก็ยังคงต้องให้ข้าดูแลอยู่ดี”ขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างชื่นมื่น พลันปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งเดินอาดๆ เข้ามาในงาน ทุกสายตาหันไปมองเป็นทางเดียว หมอเฒ่าอู๋นั่นเอง แต่ทว่าวันนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีมอซอเช่นเคย กลับสวมอาภรณ์ที่ท
ชีพจรของนางเต้นผิดปกติปลายนิ้วหยาบกร้านของจ้าวหยางเจี้ยนยังคงวางนิ่งอยู่บนข้อมือเล็กๆ ของหลินเฟยหรง ความรู้ทางการแพทย์ที่เขาเพียรศึกษาจากนางในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาร้องเตือนว่านี่ไม่ใช่ลักษณะของคนป่วยหรือคนอ่อนเพลีย มันไม่ใช่ชีพจรที่แผ่วเบาหรือขาดห้วง แต่กลับเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ ทว่าซ้อนทับกันอย่างน่าประหลาด คล่องแคล่ว มีพลัง ราวกับมีกระแสธารเล็กๆ อีกสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ใต้ผิวเนื้อเนียนละเอียดนั้นเหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นบนหน้าผากคมคายของเขา ความกลัวที่เคยเกาะกุมหัวใจเมื่อครู่เริ่มคลายลง แต่กลับถูกแทนที่ด้วยความสับสนงุนงงอย่างที่สุด เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของนางที่ยังคงซีดขาว ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อบัดนี้กลับแห้งผาก ดวงตาของนางยังคงปิดสนิทเปลือกตาของหลินเฟยหรงขยับไหวน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของสามีที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ แววตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองนางเขม็ง เต็มไปด้วยคำถามและความกังวลที่อัดแน่นจนแทบล้นทะลักออกมา“ท่านพี่......” เสียงของนางแหบพร่า “ข้า.....แค่เหนื่อยไปหน่อย”“เหนื่อย?” เขาทวนคำเสียงเข้ม มือข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นเช็ดเหงื่อบนขมับของนางอย่างแผ่วเบา
เสียงจอแจของผู้คนดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ที่หน้าตึกสามชั้นซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง บัดนี้เหนือประตูทางเข้ามีป้ายไม้แผ่นใหม่สลักอักษรสีทองอร่ามว่า “โรงหมอหัตถ์เทวะ” กลิ่นสมุนไพรสดและยาต้มหอมกรุ่นลอยปะปนมากับอากาศยามเช้า ขับไล่กลิ่นอายแห่งความขัดสนและความทุกข์ยากที่เคยจับเจ่าอยู่ ณ ที่แห่งนี้ให้เลือนหายไปจนหมดสิ้นชาวบ้านทั้งที่สวมอาภรณ์หรูหราและเสื้อผ้าซอมซ่อต่างยืนต่อแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังหรือลัดคิว เพราะที่หน้าประตูมีบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าฝ้ายสีเข้มยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ แม้เขาจะไม่ได้สวมเกราะหรือพกดาบ แต่รัศมีแห่งความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นก็ทรงพลังยิ่งกว่าทหารยามนับสิบคน รอยแผลเป็นบนใบหน้าคมคายยิ่งขับเน้นให้ดวงตาคมปลาบคู่นั้นดูดุดันน่าหวั่นเกรง ทว่าเมื่อใดก็ตามที่สายตาของเขาเหลือบมองเข้าไปด้านใน แววตานั้นจะอ่อนแสงลงอย่างน่าอัศจรรย์จ้าวหยางเจี้ยนกำลังมองหลินเฟยหรงที่ง่วนอยู่กับการตรวจคนไข้อยู่ในโถงกว้าง นางอยู่ในชุดสีขาวเรียบง่าย มวยผมขึ้นสูงเผยให้เห็นต้นคอระหง มีเพียงปิ่นหยกธรรมดาปักอยู่หนึ่งอัน นางกำลังใช้เข็มเงินฝังลง
ฝุ่นดินจากการเดินทางไกลยังคงจับตัวหนาบนชุดเกราะและเสื้อผ้า กลิ่นเหล็ก กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นอายแห่งการสังหารยังคงลอยอวลอยู่รอบกาย ทว่าบรรยากาศที่แผ่ออกมาจากกองทัพของจ้าวหยางเจี้ยนขณะเคลื่อนพลผ่านประตูเมืองหลวงกลับหนักหน่วงและเยียบเย็นยิ่งกว่าพายุหิมะในฤดูเหมันต์ ไม่มีเสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะ มีเพียงเสียงฝีเท้านับหมื่นที่ย่ำลงบนพื้นศิลาอย่างพร้อมเพรียงและหนักแน่น เป็นจังหวะที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ได้ยินจ้าวหยางเจี้ยนและหลินเฟยหรงควบม้าเคียงข้างกันอยู่หน้าสุดของขบวนทัพ แผ่นหลังของเขายืดตรงดุจกำแพงเหล็กกล้า แววตาคมปลาบจับจ้องไปเบื้องหน้าอย่างไม่สั่นคลอน ส่วนนาง แม้ใบหน้าจะซีดเซียวและซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ไม่มิด แต่ดวงตาคู่งามกลับทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือของนางวางอยู่บนด้ามมีดสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวตลอดเวลาพวกเขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังจวนโซ่วอ๋อง แต่กลับตรงไปยังพระราชวังหลวง ขบวนทหารหยุดลงหน้าประตูเฟิ่งเทียน ทิ้งระยะห่างอย่างน่าเกรงขาม องครักษ์วังหลวงที่พยายามจะเข้ามาสกัดกั้นกลับต้องชะงักและถอยกรูด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าทหารผ่านศึกที่แววตาเต็มไปด้ว
เสียงคำรามก้องฟ้าของจ้าวหยางเจี้ยนยังคงสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของหลินเฟยหรง“เฟยหรง! หนีไป!”แต่ขาทั้งสองข้างของนางราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นดินที่สั่นสะเทือน นางจ้องมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า โดมพลังปราณสีทองอร่ามที่แผ่ออกมาจากร่างเขาสั่นระริกราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ มันคือปราการเดียวที่กั้นระหว่างนางกับความตายที่กำลังคืบคลานมาจากใต้พิภพหนีไป? แล้วปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่คนเดียวเพื่อต้านรับพลังทำลายล้างที่แม้แต่แผ่นดินยังปริแยกงั้นหรือ?ความคิดนั้นวาบผ่านสมองของนางรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด นางไม่มีวันทำเช่นนั้นเด็ดขาดสายตาอันเฉียบคมกวาดมองผ่านม่านพลังสีทองไปยังใจกลางของหายนะ ร่างของจ้าวเทียนอวี้ที่ถูกตรึงอยู่กับพื้นด้วยดาบของจ้าวหยางเจี้ยนกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มือขวาของเขากำแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน ที่ข้อมือมีกำไลโลหะประหลาดสลักลวดลายอักขระโบราณ มันกำลังส่องแสงสีแดงวูบวาบตามจังหวะการสั่นสะเทือนของแผ่นดินกลไก! มันคือกลไกที่เชื่อมต่อกับชีพจรหรือพลังชีวิตของจ้าวเทียนอวี้ชั่วขณะนั้น หลินเฟยหรงเข้าใจทุกอย่าง การระเบิดนี้ไม่ใช่ค่ายกลที่ทำงานด้วยตัวเอง แต่มันถูกผูกติดอยู่กับตัวต้
อ้อมกอดนั้นอบอุ่นและมั่นคงราวกับขุนเขาที่โอบอุ้มสรรพสิ่ง จังหวะหัวใจที่เต้นเป็นปกติและทรงพลังอยู่ใต้ฝ่ามือของหลินเฟยหรงเป็นดั่งเสียงสวรรค์ที่ปลอบประโลมจิตใจซึ่งแตกสลายให้กลับมาประสานกันอีกครั้ง นางซึมซับความอบอุ่นจากแผ่นอกกว้างนั้นอย่างโหยหา เนิ่นนานจนเกือบจะลืมเลือนโลกภายนอกที่โหดร้ายไปสิ้นหากแต่เสียงกัมปนาทจากการปะทะของเหล็กและเสียงกรีดร้องโหยหวนที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของหินเข้ามาในถ้ำ ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าวิกฤตยังไม่ผ่านพ้นไป ทหารของเขายังคงต่อสู้อย่างถวายชีวิตอยู่ด้านนอกจ้าวหยางเจี้ยนคลายอ้อมแขนออกอย่างแช่มช้าและนุ่มนวล มือใหญ่ประคองใบหน้าเล็กที่เปรอะเปื้อนของหมอหญิงเทวดาไว้ ดวงตาคมปลาบคู่นั้นทอประกายสีทองจางๆ ยามจับจ้องมาที่นาง มันเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขามจนแทบหยุดลมหายใจ แต่ขณะเดียวกันก็อ่อนโยนจนสุดหัวใจเมื่อสะท้อนภาพของนางเพียงผู้เดียว“รอข้าอยู่ที่นี่” เขากล่าวเสียงทุ้ม ฝ่ามืออุ่นลูบไล้คราบฝุ่นและรอยน้ำตาบนแก้มของนางอย่างทะนุถนอมราวกับสัมผัสสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก “ข้าจะไปสะสางบัญชีแค้น แล้วจะกลับมารับเจ้า”หลินเฟยหรงพยักหน้าช้าๆ ความเชื่อมั่นในตัวเขามีเต็มเปี่ยม แต







