เข้าสู่ระบบสองอาทิตย์หลังจากวันที่รุ่ยหลินไปทำบุญ เสียงระฆังจาก วัดเส้าหลิน ดังก้องไปทั่วเมือง ประกาศสำคัญถูกติดไว้ตามประตูเมือง โรงเตี๊ยม และสำนักต่าง ๆ ข่าวแพร่สะพัดรวดเร็วยิ่งกว่าลมพัดผ่านทุ่งหญ้า วัดเส้าหลินประกาศเป็นเจ้าภาพจัดงาน “ประลองหาเจ้ายุทธภพ” งานใหญ่ที่มิได้จัดขึ้นมาหลายปี
ทันทีที่ข่าวแพร่ออกไปยุทธภพทั้งแคว้นก็สั่นสะเทือน สำนักน้อยใหญ่ต่างเริ่มเคลื่อนไหว ศิษย์เอกถูกเรียกตัวกลับ สำนักที่เคยเงียบงันเริ่มฝึกซ้อมกันอย่างเข้มงวด บางแห่งถึงกับปิดประตูรับแขกเพื่อเตรียมตัวอย่างจริงจัง
การประลองครั้งนี้มิใช่เพียงวัดฝีมือธรรมดา หากแต่เป็นการคัดเลือกผู้ที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายว่าแข็งแกร่งทั้งกาย ใจ และคุณธรรม ผู้ชนะจะได้รับตำแหน่งเจ้ายุทธภพ พร้อมตราสัญลักษณ์จากวัดเส้าหลิน ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดในใต้หล้า
ลานกว้างหน้าวัดเริ่มถูกจัดเตรียม เวทีกลางถูกสร้างจากไม้เนื้อแข็ง เสาแต่ละต้นสลักลายมังกรและเมฆหมอก ธงสำนักต่าง ๆ จะถูกปักเรียงรายโดยรอบ บรรยากาศคึกคักแต่แฝงแรงกดดัน
กฎการประลองถูกประกาศอย่างชัดเจนอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า จะมีการจัดงานประลองเกิดขึ้นและครั้งนี้วัดเส้าหลินเป็นเจ้าภาพ ผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านการคัดเลือกเบื้องต้น ทดสอบทั้งวิทยายุทธ์ ปัญญา และจิตใจ การต่อสู้บนเวทีจะยุติเมื่ออีกฝ่ายยอมแพ้หรือถูกผลักออกนอกวง มิอนุญาตให้ใช้พิษหรืออาวุธลับถึงชีวิต ผู้ฝ่าฝืนจะถูกตัดสิทธิ์ทันที
ยามค่ำเสียงพูดคุยในโรงเตี๊ยมดังไม่ขาดสาย ผู้คนถกเถียงกันว่าใครจะเป็นตัวเต็ง บ้างเอ่ยถึงศิษย์เอกจากสำนักดาบเหนือ บ้างพูดถึงยอดฝีมือหญิงจากแดนใต้ ชื่อเสียงของแต่ละคนถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์ราวกับศึกครั้งนี้จะตัดสินชะตายุทธภพไปอีกสิบปี
ในจวนหยางข่าวนี้ย่อมไปถึงหูฮูหยินหยางรุ่ยหนิงโดยเร็ว นางวางถ้วยชาอย่างช้า ๆ สีหน้าเคร่งครุ่น
“วัดเส้าหลินมิใช่จะจัดงานเช่นนี้ง่าย ๆ ต้องมีเหตุผลเบื้องหลัง”
รุ่ยหลินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างประหลาด คำพูดของเจ้าอาวาสยังดังก้องในใจ รากของตนคืออะไรและหากเวทีนี้คือพายุลูกใหญ่ นางพร้อมหรือยังที่จะยืนหยัด
สองสัปดาห์ที่ผ่านมานางยังคงแอบฝึกมวยในดงกล้วยทุกคืน หมัดหนักแน่นขึ้น ลมหายใจมั่นคงขึ้น แต่การประลองระดับยุทธภพย่อมไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
เสียงกลองซ้อมจากลานฝึกในเมืองดังแว่วมาแต่ไกล ราวกับทั้งแคว้นกำลังเตรียมตัวเข้าสู่มหาศึกที่มิอาจหลีกเลี่ยง บนยอดเขาวัดเส้าหลินตั้งตระหง่านท่ามกลางสายหมอก ราวผู้เฝ้ามองชะตาของเหล่ายุทธชน
และศึกครั้งนี้อาจมิได้เป็นเพียงการหาเจ้ายุทธภพ หากเป็นเวทีที่เปิดโปงความลับ ความแค้น และรากลึกที่แต่ละคนพยายามซ่อนเอาไว้พายุในยุทธภพกำลังก่อตัวแล้วอย่างเงียบงัน
ภายในห้องโถงใหญ่ของจวนหยาง บรรยากาศเคร่งขรึมผิดจากทุกวัน ธูปหอมลอยบางเบาเหนือโต๊ะไม้แกะสลักลายมังกร หยางฟานไฉ เจ้าสำนักและประมุขตระกูลหยาง นั่งอยู่หัวโต๊ะใบหน้าคมคายสงบนิ่ง ทว่าสายตาเฉียบขาดดั่งคมดาบ
ข่าวการประลองหาเจ้ายุทธภพจาก วัดเส้าหลินมิใช่เรื่องเล็ก สำหรับตระกูลใหญ่เช่นตระกูลหยางและสำนักสราญรมย์ นี่คือเวทีประกาศศักดา หากส่งคนเข้าร่วมแล้วพ่ายแพ้อย่างน่าอับอาย ย่อมกระทบชื่อเสียงทั้งสำนัก
เบื้องหน้าของท่านเจ้าสำนักหยางฟานไฉท่านพ่อของรุ่ยหลิน ตอนนี้มีชายสีคนนั่งคุกเข้าอยู่คือบุตรชายทั้งสี่ของเจ้าสำนักสราญรมย์พี่ชายของรุ่ยหลินนั้นเอง
คนโตหยางห่าวตง รูปร่างสูงใหญ่ไหล่กว้างท่วงท่ามั่นคงดุจภูผา เขาเป็นเสาหลักของศิษย์รุ่นใหม่ ฝึกกระบี่สายหลักของสำนักจนชำนาญ
คนที่สองหยางห่าวฟาง สีหน้าสุขุมสายตาลึกซึ้ง เชี่ยวชาญเพลงดาบที่เน้นความว่องไวและการอ่านจังหวะคู่ต่อสู้
คนที่สามหยางห่าวอัน รูปร่างเพรียวคล่องแคล่ว ฝีมือเด่นด้านหมัดและการเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินคาด
คนที่สี่หยางห่าวหมิง อายุน้อยสุดในหมู่พี่ชาย แต่พรสวรรค์โดดเด่น ใช้ทวนยาวได้แม่นยำราวพญาอินทรีโฉบเหยื่อ
“การประลองครั้งนี้สำคัญ”
หยางฟานไฉเอ่ยเสียงต่ำหนักแน่น
“ข้าตัดสินใจแล้ว พวกเจ้าทั้งสี่จะเข้าร่วมการทดสอบรอบคัดเลือก”
คำประกาศนั้นทำให้ห้องโถงเงียบสนิท หยางห่าวตงคุกเข่าคารวะ
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวัง”
อีกสามคนทำตามพร้อมกัน เสียงตอบรับหนักแน่นสะท้อนในห้อง สายตาของประมุขตระกูลเลื่อนผ่านบุตรชายทีละคน
“จำไว้ ชัยชนะมิใช่เพียงเอาชนะคู่ต่อสู้ แต่ต้องรักษาศักดิ์ศรีของตระกูล”
มุมหนึ่งของห้อง รุ่ยหลินยืนเงียบ ๆ นางมิได้ถูกเรียกเข้าร่วมการสนทนาโดยตรง แต่สายตาของบิดาหันมาหานางในที่สุด
“รุ่ยหลิน”
หัวใจนางสะดุ้งเล็กน้อย
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
“เจ้าปรารถนาไปชมงานหรือไม่”
คำถามนั้นทำให้พี่ชายทั้งสี่เหลียวมามอง นางรู้ดีว่านี่เป็นโอกาสสำคัญหากได้ไป นางจะได้เห็นยุทธภพของจริง มิใช่เพียงฝึกในดงกล้วยยามค่ำ
“ข้า…อยากไปเจ้าค่ะ”
นางตอบอย่างมั่นคง หยางฟานไฉจ้องนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายชั่งน้ำหนักบางอย่าง
“ดี ข้าอนุญาต แต่เจ้าต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพี่ชาย ห้ามก่อเรื่อง”
หัวใจรุ่ยหลินพองโต นางคุกเข่าคารวะ
“ขอบคุณเจ้าค่ะ...ท่านพ่อ”
หลังการประชุมสิ้นสุดบรรยากาศในจวนเปลี่ยนไปทันที ลานฝึกเต็มไปด้วยเสียงดาบกระทบกัน หยางห่าวตงฝึกกระบี่จนเหงื่อท่วมแผ่นหลัง หยางห่าวฟางซ้อมเพลงดาบท่าซับซ้อน หยางห่าวอันฝึกหมัดกับเสาไม้ไม่หยุด ส่วนหยางห่าวหมิงหมุนทวนยาวจนเกิดเสียงหวีดในอากาศ
รุ่ยหลินยืนมองจากระเบียงใจเต้นแรงอย่างคาดหวัง นางรู้ดีว่าตนมิได้ถูกส่งลงประลอง แต่การได้ไปเห็นด้วยตาตนเอง ย่อมเป็นบทเรียนล้ำค่า
คืนนั้นนางกลับไปฝึกในดงกล้วยเช่นเคย หมัดของนางหนักแน่นขึ้นกว่าเดิม ในใจไม่ใช่เพียงความแค้นในอดีตอีกต่อไป หากเป็นแรงปรารถนาที่จะยืนเคียงข้างพี่ชายอย่างภาคภูมิ
อีกหนึ่งเดือนวันก่อนออกเดินทาง จวนหยางเต็มไปด้วยการเตรียมการ รถม้าถูกจัดเตรียม ชุดสำนักถูกตรวจสอบอย่างละเอียด ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงกำชับบุตรชายแต่ละคนด้วยสายตาห่วงใย
“อย่าประมาท”
นางกล่าวเบา ๆ
“ยุทธภพมิใช่เวทีเด็กเล่น”
ฮูหยินหยางจะคอยเตือนลูกชายทั้งสี่เสมอเพื่อไม่ให้ใครประมาท เพราะถ้าผิดพลาดนั้นหมายถึงชีวิต ในการประลองเจ้ายุทธภพมีคนตายทุกปี เพราะฮูหยินหยางสมัยที่ยังเป็นศิษย์ของสำนักเกาะดอกท้อก็เคยเข้าร่วมประลอง แต่โชคดีที่รอดชีวิตมาได้ทุกครั้งบวกกับมีพลังยุทธที่แข็งแกร่ง สามารถเข้าไปถึงรอบชิงเจ้ายุทธภพได้ แต่ก็ไปพ่ายแพ้ให้กับหยางฟานไฉ
ยามเย็นบนเกาะดอกท้อช่างงดงามราวความฝัน แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านแนวต้นท้อ กลีบดอกสีชมพูปลิวล่องไปตามสายลม บรรยากาศสงบงดงามจนผู้คนบนเกาะต่างพากันหลงใหลแต่ในความงดงามนั้นสวีอี้เฉินกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ดวงตาคมนิ่งของเขามองไปยังศาลาริมน้ำไม่ไกล ตรงนั้นรุ่ยหลินกำลังหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะหวานใสดังขึ้นเป็นระยะ ขณะพูดคุยกับเสียนเฟิง หลานชายของเจ้าเกาะดอกท้อ“คุณหนูรุ่ยหลิน ท่านลองชิมชาดอกท้อนี่ดู ข้าชงเอง”เสียนเฟิงยิ้มอ่อนโยน พลางรินชาให้นางด้วยตัวเอง รุ่ยหลินรับถ้วยชามาอย่างเกรงใจ ก่อนยิ้มบาง ๆ“ขอบคุณท่านมาก”รอยยิ้มของนางอ่อนหวานและงดงามจนแม้แต่สายลมยังเหมือนหยุดนิ่ง แต่ยิ่งเห็นเช่นนั้นสวีอี้เฉินก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจ โดยเฉพาะสายตาของเสียนเฟิงที่มองรุ่ยหลินอย่างชัดเจนเกินไป เขาไม่ใช่คนโง่ย่อมดูออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไร และนั่นทำให้บางอย่างในใจของเขาค่อย ๆ ปั่นป่วนขึ้นทีละน้อย“ศิษย์พี่”เสียงของรุ่ยหลินดังขึ้นเมื่อหันมาเห็นเขา ใบหน้างดงามของนางพลันมีรอยยิ้มทันที รอยยิ้มที่ต่างจากตอนอยู่กับเสียนเฟิง อ่อนโยนกว่า สดใสกว่า และนั่นกลับทำให้สวีอี้เฉินใจเต้นแรงขึ้นอีก เ
เกาะดอกท้อในยามสายงดงามราวภาพวาด กลีบดอกท้อสีชมพูปลิวตามสายลม บางเบาเหมือนความฝัน เสียงหัวเราะของเหล่าจอมยุทธ์และผู้มาเยือนดังสลับกับเสียงกลองประลองที่ดังก้องจากลานกลางเกาะ รุ่ยหลินเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น“ที่นี่…สวยกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”สวีอี้เฉินเดินอยู่ข้าง ๆ สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่สายตากลับกวาดมองรอบด้านอย่างระมัดระวัง“ยิ่งสวย…ก็ยิ่งมีอะไรซ่อนอยู่มาก”“เจ้าพูดเหมือนทุกที่อันตรายหมดเลย” นางหัวเราะ“มันก็เป็นอย่างนั้น”รุ่ยหลินส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยุดเมื่อได้ยินเสียงหนึ่ง“คุณหนูผู้นั้น…”เสียงนั้นนุ่มแต่ชัดเจนนางหันไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เขาสวมชุดสีขาวสะอาดตา ผมยาวถูกรวบอย่างเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาและแฝงรอยยิ้มอบอุ่น แววตาของเขาจ้องมาที่นางโดยตรง“เรียกข้าหรือ” รุ่ยหลินถามชายหนุ่มก้าวเข้ามาเล็กน้อย ก่อนจะยกมือคำนับอย่างสุภาพ“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าเพียงรู้สึกว่าคุณหนู…ไม่เหมือนผู้ใดในที่นี้”คำพูดนั้นทำให้นางชะงัก“ข้า” นางยกคิ้ว “ข้าก็แค่คนเดินทางธรรมดา”เขายิ้ม “คนธรรมดา…คงไม่มีสายตาเช่นนั้น”สวีอี้เฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองชายหนุ่มนิ่ง
ข่าวลือเรื่อง “งานประลองยุทธประจำปีของเกาะดอกท้อ” แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลินอันอย่างรวดเร็วราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ในโรงเตี๊ยมที่รุ่ยหลินและสวีอี้เฉินพักอยู่ เสียงพูดคุยของเหล่าจอมยุทธ์ดังไม่ขาดสาย“ปีนี้เกาะดอกท้อจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี!”“ได้ยินว่ามีของรางวัลเป็นอาวุธโบราณ!”“ไม่ใช่แค่นั้น…มีคนลือว่าจะมีจอมยุทธ์ลึกลับปรากฏตัวด้วย!”คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูรุ่ยหลินอย่างไม่ตั้งใจ นางวางถ้วยชาลง ดวงตาเป็นประกายทันที“เกาะดอกท้อ…”สวีอี้เฉินนั่งอยู่ตรงข้าม ยังคงสงบนิ่ง แต่ก็ไม่ได้พลาดคำสนทนา“เจ้าสนใจ” เขาถาม“แน่นอน!” นางตอบทันที “งานประลองยุทธนะ! ต้องมีคนเก่ง ๆ มากมาย”“และอันตรายมากมายด้วย” เขาเสริมรุ่ยหลินยิ้ม “เจ้าพูดแบบนี้ทุกครั้ง”“เพราะมันจริง”นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย“แต่เจ้าก็จะไป…ใช่ไหม”เขามองนาง สายตานั้นนิ่ง…แต่ลึก“เจ้าจะไป”“ไป!” นางพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเอง”ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะถอนหายใจเบา ๆ“งั้น…เราก็ไป”รอยยิ้มของรุ่ยหลินกว้างขึ้นทันทีสองวันต่อมาทั้งสองเตรียมตัวออกเดินทางจากเมืองหลินอัน เช้าวันนั้นฟ้ายัง
หลังจากเหตุการณ์คัมภีร์วัดมังกรฟ้าสงบลง เมืองหลินอันก็กลับคืนสู่ความคึกคักเช่นเดิม ผู้คนเดินขวักไขว่ตามถนนสายหลัก เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย กลิ่นอาหารลอยคลุ้งไปทั่ว แต่ท่ามกลางความมีชีวิตชีวานั้นในใจของรุ่ยหลินกลับเริ่มมีบางสิ่งเปลี่ยนไปอย่างเงียบงันเช้าวันหนึ่งรุ่ยหลินนั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องพัก มองผู้คนด้านล่างที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่ แต่สายตาของนางไม่ได้จดจ่ออยู่กับภาพนั้นจริง ๆ“เหม่ออะไรอยู่”เสียงของสวีอี้เฉินดังขึ้นจากด้านหลัง นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้ม “ไม่มีอะไร”เขาเดินเข้ามา วางถ้วยชาไว้ข้าง ๆ นาง“เจ้าช่วงนี้เงียบไป”“ข้า” นางยกคิ้ว “ก็เหมือนเดิม”“ไม่เหมือน”คำตอบนั้นสั้นแต่ตรงรุ่ยหลินหัวเราะเบา ๆ “เจ้าสังเกตเก่งขึ้นนะ”“ข้าเป็นแบบนี้อยู่แล้ว”นางไม่ตอบเพียงรับถ้วยชาขึ้นมาดื่ม แต่หัวใจของนางกลับเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุผลหลังจากนั้นทั้งสองออกไปเดินในเมืองเหมือนเคย ถนนหลินอันยังคงงดงามผู้คนยังคงคึกคัก แต่สำหรับรุ่ยหลินทุกอย่างดูชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ สวีอี้เฉินยังคงเหมือนเดิมสงบ เย็นชา พูดน้อย แต่ยิ่งนางอยู่ใกล้เขามากเท่าไร นางย
รุ่งอรุณของวันที่สามหลังเหตุคัมภีร์หายไป วัดมังกรฟ้ายังคงปกคลุมด้วยความตึงเครียด แม้หมอกเช้าจะลอยบางเบาเหนือยอดสนเหมือนทุกวัน แต่ในใจของผู้คนกลับหนักอึ้งราวมีเงามืดทับอยู่ในลานหินด้านหลังหอคัมภีร์ รุ่ยหลินยืนกอดอกสีหน้าครุ่นคิด ข้างกายนางคือสวีอี้เฉินที่กำลังก้มมองรอยฝุ่นบนพื้นอย่างละเอียด“เขาหนีไปทางนี้” เขาพูดเบา ๆรุ่ยหลินพยักหน้า “รอยเท้าเบาแบบนั้น…ไม่ใช่จะปลอมได้ง่าย”“และผงสีดำที่เขาใช้” สวีอี้เฉินหยิบเศษผงขึ้นมา “น่าจะเป็นยาพิษชนิดหนึ่งของพรรคมารหมื่นพิษ”“แสดงว่า…เขาต้องมีที่พักหรือฐานลับใกล้ ๆ เมือง” รุ่ยหลินกล่าวสวีอี้เฉินลุกขึ้น “และเขาไม่มีทางหนีไปไกลพร้อมคัมภีร์สองเล่ม”ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด พวกเขาต่างเข้าใจต้องลงมือทันทีไม่นานทั้งสองก็ออกจากวัดมังกรฟ้า มุ่งหน้าลงสู่เมืองหลินอันถนนยังคงคึกคัก แต่สำหรับพวกเขาทุกอย่างดูช้าลง สายตาของสวีอี้เฉินกวาดมองผู้คนอย่างระมัดระวัง“เจ้าคิดว่าเขาจะซ่อนตัวที่ไหน” รุ่ยหลินถาม“ที่ที่ไม่มีใครสงสัย” เขาตอบ “หรือไม่ก็…ที่ที่คนไม่กล้าเข้าใกล้”รุ่ยหลินคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด “ตลาดสมุนไพร”“เพราะอะไร”“พรรคมารหมื่นพิษใช้พิษเ
หมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหายจากลานหินของวัดมังกรฟ้า เมืองหลินอัน ความตึงเครียดก็ปกคลุมไปทั่วทุกอณูของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้หลังจากการตรวจค้นตลอดทั้งคืน เบาะแสที่กระจัดกระจายเริ่มถูกร้อยเรียงเข้าหากันทีละน้อย ราวกับเงาของความจริงที่ค่อย ๆ เผยตัวจากความมืดภายในหอคัมภีร์พระอาวุโสและผู้ดูแลวัดต่างรวมตัวกัน สีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รุ่ยหลินยืนอยู่ด้านหนึ่ง มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว สวีอี้เฉินยืนข้างนาง สีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับเฉียบคม“ตรวจสอบคนในทั้งหมดแล้วหรือยัง” สวีอี้เฉินเอ่ยพระชราที่เป็นผู้ดูแลวัดพยักหน้า “ตรวจแล้ว…แต่ไม่มีใครผิดปกติ”“ไม่มีใครผิดปกติ…นั่นแหละผิดปกติที่สุด” รุ่ยหลินพูดเบา ๆคำพูดนั้นทำให้หลายคนชะงักในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก“พบแล้ว!”ทุกคนหันไปมองมีพระหนุ่มรูปหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา หายใจหอบ “มีคน…พยายามหนีออกจากวัดเมื่อคืน แต่ถูกขวางไว้ทัน”“ใคร” พระอาวุโสถามทันที“เป็น…ศิษย์ดูแลหอคัมภีร์”บรรยากาศเงียบงันในพริบตาไม่นาน ชายคนหนึ่งก็ถูกพาตัวเข้ามา เขาสวมชุดพระเช่นเดียวกับคนอื่น ใบหน้าธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น แต่สายตาเย็นชาอย่







