Se connecterรุ่งเช้าหลังคืนที่สายลมเย็นพัดผ่านจวนหยาง ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงพาบุตรสาวขึ้นรถม้าออกจากจวนแต่เช้าตรู่ มุ่งหน้าไปยัง วัดเส้าหลิน อันเลื่องชื่อเรื่องพระธรรมและวิทยายุทธ์ เสียงล้อรถบดผ่านถนนหินดังเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ ท่ามกลางหมอกบางที่ยังไม่ทันจางหาย
รุ่ยหลินนั่งข้างมารดาอย่างสำรวม วันนี้นางสวมชุดสีฟ้าอ่อน เรียบร้อยสมฐานะคุณหนูใหญ่ ทว่าภายในใจกลับไม่สงบนัก ตั้งแต่ไปสำนักสราญรมย์ ความทรงจำที่คลุมเครือยังคงตามหลอกหลอน
เมื่อมาถึงหน้าวัดบันไดหินทอดยาวขึ้นสู่ประตูใหญ่ กลิ่นธูปลอยอวลในอากาศ เสียงระฆังดังเป็นจังหวะช้า ๆ คล้ายเตือนสติผู้มาเยือนให้วางความฟุ้งซ่านไว้เบื้องหลัง
ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงนำบุตรสาวเข้าไปถวายสังฆทาน จุดธูปคำนับพระประธานอย่างสงบ รุ่ยหลินพนมมือหลับตา แต่ในความมืดนั้นกลับมีภาพเงาคนในอดีตแวบผ่าน หัวใจเต้นแรงอย่างไร้เหตุผล
หลังเสร็จพิธีพระภิกษุรูปหนึ่งเดินเข้ามาหา ท่านมีวัยชราแต่สายตาคมกริบ เปี่ยมด้วยความเมตตาและหยั่งรู้
“อาตมาขอสนทนากับคุณหนูสักครู่ได้หรือไม่”
“หากเป็นประโยชน์ต่อนาง ข้าย่อมยินดี”
รุ่ยหลินจึงตามท่านเจ้าอาวาสไปยังศาลาไม้ด้านหลัง ลมพัดใบไผ่เสียดสีกันเกิดเสียงซู่ซ่า เจ้าอาวาสมองนางเนิ่นนาน ราวกับมองทะลุผ่านรูปลักษณ์ภายนอก
“คุณหนูเคยมาที่นี่มาก่อน”ประโยคนั้นทำให้นางสะดุ้ง
“ข้าเพิ่งมาครั้งแรกเจ้าค่ะ”
“ร่างนี้อาจเป็นครั้งแรก แต่จิตวิญญาณมิใช่”
“ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
“บางครั้ง ความทรงจำมิได้หายไป เพียงถูกผนึกไว้ด้วยความกลัว หากไม่เผชิญหน้า มันจักกลายเป็นเงาตามหลอกหลอนตลอดไป”
คำพูดนั้นราวกับแทงตรงกลางใจ นางนึกถึงสำนักสราญรมย์ นึกถึงสายตาแปลกประหลาดของศิษย์บางคน และฝันร้ายที่ยังติดค้าง ก่อนที่นางจะถามต่อท่านเจ้าอาวาสกล่าวขึ้นช้า ๆ
“อาตมามีปริศนาหนึ่งให้คุณหนู หากไขได้ จิตใจจักปลดพันธนาการ ต้นไม้หนึ่งต้น รากฝังลึกในดิน ถูกพายุซัดจนกิ่งหัก ใบปลิว ผู้คนกล่าวว่ามันอ่อนแอ แต่หลายปีผ่านไป มันกลับเติบโตสูงกว่าเดิม เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น”
“เพราะมันแข็งแรงพอจะทนพายุหรือเจ้าคะ”
“มิใช่เพียงนั้น เพราะมันได้รับการดูแลหลังพายุ คำตอบมิได้อยู่ที่พายุ หรือผู้คน แต่อยู่ที่ราก หากรากไม่ยอมเน่า แม้ลำต้นหักก็สามารถแตกกิ่งใหม่ได้ แต่หากรากยอมแพ้ แม้ไร้พายุ ต้นไม้ก็ยืนอยู่มิได้ คุณหนูคิดว่า รากของตนคือสิ่งใด”
คำถามนั้นทำให้นางพูดไม่ออก รากของนางคืออะไร ฐานะตระกูลหยางหรือ? วิชามวยที่กำลังรื้อฟื้น? หรือจิตใจที่พยายามลืมอดีต เจ้าอาวาสกล่าวต่อเบา ๆ
“ผู้ที่เคยถูกเหยียบย่ำ มิได้แปลว่าไร้ค่า บางครั้ง ความเจ็บปวดคือปุ๋ยชั้นดี หากกล้ายอมรับมัน จงกลับไปคิดให้ถี่ถ้วน เมื่อใดที่คุณหนูเข้าใจรากของตน เมื่อนั้นเงาในอดีตจักไร้อำนาจ”
“ท่านเจ้าอาวาสว่าอย่างไรบ้าง”
“ท่านให้ข้าแก้ปริศนาเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าเข้าใจหรือไม่”
“ยังไม่ทั้งหมด แต่ข้าจะพยายาม”
ลึนางเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่หลอกหลอนไม่ใช่อดีต แต่คือการที่นางยังไม่ยอมรับมัน หากรากของนางคือความมุ่งมั่นและศักดิ์ศรี ไม่ว่าพายุใดก็ไม่อาจโค่นล้มได้
ระหว่างทางกลับจวน รถม้าตระกูลหยางได้แวะพักที่ตลาดหลวงประจำเมืองเพื่อจัดซื้อของจำเป็น ตลาดยามสายครึกครื้น เสียงพ่อค้าแม่ค้าเร่ขายสินค้าดังระงม กลิ่นอาหารร้อนลอยปะปนกับกลิ่นเครื่องเทศและดอกไม้สด ผู้คนหลั่งไหลไปมาจนแทบไม่มีที่ว่างให้ยืน
ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม แม้สวมชุดเรียบง่ายสำหรับออกนอกจวน แต่รัศมีของนางยังโดดเด่นเหนือผู้คน รุ่ยหลินเดินตามมารดาอย่างสงบ สายตาคอยสังเกตผู้คนรอบข้างขณะที่ทั้งสองกำลังเลือกผ้าไหมจากร้านเก่าแก่ เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“โอ้ นึกว่าใคร ที่แท้ก็ฮูหยินหยาง…ไม่ได้พบกันเสียนาน”
“ฮูหยินเฉิน”
“ได้ข่าวว่าตระกูลหยางช่วงนี้รุ่งเรืองดีนี่ แต่ก็จริง…พอไม่มีคู่แข่งเก่าอย่างพวกเรา ก็คงสบายใจขึ้นมาก”
หลายปีก่อนตระกูลหยางกับตระกูลเฉินเคยแข่งขันด้านการค้าอย่างดุเดือด มีข่าวลือเรื่องการหักหลังและช่วงชิงเส้นทางค้าผ้าไหม ความบาดหมางจึงฝังรากลึก แม้เวลาจะผ่านไปแต่ไฟริษยายังไม่มอด
“การค้าขายย่อมมีขึ้นมีลง หากท่านยังยึดติดอดีต คงยากจะก้าวต่อไป”
“พูดได้ดีเหมือนเดิม แต่ข้าได้ยินว่า บุตรสาวท่านเพิ่งเริ่มออกหน้าแทนตระกูล…หวังว่านางจะไม่อ่อนแอเหมือนสมัยเด็ก”
คำพูดนั้นทำให้รุ่ยหลินกำหมัดแน่น ความทรงจำเรื่องถูกกลั่นแกล้งแล่นวาบขึ้นมา ทว่าก่อนที่นางจะตอบโต้ ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงยกมือห้ามเบา ๆ
“บุตรสาวข้าเป็นเช่นไร ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกประเมิน”
“เช่นนั้นหรือ ข้าอยากเห็นด้วยตาตนเองนัก”
ไม่ทันขาดคำนางสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ เศษผงสีขาวบางอย่างปลิวว่อนเข้าหาฮูหยินหยางรุ่ยหนิง
“ท่านแม่!”
ทว่าเพียงชั่วพริบตาฮูหยินหยางรุ่ยหนิงหมุนตัวอย่างรวดเร็ว แขนเสื้อกว้างสะบัดสวนลมจากแรงสะบัดพัดผงนั้นกระจายกลับไปอีกฝ่ายแทบทั้งหมด ท่วงท่าของนางสง่างามราวการร่ายรำ แต่แฝงพลังภายในผู้คนรอบข้างถอยห่างทันที ฮูหยินเฉินถอยหลังครึ่งก้าวสีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางไม่คาดคิดว่าคู่ต่อสู้ยังคงฝีมือเฉียบคมเช่นนี้
“ยังชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมเช่นเดิม”
“อย่างน้อยก็ยังได้ลองวัดดู ว่าฝีมือท่านถดถอยหรือไม่”
คราวนี้ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงเป็นฝ่ายขยับ นางก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว แต่แรงกดดันจากพลังภายในแผ่ออกจนชายเสื้อของอีกฝ่ายปลิวไหว
“หากคิดจะทดสอบ ข้าไม่รังเกียจ แต่ตลาดมิใช่สถานที่เหมาะสม”
รุ่ยหลินมองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง นางไม่เคยเห็นมารดาแสดงฝีมือชัดเจนเช่นนี้มาก่อน ในจวน ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงมักสงบ สุภาพ และเน้นการบริหารงาน แต่บัดนี้ นางกลับเปล่งรัศมีของยอดฝีมือผู้ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน
“วันนี้ข้าไม่คิดก่อเรื่องใหญ่ เพียงอยากทักทาย แต่จำไว้ว่าการแข่งขันยังไม่จบ”
“ผู้ที่ยังยึดติด ย่อมไม่มีวันชนะ”
สองสตรีสบตากันกลางตลาดที่เงียบงันชั่วคราว ความตึงเครียดหนาแน่นราวอากาศก่อนพายุ สุดท้ายฮูหยินเฉินสะบัดแขนเสื้อแล้วหันหลังจากไป ผู้ติดตามรีบเดินตาม ทิ้งเพียงสายตาไม่พอใจ
เมื่ออีกฝ่ายลับสายตาบรรยากาศจึงค่อย ๆ คลาย ผู้คนเริ่มกลับมาซุบซิบกันอีกครั้ง รุ่ยหลินหันมามองมารดา
“ท่านแม่ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“เพียงของเล่นเล็กน้อย อย่าได้ใส่ใจ”
“ท่านแม่เคยฝึกวิทยายุทธ์มาก่อนหรือเจ้าคะ”
“ในโลกนี้ ผู้หญิงหากไม่ปกป้องตนเอง ก็ยากจะยืนหยัดได้”
คำพูดนั้นสะท้อนเข้ากลางใจรุ่ยหลินอย่างแรง นางนึกถึงปริศนาของเจ้าอาวาส รากของต้นไม้อาจมิใช่เพียงความอดทน แต่คือความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใน
ยามเย็นบนเกาะดอกท้อช่างงดงามราวความฝัน แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านแนวต้นท้อ กลีบดอกสีชมพูปลิวล่องไปตามสายลม บรรยากาศสงบงดงามจนผู้คนบนเกาะต่างพากันหลงใหลแต่ในความงดงามนั้นสวีอี้เฉินกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ดวงตาคมนิ่งของเขามองไปยังศาลาริมน้ำไม่ไกล ตรงนั้นรุ่ยหลินกำลังหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะหวานใสดังขึ้นเป็นระยะ ขณะพูดคุยกับเสียนเฟิง หลานชายของเจ้าเกาะดอกท้อ“คุณหนูรุ่ยหลิน ท่านลองชิมชาดอกท้อนี่ดู ข้าชงเอง”เสียนเฟิงยิ้มอ่อนโยน พลางรินชาให้นางด้วยตัวเอง รุ่ยหลินรับถ้วยชามาอย่างเกรงใจ ก่อนยิ้มบาง ๆ“ขอบคุณท่านมาก”รอยยิ้มของนางอ่อนหวานและงดงามจนแม้แต่สายลมยังเหมือนหยุดนิ่ง แต่ยิ่งเห็นเช่นนั้นสวีอี้เฉินก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจ โดยเฉพาะสายตาของเสียนเฟิงที่มองรุ่ยหลินอย่างชัดเจนเกินไป เขาไม่ใช่คนโง่ย่อมดูออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไร และนั่นทำให้บางอย่างในใจของเขาค่อย ๆ ปั่นป่วนขึ้นทีละน้อย“ศิษย์พี่”เสียงของรุ่ยหลินดังขึ้นเมื่อหันมาเห็นเขา ใบหน้างดงามของนางพลันมีรอยยิ้มทันที รอยยิ้มที่ต่างจากตอนอยู่กับเสียนเฟิง อ่อนโยนกว่า สดใสกว่า และนั่นกลับทำให้สวีอี้เฉินใจเต้นแรงขึ้นอีก เ
เกาะดอกท้อในยามสายงดงามราวภาพวาด กลีบดอกท้อสีชมพูปลิวตามสายลม บางเบาเหมือนความฝัน เสียงหัวเราะของเหล่าจอมยุทธ์และผู้มาเยือนดังสลับกับเสียงกลองประลองที่ดังก้องจากลานกลางเกาะ รุ่ยหลินเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น“ที่นี่…สวยกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”สวีอี้เฉินเดินอยู่ข้าง ๆ สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่สายตากลับกวาดมองรอบด้านอย่างระมัดระวัง“ยิ่งสวย…ก็ยิ่งมีอะไรซ่อนอยู่มาก”“เจ้าพูดเหมือนทุกที่อันตรายหมดเลย” นางหัวเราะ“มันก็เป็นอย่างนั้น”รุ่ยหลินส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยุดเมื่อได้ยินเสียงหนึ่ง“คุณหนูผู้นั้น…”เสียงนั้นนุ่มแต่ชัดเจนนางหันไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เขาสวมชุดสีขาวสะอาดตา ผมยาวถูกรวบอย่างเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาและแฝงรอยยิ้มอบอุ่น แววตาของเขาจ้องมาที่นางโดยตรง“เรียกข้าหรือ” รุ่ยหลินถามชายหนุ่มก้าวเข้ามาเล็กน้อย ก่อนจะยกมือคำนับอย่างสุภาพ“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าเพียงรู้สึกว่าคุณหนู…ไม่เหมือนผู้ใดในที่นี้”คำพูดนั้นทำให้นางชะงัก“ข้า” นางยกคิ้ว “ข้าก็แค่คนเดินทางธรรมดา”เขายิ้ม “คนธรรมดา…คงไม่มีสายตาเช่นนั้น”สวีอี้เฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองชายหนุ่มนิ่ง
ข่าวลือเรื่อง “งานประลองยุทธประจำปีของเกาะดอกท้อ” แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลินอันอย่างรวดเร็วราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ในโรงเตี๊ยมที่รุ่ยหลินและสวีอี้เฉินพักอยู่ เสียงพูดคุยของเหล่าจอมยุทธ์ดังไม่ขาดสาย“ปีนี้เกาะดอกท้อจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี!”“ได้ยินว่ามีของรางวัลเป็นอาวุธโบราณ!”“ไม่ใช่แค่นั้น…มีคนลือว่าจะมีจอมยุทธ์ลึกลับปรากฏตัวด้วย!”คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูรุ่ยหลินอย่างไม่ตั้งใจ นางวางถ้วยชาลง ดวงตาเป็นประกายทันที“เกาะดอกท้อ…”สวีอี้เฉินนั่งอยู่ตรงข้าม ยังคงสงบนิ่ง แต่ก็ไม่ได้พลาดคำสนทนา“เจ้าสนใจ” เขาถาม“แน่นอน!” นางตอบทันที “งานประลองยุทธนะ! ต้องมีคนเก่ง ๆ มากมาย”“และอันตรายมากมายด้วย” เขาเสริมรุ่ยหลินยิ้ม “เจ้าพูดแบบนี้ทุกครั้ง”“เพราะมันจริง”นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย“แต่เจ้าก็จะไป…ใช่ไหม”เขามองนาง สายตานั้นนิ่ง…แต่ลึก“เจ้าจะไป”“ไป!” นางพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเอง”ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะถอนหายใจเบา ๆ“งั้น…เราก็ไป”รอยยิ้มของรุ่ยหลินกว้างขึ้นทันทีสองวันต่อมาทั้งสองเตรียมตัวออกเดินทางจากเมืองหลินอัน เช้าวันนั้นฟ้ายัง
หลังจากเหตุการณ์คัมภีร์วัดมังกรฟ้าสงบลง เมืองหลินอันก็กลับคืนสู่ความคึกคักเช่นเดิม ผู้คนเดินขวักไขว่ตามถนนสายหลัก เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย กลิ่นอาหารลอยคลุ้งไปทั่ว แต่ท่ามกลางความมีชีวิตชีวานั้นในใจของรุ่ยหลินกลับเริ่มมีบางสิ่งเปลี่ยนไปอย่างเงียบงันเช้าวันหนึ่งรุ่ยหลินนั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องพัก มองผู้คนด้านล่างที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่ แต่สายตาของนางไม่ได้จดจ่ออยู่กับภาพนั้นจริง ๆ“เหม่ออะไรอยู่”เสียงของสวีอี้เฉินดังขึ้นจากด้านหลัง นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้ม “ไม่มีอะไร”เขาเดินเข้ามา วางถ้วยชาไว้ข้าง ๆ นาง“เจ้าช่วงนี้เงียบไป”“ข้า” นางยกคิ้ว “ก็เหมือนเดิม”“ไม่เหมือน”คำตอบนั้นสั้นแต่ตรงรุ่ยหลินหัวเราะเบา ๆ “เจ้าสังเกตเก่งขึ้นนะ”“ข้าเป็นแบบนี้อยู่แล้ว”นางไม่ตอบเพียงรับถ้วยชาขึ้นมาดื่ม แต่หัวใจของนางกลับเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุผลหลังจากนั้นทั้งสองออกไปเดินในเมืองเหมือนเคย ถนนหลินอันยังคงงดงามผู้คนยังคงคึกคัก แต่สำหรับรุ่ยหลินทุกอย่างดูชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ สวีอี้เฉินยังคงเหมือนเดิมสงบ เย็นชา พูดน้อย แต่ยิ่งนางอยู่ใกล้เขามากเท่าไร นางย
รุ่งอรุณของวันที่สามหลังเหตุคัมภีร์หายไป วัดมังกรฟ้ายังคงปกคลุมด้วยความตึงเครียด แม้หมอกเช้าจะลอยบางเบาเหนือยอดสนเหมือนทุกวัน แต่ในใจของผู้คนกลับหนักอึ้งราวมีเงามืดทับอยู่ในลานหินด้านหลังหอคัมภีร์ รุ่ยหลินยืนกอดอกสีหน้าครุ่นคิด ข้างกายนางคือสวีอี้เฉินที่กำลังก้มมองรอยฝุ่นบนพื้นอย่างละเอียด“เขาหนีไปทางนี้” เขาพูดเบา ๆรุ่ยหลินพยักหน้า “รอยเท้าเบาแบบนั้น…ไม่ใช่จะปลอมได้ง่าย”“และผงสีดำที่เขาใช้” สวีอี้เฉินหยิบเศษผงขึ้นมา “น่าจะเป็นยาพิษชนิดหนึ่งของพรรคมารหมื่นพิษ”“แสดงว่า…เขาต้องมีที่พักหรือฐานลับใกล้ ๆ เมือง” รุ่ยหลินกล่าวสวีอี้เฉินลุกขึ้น “และเขาไม่มีทางหนีไปไกลพร้อมคัมภีร์สองเล่ม”ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด พวกเขาต่างเข้าใจต้องลงมือทันทีไม่นานทั้งสองก็ออกจากวัดมังกรฟ้า มุ่งหน้าลงสู่เมืองหลินอันถนนยังคงคึกคัก แต่สำหรับพวกเขาทุกอย่างดูช้าลง สายตาของสวีอี้เฉินกวาดมองผู้คนอย่างระมัดระวัง“เจ้าคิดว่าเขาจะซ่อนตัวที่ไหน” รุ่ยหลินถาม“ที่ที่ไม่มีใครสงสัย” เขาตอบ “หรือไม่ก็…ที่ที่คนไม่กล้าเข้าใกล้”รุ่ยหลินคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด “ตลาดสมุนไพร”“เพราะอะไร”“พรรคมารหมื่นพิษใช้พิษเ
หมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหายจากลานหินของวัดมังกรฟ้า เมืองหลินอัน ความตึงเครียดก็ปกคลุมไปทั่วทุกอณูของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้หลังจากการตรวจค้นตลอดทั้งคืน เบาะแสที่กระจัดกระจายเริ่มถูกร้อยเรียงเข้าหากันทีละน้อย ราวกับเงาของความจริงที่ค่อย ๆ เผยตัวจากความมืดภายในหอคัมภีร์พระอาวุโสและผู้ดูแลวัดต่างรวมตัวกัน สีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รุ่ยหลินยืนอยู่ด้านหนึ่ง มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว สวีอี้เฉินยืนข้างนาง สีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับเฉียบคม“ตรวจสอบคนในทั้งหมดแล้วหรือยัง” สวีอี้เฉินเอ่ยพระชราที่เป็นผู้ดูแลวัดพยักหน้า “ตรวจแล้ว…แต่ไม่มีใครผิดปกติ”“ไม่มีใครผิดปกติ…นั่นแหละผิดปกติที่สุด” รุ่ยหลินพูดเบา ๆคำพูดนั้นทำให้หลายคนชะงักในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก“พบแล้ว!”ทุกคนหันไปมองมีพระหนุ่มรูปหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา หายใจหอบ “มีคน…พยายามหนีออกจากวัดเมื่อคืน แต่ถูกขวางไว้ทัน”“ใคร” พระอาวุโสถามทันที“เป็น…ศิษย์ดูแลหอคัมภีร์”บรรยากาศเงียบงันในพริบตาไม่นาน ชายคนหนึ่งก็ถูกพาตัวเข้ามา เขาสวมชุดพระเช่นเดียวกับคนอื่น ใบหน้าธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น แต่สายตาเย็นชาอย่







