Share

บทที่ 8

last update Last Updated: 2026-02-25 22:44:20

รุ่งเช้าหลังคืนที่สายลมเย็นพัดผ่านจวนหยาง ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงพาบุตรสาวขึ้นรถม้าออกจากจวนแต่เช้าตรู่ มุ่งหน้าไปยัง วัดเส้าหลิน อันเลื่องชื่อเรื่องพระธรรมและวิทยายุทธ์ เสียงล้อรถบดผ่านถนนหินดังเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ ท่ามกลางหมอกบางที่ยังไม่ทันจางหาย

รุ่ยหลินนั่งข้างมารดาอย่างสำรวม วันนี้นางสวมชุดสีฟ้าอ่อน เรียบร้อยสมฐานะคุณหนูใหญ่ ทว่าภายในใจกลับไม่สงบนัก ตั้งแต่ไปสำนักสราญรมย์ ความทรงจำที่คลุมเครือยังคงตามหลอกหลอน

เมื่อมาถึงหน้าวัดบันไดหินทอดยาวขึ้นสู่ประตูใหญ่ กลิ่นธูปลอยอวลในอากาศ เสียงระฆังดังเป็นจังหวะช้า ๆ คล้ายเตือนสติผู้มาเยือนให้วางความฟุ้งซ่านไว้เบื้องหลัง

ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงนำบุตรสาวเข้าไปถวายสังฆทาน จุดธูปคำนับพระประธานอย่างสงบ รุ่ยหลินพนมมือหลับตา แต่ในความมืดนั้นกลับมีภาพเงาคนในอดีตแวบผ่าน หัวใจเต้นแรงอย่างไร้เหตุผล

หลังเสร็จพิธีพระภิกษุรูปหนึ่งเดินเข้ามาหา ท่านมีวัยชราแต่สายตาคมกริบ เปี่ยมด้วยความเมตตาและหยั่งรู้

“อาตมาขอสนทนากับคุณหนูสักครู่ได้หรือไม่” 

“หากเป็นประโยชน์ต่อนาง ข้าย่อมยินดี”

รุ่ยหลินจึงตามท่านเจ้าอาวาสไปยังศาลาไม้ด้านหลัง ลมพัดใบไผ่เสียดสีกันเกิดเสียงซู่ซ่า เจ้าอาวาสมองนางเนิ่นนาน ราวกับมองทะลุผ่านรูปลักษณ์ภายนอก 

“คุณหนูเคยมาที่นี่มาก่อน”

ประโยคนั้นทำให้นางสะดุ้ง 

“ข้าเพิ่งมาครั้งแรกเจ้าค่ะ”

“ร่างนี้อาจเป็นครั้งแรก แต่จิตวิญญาณมิใช่”

“ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”

“บางครั้ง ความทรงจำมิได้หายไป เพียงถูกผนึกไว้ด้วยความกลัว หากไม่เผชิญหน้า มันจักกลายเป็นเงาตามหลอกหลอนตลอดไป”

คำพูดนั้นราวกับแทงตรงกลางใจ นางนึกถึงสำนักสราญรมย์ นึกถึงสายตาแปลกประหลาดของศิษย์บางคน และฝันร้ายที่ยังติดค้าง ก่อนที่นางจะถามต่อท่านเจ้าอาวาสกล่าวขึ้นช้า ๆ

“อาตมามีปริศนาหนึ่งให้คุณหนู หากไขได้ จิตใจจักปลดพันธนาการ ต้นไม้หนึ่งต้น รากฝังลึกในดิน ถูกพายุซัดจนกิ่งหัก ใบปลิว ผู้คนกล่าวว่ามันอ่อนแอ แต่หลายปีผ่านไป มันกลับเติบโตสูงกว่าเดิม เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น”

“เพราะมันแข็งแรงพอจะทนพายุหรือเจ้าคะ” 

“มิใช่เพียงนั้น เพราะมันได้รับการดูแลหลังพายุ คำตอบมิได้อยู่ที่พายุ หรือผู้คน แต่อยู่ที่ราก หากรากไม่ยอมเน่า แม้ลำต้นหักก็สามารถแตกกิ่งใหม่ได้ แต่หากรากยอมแพ้ แม้ไร้พายุ ต้นไม้ก็ยืนอยู่มิได้ คุณหนูคิดว่า รากของตนคือสิ่งใด”

คำถามนั้นทำให้นางพูดไม่ออก รากของนางคืออะไร ฐานะตระกูลหยางหรือ? วิชามวยที่กำลังรื้อฟื้น? หรือจิตใจที่พยายามลืมอดีต เจ้าอาวาสกล่าวต่อเบา ๆ 

“ผู้ที่เคยถูกเหยียบย่ำ มิได้แปลว่าไร้ค่า บางครั้ง ความเจ็บปวดคือปุ๋ยชั้นดี หากกล้ายอมรับมัน จงกลับไปคิดให้ถี่ถ้วน เมื่อใดที่คุณหนูเข้าใจรากของตน เมื่อนั้นเงาในอดีตจักไร้อำนาจ”

“ท่านเจ้าอาวาสว่าอย่างไรบ้าง” 

“ท่านให้ข้าแก้ปริศนาเจ้าค่ะ”

“แล้วเจ้าเข้าใจหรือไม่”

“ยังไม่ทั้งหมด แต่ข้าจะพยายาม”

ลึนางเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่หลอกหลอนไม่ใช่อดีต แต่คือการที่นางยังไม่ยอมรับมัน หากรากของนางคือความมุ่งมั่นและศักดิ์ศรี ไม่ว่าพายุใดก็ไม่อาจโค่นล้มได้ 

ระหว่างทางกลับจวน รถม้าตระกูลหยางได้แวะพักที่ตลาดหลวงประจำเมืองเพื่อจัดซื้อของจำเป็น ตลาดยามสายครึกครื้น เสียงพ่อค้าแม่ค้าเร่ขายสินค้าดังระงม กลิ่นอาหารร้อนลอยปะปนกับกลิ่นเครื่องเทศและดอกไม้สด ผู้คนหลั่งไหลไปมาจนแทบไม่มีที่ว่างให้ยืน

ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม แม้สวมชุดเรียบง่ายสำหรับออกนอกจวน แต่รัศมีของนางยังโดดเด่นเหนือผู้คน รุ่ยหลินเดินตามมารดาอย่างสงบ สายตาคอยสังเกตผู้คนรอบข้างขณะที่ทั้งสองกำลังเลือกผ้าไหมจากร้านเก่าแก่ เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

“โอ้ นึกว่าใคร ที่แท้ก็ฮูหยินหยาง…ไม่ได้พบกันเสียนาน”

“ฮูหยินเฉิน” 

“ได้ข่าวว่าตระกูลหยางช่วงนี้รุ่งเรืองดีนี่ แต่ก็จริง…พอไม่มีคู่แข่งเก่าอย่างพวกเรา ก็คงสบายใจขึ้นมาก”

หลายปีก่อนตระกูลหยางกับตระกูลเฉินเคยแข่งขันด้านการค้าอย่างดุเดือด มีข่าวลือเรื่องการหักหลังและช่วงชิงเส้นทางค้าผ้าไหม ความบาดหมางจึงฝังรากลึก แม้เวลาจะผ่านไปแต่ไฟริษยายังไม่มอด

 “การค้าขายย่อมมีขึ้นมีลง หากท่านยังยึดติดอดีต คงยากจะก้าวต่อไป”

 “พูดได้ดีเหมือนเดิม แต่ข้าได้ยินว่า บุตรสาวท่านเพิ่งเริ่มออกหน้าแทนตระกูล…หวังว่านางจะไม่อ่อนแอเหมือนสมัยเด็ก”

คำพูดนั้นทำให้รุ่ยหลินกำหมัดแน่น ความทรงจำเรื่องถูกกลั่นแกล้งแล่นวาบขึ้นมา ทว่าก่อนที่นางจะตอบโต้ ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงยกมือห้ามเบา ๆ

“บุตรสาวข้าเป็นเช่นไร ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกประเมิน” 

“เช่นนั้นหรือ ข้าอยากเห็นด้วยตาตนเองนัก”

ไม่ทันขาดคำนางสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ เศษผงสีขาวบางอย่างปลิวว่อนเข้าหาฮูหยินหยางรุ่ยหนิง

 “ท่านแม่!”

ทว่าเพียงชั่วพริบตาฮูหยินหยางรุ่ยหนิงหมุนตัวอย่างรวดเร็ว แขนเสื้อกว้างสะบัดสวนลมจากแรงสะบัดพัดผงนั้นกระจายกลับไปอีกฝ่ายแทบทั้งหมด ท่วงท่าของนางสง่างามราวการร่ายรำ แต่แฝงพลังภายในผู้คนรอบข้างถอยห่างทันที ฮูหยินเฉินถอยหลังครึ่งก้าวสีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางไม่คาดคิดว่าคู่ต่อสู้ยังคงฝีมือเฉียบคมเช่นนี้

“ยังชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมเช่นเดิม” 

“อย่างน้อยก็ยังได้ลองวัดดู ว่าฝีมือท่านถดถอยหรือไม่”

คราวนี้ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงเป็นฝ่ายขยับ นางก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว แต่แรงกดดันจากพลังภายในแผ่ออกจนชายเสื้อของอีกฝ่ายปลิวไหว

“หากคิดจะทดสอบ ข้าไม่รังเกียจ แต่ตลาดมิใช่สถานที่เหมาะสม” 

รุ่ยหลินมองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง นางไม่เคยเห็นมารดาแสดงฝีมือชัดเจนเช่นนี้มาก่อน ในจวน ฮูหยินหยางรุ่ยหนิงมักสงบ สุภาพ และเน้นการบริหารงาน แต่บัดนี้ นางกลับเปล่งรัศมีของยอดฝีมือผู้ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน

“วันนี้ข้าไม่คิดก่อเรื่องใหญ่ เพียงอยากทักทาย แต่จำไว้ว่าการแข่งขันยังไม่จบ”

“ผู้ที่ยังยึดติด ย่อมไม่มีวันชนะ”

สองสตรีสบตากันกลางตลาดที่เงียบงันชั่วคราว ความตึงเครียดหนาแน่นราวอากาศก่อนพายุ สุดท้ายฮูหยินเฉินสะบัดแขนเสื้อแล้วหันหลังจากไป ผู้ติดตามรีบเดินตาม ทิ้งเพียงสายตาไม่พอใจ

เมื่ออีกฝ่ายลับสายตาบรรยากาศจึงค่อย ๆ คลาย ผู้คนเริ่มกลับมาซุบซิบกันอีกครั้ง รุ่ยหลินหันมามองมารดา

“ท่านแม่ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่เจ้าคะ”

“เพียงของเล่นเล็กน้อย อย่าได้ใส่ใจ”

“ท่านแม่เคยฝึกวิทยายุทธ์มาก่อนหรือเจ้าคะ” 

“ในโลกนี้ ผู้หญิงหากไม่ปกป้องตนเอง ก็ยากจะยืนหยัดได้”

คำพูดนั้นสะท้อนเข้ากลางใจรุ่ยหลินอย่างแรง นางนึกถึงปริศนาของเจ้าอาวาส รากของต้นไม้อาจมิใช่เพียงความอดทน แต่คือความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 44

    เช้าวันหนึ่งในเมืองหังโจว เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่งดงามและคึกคักที่สุดใต้หล้า แสงแดดอ่อนของฤดูใบไม้ผลิสาดลงบนหลังคากระเบื้องสีเทาและป้ายร้านค้าหลากสี ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาตามถนนสายใหญ่ กลิ่นอาหารหอมลอยคลุ้งไปทั่วทั้งตลาด ทั้งกลิ่นหมั่นโถวร้อน ๆ เกี๊ยวน้ำ ซาลาเปา และเนื้อย่างที่กำลังส่งเสียงฉ่าอยู่บนเตา เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้าแข่งกันดังสนั่น“หมั่นโถวร้อน ๆ เพิ่งออกจากเตา!”“ผลไม้หวานจากสวนทางใต้ เชิญชิมก่อนซื้อ!”“ผ้าไหมอย่างดีจากซูโจว ราคาย่อมเยา!”ท่ามกลางฝูงชนที่เดินกันแน่นขนัด ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งเดินเคียงกันอย่างสบายใจ หญิงสาวสวมชุดสีฟ้าอ่อน ใบหน้าสวยงาม ดวงตาใสเป็นประกาย ริมฝีปากยิ้มบาง ๆ ราวกับกำลังสนุกกับทุกสิ่งรอบตัวนางคือรุ่ยหลินข้างกายนางคือชายหนุ่มในชุดสีขาวสะอาด ท่าทางสงบนิ่ง ใบหน้าคมคาย ดวงตาลึกซึ้งราวกับซ่อนเรื่องราวมากมายเอาไว้ เขาคือสวีอี้เฉินหลังจากเดินทางหนีจากเรื่องวุ่นวายมากมาย ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงเมืองหังโจว และตัดสินใจพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว วันนี้เป็นวันที่ทั้งสองออกมาเดินเที่ยวตลาดเป็นครั้งแรก รุ่ยหลินมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นเต้น“

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 43

    หลังจากหลุดพ้นจากการไล่ล่าของคนพรรคมารหมื่นพิษได้อย่างหวุดหวิด รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินก็เร่งฝีเท้าเดินทางต่อโดยไม่หยุดพัก เส้นทางภูเขาคดเคี้ยวทอดยาวผ่านป่าสนและหน้าผาสูงชัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายค่อย ๆ เอียงลงต่ำ ลมเย็นพัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงซู่ซ่าราวกับกระซิบเตือนสวีอี้เฉินขี่ม้านำหน้าสีหน้าของเขายังคงสงบ แต่ในดวงตายังมีความระมัดระวังรุ่ยหลินขี่ม้าตามอยู่ด้านหลังเล็กน้อย“เจ้าคิดว่าพวกมันจะตามมาอีกหรือไม่” รุ่ยหลินถามขึ้นสวีอี้เฉินเหลือบมองด้านหลังเส้นทาง“พรรคหมื่นพิษไม่ใช่พวกยอมแพ้ง่าย ๆ”เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ“แต่ตอนนี้พวกมันคงต้องถอยไปรวบรวมกำลังใหม่”รุ่ยหลินพยักหน้า“อย่างน้อยคืนนี้เราคงได้พักบ้าง”ทั้งสองเดินทางต่อไปอีกหลายชั่วยามภูเขาค่อย ๆ ลดระดับลง ป่าทึบเริ่มกลายเป็นทุ่งนาและหมู่บ้านเล็ก ๆ เสียงไก่ขันและเสียงชาวบ้านพูดคุยเริ่มดังขึ้นไม่นานนักกำแพงเมืองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ประตูเมืองสูงใหญ่ผู้คนมากมายเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เหนือประตูมีป้ายไม้ขนาดใหญ่เขียนว่า“หังโจว”เมืองหังโจวเป็นเมืองใหญ่และรุ่งเรืองแห่งหนึ่งของแผ่นดิน ตลาดคึกคักคลองน้ำตัดผ่านตัวเมืองเรือสินค้าลอยไปมา

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 42

    สายลมยามบ่ายพัดผ่านเส้นทางภูเขาอย่างเชื่องช้า ท้องฟ้าสีครามกว้างไกลเมฆบางลอยผ่านยอดไม้สูง เส้นทางดินแดงคดเคี้ยวผ่านป่าทึบที่เงียบสงบหลังจากผ่านเหตุการณ์หลายอย่างมาหลายวัน รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินก็ยังคงเดินทางต่อไปตามเส้นทางยุทธภพ ม้าสองตัวเดินไปอย่างไม่รีบร้อน เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินดังเป็นจังหวะ สวีอี้เฉินนั่งอยู่บนหลังม้ามองเส้นทางข้างหน้าอย่างสงบรุ่ยหลินเดินอยู่ด้านข้างเขามองไปรอบ ๆ อย่างระวังตามนิสัยของคนที่ผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านไปครู่หนึ่งสวีอี้เฉินพูดขึ้น“ดูเหมือนช่วงนี้เราจะเจอเรื่องไม่หยุดเลย”รุ่ยหลินยิ้มบาง ๆ“ในยุทธภพ ความสงบมักไม่นาน”สวีอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ“จริง”แต่ทันใดนั้นเสียงหัวเราะอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหน้า“ฮ่า ๆ ๆ!”เสียงนั้นเย็นและเต็มไปด้วยความดูถูก รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินหยุดทันทีจากเงาของต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ชายหลายคนเดินออกมา ทั้งหมดเจ็ดคนพวกเขาสวมชุดสีดำปนม่วง บนแขนเสื้อปักลายงูพิษพันกันรุ่ยหลินหรี่ตา“พรรคมารหมื่นพิษ”สวีอี้เฉินมองชายที่เดินนำหน้าแล้วดวงตาของเขาก็เย็นลงทันที“เจ้า…”ชายคนนั้นยิ้มเหยียดใบหน้าของเขาผอมยาวดวงตาเล็กเหมือนงู“จ

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 41

    เสียงฝีเท้าของโจรทั้งห้าคนค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดของป่าลึก วัดร้างกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เปลวไฟในกองฟืนยังคงลุกเบา ๆ ส่งแสงสีส้มสั่นไหวไปทั่ววิหารเก่า เงาของเสาไม้ที่ผุพังทอดยาวบนพื้นหินเหมือนเงาของภูตผีในตำนานลมกลางคืนพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่แตกหัก เสียงไม้เก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ สวีอี้เฉินนั่งลงข้างกองไฟอีกครั้ง เขาหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยถ่านแดงในกองฟืน ประกายไฟกระเด็นขึ้นเล็กน้อย รุ่ยหลินยังคงยืนอยู่ใกล้ประตูวิหาร สายตาของเขามองออกไปยังความมืดของป่าด้านนอก ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะพูดขึ้น“เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่”รุ่ยหลินหันกลับมา“เรื่องอะไร”สวีอี้เฉินตอบทันที“ชายชุดดำ”รุ่ยหลินพยักหน้า“ใช่”เขาเดินกลับมานั่งลงใกล้กองไฟสวีอี้เฉินพูดช้า ๆ“บางทีเราอาจไม่ได้บังเอิญมาที่วัดนี้”รุ่ยหลินใช้ไม้เขี่ยไฟในกองฟืนประกายไฟกระเด็นขึ้น“มีคนกำลังตามดูเรา”สวีอี้เฉินพยักหน้า“หรือไม่ก็…”รุ่ยหลินเลิกคิ้ว“หรืออะไร”สวีอี้เฉินยิ้มบาง ๆ“หรือมีคนกำลังล่อเรา”ลมกลางคืนพัดแรงขึ้นทันทีประตูวิหารเก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เปลวไฟสั่นไหวอีกครั้ง ความมืดในป่าลึกดูเหมือน

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 40

    เปลวไฟจากกองฟืนเล็ก ๆ กลางวิหารเก่าลุกไหวอย่างช้า ๆ แสงสีส้มสะท้อนผนังไม้ผุพังจนเงาของเสาแต่ละต้นทอดยาวคล้ายสิ่งมีชีวิตที่กำลังขยับตัวอยู่ในความมืด ลมกลางคืนพัดผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหักทำให้ผืนธงเก่าบนคานหลังคาแกว่งไปมา ส่งเสียงเสียดสีกันเบา ๆ สวีอี้เฉินเพิ่งพูดจบทันใดนั้น เสียงกรอบเสียงกิ่งไม้ถูกเหยียบดังมาจากด้านหลังวิหาร ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นทันที เปลวไฟสั่นไหวแรงขึ้นเมื่อสายลมพัดเข้ามา เงามืดบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่หลังเสาไม้เก่าสวีอี้เฉินค่อย ๆ วางมือบนด้ามดาบรุ่ยหลินจับกระบี่แน่น ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วพริบตา ไม่ต้องพูดอะไรพวกเขาก็รู้ทันที คืนนี้คงไม่สงบอย่างที่คิด เงาดำด้านหลังเสาไม้ขยับอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงฝีเท้าชัดเจนเสียงดัง กรอบ กรอบ แล้วตามมาด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้น“ดูเหมือนจะมีคนมาพักอยู่จริง ๆ”ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืด เขาสวมเสื้อผ้าหยาบแบบชาวบ้านแต่ท่าทางกลับไม่เหมือนคนธรรมดา มือถือดาบสั้นที่สะท้อนแสงไฟวาววับจากนั้นอีกคนอีกคนและอีกคนเงาห้าร่างค่อย ๆ เดินออกมาจากด้านหลังเสา โจรห้าคนพวกเขามองรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินเหมือนหมาป่าที่เจอเหยื่อ ชายร่างใหญ่ที่ดูเหมือ

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 39

    หลังจากเรื่องราวที่หุบเขาผีจบลง บรรยากาศในหุบเขานั้นยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด รองประมุขหยินถูกเรียกตัวมาสอบสวนต่อหน้าประมุขพรรคหุบเขาผี ศิษย์หลายคนของพรรคถูกควบคุมตัวไว้ ขณะที่บางคนยังคงสับสนว่าความจริงเป็นเช่นไรรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินไม่ได้อยู่รอจนทุกอย่างสิ้นสุด ทั้งสองเพียงส่งตัวผู้กระทำผิดให้กับประมุขพรรคหุบเขาผี แล้วกล่าวคำลาอย่างสุภาพ เพราะเรื่องภายในพรรคมารไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนักเช้าวันหนึ่งหมอกในหุบเขาค่อย ๆ ลอยจางลง รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินออกเดินทางจากหุบเขาผี ม้าสองตัวค่อย ๆ เดินออกจากทางแคบระหว่างหน้าผา เมื่อพ้นจากเขตหุบเขาอากาศก็เปลี่ยนไปทันที ลมภูเขาพัดผ่านทุ่งหญ้า เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ ให้ความรู้สึกโล่งโปร่งต่างจากบรรยากาศหนักอึ้งในหุบเขาผีอย่างสิ้นเชิง สวีอี้เฉินหันกลับไปมองหุบเขาที่อยู่ไกลออกไป“คิดไม่ถึงว่าพรรคมารจะมีเรื่องภายในแบบนี้”รุ่ยหลินยิ้มบาง ๆ“ไม่ว่าพรรคธรรมะหรือพรรคมาร หากมีคนมากก็ย่อมมีความขัดแย้ง”สวีอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ“พูดเหมือนคนผ่านโลกมามาก”รุ่ยหลินไม่ได้ตอบสายตาของนางมองไปยังเส้นทางข้างหน้า ถนนดินทอดยาวผ่านทุ่งหญ้าและเนินเขาเล็

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status