Masuk"ข้ามีมันเทศมา3หัว ถึงจะไม่มีค่าอะไรมากแต่ก็อยากให้พวกเจ้าช่วยรับไว้แทนคำขอบคุณจากครอบครัวอู๋ของเรานะ"ต้องบอกว่าในสถานการณ์ตอนนี้เสบียงถือเป็นของหายาก ต้องเก็บถนอมไว้เป็นอย่างดี การที่บ้านอู๋นำมันเทศมาให้3หัวนั้นถือว่าไม่ถึงกับมาก แต่ก็ไม่ใช้น้อย
พ่อหลัวจะไม่รับไว้ก็เหมือนไม่รับไมตรีกันจึงต้องรับไว้ "ขอบคุณมากขอรับ"เมื่อพ่อหลัวยื่นมือไปรับมันเทศ ป้าอู๋ก็ยิ้มเต็มใบหน้า ก่อนจะลากลับไป และการที่พ่อหลัวได้ช่วยขบวนลี้ภัยจากกลุ่มโจร ทำให้เป็นที่ยอมรับของคนในกลุ่ม "มิน่าบ้านหลัวถึงกล้าอยู่ท้ายขบวนทั้งๆที่มีบุรุษแค่คนเดียว"ยายเฒ่าเฟิงที่นั้งพักระหว่างที่ขบวนแวะพักเท้าสัตว์เอ่ยออกมากับเพื่อนร่วมขบวน "ข้าเห็นนะ เมื่อคืนบ้านหลัวใช้ดาบสั้นฟันพวกโจรทีเดียวตายเลย"ป้าอู้เล่าเหตุการณ์เมื่อคืนให้ทุกคนฟัง อย่างออกรสชาติ "เห็นว่าอดีตหลัวหวังเหว่ยเคยเป็นทหาร แต่เพราะบาดเจ็บจึงถูกปลดระวาง ถ้าไม่บาดเจ็บอนาคตต้องสดใสแนๆ"เมียหัวหน้าขบวนเอ่ยขึ้น สามีนางเคยไปถามความเป็นมาของบ้านหลัวจึงพอทราบข้อมูล "แถมยังใจบุญรับเลี้ยงเด็กบ้านหลงอีก ข้าเคยเห็นทารกหญิงนั้นนะ ร่างกายอ่อนแอมาก เลี้ยงไปก็อาจไม่รอด แต่ก็ยังซื้อไว้"เต๋อจูฉี้เคยไปเยี่ยมสะใภ้หลงตอนคลอดแรกๆ เพราะคลอดระหว่างเดินทางจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอทั้งแม่และบุตร "แต่ผ่านไปหลายหลายวัน ไม่เห็นพวกเขาเอาเด็กๆออกมาข้างนอกเลย"ป้าหลีสงสัย แต่เพราะครอบครัวนางอยู่กลางขบวนเลยมองครอบครัวหลัวไม่ถนัด "แต่เมื่อคืนข้าเห็น..ตอนที่ข้าไปขอบคุณบ้านหลัว บุตรสาวเขาเปิดผ้าม่าน จึงเห็นทั้งคู่นอนกันเงียบ"ป้าอู๋พูดขึ้น "แล้วเด็กเป็นไงบ้าง?"ป้าหลีถามด้วยความอยากรู้ "ข้าเห็นไม่ถนัดเพราะเด็กนอนบนที่นอนมีผ้าปูอยู่"ป้าอู๋เล่าพร้อมยิ้มแห้ง "แต่ก็หมายความว่าเด็กยังอยู่" ป้าหลีสรุป และกว่าจะหมดเวลาพัก ชาวบ้านก็พูดถึงบ้านหลัวไปอีกพักใหญ่ ขบวนเดินทางท่ามกลางแดดที่ร้อน แต่หยุดไม่ได้เพราะได้ยินเสียงสู้รบตลอดไม่รู้ว่าทหารเหลียงจะบุกมาถึงเมื่อไหน จึงต้องเดินทางตลอดพักก็ต่อเมื่อจะให้สัตว์พักเท้าเท่านั้น ที่ขบวนนี้ตัดสินใจไปทางตะวันตกเพราะสงครามยังไปไม่ถึง แต่ก็ยากจะมั่นใจว่ามันปลอดภัย ทั้งหมดได้แต่หวังว่าไปถึงเมืองหลงฉุยจะสามารถอยู่รอดปลอดภัย แต่ต้องเลยเมืองหลวงไปอีก เมื่อถึงเวลาพักทุกคนก็ลงมายืดเส้นยืดสาย เพราะขบวนเดินทางตลอดบางคนถึงกับปวดตามเนื้อตัว "เหวยเหว่ยกินนมเก่งมากนะเจ้าคะ"หมิงหลานมองน้องสาวคนล่าสุดที่ดูดนมจากเต้ามารดาจนมีคราบน้ำนมไหนออกข้างปาก ส่วนหลีซานที่กินอิ่มแล้วหมิงเอ๋อก็จับน้องชายอุ้มพาดบ่าเพื่อเรอ "แม่รู้สึกว่าตอนนี้น้ำนมแม่มีมาก ตอนแรกยังคิดว่านมอาจไม่พอสำหรับเด็กสองคน แต่ที่ไหนได้ ไหลไม่หยุด แถมแม่ยังรู้สึกว่าร่างกายกลับฟื้นกำลังเหมือนเก่าอีกด้วย" แม่หลัวมองทารกน้อยดูดนมในตาก็เริ่มเคลิ้มหลับ จนหนูน้อยหลับแต่ปากก็ยังไม่หยุดกินนม ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน ทารกน้อยเหวยเหว่ยก็เริ่มตัวอวบอิ่มขึ้น จากวันแรกที่ได้มานางเหมือนจะไม่รอด พ่อหลัวนำน้ำและหญ้าในมิติไปให้เจ้าม้าสองตัวกิน พวกมันกินแล้วก็กระดิกหูหางอย่างชอบใจ "รู้ความจริงนะพวกแก"พ่อหลัวบ่นอย่างไม่จริงจัง พอหมดเวลาพักหัวหน้าขบวนก็ตะโกนให้เริ่มออกเดินทาง ขบวนจึงเริ่มขยับ พอตกเย็นก็แวะพัก ชาวบ้านก็ต่างออกไปหาแหล่งน้ำและล่าสัตว์ บ้านหลัวไม่เดือดร้อนเรื่องเสบียงและน้ำดื่ม แต่พ่อหลัวก็ออกไปหาผักป่ามาไว้ทำอาหารเพราะหมิงเอ๋อให้เดินไปหาต้นผลไม้มาปลูกในมิติ เดินทางอยู่หลายวัน พอถึงเวลาพักก็เดินไปปลดม้าทั้งสองแล้วพาไปผูกใต้ร่มไม้ใกล้รถม้า หมิงเอ๋อเข้าไปตัดหญ้าในมิติให้พวกมันกิน เพราะพ่อหลัวเคยตัดหญ้าธรรมดาให้พวกมัน แต่เจ้าม้าทั้งสองกลับเมิน นางจึงต้องเข้าไปตัดหญ้าในมิติมาให้ ส่วนเจ้าลาก็ร่าเริงอยู่ในมิติ พอเห็นนางก็จะเดินมาอ้อนขอกินนมกล่อง เรื่องน้ำนางก็เอาน้ำในอ่างผสมกับในลำธาร เพราะถ้าดื่มในอ่างเพรียวๆรู้สึกจะเข้มข้นเกินไปแถมยังต้องถนอมน้ำในอ่างอีกด้วยเพราะกว่าจะเต็มต้องใช้เวลาหลายวัน แม่หลัวจะเดินลงมาจากรถม้ามาก่อไฟ แต่หนิงเหม่ยที่เห็นมารดาเหนื่อยจากการเลี้ยงน้องจึงอาสาทำเอง ส่วนหมิงเอ๋อกับหมิงหลานเลี้ยงทารกน้อย สองพี่น้องอุ้มทั้งคู่เดินรอบๆรถ ชาวบ้านจึงได้เห็นทารกทั้งสองชัดๆ ทุกคนต่างเห็นว่าทารกน้อยทั้งสองมีสุขภาพที่ดีแถมคอยังเริ่มตั้งชัน ทั้งๆที่ยังไม่ถึงสองเดือนส่วนเหวยเหว่ยเพิ่งได้เดือนเดียว "อัยหยา..นี้เด็กๆทำไมอ้วนจ้ำม้ำแบบนี้ละ"ป้าอู้เมื่อเห็นว่าบ้านหลัวอุ้มทารกน้อยลงมาเดินเล่นจึงเดินมาดู พอเห็นทารกหญิงที่จากตอนแรกเหมือนจะไม่รอดเพราะผู้เป็นย่าอุ้มเดินผ่านวันที่เอาไปขายให้บ้านหลัวเด็กตัวอ่อนปวกเปียกแล้ว "พอดีท่านแม่มีน้ำนมเหลือเฟือนะเจ้าคะ แถมทั้งคู่ยังกินเก่งอีกด้วย"หมิงเอ๋อพูดขึ้น "ดีๆ..ถือเป็นบุญของเด็กที่ได้ครอบครัวเจ้ารับเลี้ยง แล้วนางชื่อว่าอะไรละ?"ป้าอู๋เดินเข้ามาดูทารกหญิงใกล้ๆ หนูน้อยมีพวกแก้มใสสีชมพูก็นึกเอ็นดู แถมหนูน้อยทั้งสองยังอารมณ์ดี ส่งเสียงอ้อแอ้ตลอด ชาวบ้านคนอื่นก็เดินมาดูทารกน้อยกันพร้อมหน้า "น้องเล็กชื่อหลัวเหวยเหว่ยเจ้าคะ"หมิงหลานเอ่ยขึ้น ต้องบอกว่าตั้งแต่ร่วมขบวนมาเดือนครึ่ง คนบ้านหลัวมีอุ้มบุตรชายคนเล็กเดินรอบๆรถม้าบ้าง แต่หนูน้อยเหวยเหว่ยน้อยคนจะได้เห็น วันนี้บ้านหลัวนำทารกน้อยออกมาคู่กันจึงสร้างความสนใจให้คนในขบวนไม่น้อย "เหวยเหว่ยน้อยยิ้มเก่งเสียจริง"เต๋อจูฉีมองทารกน้อยก็จำไม่ได้ เพราะช่างผิดจากวันที่นางไปเห็นเหลือเกิน เด็กคนนั้นนางจำได้ว่านอนแนนิ่งไม่มีแม้เสียงร้อง แต่เด็กคนนี้เนื้อตัวอวบอ้วนแก้มใสเป็นพวง แถมคอยังทำท่าจะตั้งชันอีกด้วย "แอ้.." "แอ้..แอ๊"เสียงทารกน้อยทั้งสองชวนผู้ใหญ่คุยอ้อแอ้ สร้างรอยยิ้มให้คนที่มาเล่นด้วย แม่หลงที่เห็นหลานสาวจากที่ไกลๆน้ำตาริน หลานสาวนางรอดแล้ว นางคิดไม่ผิดที่ยกหลานสาวให้บ้านหลัว นางอยากเข้าไปใกล้กว่านั้นแต่สามีนางสั่งห้าม เมื่อเล่นกับทารกน้อยทั้งสองแล้วชาวบ้านแยกย้ายกันไปเตรียมมือเย็น ส่วนทารกน้อยทั้งสองก็หมดแรง หนิงเหม่ยนำผักป่าที่บิดาไปเก็บมาให้ผัดใส่น้ำมันและเนื้อสัตว์กะป๋องที่น้องสาวหยิบมาจากในมิติ เสร็จจึงต้มน้ำเพื่อเช็ดตัวให้น้องทั้งสองแล้วให้มารดาจับป้อนนม หนิงเหม่ยจึงรับหน้าที่ค่อยป้อนข้าวให้มารดาเพราะมารดาต้องอุ้มป้อนนมน้องๆ ตอนนอนหมิงเอ๋อจะปูผ้าให้หนาแล้วเตรียมผ้าห่มให้ทั้งคู่ห่ม ในเต๊นท์นางไม่มีชุดเด็กอ่อน มีแต่พวกขวดนม นมผงและผ้าอ้อมสำเร็จรูป นางจึงต้องเตรียมที่นอนอุ่นๆให้น้องๆ พ่อหลัวก็เดินไปจุดไฟไล่แมลงให้ม้าและคน เพราะเป็นห่วงม้าจึงต้องเอาม้ามาผู้ไว้ใกล้ๆ และเหมือนเจ้าม้าทั้งสองจะรู้จึงคอยอยู่ใกล้ๆรถม้าเพราะถึงยังไง พวกมันก็ไม่ต้องเดินไปหาหญ้ากิน หญ้งแถวนี้ไม่อร่อยสู้หญ้าที่เจ้านายหามาให้ก็ไม่ได้ พ่อหลัวตื่นเป็นพักๆเพราะต้องมาดูไฟให้ม้า แม่หลัวก็ต้องคอยตื่นมาให้นมทารกทั้งสอง ปล่อยให้บุตรสาวทั้งสามนอนพักให้เต็มที่ แต่หมิงเอ๋อกลับเข้าไปในมิติเพื่อมองหาว่ามีของใช้อะไรบ้างที่พอจะเอามาใช้ได้ โดยมีเจ้าลาน้อยเดินตามต้อยๆ นางเจอเครื่องมือการเกษตรบ้างเพราะมีเจ้าหน้าที่ชอบปลูกผักจึงมีเครื่องมือติดมาบ้างมีเมล็ดพันธุ์ผักอยู่หลายชนิด และส่วนใหญ่จะเป็นของกินของใช้และจำพวกยารักษาโรคต่างๆ และที่ในเต๊นท์มีอาวุธเพราะสถานที่ๆพวกตนไปนั้นอันตรายจึงต้องให้เจ้าหน้าที่พกอาวุธ นางตรวจจนครบก็ไม่ลืมให้นมกล่องเจ้าลาน้อยก่อนจะออกมาจากมิติ เห็นมารดากำลังกล่อมน้องๆให้หลับ มองไปทางบิดาที่นอนตรงปากทางก็เห็นกำลังหลับ นางจึงเอาตัวเข้าไปในถุงนอน มารดานางนอนข้างๆทารกน้อยรถม้าคันนี้ถือว่าใหญ่สามารถนอนตียาวกันได้ ไม่ใหญ่ได้ไง ราคาตั้ง50ตำลึง เล่นเอาครอบครัวนางเกือบหมดตัว นางกำลังคิดว่าอาจต้องขายของเพิ่ม แต่ครั้งนี้จะขายอะไรดี เด็กสาวนอนคิดไปคิดมาจนหลับไปในที่สุด เช้ามาหนิงเหม่ยก็รับหน้าที่ต้มโจ๊กแทนมารดา นางให้มารดานอนพักแล้วชวนหมิงหลานช่วยกันทำครัว ยามเช้าอากาศค่อนข้างเย็นแถมยังมีน้ำค้าง หมิงเอ๋อเดินเอาน้ำให้เจ้าม้าสองตัวกินพร้องหญ้าบ้านหลัวกินมื้อเช้าบนรถเพราะกลัวมารดากับทารกทั้งสองโดนน้ำค้าง พออิ่มพ่อหลัวก็เดินไปผูกม้ากับรถลาก "ท่านแม่ นี้เป็นเปลเอาไว้ผูกให้หลีซานกับเหวยเหว่ยนอนเจ้าคะ น้องๆได้ไม่สะเทือนมาก " ถึงนางจะปูผ้าหนาๆ แต่ทารกน้อยก็ยังได้รับการสะเทือนอยู่ดี อาจเป็นเพราะทั้งคู่ดื่มน้ำในมิติจึงทำให้ร่างกายแข็งแรงกว่าเด็กทั่วไป หนิงเหม่ยกับหมิงหลานจึงช่วยกันผู้เปลทั้งสองแล้วยังพับผ้าปูอีกทีเพื่อเป็นที่่นอนทำให้ทารกน้อยทั้งสองนอนสบายขึ้น "ทางที่เราจะผ่านเรียกป่าผาหินขาด เป็นป่ารก เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนระวังตัวด้วย"เสียงหัวหน้าชุนตะโกนบอกลูกขบวน ทุกคนจึงรู้สึกตื่นตัวระวังภัย เดินทางมาได้หนึ่งชัวยามก็เริ่มรู้สึกว่าเข้าเขตป่าไผ่ ที่มองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไผ่เต็มไปหมด หมิงเอ๋อที่นั้งข้างบิดา ก็รู้สึกแปลกๆ ตลอดสองข้างทางมีแต่ความเงียบ ไม่ได้ยินแม้เสียงนก "ป่านี้มันแปลกๆนะเจ้าคะ"นางเอ่ยกับบิดา "พ่อก็ว่าแปลก ปกติป่าแบบนี้ต้องมีเสียงสัตว์ร้อง แต่นี้กลับเงียบ" หมิงเอ๋อจึงใช้กล้องส่องทางไกลมองรอบๆ กล้องตัวนี้นอกจากมีความละเอียดสูงยังสามารถมองในที่มืดได้ มองรอบๆแล้วกำลังจะวางกล้องลงก็เห็นความเคลื่อนไหว นางจึงปรับกล้องให้ชัดขึ้น "นี้มัน" นางเห็นคนวิ่งไปมาก็เอ่ยบอกบิดา "มีคนอยู่ในดงไผ่เจ้าคะ แถมมีอาวุธด้วย" "คนหรือ?" "เจ้าคะ ดูจากการแต่งตัว เหมือนจะเป็นทหาร" "ไหนให้พ่อดูสิ"พ่อหลัวรับกล้องส่องทางไกลจากบุตรสาวมาส่องดู "นั้นมันชุดทหารของแคว้นฮันของเรานี้ แต่ทำไมถึงมาอยู่ที่นี้ได้กัน"พ่อหลัวขมวดคิ้วอย่างสงสัย "คงไม่ใช้พวกหนีทหารนะ"นางเคยเห็นมาเยอะ ทหารที่อยู่ในช่วงสงคราม บางคนกลัวตาย จึงมีการหนีทัพ พวกนี้ก็อาจจะใช้อินฮวาทอผ้าผืนพิเศษให้หมิงเอ๋อโดยเฉพาะ นางใช้ใยบัวที่นางให้สามีเข้าไปขุดในมิติเพื่อเลี้ยงบัวจันทราโดยเฉพาะ บัวชนิดนี้นางเพิ่งได้มาเมื่อไม่นานจากหมิงเอ๋อ เพราะนางได้มาจากคู่หมั้น ไม่คิดว่าปลูกแค่4เดือนก็สามารถนำใยบัวมาปั่นเป็นด้ายได้แล้ว นางลองเอามาทอก็ได้ผ้าที่สวยแปลกตาแถมยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวอีกด้วยผืนแรกนางส่งไปประมูล แต่ผืนนี้นางจะตัดเป็นชุดเจ้าสาวให้หลานสาว นางช่วยเหลือครอบครัวมัวไว้มากจริงๆ ส่วนหนิงเหม่ยพอรู้ข่าวก็ส่งจดหมายมายินดีด้วย แต่ว่าตัวคงมาไม่ได้เพราะติดที่มีบุตรสาวต้องดูแล ไหนจะแม่ทัพเซียะไม่อาจทิ้งหน้าที่ได้ นางได้แต่ส่งหมอนคู่ยวนยางคู่กัน ใจจริงนางจะไปด้วยตนเองกับลูกๆ แต่สามีไม่ให้พวกนางแม่ลูกเดินทางเพราะห่วงความปลอดภัย เขาไปเขียนจดหมายกล่าวขอโทษพ่อตาไปแล้วด้านหมิงหลานก็เจอปัญหาไม่ต่างกัน แล้วไหนจะบุตรทั้ง4ที่อายุได้เกือบ5เดือนกำลังเริ่มคล่ำได้แล้ว ถ้าตอนงานแต่งคงกำลังคลานแน จึงงดมาร่วมแสดงความยินดี แต่ก็ส่งจิ้งจอกลีลาบนเขาหิมะมาให้คู่หนึ่ง เพราะคิดว่าน้องสาวต้องชอบแน เพราะหน้าตามันดูเบื่อโลกสุดๆ ตลกมากแต่พอของขวัญส่งมาถึงจริงๆ คนที่กริ้ดกลับเป็นหลีซานกับเหวยเห
เช้าของอีกวัน แม่หลัวก็เตรียมมื้อเช้าไว้รับรองแขกเช่นเดิมมีทั้งโจ๊กข้าวโพด ที่นำข้าวโพดมาบดมาต้มจนเป็นเนื้อข้น พร้อมแผ่นแป้งทอด มียำผักดองใส่ไก่ฉีกไว้กินคู่กับแผ่นแป้งเหลืองกรอบตอนที่สวี่กวนซางมาถึงโต๊ะอาหารก็เห็นมื้อเช้าที่หน้าตาน่ากิน พร้อมเห็นสองลูกศิษย์นั่งตักโจ๊กข้าวโพดกินพร้อมกัดแผ่นแป้งที่มีใส้อยู่ข้างใน ทั้งสองกินจนแก้มยุ้ย พอเห้นอาจารณ์ของตนเองก็เอ่ยชวน"ท่านอาจารณ์กินโจ๊กขอรับ""โจ๊กท่านแม่อาหย่อยที่สุดเจ้าค่ะ"สองฝาแฝดอวดฝีมือมารดา"เช่นนั้นอาจารณ์ต้องขอชิมเสียหน่อยแล้ว"เห็นสองหนูน้อยกินแล้วก็ทำให้ท้องเขาร้องเหมือนกัน ที่สุดชายหนวดยาวก็กินโจ๊กข้าวโพดไปถึงสองถ้วยสวี่กวนซางอยู่สอนวิชาบนเขาเหลียนซาน ขั้นต้นเขาให้เด็กๆฝึกความพร้อมของร่างกาย แต่สิ่งที่ชายหนวดยาวสอนก่อนเขาจะกลับขึ้นเขาคือ การเขียนอักขระบังตา "พวกเจ้าจงฝึกร่ายคาถานี้ เพื่อซ่อนของวิเศษที่อาจารณ์ให้พวกเจ้า ถึงกับคนทั่วไปจะไม่มีปัญหา แต่กับคนที่ฝึกยุทธ มันอาจนำปัญหามาให้พวกเจ้า เพราะฉะนั้น จงฝึก อาจารณ์มาครั้งหน้าพวกเจ้าต้องร่ายคาถานี้ได้""ขอรับ..เจ้าค่ะ..เย้ากะ""เจ้าตัวเล็กทั้งสองยังไม่ต้องฝึกมากก็ได้ แค่ท่องค
เมื่อเสร็จพิธีรับลูกศิษย์ หมิงเอ๋อก็ชวนท่านลุงเข้าบ้าน "พรุ่งนี้เช้ามาหาข้าที่นี้ ข้าจะแจกป้ายประจำตัวให้"ในยามมีครบหรือเปล่าต้องไปรื่อดูก่อน "ขอรับ..เจ้าค่ะ..เย้ากะ"หนูน้อยทั้ง9พนักหน้าเป็นไก่จิกก่อนจะกลับไปสนใจสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของสหาย ก่อนจะชวนกันกลับไปเล่นกันต่อ หมิงเอ๋อพาท่านลุงเข้าไปในบ้าน นางเห็นบิดากำลังเดินไปที่โรงเครื่องเรือนกับหม่าฉิวเวิน ที่ตอนนี้สามารถฝึกทำเครื่องเรือนได้หลายชิ้นแล้ว เพราะพ่อหลัวให้โอกาสคนงานได้แสดงฝีมือเต็มที่ ถ้ามีจุดไหนที่ไม่เรียบร้อยเขาจะช่วยแนะนำให้ "ท่านพ่อ..ลูกกลับมาแล้วเจ้าค่ะ"หญิงสาวเอ่ยเรียกบิดา "บุตรสาวของพ่อกลับมาแล้ว"เมื่อเห็นบุตรสาวก็ทักทายพร้อมมองไปที่ข้างกายบุตรสาว พอบุตรสาวเห็นก็หันมาแนะนำ "ท่านนี้เป็นท่านลุงสวี่กวนซางเป็นท่านลุงของพี่ฮวนเจ้าค่ะ ท่านลุงซาง คนนี้คือบิดาของข้าเจ้าค่ะ มีนามว่าหลัวหวังเหว่ยเจ้าค่ะ" พ่อหลัวเมื่อเห็นมีแขกมาบ้านก็เดินเข้ามาทักทาย "คารวะพี่สวี่ขอรับ เดินทางกันมาเหนื่อยๆ เชิญนั่งพักก่อนขอรับ" "เดินทางมาไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ต้องขออภัยด้วย" "ไม่กล้าๆ..บ้านหลัวของเรายินดีตอนรับขอรับ"พ่อหลัวผู้มีอัธยาศัยดีก็เต
ตลอดงานประมูล หมิงเอ๋อยืนคู่เจ้าของหออี้เฟินเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าตนเองก็เป็นเจ้าของหอประมูล และเป็นผู้ที่ปรุงยาต่างๆออกมาประมูล สร้างความฮือฮาไม่ใช่น้อย ชิวไซซียิ่งรู้สึกเจ็บใจมากขึ้นไปอีก เพราะนางไม่สามารถเทียบกับสตรีผู้นั้นได้ แถมคุณชายซงยังปล่อยให้นางผู้นั้นแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของหออี้เฟิน "ที่แท้ยาที่นำมาประมูลก็เป็นของท่านหมอน้อยนี้เอง นิน่าถึงมีสรรพคุณเหนือใคร"นายท่านฝูถามขึ้น "แล้วท่านกับคุณชายซง..?"นายท่านโจวคิดสงสัย เพราะทั้งสองดูใกล้ชินกันเกินกว่าปกติ "นางเป็นคู่หมั้นข้าเองขอรับ"ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่ดูจากชุดและเครื่องประดับที่ถึงแม้จะน้อย แต่กลับดูล่ำค้ามาก ปิ่นหยกม่วงชิ้นนี้เป็นของหายาก เพราะเป็นหยกที่จะเกิดที่หุบเขาลึกลับทางใต้ ต้องปีนขึ้นไปบนยอดเขาที่มีอากาศน้อยแล้วค่อยๆหา ไม่ใช่ว่าขึ้นไปแล้วจะเจอเลย ต้องขุดหาอีกหาอย่างยากลำลาก ซึ่งต้องเป็นคนที่มีความชำนานถึงจะสามารถขุดได้ ไม่เช่นนั้นอาจเอาชีวิตไปทิ้งบนยอดเขา เนื้อหยกจะมีความวาวใสเปร่งประกายสีม่วงในตัวโดยไม่ต้องทำอะไรมาก แถมหยกชนิดนี้ยังสามารถเป็นที่ตรวจพิษได้อีกด้วย การเจอครั้งหนึ่งก็จะได้ขนาดไม่ใหญ่ม
หลังจากนำสัตว์เลี้ยงไปส่งให้เหลียนฮวาแล้ว ซงซุยฮวนก็กลับจวนซงไปหามารดากับผู้เป็นลุง "กว่าจะได้เจอตัวเจ้าหลานชายนะ ไม่รู้ข้าคิดถูกหรือคิดผิดที่ยกหอประมูลให้เจ้าดูแล ตั้งแต่เจ้าไปดูแลก็ไม่ค่อยได้กลับจวนสกุลซงเลย" หลานชายคารวะผู้เป็นลุงก่อนจะก่อนจะนำชุดหมากล้อมชุดใหม่ที่สวี่กวนซางฝากมาให้ ส่วนเสี่ยวเฟิงก็วิ่งไปโดดขึ้นตักซงอี้เฟิน หมากล้อมชุดนี้เวลาเล่นจะช่วยทำให้จิตสงบ เล่นไปจะจะค่อยๆเพิ่มพลังภายใน และทำให้ร่างกายแข็งแรง "ท่านลุงซางฝากมาให้ท่านลุงขอรับ"พอรู้ว่าสหายฝากมาก็ดีใจ "แล้วเขาไม่มีอะไรมาฝากแม่เลยหรือ?"ซงอี้เฟินรีบถาม พี่ชายนางจะมีของฝากเพียงคนเดียวได้ยังไงกัน ซงซุยฮวนยิ้มบางๆเมื่อเห็นมารดากับท่านลุงมองหน้าอย่างไม่ยอมกัน "ท่านลุงบอก ว่าที่ลูกสะใภ้ท่านแม่ให้ของดีมาเยอะแล้ว แต่ท่านลุงก็ฝากดอกกล้วยไม้หมื่นลี่มาให้ท่านได้ดูเล่นขอรับ" "สหายผู้นี้ช่างพูดจาเข้าหู ตอนท่านลุงมาหาลูก เจ้าต้องดูแลท่านเป็นอย่างดีนะ พี่ซางนะชอบกินของอร่อยเป็นที่สุด ใช่มั้ยพี่ใหญ่" "ใช่แล้ว..เพราะตอนอยู่บนเขาต้องฝึกตนถือศิล พอลงมาจากเขาจึงสรรหาของอร่อยกิน " "แล้วนี้แค่เอาของมาให้พวกแม่หรือมีอะไรมั้ยลู
ซงซุยฮวนไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ เพราะคิดว่าตนเองพูดไปชัดเจนแล้ว แต่คุณหนูชิวผู้นั้นก็ยังคงมาหาเขาไม่เลิก เช่นวันนี้ที่นางถือวิสาสะมาที่หอประมูลเพื่อนำของกินมาให้เขา "คุณชายซง วันนี้ข้าทำน้ำแกงบำรุงสุขภาพมาฝากท่านเจ้าค่ะ" หญิงสาวให้สาวใช้นำเถาใส่น้ำแกงมาวางไว้ที่โต๊ะ ชายหนุ่มไม่คิดตอบอะไร เขายังคงนั่งทำงานต่ออย่างเงียบๆไม่คิดสนใจสตรีในห้อง ชิวไซซีเมื่อเห็นชายหนุ่มไม่ตอบก็ไม่คิดอะไร ยังคงนั่งเฝ้าชายหนุ่มจนเย็น นางทำเช่นนี้อยู่เป็นเดือนก็ยังคงได้รับความเฉยเมย เจ้าของหออี้เฟิงก็ไม่ได้คิดสนใจ นางอยากมานั่งก็นั่งไป คืนนี้มีการจัดการประมูล ครั้งนี้เขามีเขากว้างอี้เทียนที่มีความเชื่อว่าใครมีครอบครองจะนำความโชคดีและปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ ไหนจะผ้าของสกุลมัวที่จะนำมาประมูลตลอด ผ้าที่นำมาประมูลจะไม่มีขายในร้านผ้าสกุลมัว เพราะถือเป็นผ้าแบบพิเศษ และด้วยเหลียนฮวางอแงอยากได้สัตว์เลี้ยงแบบหมิงเอ๋อ มัวจือผิงจึงเดินทางมาหาซงซุยฮวนเพื่อถามว่าเขาไปซื้อเจ้าเสี่ยวสุยมาจากไหน "คุณชาย นายท่านมัวมาขอพอขอรับ"ลูกน้องรีบเข้ามารายงานเจ้านาย เพราะรู้ว่านายท่านมัวสนิทกับคุณชาย เจ้าของหอประมูลไม่พูดอะไร
เมื่อแม่ทัพไป๋มาถึง อ๋องเจินก็สั่งให้เตรียมกำลังปกป้องประตูเมือง แล้วเปิดประตูให้พวกลี้ภัยเข้ามาหลบในเมือง "ตรงผาหินขาดนั้นเป็นยุทธศาสตร์ที่ดี สามารถเป็นป้อมปราการได้ นำทหารไปตั้งกองกำลังตรงนั้น เตรียมอาวุธให้พร้อม"อ๋องเจินสั่งการทันที่ชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างก็แตกตื่นตกใจ เพราะไม่เคยคิดว่าสงครามจะม
"กระหม่อมตามไปจนเจอว่าสองพ่อลูกนั้นอยู่ในขบวนลี้ภัยพะยะคะ"ทหารของวังเมฆาสะกดรอยตามสองพ่อลูกตามคำสั่งของท่านอ๋อง "พวกหนีจากสงครามหรือ!?""พะยะคะ กระหม่อมสอบถามคนในขบวนแล้ว คนบ้านหลัวมีกัน7ชีวิตมีบุรุษแค่หลัวหวังเหว่ยกับบุตรชายอายุ2เดือนหลัวหลีซาน นอกนั้นเป็นสตรีหมดพะยะคะ""ดูก็เป็นแค่ชาวบ้านปกติ แต
"พี่สาวทั้งสองเจ้าคะ ข้าขอสอบถามอะไรหน่อยได้มั้ยเจ้าคะ?"นางพยายามใช้น้ำเสียงเด็กน้อยให้ดูน่ารัก"ได้สิจ้ะหนูน้อย"ฮูหยินผู้นั้นที่ถูกใจเด็กน้อยปากหวาน"เมื่อครู่ข้าได้ยินพวกท่านพูดถึงท่านอ๋องนะเจ้าคะ เลยอยากถามว่าบ้านเขาอยู่ไหนหรือเจ้าคะ?""วังเมฆานะหรือ!""ใช้เจ้าคะ คือว่าบิดาข้าพอมีวิชาการแพทย์อยู
ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่จัดการขยับที่กั้น ส่วนนางนั้งกินขนมวาฟเฟิลกับพี่ๆรอแล้วกันเหล่าบุรุษต่างลงไปช่วยขยับที่กั้นออก แล้วเคลื่อนขบวนผ่านไป หมิงเอ๋อมองพี่สาวทั้งสองแล้วนึกถึงคำพูดของพวกโจร ถึงพี่สาวของนองนางจะยังเป็นแค่เด็กสาววัยยังไม่ปักปิ่น แต่ทั้งสองก็มีแววความงามเมื่อโต ไอ้พวกโจรมันคิดสกปรกของหญิง







