Masukทุกวันนี้ เธอต้องถูกจับจ้องด้วยสายตานับไม่ถ้วน ช่างน่ากลัวเหลือเกิน คำพูดของแม่ฝู่ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ ฝู่หยาฮุ่ยรู้สึกเจ็บปวดและอยากจะลืมมันไป แต่ถ้อยคำเหล่านั้นกลับคล้ายวนเวียนอยู่ข้างหูตลอดเวลา “ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวนี้หน่อยไม่ได้หรือไง” “ยังไงซะกู้อวี่หนิงก็กำลังอุ้มท้องลูกของพี่ชายแกอยู่ และนั่นก็คือทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลฝู่เชียวนะ” …คำก็ตระกูลฝู่สองคำก็ตระกูลฝู่ คำก็ทายาทสองคำก็ทายาท! ฝู่หยาฮุ่ยฟังจนหูชาไปหมด หลังจากเธอแตกหักกับมารดา ท่านก็ไม่เคยมาที่นี่อีกเลย ฝู่เฉินซีเองก็ไม่เคยมาเช่นกัน บางที ผู้เป็นแม่คงจะลืมลูกสาวคนนี้ไปแล้วสินะ พี่ชายที่ไม่เหมือนพี่ชาย แม่ที่ไม่เหมือนแม่ มุมปากของฝู่หยาฮุ่ยหยักยิ้มเล็กน้อย ไม่มีประโยชน์หรอก ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามมากแค่ไหนมันก็เปล่าประโยชน์ ซูย่างรวบรวมหลักฐานทั้งหมดได้นานแล้ว และเธอก็ได้ส่งมอบมันออกไปแล้วด้วย อีกไม่นาน กู้อวี่หนิงก็จะต้องถูกจับแน่นอน หลังงานประมูลจบลง ซูย่างก็ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ช่วงหนึ่ง เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะคิดว่าหลังจากที่ปั่นหัวเวินจ่านไป อีกฝ่ายน่าจะกลับมาแก้แค้นอย่า
ฝู่เฉินซีเห็นเธอร้องไห้จนหน้าตาเปรอะเปื้อนด้วยหยดน้ำตา หัวใจก็อ่อนยวบ กู้อวี่หนิงนอนอยู่บนเตียงคนไข้สีขาวสะอาดตา แม้แต่ใบหน้าก็ยังดูซีดเซียวไร้สีเลือด สองมือกุมหน้าท้อง ปากยังคงพร่ำขอโทษเขาด้วยความรู้สึกผิดตลอดเวลาเขารีบนั่งลงข้างเตียง น้ำเสียงอ่อนลงทันที "อวี่หนิง อย่าร้องเลยนะ ผมไม่มีวันเกลียดคุณหรอก เรื่องนี้เป็นความผิดของผมเอง"เมื่อกู้อวี่หนิงได้ยินถ้อยคำอ่อนโยนเช่นนั้น ก็โผเข้าสู่อ้อมอกของเขา กอดเขาไว้แน่นเพื่อตักตวงความอบอุ่นเป็นครั้งสุดท้ายเธอกลัว กลัวเหลือเกินว่าหลังถูกส่งเข้าคุกแล้ว ตนเองจะต้องกลายเป็นคนมีมลทินติดตัว ถึงตอนนั้นเฉินซียังจะรักเธออยู่อีกไหม?ทันใดนั้น หน้าประตูห้องผู้ป่วยก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น ฝู่เฉินซีประคองกู้อวี่หนิงลุกนั่ง เธอรีบเช็ดน้ำตาโดยเร็วพ่อแม่สกุลกู้เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี แม่กู้ผลักฝู่เฉินซีออกห่างทันที "อวี่หนิงเอ๊ย ลูกแม่นี่มันน่าสงสารเหลือเกิน! กำลังท้องกำลังไส้อยู่แท้ ๆ แต่คนเป็นผัวกลับกระตือรือร้นจะส่งเข้าคุกซะให้ได้"พูดจบ เธอก็ตวัดสายตามองฝู่เฉินซีด้วยความดุดัน ส่วนพ่อกู้ก็จ้องมองแม่ฝู่อย่างเอาเรื่องขณะถามว่า "คุณนายฝู่ คุณ
ขณะที่ซูเมี่ยนและซูย่างกำลังคุยกัน จ้าวเสี่ยวชีกับหลินลู่ซีก็เดินเข้ามา ทั้งคู่ต่างมีใบหน้าแดงเรื่อ ซูย่างจึงเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงแฝงความนัย "สองคนนี่สรุปว่ายังไงกันเอ่ย?"จ้าวเสี่ยวชีไม่คิดปิดบัง คว้ามือหลินลู่ซีมากุมแน่นพร้อมประกาศว่า "คุณซู ผมกับลู่ซีคบกันแล้วครับ""คบกันแล้ว? เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?" ซูย่างแกล้งเย้าพวกเขาเพิ่งหายไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ ไหงถึงตกลงปลงใจคบกันเร็วขนาดนี้?ซูย่างมองหลินลู่ซี แววตาเป็นกังวลเล็กน้อย ด้วยกลัวว่าเพื่อนรักอาจจะต้องเสียใจเพราะถึงอย่างไรหลินลู่ซีก็ใสซื่อบริสุทธิ์ ส่วนจ้าวเสี่ยวชีแม้เธอจะเคยสัมผัสตัวตนเขามาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนที่รู้นิสัยใจคอกันอย่างถ่องแท้สักหน่อยหลินลู่ซีเดินเข้ามาข้างกายซูย่างด้วยความขัดเขิน เธอหยิบถ้วยซุปขึ้นมาเตรียมจะซดอย่างว่าง่าย แต่กลับถูกจ้าวเสี่ยวชีห้ามไว้เสียก่อน "เย็นชืดหมดแล้ว เดี๋ยวทำถ้วยใหม่ให้"จ้าวเสี่ยวชีดึงถ้วยซุปออกไปทันที หลินลู่ซีได้แต่หันมามองซูย่างพลางยิ้มเจื่อน "ก็เมื่อกี้นี้..."ก่อนหน้านี้ไม่นาน เธอถูกจ้าวเสี่ยวชีกักตัวเอาไว้"ทำไมถึงต้องกลัวเรื่องนั้นด้วย?"หลินลู่ซีส่ายหน้าอย่างแรงก่อนพูดว่า
เมื่อหลินลู่ซีก้มหน้าลงมอง ก็พบว่าเป็นซุปเห็ดหูหนูขาวตุ๋นลำไยใส่พุทราจีน"ฉันไม่กิน" เธอก้มหน้าพึมพำจ้าวเสี่ยวชีดันถ้วยซุปกลับไปตรงหน้าเธออีกครั้ง "ต้องกินให้หมด"ทั้งสองคนผลักกันไปดันกันมา ซูย่างรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร จึงยกมือปิดปากแอบยิ้มขำซูเมี่ยนเองก็ดูออกเช่นกัน จึงกล่าวขึ้นว่า "เอาเป็นว่า เดี๋ยวคุณทำอาหารเสร็จ ก็มานั่งกินด้วยกันเถอะ""ไม่เป็นไรครับ/ค่ะ!" จ้าวเสี่ยวชีกับหลินลู่ซีตอบซูเมี่ยนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายหลังอาหารทุกอย่างถูกยกมาเสิร์ฟเรียบร้อย จ้าวเสี่ยวชีก็ปรายตามองหลินลู่ซีแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า "คุณตามผมมานี่หน่อยสิ ผมมีอะไรจะให้"หลินลู่ซีรู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่ก็ยังยอมลุกขึ้นเดินตามเขาไปอย่างว่าง่ายภายในห้องพักของจ้าวเสี่ยวชี เนื่องจากเขาเป็นถึงเชฟระดับท็อป ห้องพักจึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ต่างจากห้องสวีทในโรงแรมหรูหลินลู่ซียืนอยู่หน้าประตู ไม่อยากเดินเข้าไปข้างใน "นายมีอะไรจะให้ฉันเหรอ?""ถ้าเธอไม่เข้ามา แล้วฉันจะให้ได้ยังไง?"สุดท้าย หลินลู่ซีก็ยอมเดินเข้าไป แต่เพิ่งก้าวพ้นประตู จ้าวเสี่ยวชีก็จัดการปิดประตูดังปัง ก่อนผลักร่างเธอไปแนบชิดติดกำแพ
แม่ฝู่รีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่อยู่บ้านค่ะ พวกคุณกลับไปเถอะ”“คุณนายฝู่ ก่อนมาพวกเราได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามแยกต่าง ๆ แล้ว พบว่าหลังคุณกู้อวี่หนิงกับคุณฝู่ออกจากงานประมูลก็ตรงกลับบ้านเลย โปรดให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้วยครับ”“พวกคุณจะหาเธอไปทำไมคะ?”“เธอตกเป็นผู้ต้องสงสัยฐานยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นกระทำผิด ต้องคุมตัวไปสอบปากคำครับ” ตำรวจพูดเสียงเข้มแม่ฝู่พูดด้วยความใจเย็น “เป็นไปไม่ได้ ต้องมีคนใส่ร้ายเธอแน่”“คุณนายฝู่ครับ ถ้าไม่มีหลักฐานและหมายจับ พวกเราก็คงมาที่นี่ไม่ได้หรอกครับ รบกวนให้ความร่วมมือด้วย”ขณะแม่ฝู่กำลังจะแก้ตัวต่อ ฝู่เฉินซีก็เปิดประตูทางเข้าห้องใต้ดินทันที “กู้อวี่หนิงอยู่ในนี้ครับ”ตำรวจหันมองหน้ากัน ก่อนจะรีบลงไปจับกุมโดยไม่รีรอเมื่อกู้อวี่หนิงถูกคุมตัวขึ้นมา สีหน้าเธอก็ดูย่ำแย่ หัวไหล่สั่นไหว พยายามจะคว้าตัวฝู่เฉินซีไว้ “เฉินซี ช่วยฉันด้วย!”แต่ฝู่เฉินซีกลับมองเธอด้วยสายตาเย็นชาตลอดเวลา “คุณรู้เห็นอะไรก็บอกตำรวจเขาไปให้หมดเถอะ”กู้อวี่หนิงรู้ชะตากรรมแล้วว่าฝู่เฉินซีคงไม่ช่วยเธอแน่ จึงหันไปมองแม่ฝู่ด้วยความเจ็บปวด “แม่คะ ช่วยหนูด้วย”แม่ฝู่รีบเดินเข้าไปห
เวินจ่านแค่นเสียงฮึในลำคอ “คนที่คิดทำร้ายคนอื่นก็ควรต้องชดใช้กรรม เธอว่าจริงไหม?”“เธอคิดจะให้ฉันรับผิดแทนสินะ?” บนหน้าผากของกู้อวี่หนิงพลันเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดซึมเธอลืมไปได้ยังไงกัน วันนั้นเธอไม่ได้บอกเวินจ่านแค่เรื่องที่ซูย่างพูดเท่านั้น แต่ยังบอกเรื่องหลักฐานที่ซูย่างมีอยู่ในมืออีกด้วยเวินจ่านน่าจะรู้ตัวแล้วว่าซูย่างคิดเล่นงานตนเอง ซึ่งวิธีเดียวที่จะเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ก็คือการผลักใครสักคนออกไปรับผิดแทน เหมือนตอนที่ทำกับฝู่หยาฮุ่ยนั่นเองเวินจ่านหัวเราะเบา ๆ “กู้อวี่หนิง เธอความจำเสื่อมแล้วหรือไง? อะไรคือรับผิดแทนฉัน คนที่ทำผิดกฎหมายตั้งแต่แรกมันก็เธอไม่ใช่เหรอ เธอเป็นคนวางแผนเรื่องนี้ทั้งหมด ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่องด้วยสักนิด”“นี่เธอ!”“กู้อวี่หนิง ยอมเป็นแพะรับบาปให้ฉันแต่โดยดีเถอะนะ” ใบหน้าของเวินจ่านยังคงประดับด้วยรอยยิ้มงดงาม ขณะเดินออกไปจากงานประมูลอย่างไม่รีบร้อนกู้อวี่หนิงเดินเข้าไปในลานจอดรถ สีหน้าของฝู่เฉินซีดูย่ำแย่ รอจนเธอก้าวขึ้นรถแล้วเขาถึงถามว่า “คุณรู้เรื่องเกาะซงอู้ด้วยเหรอ?”หัวใจของกู้อวี่หนิงเย็นวาบ นึกไม่ถึงเลยว่าคนที่เธอคิดพึ่งพามากที่







