LOGINตอนที่ 5 หมั่นโถวหมดแผง
ก่อนฟ้าสาง เมืองชิงเหอยังถูกปกคลุมด้วยความมืดจาง ๆ
เสียงไก่ขันดังมาจากท้ายตรอกสลับกับเสียงสุนัขเห่าเป็นระยะ ลมเช้าพัดกลิ่นดินชื้นเข้ามาทางหน้าต่างบ้านไม้เก่า กู้หว่านหนิงลืมตาขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงแรกของวัน
นางแทบไม่ได้นอนสนิทตลอดทั้งคืน
มิใช่เพราะเตียงแข็งหรืออากาศหนาว แต่เพราะหัวใจเต็มไปด้วยความกังวล
วันนี้เป็นวันแรกที่นางจะนำหมั่นโถวออกไปขาย
หากขายได้ ทุกอย่างก็จะเดินหน้าต่อ
หากขายไม่ได้ เงินที่ลงไปกับแป้ง ฟืน ตะกร้า โต๊ะ และค่าแผงก็จะกลายเป็นภาระทันที
กู้หว่านหนิงลุกจากเตียง จุดตะเกียง แล้วมัดผมให้เรียบร้อย นางล้างมือจนสะอาดก่อนเดินเข้าไปในครัว
ก้อนแป้งที่พักไว้ตั้งแต่เมื่อคืนขึ้นตัวเต็มอ่าง ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแป้งหมัก นางใช้นิ้วกดลงบนผิวแป้ง รอยบุ๋มค่อย ๆ คืนตัวอย่างช้า ๆ
กำลังพอดี
กู้หว่านหนิงไม่รอช้า นางโรยแป้งบาง ๆ บนโต๊ะไม้ แล้วนำก้อนแป้งออกมานวดไล่อากาศ
เสียงฝ่ามือกดลงบนแป้งดังสม่ำเสมอในห้องครัวเงียบสงัด
ทุกครั้งที่พับแป้ง นางจะนึกถึงจำนวนเงินที่เหลืออยู่
ทุกครั้งที่นวด นางจะนึกถึงคำหัวเราะเยาะในตลาด
ทุกครั้งที่แบ่งก้อนแป้ง นางจะนึกถึงประตูจวนเซียวที่ปิดลงต่อหน้า
สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้มือของนางสั่น
กลับทำให้นางออกแรงมั่นคงยิ่งขึ้น
หมั่นโถวแต่ละลูกถูกปั้นจนกลม ผิวเรียบ และมีขนาดเท่ากัน นางวางลงบนผ้าขาวในเตานึ่งอย่างเป็นระเบียบ เว้นระยะพอให้ขยายตัว
วันนี้นางเตรียมไว้ทั้งหมดสี่สิบลูก
จำนวนไม่มากนัก แต่สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น นี่คือสินค้าทั้งหมดที่นางกล้าเสี่ยง
หลังพักแป้งรอบสุดท้าย กู้หว่านหนิงจึงจุดไฟใต้เตา
เปลวไฟค่อย ๆ ลามไปตามฟืนแห้ง น้ำในหม้อเริ่มเดือด ไอน้ำสีขาวลอยขึ้นผ่านชั้นนึ่ง กลิ่นหอมของแป้งสุกกระจายไปทั่วบ้าน
เพียงไม่นาน ประตูหน้าบ้านก็มีเสียงเคาะ
"หว่านหนิง ตื่นหรือยัง"
เสียงนั้นเป็นของป้าหลิว
กู้หว่านหนิงรีบเดินไปเปิดประตู
หญิงชราถือผ้าคลุมไหล่หนาผืนหนึ่งกับตะกร้าใบเล็กยืนอยู่ด้านนอก
"ข้าคิดว่าเจ้าคงยังไม่มีเวลากินอะไร จึงเอาโจ๊กมาให้"
กู้หว่านหนิงมองชามโจ๊กอุ่นในตะกร้าแล้วรู้สึกซาบซึ้ง
"ขอบคุณป้าหลิวเจ้าค่ะ แต่ท่านไม่ต้องลำบากเพราะข้าถึงเพียงนี้"
ป้าหลิวเดินเข้ามาในลาน
"วันนี้เป็นวันแรก เจ้าจะปล่อยให้ท้องว่างได้อย่างไร หากเป็นลมกลางตลาด ผู้ใดจะขายหมั่นโถวแทนเจ้า"
กู้หว่านหนิงยิ้มบาง ๆ
"ข้าจะกินให้หมดเจ้าค่ะ"
ป้าหลิวได้กลิ่นจากครัวก็หันไปมอง
"นึ่งแล้วหรือ"
"ใกล้เสร็จแล้วเจ้าค่ะ"
ทั้งสองเดินเข้าไปในครัว
เมื่อถึงเวลา กู้หว่านหนิงดับไฟ แต่ยังไม่เปิดฝาทันที นางรอให้ไอน้ำภายในสงบก่อนจึงค่อยยกฝาออก
ไอร้อนพุ่งขึ้นจนใบหน้าของทั้งสองเลือนหายอยู่หลังหมอกสีขาวชั่วขณะ
หมั่นโถวสี่สิบลูกพองตัวเต็มชั้นนึ่ง ผิวขาวนวล เรียบเนียน และส่งกลิ่นหอมชวนหิว
ป้าหลิวเบิกตากว้าง
"งามกว่าที่เจ้าทำเมื่อวานเสียอีก"
กู้หว่านหนิงหยิบลูกหนึ่งขึ้นมาตรวจดู ใช้นิ้วกดเบา ๆ แล้วปล่อย
เนื้อหมั่นโถวเด้งกลับทันที
นางพยักหน้าด้วยความพอใจ
"ใช้ได้เจ้าค่ะ"
ป้าหลิวหัวเราะ
"ใช้ได้อะไรกัน หากข้าเป็นลูกค้า เพียงเห็นก็อยากซื้อแล้ว"
คำพูดนั้นทำให้กู้หว่านหนิงใจชื้นขึ้นเล็กน้อย
นางรีบนำหมั่นโถวทั้งหมดใส่ตะกร้าที่ปูด้วยผ้าสะอาด แล้วคลุมด้วยผ้าอีกชั้นเพื่อเก็บความร้อน
จากนั้นจึงกินโจ๊กอย่างรวดเร็ว ยกโต๊ะพับ ป้ายไม้ ตะกร้า และถุงเงินทอนออกจากบ้าน
ป้าหลิวเห็นนางพยายามถือทุกอย่างเพียงลำพังจึงเข้ามาช่วยทันที
"ข้าถือป้ายกับโต๊ะให้"
กู้หว่านหนิงรีบกล่าวว่า
"ข้ายกเองได้เจ้าค่ะ"
"อย่าดื้อ วันนี้เจ้ายังต้องยืนขายของอีกนาน"
หญิงชราไม่รอคำปฏิเสธ นางยกโต๊ะพับขึ้นพาดบ่าแล้วเดินนำออกจากตรอก
กู้หว่านหนิงจึงได้แต่ถือตะกร้าหมั่นโถวตามไป
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาอมฟ้า เมื่อทั้งสองมาถึงประตูทิศตะวันออกของตลาด พ่อค้าแม่ค้าหลายคนกำลังจัดสินค้า บางร้านเพิ่งจุดเตา บางแผงกำลังยกผักลงจากรถเข็น
พื้นที่ของกู้หว่านหนิงอยู่ติดกำแพงจริงดังที่เจ้าหน้าที่บอก
ไม่มีหลังคา
ไม่มีโต๊ะ
ไม่มีป้ายร้าน
แต่ทำเลกลับไม่ได้แย่นัก เพราะอยู่บนทางที่คนงานจากท่าเรือต้องเดินผ่านเพื่อเข้าไปในตลาด
กู้หว่านหนิงกางโต๊ะ วางตะกร้าหมั่นโถวลง แล้วตั้งป้ายไว้ด้านหน้า
หมั่นโถวนุ่มหอม ลูกละสองอีแปะ
ตัวอักษรจากถ่านดูไม่สวยงามเท่าป้ายร้านใหญ่ แต่ชัดเจนพอให้มองเห็นจากระยะไกล
ป้าหลิวยืนมองแผงเล็ก ๆ แล้วพยักหน้า
"ดูเป็นร้านขึ้นมาแล้ว"
กู้หว่านหนิงลูบผ้าคลุมตะกร้าอย่างประหม่า
"ไม่รู้ว่าจะมีคนซื้อหรือไม่เจ้าคะ"
ป้าหลิวมองนางตรง ๆ
"เจ้าทำดีที่สุดแล้ว ที่เหลือก็ให้ลูกค้าตัดสิน"
เสียงระฆังจากหอเมืองดังขึ้น บอกเวลาเปิดตลาด
ผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น
คนงานแบกกระสอบเดินผ่านแผงของนางหลายคน บางคนหันมามองป้าย แต่ยังไม่มีผู้ใดหยุดซื้อ
กู้หว่านหนิงยืนตัวตรง มือประสานกันอยู่ด้านหน้า
นางเคยคิดว่าจะร้องเรียกลูกค้าอย่างไร แต่เมื่อถึงเวลาจริง ลำคอกลับเหมือนถูกบางสิ่งปิดไว้
นางไม่เคยตะโกนขายของมาก่อน
ในจวนเซียว แม้แต่การพูดเสียงดังก็ยังถูกตำหนิว่าไร้มารยาท
ป้าหลิวที่ยืนอยู่ข้างแผงจึงกระซิบว่า
"ไม่เรียก แล้วผู้ใดจะรู้ว่าของเจ้าดี"
กู้หว่านหนิงสูดลมหายใจลึก
นางมองคนงานกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามา ก่อนรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยขึ้น
"หมั่นโถวร้อน ๆ เจ้าค่ะ หมั่นโถวสูตรนุ่ม เพิ่งออกจากเตา"
เสียงครั้งแรกไม่ดังนัก แทบถูกเสียงตลาดกลบจนหมด
กู้หว่านหนิงเม้มริมฝีปาก ก่อนลองอีกครั้ง
"หมั่นโถวร้อน ๆ เนื้อนุ่ม หอมแป้ง ลูกละสองอีแปะเจ้าค่ะ"
คราวนี้เสียงดังและชัดเจนขึ้น
ชายแบกของผู้หนึ่งชะลอฝีเท้า เขาอายุราวสี่สิบปี สวมเสื้อผ้าหยาบและมีเหงื่อเต็มหน้าผาก
"ลูกละสองอีแปะหรือ"
กู้หว่านหนิงรีบตอบ
"เจ้าค่ะ"
ชายคนนั้นมองตะกร้า
"ราคาเท่าร้านเก่า แล้วของเจ้าต่างอย่างไร"
กู้หว่านหนิงเปิดผ้าคลุมออก
ไออุ่นที่ยังหลงเหลือลอยขึ้นพร้อมกลิ่นหอม
"หมั่นโถวของข้าเนื้อนุ่ม แม้เย็นแล้วก็ยังไม่แข็ง หากท่านซื้อไปกินตอนพักงาน รสชาติยังคงดีเจ้าค่ะ"
ชายคนนั้นยื่นหน้าเข้ามาดู
หมั่นโถวสีขาวนวลเรียงอยู่ในตะกร้า ดูสะอาดและน่ากินกว่าที่คาด
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบเงินออกมาสองอีแปะ
"เอาหนึ่งลูก"
หัวใจของกู้หว่านหนิงเต้นแรง
ลูกค้าคนแรก
เงินก้อนแรกที่ได้จากสินค้าของตนเอง
นางรับเหรียญมาด้วยสองมือ แล้วใช้กระดาษสะอาดห่อหมั่นโถวส่งให้
"ขอบคุณเจ้าค่ะ"
ชายแบกของรับไป ก่อนกัดทันทีคำหนึ่ง
กู้หว่านหนิงกับป้าหลิวต่างมองเขาโดยไม่รู้ตัว
ชายคนนั้นหยุดเคี้ยว
คิ้วที่ขมวดอยู่ค่อย ๆ คลายออก
จากนั้นเขาก็กัดอีกคำใหญ่กว่าเดิม
เพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เห็นดังนั้นจึงถามว่า
"เป็นอย่างไร"
ชายแบกของไม่ตอบทันที เขาเคี้ยวจนหมดคำแล้วหันกลับมาที่แผง
"เอาเพิ่มอีกสามลูก"
กู้หว่านหนิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบหยิบหมั่นโถวให้
"ทั้งหมดหกอีแปะเจ้าค่ะ"
ชายคนนั้นจ่ายเงิน แล้วหันไปบอกเพื่อน
"นุ่มจริง ไม่ติดคอด้วย"
เพื่อนร่วมงานสองคนจึงเดินเข้ามา
คนหนึ่งซื้อสองลูก อีกคนซื้อสามลูก
ภายในเวลาไม่นาน หมั่นโถวในตะกร้าก็หายไปเก้าลูก
กู้หว่านหนิงมองเหรียญในถุงเงินด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
นี่ไม่ใช่เงินที่ผู้อื่นโยนให้ด้วยความดูถูก
ไม่ใช่เงินจากสินเดิมที่ถูกตระกูลเซียวเอาไป
และไม่ใช่เงินที่ต้องเอ่ยปากขอจากผู้ใด
มันคือเงินที่นางได้มาจากฝีมือของตนเอง
หลังลูกค้ากลุ่มแรกเดินจากไป ผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงก็เริ่มสนใจ
แม่ค้าขายผักแผงข้าง ๆ ชะโงกหน้ามาถาม
"นุ่มถึงเพียงนั้นเชียวหรือ"
กู้หว่านหนิงยิ้ม
"ลองชิมดูได้เจ้าค่ะ"
แม่ค้าผู้นั้นหยิบเงินสองอีแปะมาวางบนโต๊ะ
"เอาหนึ่งลูก"
นางบิหมั่นโถวออกครึ่งหนึ่ง เนื้อด้านในฟูละเอียดและยังมีไออุ่น
เพียงกัดหนึ่งคำ นางก็พยักหน้าหลายครั้ง
"อร่อยจริง หอมกว่าร้านหน้าตลาดเสียอีก"
คำชมของแม่ค้าดังพอให้ลูกค้าที่กำลังเลือกผักได้ยิน
หญิงคนหนึ่งจึงเดินเข้ามาซื้อสองลูกเพื่อให้บุตร
ชายชราที่มาซื้อของในตลาดซื้อหนึ่งลูก
เด็กหนุ่มส่งของซื้อสี่ลูก
จากแผงที่ไม่มีผู้ใดสนใจ เริ่มมีคนยืนล้อมอยู่สองสามคน
กู้หว่านหนิงแทบไม่มีเวลาหายใจ
นางหยิบหมั่นโถว ห่อกระดาษ รับเงิน และทอนเงินอย่างคล่องแคล่วขึ้นเรื่อย ๆ
ป้าหลิวช่วยจัดตะกร้าและเตือนลำดับลูกค้า
ไม่นานนัก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหน้า
"อย่าแย่งกัน ต่อแถวทีละคน"
ผู้พูดคือชายแบกของคนแรก เขากลับมาพร้อมเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง
ดูเหมือนเขานำหมั่นโถวไปแบ่งให้คนงานที่ท่าเรือชิม แล้วคนเหล่านั้นสนใจจนตามมาซื้อ
คนงานร่างใหญ่ผู้หนึ่งถามเสียงดัง
"นี่หรือหมั่นโถวที่ไม่แข็งแม้เย็นแล้ว"
ชายคนแรกตอบแทนทันที
"ใช่ ข้ากินไปหนึ่งลูกแล้ว ยังอยากกินอีก"
ชายร่างใหญ่จึงชูนิ้วขึ้น
"ข้าเอาห้าลูก"
คนด้านหลังรีบกล่าว
"ข้าเอาสามลูก"
"ข้าสองลูก"
"เหลือให้ข้าด้วย"
เพียงพริบตา ผู้คนก็ยืนเรียงต่อกันหน้าแผงยาวไปเกือบถึงร้านขายผัก
กู้หว่านหนิงมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
เมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วยามก่อน นางยังกลัวว่าจะขายไม่ได้แม้แต่ลูกเดียว
แต่ตอนนี้ลูกค้ากลับต้องต่อแถวรอ
นางรีบตั้งสติแล้วกล่าวเสียงชัดเจน
"ทุกท่านไม่ต้องรีบเจ้าค่ะ ข้าจะขายตามลำดับ หมั่นโถวทุกลูกเพิ่งนึ่งเสร็จ รบกวนเตรียมเงินไว้เพื่อความรวดเร็วเจ้าค่ะ"
น้ำเสียงสุภาพแต่มั่นคงทำให้ผู้คนค่อย ๆ เป็นระเบียบ
ป้าหลิวมองนางด้วยแววตาชื่นชม
สตรีที่เมื่อวานยังต้องแบกโต๊ะกลับบ้านท่ามกลางเสียงหัวเราะ วันนี้กลับยืนอยู่หลังแผงด้วยท่าทีไม่ต่างจากแม่ค้ามืออาชีพ
หมั่นโถวในตะกร้าลดลงอย่างรวดเร็ว
สามสิบลูก
ยี่สิบลูก
สิบลูก
กู้หว่านหนิงรับเงินจนมือแทบไม่ว่าง
ขณะนั้นเอง หญิงสาวในชุดสาวใช้สีเขียวอ่อนเดินถือถุงผักเข้ามาจากประตูตลาด
นางคือเสี่ยวชุ่ย สาวใช้ฝ่ายครัวของจวนเซียว
เสี่ยวชุ่ยได้รับคำสั่งให้ออกมาซื้อเนื้อกับผักสำหรับมื้อเช้า แต่ระหว่างเดินผ่านประตูทิศตะวันออก นางเห็นผู้คนจำนวนมากยืนต่อแถวอยู่ข้างกำแพง
ด้วยความอยากรู้ นางจึงชะโงกหน้ามอง
ทันทีที่เห็นหญิงสาวหลังแผง เสี่ยวชุ่ยก็หยุดเดิน
"ฮูหยินน้อย"
คำเรียกหลุดออกมาจากปากโดยไม่รู้ตัว
แต่เสียงรอบข้างดังเกินไป กู้หว่านหนิงจึงไม่ได้ยิน
เสี่ยวชุ่ยยืนอึ้งอยู่ห่างออกไป
นางจำได้ดีว่าเมื่อวานกู้หว่านหนิงถูกขับออกจากจวนพร้อมห่อผ้าเพียงใบเดียว
คนในครัวต่างพูดกันว่าอดีตฮูหยินคงต้องไปขออาศัยวัด หรือไม่ก็คงอดอยากจนต้องกลับมาคุกเข่าขอร้องนายท่าน
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวถึงขั้นกล่าวในมื้อค่ำว่า
"ไม่เกินสามวัน นางต้องกลับมายืนร้องไห้อยู่หน้าประตู"
แต่ภาพตรงหน้ากลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
กู้หว่านหนิงไม่ได้กำลังร้องไห้
ไม่ได้กำลังขอทาน
และไม่ได้มีสภาพสิ้นหวัง
นางยืนขายหมั่นโถวอยู่หลังโต๊ะ แม้เสื้อผ้าจะเรียบง่าย แต่แววตากลับสดใส ใบหน้าสงบนิ่ง และมีลูกค้าต่อแถวยาวอยู่ตรงหน้า
เสี่ยวชุ่ยขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย
นางได้ยินคนงานกล่าวว่า
"แม่นาง พรุ่งนี้ทำเพิ่มหน่อยเถอะ สี่สิบลูกน้อยเกินไป"
อีกคนรีบเสริม
"ใช่ ข้ายังต้องซื้อกลับไปให้ลูกเมียที่บ้าน"
แม่ค้าขายผักที่อยู่ข้างกันหัวเราะ
"พวกเจ้ามาช้าก็ต้องรอ ข้าบอกแล้วว่าของนางอร่อย"
เสี่ยวชุ่ยเบิกตากว้างขึ้นเรื่อย ๆ
นี่เพิ่งเป็นเช้าหลังจากกู้หว่านหนิงถูกขับออกจากจวนเพียงวันเดียวเท่านั้น
เหตุใดนางจึงเปิดแผงได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
และเหตุใดหมั่นโถวธรรมดาจึงมีคนแย่งกันซื้อ
ขณะที่เสี่ยวชุ่ยกำลังตกตะลึง กู้หว่านหนิงก็หยิบหมั่นโถวลูกสุดท้ายขึ้นมา
ชายหนุ่มที่ยืนหน้าแถวจ่ายเงินสองอีแปะแล้วรับไปด้วยสีหน้ายินดี
ส่วนหญิงวัยกลางคนที่อยู่ด้านหลังถึงกับร้องขึ้น
"หมดแล้วหรือ"
กู้หว่านหนิงเปิดผ้าคลุมให้ดูตะกร้าที่ว่างเปล่า ก่อนกล่าวอย่างขออภัย
"หมดแล้วเจ้าค่ะ วันนี้ข้าเตรียมมาน้อย พรุ่งนี้จะทำเพิ่ม"
คนที่ยังไม่ได้ซื้อส่งเสียงเสียดาย
"ข้าอุตส่าห์ต่อแถวตั้งนาน"
"พรุ่งนี้ต้องมาให้เช้ากว่านี้แล้ว"
"แม่นาง เจ้าจะขายเวลาเดิมใช่หรือไม่"
กู้หว่านหนิงพยักหน้า
"เจ้าค่ะ พรุ่งนี้ข้าจะมาตั้งแผงก่อนตลาดเปิดเช่นเดิม"
ชายแบกของคนแรกหัวเราะเสียงดัง
"เช่นนั้นเก็บไว้ให้ข้าสิบลูก ข้าจะพาเพื่อนมาซื้อ"
กู้หว่านหนิงยิ้ม
"ข้ายังไม่รับจองเจ้าค่ะ แต่จะพยายามทำให้เพียงพอ"
แม้หมั่นโถวหมดแล้ว ผู้คนยังยืนพูดคุยเรื่องรสชาติอยู่หน้าแผงอีกพักหนึ่ง
บางคนถามว่านางใส่อะไรจึงนุ่ม
บางคนขอให้ทำลูกใหญ่ขึ้น
บางคนบอกให้เพิ่มหมั่นโถวหวานสำหรับเด็ก
กู้หว่านหนิงรับฟังทุกความคิดเห็นอย่างตั้งใจ ไม่ได้มองว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงเสียงชม แต่เป็นข้อมูลสำหรับปรับปรุงสินค้าของนางในวันต่อไป
เมื่อผู้คนเริ่มแยกย้าย เสี่ยวชุ่ยจึงรีบหลบหลังเสาร้านค้า
หัวใจของนางเต้นแรง
นางไม่ได้เข้าไปทักกู้หว่านหนิง
เพราะจำคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าได้ว่า คนในจวนห้ามติดต่อกับสตรีที่ถูกหย่าออกไปแล้ว
แต่เรื่องใหญ่เช่นนี้จะไม่รายงานได้อย่างไร
ฮูหยินผู้เฒ่าเชื่อว่ากู้หว่านหนิงกำลังอดอยาก
นายท่านเซียวเองก็ไม่เคยคิดว่านางจะออกมาค้าขาย
หากพวกเขารู้ว่าหมั่นโถวของนางขายหมดตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ จะมีสีหน้าเช่นไร
เสี่ยวชุ่ยมองถุงผักในมือ ก่อนหมุนตัวกลับทันที
นางลืมแม้กระทั่งเนื้อหมูที่ยังไม่ได้ซื้อ
"ต้องรีบกลับไปรายงาน"
เสี่ยวชุ่ยพึมพำ แล้วเร่งฝีเท้าออกจากตลาด
อีกด้านหนึ่ง กู้หว่านหนิงยังไม่รู้เลยว่าทุกอย่างถูกอดีตคนใช้เห็นเข้าแล้ว
นางกำลังนั่งนับเงินอยู่หลังโต๊ะ
เหรียญอีแปะถูกแบ่งเป็นกองเล็ก ๆ
สอง
สี่
สิบ
ยี่สิบ
เมื่อรวมทั้งหมด เงินจากการขายหมั่นโถวสี่สิบลูกคือแปดสิบอีแปะพอดี
กู้หว่านหนิงนับซ้ำถึงสามครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ผิดพลาด
แปดสิบอีแปะ
จำนวนนี้อาจไม่มากในสายตาคนมั่งมี
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวเคยใช้เงินมากกว่านี้ซื้อชาเพียงห่อเดียว
เซียวจิ่งเหยียนเคยจ่ายเงินหลายตำลึงเพื่อเลี้ยงอาหารสหายหนึ่งมื้อ
แต่สำหรับกู้หว่านหนิง เงินแปดสิบอีแปะตรงหน้ามีค่ากว่าเงินเหล่านั้นทั้งหมด
มันคือผลตอบแทนจากการตื่นก่อนฟ้าสาง
จากการนวดแป้งจนข้อมือปวด
จากการยืนร้องเรียกลูกค้าทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน
และจากการกล้ายืนขึ้นหลังถูกคนทั้งเมืองเหยียบย่ำ
ป้าหลิวนั่งลงข้างนาง
"ขายหมดจริง ๆ"
น้ำเสียงของหญิงชราฟังดูเหมือนยังไม่อยากเชื่อ
กู้หว่านหนิงมองตะกร้าว่าง แล้วรอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า
"เจ้าค่ะ หมดแล้ว"
"ยังไม่ถึงยามสายเลย"
"ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะเร็วถึงเพียงนี้"
ป้าหลิวตบมือลงบนเข่าอย่างยินดี
"ข้าบอกแล้วว่าหมั่นโถวของเจ้าอร่อย พรุ่งนี้ต้องทำเพิ่มเป็นสองเท่า"
กู้หว่านหนิงกลับไม่ได้รีบตกลง
นางมองจำนวนเงินตรงหน้าแล้วคิดอย่างรอบคอบ
"พรุ่งนี้ข้าจะทำหกสิบลูกก่อนเจ้าค่ะ"
ป้าหลิวถามด้วยความแปลกใจ
"เหตุใดไม่ทำแปดสิบหรือหนึ่งร้อยลูก ในเมื่อวันนี้คนยังรอซื้ออีกมาก"
กู้หว่านหนิงตอบว่า
"วันนี้คนสนใจเพราะเป็นของใหม่ และเพราะคนงานกลุ่มแรกช่วยบอกต่อ แต่ข้ายังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้พวกเขาจะกลับมาจริงหรือไม่ หากทำมากเกินไปแล้วขายไม่หมด ของจะเหลือและทุนจะจม"
ป้าหลิวฟังแล้วพยักหน้า
"เจ้ารอบคอบกว่าที่ข้าคิด"
กู้หว่านหนิงแบ่งเงินส่วนหนึ่งคืนให้ป้าหลิวเป็นเงินทอนที่ยืมมา
หญิงชรารับเพียงเงินต้น ก่อนผลักเหรียญส่วนที่เกินกลับ
"ข้าไม่ได้มาช่วยเพื่อเอากำไรจากเจ้า"
กู้หว่านหนิงเก็บเงินคืนอย่างไม่ฝืนใจ
นางจดบันทึกรายได้กับค่าใช้จ่ายลงบนกระดาษทันที
เงินขายแปดสิบอีแปะ
หักค่าแป้ง น้ำตาล ยีสต์ ฟืน และค่าแผง เหลือกำไรราวสามสิบกว่าอีแปะ
หากคิดรวมค่าโต๊ะกับตะกร้า นางยังไม่คืนทุน
แต่กู้หว่านหนิงไม่ได้ผิดหวัง
เพราะอุปกรณ์สามารถใช้ซ้ำได้
หากขายได้ต่อเนื่อง กำไรจะเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน
นางลูบถุงเงินเบา ๆ
"นี่เป็นเพียงวันแรก"
ป้าหลิวยิ้ม
"ใช่ วันแรกก็ขายหมดแล้ว ต่อไปย่อมดีขึ้น"
กู้หว่านหนิงพับโต๊ะ เก็บป้าย และยกตะกร้าว่างขึ้น
ก่อนเดินกลับ นางหันมองพื้นที่ข้างกำแพงอีกครั้ง
เมื่อเช้ามันเป็นเพียงมุมเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ
ตอนนี้กลับมีรอยเท้าของลูกค้าเต็มพื้น
เสียงคนพูดถึงหมั่นโถวสูตรนุ่มยังดังอยู่ไม่ไกล
สิ่งที่นางสร้างขึ้นอาจยังเป็นเพียงแผงเล็ก
แต่วันนี้มันได้พิสูจน์แล้วว่า คนทั้งเมืองอาจหัวเราะเยาะอดีตของนางได้ แต่ไม่อาจปฏิเสธฝีมือของนาง
ในเวลาเดียวกัน เสี่ยวชุ่ยก็วิ่งกลับถึงจวนเซียวด้วยลมหายใจหอบถี่
นางรีบผ่านประตูข้าง มุ่งตรงไปยังเรือนใหญ่จนเกือบชนสาวใช้ที่ถืออ่างน้ำเดินสวนมา
สาวใช้ผู้นั้นร้องขึ้น
"เจ้าจะรีบไปไหน"
เสี่ยวชุ่ยไม่หยุดตอบ
"ข้ามีเรื่องสำคัญต้องรายงานฮูหยินผู้เฒ่า"
ภายในเรือนใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวกำลังนั่งดื่มชาอยู่บนตั่ง
เซียวจิ่งเหยียนนั่งอยู่ด้านข้าง กำลังดูบัญชีร้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อเสี่ยวชุ่ยวิ่งเข้ามา ฮูหยินผู้เฒ่าก็ขมวดคิ้วทันที
"มารยาทหายไปไหนหมด เหตุใดจึงวิ่งเข้ามาเช่นนี้"
เสี่ยวชุ่ยคุกเข่าลง
"บ่าวผิดเจ้าค่ะ แต่บ่าวมีเรื่องของอดีตฮูหยินมารายงาน"
มือที่ถือถ้วยชาของเซียวจิ่งเหยียนหยุดชั่วขณะ
ฮูหยินผู้เฒ่าแค่นเสียง
"นางกลับมาร้องไห้อยู่หน้าจวนแล้วหรือ"
เสี่ยวชุ่ยส่ายหน้าแรง ๆ
"ไม่ใช่เจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นเกิดอะไรขึ้น"
สาวใช้เงยหน้าขึ้น ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความตกตะลึง
"อดีตฮูหยินเปิดแผงขายหมั่นโถวที่ตลาดทิศตะวันออกเจ้าค่ะ"
ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะเยาะทันที
"ข้านึกว่าเรื่องใหญ่ ที่แท้ก็ไปเป็นแม่ค้าข้างถนน ช่างทำให้ตระกูลเซียวขายหน้าเสียจริง"
แต่เสี่ยวชุ่ยรีบกล่าวต่อ
"หมั่นโถวของนางขายหมดแล้วเจ้าค่ะ"
เสียงหัวเราะของฮูหยินผู้เฒ่าหยุดลง
เซียวจิ่งเหยียนค่อย ๆ วางสมุดบัญชีในมือลง
"เจ้าว่าอะไรนะ"
เสี่ยวชุ่ยกลืนน้ำลาย ก่อนตอบชัดเจนทุกคำ
"บ่าวเห็นกับตาตนเอง ลูกค้าต่อแถวยาวอยู่หน้าแผง นางขายหมั่นโถวหมดทั้งตะกร้าตั้งแต่ยังไม่ถึงยามสาย ผู้คนยังบ่นว่าเตรียมมาน้อยเกินไป และหลายคนบอกว่าพรุ่งนี้จะกลับมาซื้ออีกเจ้าค่ะ"
ภายในห้องเงียบลงทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวกำถ้วยชาแน่น
สีหน้าของนางเปลี่ยนจากดูหมิ่นเป็นไม่อยากเชื่อ
ส่วนเซียวจิ่งเหยียนนั่งนิ่ง ดวงตาลึกล้ำจนมองไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใด
ในความทรงจำของเขา กู้หว่านหนิงเป็นสตรีอ่อนโยนที่ไม่เคยออกจากจวนตามลำพัง
นางมักยืนอยู่หลังประตูเรือนรอเขากลับมา
มักก้มหน้ารับคำตำหนิ
และมักตอบทุกอย่างเพียงว่า
"เจ้าค่ะ"
แต่สตรีเช่นนั้นกลับตั้งแผงขายของได้ภายในเวลาเพียงวันเดียว
ไม่เพียงตั้งแผง
ยังทำให้ลูกค้าต่อแถวจนสินค้าขายหมดตั้งแต่เช้า
ฮูหยินผู้เฒ่าวางถ้วยชาลงแรงจนชากระฉอก
"เป็นไปไม่ได้"
เสี่ยวชุ่ยรีบก้มหน้า
"บ่าวไม่กล้าพูดเท็จเจ้าค่ะ"
เซียวจิ่งเหยียนมองออกไปนอกหน้าต่าง
โดยไม่รู้ตัว เขานึกถึงใบหน้าสงบนิ่งของกู้หว่านหนิงในวันที่ลงนามบนหนังสือหย่า
นึกถึงคำพูดสุดท้ายของนาง
"เรื่องหย่าในวันนี้เป็นสิ่งที่ท่านเลือกเอง"
ตอนนั้นเขาคิดว่านางเพียงพูดเพื่อรักษาศักดิ์ศรี
แต่ขณะนี้ ความรู้สึกแปลกประหลาดกลับก่อตัวขึ้นในหัวใจ
เป็นครั้งแรกที่เซียวจิ่งเหยียนเริ่มสงสัยว่า หลังจากกู้หว่านหนิงก้าวออกจากจวนไปแล้ว ชีวิตของนางอาจไม่ได้พังทลายอย่างที่ทุกคนคาด
บางที
สตรีที่เขาคิดว่าไม่อาจอยู่ได้หากไม่มีตระกูลเซียว อาจกำลังเริ่มต้นชีวิตที่ไม่ต้องการเขาอีกแล้วจริง ๆ
ส่วนกู้หว่านหนิง ผู้เป็นต้นเหตุให้เรือนใหญ่ของจวนเซียวตกอยู่ในความเงียบ กำลังเดินกลับบ้านเก่าพร้อมตะกร้าว่างเปล่า
แสงแดดยามเช้าส่องลงบนใบหน้า
ถุงเงินข้างเอวมีเสียงเหรียญกระทบกันเบา ๆ ทุกครั้งที่ก้าวเดิน
เสียงนั้นอาจไม่ไพเราะสำหรับผู้อื่น
แต่สำหรับนาง มันคือเสียงแรกของอิสรภาพ
วันนี้หมั่นโถวสี่สิบลูกขายหมด
พรุ่งนี้อาจเป็นหกสิบลูก
วันต่อไปอาจเป็นหนึ่งร้อยลูก
กู้หว่านหนิงยังไม่รู้ว่าแผงเล็กข้างกำแพงจะพานางไปได้ไกลเพียงใด
แต่นางรู้แล้วว่าเส้นทางนี้เดินต่อได้
และนับจากเช้าวันนี้ คนที่เคยหัวเราะเยาะว่านางจะอดตาย อาจต้องเริ่มมองนางเสียใหม่
เพราะอดีตฮูหยินที่ถูกขับออกจากจวนพร้อมเงินเพียงห้าตำลึง ไม่ได้หายไปจากเมืองอย่างน่าเวทนา
นางกลับมายืนต่อหน้าผู้คนอีกครั้ง
ในฐานะแม่ค้าหมั่นโถวที่ขายสินค้าหมดเกลี้ยงตั้งแต่เช้าวันแรก
ตอนที่ 127 โรงงานขนาดใหญ่แห่งแรกหลังจากกลับมาจากกรมคลัง กู้หว่านหนิงไม่ได้พักแม้แต่น้อยทันทีที่รถม้าจอดหน้าหอม่านเซียง นางก็สั่งให้หลิวซิ่วเรียกผู้ดูแลทุกฝ่ายมารวมตัวกันที่ห้องประชุมด้านหลังร้านบนโต๊ะยาวมีทั้งสมุดบัญชี แผนที่เมืองหลวง รายชื่อคนงาน และสำเนาสัญญาหลวงฉบับแรกวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบผู้ดูแลโรงงานเดิม ผู้ดูแลคลังสินค้า หัวหน้าฝ่ายขนส่ง และพ่อครัวอาวุโสต่างมาถึงพร้อมกัน ไม่มีผู้ใดกล้าชักช้า เพราะทุกคนรู้ดีว่างานที่กำลังจะเริ่มขึ้นในครั้งนี้สำคัญเพียงใดกู้หว่านหนิงเปิดสัญญาแล้วกล่าวตรงประเด็น"เสบียงงวดแรกต้องจัดส่งภายในสิบวัน จำนวนสำหรับทหารสี่พันสองร้อยนาย"ผู้ดูแลโรงงานเดิมได้ยินตัวเลขก็ขมวดคิ้วทันที"นายหญิง หากเป็นเพียงแผ่นแป้งอย่างเดียว เราอาจเร่งผลิตได้ แต่ยังมีซุปก้อน เนื้อแห้ง และถั่วอัดก้อนอีก โรงงานเดิมรองรับไม่ไหวขอรับ"หัวหน้าฝ่ายขนส่งพยักหน้าเห็นด้วย"คลังสินค้าของเราก็เล็กเกินไป หากวัตถุดิบเข้ามาพร้อมกันทั้งหมด ต่อให้วางกองเต็มทางเดินก็ยังไม่พอ"พ่อครัวอาวุโสถอนหายใจ"เตาอบในโรงงานเดิมมีเพียงหกเตา ต่อให้ผลัดกันทำงานทั้งวันทั้งคืนก็อาจเสร็จไม่ทัน ยิ่งเร่
ตอนที่ 126 : ผู้ป่วยที่ถูกปล่อยกลับคืนนั้น หลินเยว่แทบไม่ได้หลับหลังหมอหลวงเจิ้งสั่งปล่อยผู้ป่วยอาการไม่หนักห้ารายกลับบ้าน นางให้เซียวอวี้เฉินส่งคนติดตามไปเฝ้าดูเงียบ ๆ พร้อมกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ต้องสังเกตว่าแต่ละบ้านใช้น้ำจากที่ใด มีใครแตะแผลหรือไม่ มีใครเริ่มมีไข้หรือไม่ และมีการใช้ผ้าร่วมกันหรือไม่เซี่ยชิงเห็นนางนั่งอยู่หน้าโต๊ะบันทึกจนดึก จึงเอาน้ำอุ่นมาให้"ท่านหัวหน้า ดื่มน้ำสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"หลินเยว่รับถ้วยมา แต่ไม่ได้ยกดื่มทันที ดวงตายังคงมองแผนผังตรอกหลังตลาดตะวันออกที่วาดอย่างเร่งรีบ บนกระดาษมีชื่อบ้าน จุดบ่อน้ำ เส้นทางตลาด และเครื่องหมายวงกลมสีแดงที่แทนผู้ป่วยแต่ละราย"ห้าคนที่ถูกปล่อยกลับ อยู่คนละตรอกหรือไม่"เซี่ยชิงเปิดสมุดตอบ"สองคนอยู่ตรอกหลังตลาดตะวันออก หนึ่งคนอยู่ตรอกขายฟืน หนึ่งคนอยู่ใกล้สะพานหิน และอีกคนอยู่บ้านเช่าหลังโรงย้อมผ้าเจ้าค่ะ"หลินเยว่วางถ้วยลง"ถ้าเป็นพิษจากยาอย่างเดียว คนในบ้านที่ไม่ใช้ยาจะไม่ป่วย แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อจากแผล ผ้า น้ำ หรือสัมผัสใกล้ชิด คนในบ้านจะเริ่มมีไข้ภายในหนึ่งถึงสองวัน"เซี่ยชิงหน้าซีด"ท่านคิดว่าจะเกิดจริงหรือเจ้าคะ"หลิน
ตอนที่ 125 เสบียงผ่านการทดสอบแสงอรุณในวันที่สามสาดผ่านเมฆสีเทาเหนือค่ายทหารหลวง เสียงกลองปลุกดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี ทหารหลายพันนายต่างลุกจากที่นอนอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะออกไปฝึกตามคำสั่งของแม่ทัพประจำกองการทดสอบเสบียงหลวงดำเนินมาถึงวันสุดท้ายแล้วตลอดสามวันที่ผ่านมา เสบียงของผู้สมัครทุกฝ่ายถูกแจกจ่ายให้ทหารแต่ละกองอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ผลิต มีเพียงตราหมายเลขกำกับอยู่บนหีบ เพื่อป้องกันการลำเอียงและการติดสินบนเสบียงหมายเลขหนึ่งเป็นของตระกูลซ่งเสบียงหมายเลขเจ็ดเป็นของหอม่านเซียงกู้หว่านหนิงยืนอยู่บนลานตรวจเสบียงภายในค่าย นางสวมชุดสีครามเรียบง่าย เส้นผมถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ใบหน้าสงบนิ่งจนมองไม่ออกว่านางกำลังกังวลหรือมั่นใจข้างกายนางมีหลี่จิ้งเหอยืนกอดอกอยู่ เขามองกองทหารที่กำลังกลับมาจากการฝึกระยะไกลด้วยสายตาคมกริบวันนี้เป็นวันที่ทหารต้องเดินเท้ากว่าสี่สิบลี้ แบกอาวุธเต็มชุด และกินเพียงเสบียงที่ได้รับแจกเท่านั้นผลการทดสอบในวันนี้จะเป็นตัวชี้ขาดว่าผู้ใดจะได้รับสิทธิ์จัดหาเสบียงให้กองทัพหลวงเสนาบดีเหยายืนอยู่ใต้กระโจมใหญ่ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมกว่าทุกวัน
ตอนที่ 124 เตาที่ไม่มีฟืนแสงแดดยามสายส่องลงบนถนนนอกกำแพงเมือง แต่บรรยากาศภายในโรงงานเก่ากลับตึงเครียดกว่าทุกวันเตาอบหกเตาถูกดับลงตามคำสั่งของกู้หว่านหนิง เหลือเพียงสองเตาที่มีเปลวไฟอ่อนส่องอยู่ภายใน ปล่องควันซึ่งเคยพ่นควันสีเทาอย่างต่อเนื่องกลับเงียบสงบลงอย่างผิดปกติคนงานหลายสิบคนยืนรออยู่กลางลานไม่มีผู้ใดกล้าพูดเสียงดังทุกคนรู้ดีว่า หากไม่มีเชื้อเพลิง การผลิตจะหยุดลงทันที และหากหยุดนานเกินหนึ่งวัน โอกาสส่งมอบเสบียงสามหมื่นสามพันส่วนภายในเวลาที่กำหนดแทบเป็นไปไม่ได้อาเหลียงยืนอยู่ข้างรถม้าเปล่า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล"ข้าไปถามร้านฟืนทั้งหมดสิบสองร้านแล้วขอรับ""ห้าร้านบอกว่าของหมด""สี่ร้านบอกว่ามีผู้จองไว้ทั้งหมด""อีกสามร้านยังมีของ แต่ราคาสูงกว่าปกติสามเท
ตอนที่ 123 การแข่งขันเสบียงหลวงรุ่งเช้าวันถัดมา หนังสือเงื่อนไขการทดสอบจากกรมคลังถูกส่งมาถึงเรือนรับรองของกู้หว่านหนิงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่เจ้าหน้าที่ผู้ถือเอกสารมาด้วยตนเอง เขาสวมชุดขุนนางระดับล่าง สีหน้าเรียบเฉย และพูดเพียงไม่กี่ประโยคก่อนจากไป"นี่คือข้อกำหนดอย่างเป็นทางการ ผู้สมัครทุกฝ่ายได้รับเงื่อนไขเดียวกัน""เริ่มนับเวลาตั้งแต่ยามเฉินของวันนี้""วันที่สิบต้องนำเสบียงทั้งหมดไปส่งที่ลานกองทหารรักษาเมืองก่อนพระอาทิตย์ตก"เมื่อประตูเรือนปิดลง กู้หว่านหนิงจึงคลี่เอกสารออกบนโต๊ะเสี่ยวเป่า เสี่ยวชิง อาเหลียง และเฉินหย่งยืนล้อมอยู่รอบข้างภายในห้องเงียบสนิททุกคนอ่านข้อความทีละบรรทัดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเสบียงต้องเพียงพอสำหรับทหารสามพันนายต้องเก็บรักษาได้นานไม่น้อยกว่าสิบห้าวันต้องมีน้ำหนักเบาเพื่อสะดวกต่อการขนส่งต้องให้พลังงานสูงและสามารถรับประทานได้โดยใช้เวลาปรุงน้อยต้องผลิตให้เสร็จภายในสิบวันผู้สมัครทุกฝ่ายได้รับงบประมาณเท่ากันห้ามขอเพิ่มเงินภายหลังไม่ว่าด้วยเหตุผลใดสินค้าทุกชนิดต้องผ่านการตรวจคุณภาพ น้ำหนัก ความชื้น กลิ่น และระยะเวลาการเก็บรักษากู้หว่านหนิงอ่านจ
ตอนที่ 122 เข้าเฝ้าฮ่องเต้รุ่งเช้าวันต่อมา เสียงระฆังจากหอประจำเมืองหลวงดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่กู้หว่านหนิงลืมตาขึ้นก่อนเสียงระฆังครั้งสุดท้ายจะจบลง นางนั่งอยู่ข้างเตียงครู่หนึ่ง ก่อนลุกไปล้างหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าวันนี้เป็นวันที่นางต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้นางเลือกสวมชุดสีฟ้าเทา เนื้อผ้าดีแต่ไม่มีลวดลายฟุ่มเฟือย มีเพียงลายรวงข้าวเล็ก ๆ ปักอยู่ตรงปลายแขน เสื้อคลุมชั้นนอกเป็นสีเข้มเพื่อให้ดูสุภาพและเหมาะสมกับการเข้าเฝ้าเส้นผมถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบร้อย ประดับปิ่นหยกขาวเพียงชิ้นเดียวเสี่ยวชิงยืนมองอยู่ด้านหลัง ก่อนกล่าวด้วยความกังวล"เถ้าแก่เนี้ย วันนี้ท่านต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาท เหตุใดไม่เลือกชุดที่หรูหรากว่านี้เจ้าคะ"กู้หว่านหนิงมองเงาของตนในกระจกทองเหลือง"ข้าเข้าไปในท้องพระโรงเพื่อแสดงความส







