Beranda / รักโบราณ / หย่าแล้วเป็นเศรษฐีนี / ตอนที่ 6 ซาลาเปาไส้หมูแดงสูตรใหม่

Share

ตอนที่ 6 ซาลาเปาไส้หมูแดงสูตรใหม่

last update Tanggal publikasi: 2026-07-20 12:25:56

ตอนที่ 6 ซาลาเปาไส้หมูแดงสูตรใหม่

หลังจากขายหมั่นโถวหมดเร็วกว่าที่คาด กู้หว่านหนิงก็เก็บโต๊ะไม้ ผ้าปูแผง และลังถึงใบเล็กกลับบ้านเช่าด้วยสองมือของตนเอง

ยามเย็น ถนนในตลาดเริ่มเงียบลง พ่อค้าแม่ค้าหลายคนทยอยปิดแผง บางคนเหลือสินค้าจำนวนมากจนต้องลดราคา บางคนกำลังนั่งถอนหายใจขณะนับรายรับที่ไม่พอกับต้นทุน

แต่ตะกร้าของกู้หว่านหนิงกลับว่างเปล่า

หมั่นโถวที่นางนำมาขายในวันนี้ขายหมดทุกลูก

แม้กำไรที่ได้รับจะไม่ได้มากมาย แต่เหรียญทองแดงในถุงผ้ากลับส่งเสียงกระทบกันทุกครั้งที่นางก้าวเดิน เสียงนั้นช่างไพเราะกว่าดนตรีใดที่นางเคยได้ยิน

มันไม่ใช่เงินจากตระกูลเดิม

ไม่ใช่เงินที่สามีหยิบยื่นให้เพราะหน้าที่

และไม่ใช่เงินที่ต้องก้มหน้ารับจากผู้ใด

ทุกอี๊แปะในถุงนี้มาจากแรงของนางเอง

กู้หว่านหนิงเดินกลับถึงบ้านเช่าหลังเก่าในตอนที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้ม

ทันทีที่วางของลง แขนทั้งสองข้างก็หนักจนแทบยกไม่ขึ้น ฝ่าเท้าปวดร้าวจากการยืนขายของทั้งวัน แผ่นหลังแข็งตึงราวกับถูกหินหนักกดทับ

นางทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ย หายใจอยู่นานกว่าจะรวบรวมแรงลุกขึ้นไปต้มน้ำ

ในอดีต เมื่อยังอยู่ในตระกูลเดิม ต่อให้เหนื่อยเพียงใด นางก็ไม่เคยกล้าแสดงออก

หากบอกว่าไม่สบาย แม่สามีย่อมหาว่านางเสแสร้ง

หากทำงานช้า สาวใช้บางคนยังกล้าหัวเราะเยาะลับหลัง

หากสามีกลับเรือน นางต้องรีบจัดเสื้อผ้า เตรียมชา และนั่งรอฟังว่าเขาต้องการสิ่งใด

แต่ค่ำคืนนี้ แม้บ้านเช่าจะเก่า หลังคารั่ว และไม่มีผู้ใดคอยรับใช้ นางกลับรู้สึกว่าลมหายใจของตนเองเป็นอิสระอย่างแท้จริง

กู้หว่านหนิงล้างมือจนสะอาด ก่อนนำถุงเงินออกมาวางบนโต๊ะ

นางเทเหรียญทั้งหมดลงบนผ้าสะอาด

เสียงเหรียญกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง

กู้หว่านหนิงค่อย ๆ นับทีละเหรียญอย่างตั้งใจ

ต้นทุนแป้ง

ค่าฟืน

ค่าเกลือ

ค่ากระดาษห่อ

เมื่อนำเงินที่ใช้ไปทั้งหมดมาหักออก นางเหลือกำไรอยู่จำนวนหนึ่ง

ไม่มากพอให้ใช้ชีวิตสบาย

แต่เพียงพอให้ซื้อวัตถุดิบเพิ่มในวันพรุ่งนี้

กู้หว่านหนิงไม่รีบนำเงินไปซื้อเสื้อใหม่ ไม่ซื้ออาหารดี และไม่คิดให้รางวัลตนเองด้วยของฟุ่มเฟือย

นางหยิบถ้วยดินเผาสามใบมาวางเรียงกัน

ถ้วยใบแรกสำหรับค่าเช่าบ้าน

ถ้วยใบที่สองสำหรับค่าวัตถุดิบ

ถ้วยใบสุดท้ายสำหรับเงินสำรองฉุกเฉิน

นางแบ่งเหรียญลงไปอย่างรอบคอบ

แม้ถ้วยเงินสำรองจะมีเพียงไม่กี่เหรียญ แต่นางก็ไม่ยอมนำมาปะปนกับเงินส่วนอื่น

“เงินส่วนนี้ห้ามแตะต้อง เว้นแต่จำเป็นจริง ๆ”

นางกล่าวกับตนเองเบา ๆ

ชีวิตที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า ไม่มีสิ่งใดแน่นอน

วันนี้ขายดี ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะขายดี

วันนี้มีแรง ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะไม่ล้มป่วย

หากใช้เงินตามอารมณ์ เพียงเกิดเรื่องเล็กน้อย นางอาจกลับไปไม่มีสิ่งใดอีกครั้ง

กู้หว่านหนิงจ้องเหรียญทั้งสามกองอยู่นาน

ความเหน็ดเหนื่อยยังคงอยู่ แต่ภายในอกกลับมีความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ เติบโต

นั่นคือความหวัง

เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกขับออกจากตระกูลเดิมที่นางมองเห็นว่า ชีวิตของตนเองอาจไม่ต้องจบลงอย่างน่าสมเพช

หากขายหมั่นโถวได้ทุกวัน

หากเก็บเงินทีละเล็กทีละน้อย

สักวันนางอาจเช่าร้านเล็ก ๆ ได้

อาจมีเตาที่ดีกว่านี้

อาจไม่ต้องตื่นมาคอยกังวลว่าจะถูกเจ้าของบ้านไล่ออก

ความคิดนั้นทำให้ริมฝีปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย

เช้าวันถัดมา กู้หว่านหนิงนำหมั่นโถวออกไปขายตามปกติ

ลูกค้าเก่าหลายคนกลับมาอุดหนุน

หญิงขายผักที่เคยซื้อเมื่อวานกล่าวว่า

“หมั่นโถวของเจ้านุ่มกว่าร้านอื่นจริง หลานข้ากินไปสองลูกยังถามหาอีก”

ชายแบกของคนหนึ่งซื้อหมั่นโถวสามลูก ก่อนบ่นขึ้นว่า

“อร่อยก็จริง แต่ข้าทำงานหนัก กินเพียงแป้งอย่างเดียวไม่ค่อยอยู่ท้อง”

คนงานอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย

“หากมีไส้เนื้อสักหน่อยคงดี กินตอนเช้าลูกสองลูกก็น่าจะอิ่มถึงเที่ยง”

หญิงสูงวัยผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่กล่าวเสริมว่า

“หมั่นโถวของเจ้ารสดี หากทำซาลาเปาได้ ลูกค้าคงชอบไม่น้อย”

กู้หว่านหนิงฟังทุกคำอย่างตั้งใจ

นางไม่ได้ตอบรับทันที เพียงจดจำความต้องการของลูกค้าไว้ในใจ

ระหว่างกลับบ้านในช่วงบ่าย นางเดินผ่านตลาดขายเนื้อ

เนื้อหมูสดชิ้นใหญ่แขวนเรียงอยู่ตามแผง ราคาสูงเกินกว่าทุนที่นางมีในตอนนี้

กู้หว่านหนิงถามราคาสองสามร้านแล้วต้องเงียบไป

หากซื้อเนื้อดีในราคานั้นมาทำซาลาเปา นางต้องขายแพงกว่าหมั่นโถวหลายเท่า ลูกค้าคนงานอาจไม่มีกำลังซื้อ

ขณะที่กำลังจะเดินกลับ นางเห็นพ่อค้าขายเนื้อคนหนึ่งกำลังเก็บแผง

บนเขียงมีเศษเนื้อหลายส่วนวางรวมกัน

บางชิ้นมีมันติด

บางชิ้นเป็นส่วนขอบที่ตัดออกจากเนื้อชิ้นใหญ่

บางส่วนมีรูปร่างไม่สวย จึงไม่มีลูกค้าเลือกซื้อ

กู้หว่านหนิงหยุดมอง ก่อนถามว่า

“เศษเนื้อเหล่านี้ขายหรือไม่เจ้าคะ”

พ่อค้าหันมามองนาง

“ขาย แต่เจ้าจะเอาไปทำอะไร”

“ทำไส้ซาลาเปา”

ชายผู้นั้นหัวเราะ

“เนื้อพวกนี้รูปร่างไม่สวย บางชิ้นเหนียว หากนำไปผัดกินอาจไม่อร่อย”

กู้หว่านหนิงหยิบขึ้นมาตรวจดูทีละชิ้น

แม้จะเป็นเศษเนื้อ แต่ยังสด ไม่มีกลิ่นเสีย และมีทั้งส่วนเนื้อกับมันในสัดส่วนพอเหมาะ

หากนำไปตุ๋นนานพอ เนื้อเหนียวย่อมนุ่มลงได้

“ข้ารับทั้งหมด แต่ราคาต้องถูกกว่าชิ้นปกติ”

พ่อค้าขายเนื้อคิดอยู่ครู่หนึ่ง

หากเก็บไว้ถึงพรุ่งนี้ เนื้อเหล่านี้ก็อาจเสีย

สุดท้ายเขาจึงบอกราคาที่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง

กู้หว่านหนิงยังต่อรองอีกเล็กน้อย ก่อนจ่ายเงินจากถ้วยค่าวัตถุดิบ

นางหอบเนื้อกลับบ้านเช่าด้วยความระมัดระวัง

เมื่อถึงบ้าน นางล้างเนื้อหลายครั้ง ตัดส่วนที่แข็งเกินไปออก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก

ในครัวมีเครื่องปรุงไม่มาก

มีน้ำตาล เกลือ ซีอิ๊ว และเครื่องเทศราคาถูกที่นางซื้อเก็บไว้เล็กน้อย

กู้หว่านหนิงตั้งหม้อ เติมน้ำ แล้วใส่เนื้อหมูลงไป

นางเคี่ยวน้ำตาลให้ละลายจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ก่อนใส่ซีอิ๊ว เกลือ และเครื่องเทศตามลงไป

กลิ่นหอมเริ่มลอยขึ้นจากหม้อทีละน้อย

เมื่อเนื้อหมูถูกตุ๋นอยู่ในน้ำปรุงรส สีของมันก็ค่อย ๆ เข้มขึ้นจนเป็นสีแดงน้ำตาลสวยงาม

กู้หว่านหนิงใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาชิมชิ้นหนึ่ง

เนื้อยังเหนียวอยู่เล็กน้อย

นางจึงเติมน้ำแล้วตุ๋นต่อด้วยไฟอ่อน

ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม เนื้อหมูเริ่มนุ่ม รสหวานเค็มซึมเข้าไปถึงด้านใน กลิ่นเครื่องเทศช่วยดับกลิ่นคาวได้อย่างพอดี

กู้หว่านหนิงตักเนื้อออกมาสับ แล้วเคี่ยวน้ำปรุงรสในหม้อให้ข้นขึ้น

เมื่อนำเนื้อกลับลงไปคลุก น้ำปรุงรสสีแดงน้ำตาลก็เคลือบทุกชิ้นจนเป็นประกาย

นางมองไส้หมูตรงหน้าอย่างพอใจ

“เรียกว่าหมูแดงก็น่าจะเหมาะ”

จากนั้นจึงเริ่มเตรียมแป้ง

กู้หว่านหนิงเคยทำซาลาเปามาบ้างในอดีต แต่ไม่เคยทำเพื่อขายจำนวนมาก

การห่อไส้ฉ่ำน้ำเช่นนี้ต่างจากการทำหมั่นโถวอย่างสิ้นเชิง

นางแบ่งแป้งเป็นก้อน คลึงให้แบน วางไส้หมูแดงลงตรงกลาง แล้วค่อย ๆ จีบขอบเข้าหากัน

ลูกแรกปิดไม่สนิท

ลูกที่สองใส่ไส้มากเกินไป

ลูกที่สามรูปทรงบิดเบี้ยว

แต่กู้หว่านหนิงยังคงทำต่อจนได้ครบหนึ่งลังถึง

นางวางซาลาเปาเรียงลงไป แล้วจุดไฟนึ่งด้วยความคาดหวัง

ไม่นาน กลิ่นหอมของแป้งกับหมูแดงก็ลอยออกมา

กู้หว่านหนิงรอจนครบเวลา ก่อนเปิดฝาลังถึง

ทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน สีหน้าของนางก็แข็งค้าง

ซาลาเปาหลายลูกแตกออกตรงปาก

ไส้หมูแดงไหลลงไปกองที่ก้นลังถึง

บางลูกแป้งพองผิดรูป

บางลูกติดพื้นไม้จนเมื่อพยายามหยิบขึ้นมา ก้นซาลาเปาก็ขาดทันที

สิ่งที่ตั้งใจให้เป็นซาลาเปาสวยงาม กลับดูเหมือนก้อนแป้งที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างหนัก

กู้หว่านหนิงยืนมองอยู่เงียบ ๆ

เงินค่าเนื้อหมู

ค่าแป้ง

ค่าฟืน

เวลาเกือบทั้งเย็น

ดูเหมือนจะสูญเปล่าไปหมด

ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดสองวันถาโถมขึ้นมาในคราวเดียว

นางนั่งลงบนเก้าอี้ กำผ้ากันเปื้อนไว้แน่น

“หรือข้าคิดมากเกินกำลังตนเอง”

นางพึมพำ

ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“พี่สาวกู้ อยู่หรือไม่ขอรับ”

กู้หว่านหนิงจำเสียงได้

นางลุกไปเปิดประตู พบเด็กชายร่างผอมยืนอยู่ด้านนอก

เขาคือเด็กกำพร้าที่เคยมาช่วยนางเก็บแผงเมื่อวันก่อน

เสื้อผ้าของเขายังเก่าเหมือนเดิม ใบหน้าเปื้อนฝุ่น แต่ดวงตากลับสดใส

“เจ้ามีเรื่องใดหรือ”

เด็กชายยกเชือกเส้นหนึ่งขึ้นมา

“เมื่อวานเชือกผูกตะกร้าของพี่ขาด ข้าเก็บได้จึงนำมาคืนขอรับ”

กู้หว่านหนิงรับเชือกมา

“ขอบใจ เจ้าชื่ออะไร”

“เสี่ยวเป่าขอรับ”

ท้องของเด็กชายส่งเสียงร้องขึ้นมาพอดี

เขารีบใช้มือกดไว้ ใบหน้าแดงด้วยความอาย

กู้หว่านหนิงมองซาลาเปาที่แตกในลังถึง ก่อนกล่าวว่า

“เข้ามาก่อนเถิด”

เสี่ยวเป่าเดินเข้ามา แล้วหยุดทันทีเมื่อได้กลิ่นหอม

ดวงตาของเขาจับจ้องลังถึงอย่างไม่อาจปิดบัง

กู้หว่านหนิงหยิบซาลาเปาลูกที่แตกมากที่สุดใส่จาน

“หน้าตาไม่ดีนัก แต่ยังกินได้”

เสี่ยวเป่ารับไปด้วยสองมือ

“ให้ข้าจริงหรือขอรับ”

“จริง”

เด็กชายกัดลงไปหนึ่งคำ

ไส้หมูแดงฉ่ำไหลออกมาตรงรอยแตก เขารีบใช้มือรองไว้ไม่ให้หยดลงพื้น

จากนั้นก็เคี้ยวอย่างรวดเร็ว

ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นทันที

“อร่อยมากขอรับ”

กู้หว่านหนิงคิดว่าเขาพูดเพราะหิว จึงถามว่า

“ไม่ต้องปลอบข้า แป้งแตก ไส้ไหล ก้นยังติดลังถึง”

เสี่ยวเป่าส่ายหน้าแรง ๆ

“แต่รสชาติอร่อยจริงขอรับ”

เขากัดอีกคำใหญ่

“แป้งนุ่ม ไส้หวานนิด ๆ เค็มหน่อย ๆ แล้วเนื้อก็ไม่เหนียว”

“ข้าไม่เคยกินซาลาเปาเช่นนี้มาก่อน”

กู้หว่านหนิงมองเด็กชายกินจนแก้มพอง

เสี่ยวเป่ากลืนลงไป ก่อนพูดอย่างจริงใจว่า

“แม้หน้าตาไม่สวย แต่หากเอาไปขาย ข้าก็อยากซื้อขอรับ”

“เจ้ามีเงินซื้อหรือ”

เด็กชายชะงัก แล้วก้มหน้า

“ตอนนี้ยังไม่มี”

จากนั้นเขาก็รีบพูดต่อ

“แต่ข้าช่วยเก็บแผงแลกได้”

คำตอบนั้นทำให้กู้หว่านหนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกในรอบวัน

นางหันกลับไปมองซาลาเปาที่ล้มเหลว

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รสชาติ

แสดงว่าสูตรไส้ใช้ได้แล้ว

สิ่งที่ต้องแก้คือแป้ง ปริมาณไส้ และวิธีรองก้นลังถึง

หากยอมแพ้ตอนนี้ เงินที่เสียไปย่อมสูญเปล่าจริง

แต่หากลองอีกครั้ง ความล้มเหลวในวันนี้อาจกลายเป็นบทเรียน

กู้หว่านหนิงลุกขึ้นทันที

“เสี่ยวเป่า เจ้ายังกินได้อีกหรือไม่”

เด็กชายพยักหน้ารัว

“ได้ขอรับ”

“เช่นนั้นช่วยข้าชิมอีกหลายลูก”

คืนนั้น กู้หว่านหนิงเริ่มทดลองใหม่

นางลดปริมาณน้ำในแป้ง

เพิ่มเวลานวด

พักแป้งให้นานขึ้น

ลดไส้หมูแดงต่อหนึ่งลูก

และใช้ใบผักบาง ๆ รองก้นซาลาเปาไม่ให้ติดลังถึง

เสี่ยวเป่านั่งอยู่ข้างเตา คอยเติมฟืนและช่วยจับเวลา

การทดลองรอบที่สอง ซาลาเปายังแตกอยู่หลายลูก แต่ดีขึ้นกว่าครั้งแรก

รอบที่สาม มีเพียงสองลูกที่ไส้ไหล

รอบที่สี่ ซาลาเปาทุกลูกยังคงรูปร่างอยู่ได้

กู้หว่านหนิงหยิบขึ้นมาผ่าดู

แป้งนุ่มขึ้น

ไส้หมูแดงไม่แห้ง

อัตราส่วนระหว่างแป้งกับไส้กำลังพอดี

เสี่ยวเป่ากัดชิมแล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ลูกนี้อร่อยที่สุดขอรับ”

กู้หว่านหนิงเองก็ชิมอีกครึ่งลูก

รสชาติยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ดีพอจะนำออกไปให้ลูกค้าทดลอง

นางจดสัดส่วนทั้งหมดลงบนกระดาษทันที

รุ่งเช้าวันต่อมา กู้หว่านหนิงตื่นก่อนฟ้าสาง

นางทำซาลาเปาหมูแดงเพียงสามสิบลูก

ไม่มากกว่านั้น

เพราะยังไม่รู้ว่าลูกค้าจะยอมรับหรือไม่

นางนำหมั่นโถวออกขายตามปกติ และวางซาลาเปาหมูแดงไว้ในลังถึงอีกใบ

เมื่อเปิดแผง กลิ่นหมูแดงก็ลอยออกมาดึงดูดผู้คนทันที

หญิงขายผักคนเดิมเดินเข้ามาเป็นคนแรก

“วันนี้มีกลิ่นอะไรหอมเช่นนี้”

กู้หว่านหนิงเปิดฝาลังถึง

“ซาลาเปาหมูแดงเจ้าค่ะ เป็นสินค้าทดลอง วันนี้มีเพียงสามสิบลูก”

หญิงขายผักมองซาลาเปาสีขาวนวล

“หมูแดงคืออะไร”

“เนื้อหมูตุ๋นกับน้ำตาล ซีอิ๊ว เกลือ และเครื่องเทศเจ้าค่ะ”

“ขอลองหนึ่งลูก”

กู้หว่านหนิงรับเงิน แล้วหยิบซาลาเปาร้อน ๆ ใส่กระดาษให้

หญิงคนนั้นกัดลงไปเพียงคำเดียว

เนื้อแป้งนุ่มยุบลง ไส้หมูแดงด้านในฉ่ำและส่งกลิ่นหอมทันที

นางหยุดเคี้ยวไปชั่วขณะ

ลูกค้าที่อยู่รอบข้างต่างมองอย่างรอคอย

ชายแบกของถามขึ้น

“เป็นอย่างไร”

หญิงขายผักไม่ตอบเขา แต่หันมาหากู้หว่านหนิง

“เหลือกี่ลูก”

“ยี่สิบเก้าลูกเจ้าค่ะ”

“ข้าเอาอีกห้าลูก”

คนรอบข้างส่งเสียงฮือฮา

ชายแบกของรีบแทรกเข้ามา

“เมื่อวานข้าเป็นคนบอกว่าอยากได้ของมีไส้ ข้าต้องได้ลองก่อน”

“ข้าขอสองลูก”

“ข้าสามลูก”

“ข้าจะเอากลับไปให้ลูก”

เสียงสั่งซื้อดังขึ้นพร้อมกัน

กู้หว่านหนิงแทบไม่มีเวลาหยุดมือ

ลูกค้าคนแรกบอกต่อคนที่สอง

คนที่สองกัดชิมแล้วเรียกเพื่อน

ไม่นาน ผู้คนก็เริ่มแย่งกันซื้อเพราะกลัวของหมด

“เหลือสิบลูกเจ้าค่ะ”

เสี่ยวเป่าซึ่งมาช่วยนางแต่เช้าตะโกนบอก

ชายคนหนึ่งรีบยกมือ

“ข้าเอาหกลูก”

หญิงอีกคนแย้ง

“เหลือให้ผู้อื่นบ้าง ข้าเอาสามลูก”

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ซาลาเปาหมูแดงทั้งสามสิบลูกก็ขายหมดเกลี้ยง

ลูกค้าที่มาช้าต่างแสดงสีหน้าเสียดาย

“พรุ่งนี้ทำเพิ่มได้หรือไม่”

“ข้าจะมารอตั้งแต่เช้า”

“หากมีห้าสิบลูก ข้าก็เชื่อว่าขายหมด”

กู้หว่านหนิงรับคำด้วยรอยยิ้ม

“ข้าจะพยายามทำเพิ่มเจ้าค่ะ”

ตรงข้ามแผงของนางไปไม่ไกล เป็นร้านแป้งนึ่งของเถ้าแก่จ้าว

ร้านนี้เปิดมาหลายปี ขายหมั่นโถว ซาลาเปาผัก และแผ่นแป้งนึ่ง

เดิมทีลูกค้าบริเวณนี้มักซื้อจากเขา เพราะไม่มีร้านอื่นแข่งขันมากนัก

แต่ตั้งแต่กู้หว่านหนิงมาตั้งแผง ลูกค้าบางส่วนก็เริ่มเปลี่ยนไป

วันนี้ยิ่งชัดเจนกว่าเดิม

ลูกค้าหลายคนที่เคยยืนหน้าร้านเขา กลับเดินข้ามไปซื้อซาลาเปาหมูแดง

บางคนถึงกับวางหมั่นโถวที่กำลังเลือกลง แล้วหันไปต่อแถวที่แผงของกู้หว่านหนิง

เถ้าแก่จ้าวยืนมองด้วยใบหน้าบึ้งตึง

เขาเป็นชายวัยสี่สิบกว่า รูปร่างอ้วนท้วม หนวดเหนือริมฝีปากถูกตัดไว้อย่างเรียบร้อย

เมื่อเห็นซาลาเปาหมูแดงขายหมด เขาก็ยิ่งไม่พอใจ

จึงกล่าวเสียงดังพอให้คนแถวนั้นได้ยิน

“อาหารจากมือหญิงถูกหย่า พวกเจ้ายังกล้าซื้อกินอีกหรือ”

เสียงพูดคุยรอบแผงเงียบลงทันที

เสี่ยวเป่ากำหมัดแน่น

เขากำลังจะพูดตอบ แต่กู้หว่านหนิงยกมือห้ามไว้

นางมองเถ้าแก่จ้าวอย่างสงบ

“เถ้าแก่จ้าว หากท่านไม่ชอบสินค้าของข้า ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเจ้าค่ะ”

ชายผู้นั้นหัวเราะเยาะ

“ข้าเพียงเตือนลูกค้า”

“หญิงถูกขับออกจากตระกูลถือเป็นคนไร้วาสนา”

“อาหารจากคนไร้วาสนา ย่อมไม่เป็นมงคล”

หญิงขายผักที่กำลังถือซาลาเปาอยู่หันไปมองเขา

“อาหารจะเป็นมงคลหรือไม่อยู่ที่รสชาติ ไม่ได้อยู่ที่สถานะของคนทำ”

ชายแบกของพยักหน้า

“ถูกต้อง”

“ข้ากินแล้วอิ่ม มีแรงทำงาน นั่นก็คือเรื่องดี”

หญิงสูงวัยอีกคนกล่าวว่า

“เถ้าแก่จ้าว หากอาหารร้านท่านอร่อย ลูกค้าย่อมซื้อ”

“ไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องหย่าร้างของผู้อื่นมาพูด”

ใบหน้าของเถ้าแก่จ้าวแดงขึ้น

เขาไม่คิดว่าลูกค้าจะช่วยกู้หว่านหนิงตอบโต้

“พวกเจ้าก็ระวังไว้เถิด”

เขาพูดอย่างไม่พอใจ

“ของแปลกใหม่อาจอร่อยเพียงชั่วคราว”

กู้หว่านหนิงไม่ได้เถียงต่อ

นางหันกลับไปจัดหมั่นโถวที่เหลือ

ท่าทีสงบของนางยิ่งทำให้เถ้าแก่จ้าวรู้สึกเหมือนตนเองเป็นฝ่ายเสียหน้า

ช่วงใกล้เที่ยง ชายวัยกลางคนแต่งกายดีผู้หนึ่งเดินมาที่แผง

เขามองลังถึงซึ่งว่างเปล่า ก่อนถามว่า

“ซาลาเปาหมูแดงหมดแล้วหรือ”

“หมดแล้วเจ้าค่ะ”

กู้หว่านหนิงตอบ

“วันนี้เป็นเพียงสินค้าทดลอง จึงทำมาน้อย”

ชายคนนั้นมีสีหน้าเสียดาย

“เมื่อครู่ข้าได้ชิมจากสหายหนึ่งคำ รสชาติดีมาก”

“อีกสามวัน บ้านนายท่านของข้าจะจัดงานเลี้ยง”

“ข้าต้องการสั่งซาลาเปาหมูแดงห้าสิบลูก”

กู้หว่านหนิงชะงักเล็กน้อย

นี่เป็นคำสั่งซื้อจำนวนมากครั้งแรกของนาง

นางคำนวณวัตถุดิบอย่างรวดเร็วในใจ ก่อนถามว่า

“ต้องการรับเวลาใดเจ้าคะ”

“ยามซื่อ”

“ต้องทำเสร็จใหม่และยังอุ่นอยู่”

กู้หว่านหนิงพยักหน้า

“ข้าทำได้เจ้าค่ะ”

ชายคนนั้นหยิบเงินออกมาวาง

“นี่คือเงินมัดจำ”

เหรียญเงินก้อนเล็กกระทบโต๊ะไม้

กู้หว่านหนิงมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจดชื่อ ที่อยู่ วัน เวลา และจำนวนสินค้าอย่างละเอียด

“ข้าจะส่งให้ตรงเวลาตามสัญญาเจ้าค่ะ”

ชายคนนั้นพยักหน้าอย่างพอใจ

“หากงานนี้แขกชอบ ต่อไปอาจมีคำสั่งซื้ออีก”

เมื่อเขาเดินจากไป เสี่ยวเป่ามองถุงเงินมัดจำด้วยดวงตาเป็นประกาย

“พี่สาวกู้ พวกเราได้รับคำสั่งซื้อห้าสิบลูกจริงหรือขอรับ”

“จริง”

“ต้องใช้เนื้อหมูมากหรือไม่”

“มากกว่าวันนี้เกือบสองเท่า”

“ข้าช่วยห่อได้หรือไม่”

กู้หว่านหนิงมองเขา

“ก่อนจะช่วยห่อ เจ้าต้องล้างมือให้สะอาด และฝึกให้แป้งไม่ขาดเสียก่อน”

เสี่ยวเป่ายิ้มกว้าง

“ข้าจะฝึกขอรับ”

อีกฟากหนึ่ง เถ้าแก่จ้าวยืนอยู่หลังร้านของตน

สายตาของเขาจับจ้องถุงเงินในมือกู้หว่านหนิงไม่วาง

วันนี้ร้านของเขาเหลือหมั่นโถวเกือบครึ่งตะกร้า

แต่หญิงถูกหย่าที่เพิ่งมาตั้งแผงไม่กี่วัน กลับขายของหมดและได้รับคำสั่งซื้อครั้งละห้าสิบลูก

ความอิจฉาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความระแวง

หากปล่อยให้นางขายดีขึ้นทุกวัน ลูกค้าของเขาย่อมลดลง

ไม่นาน ซาลาเปาหมูแดงอาจกลายเป็นสินค้าที่ทุกคนพูดถึง

เถ้าแก่จ้าวเรียกลูกจ้างหนุ่มเข้ามาใกล้

เขาก้มลงกระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ไปสืบมาให้ข้าว่า นางใส่อะไรลงไปในไส้หมูนั่น”

ลูกจ้างลังเล

“จะให้ข้าไปถามตรง ๆ หรือขอรับ”

เถ้าแก่จ้าวถลึงตา

“หากถามตรง ๆ แล้วนางยอมบอก ข้าจะต้องใช้เจ้าหรือ”

เขาเหลือบมองกู้หว่านหนิงที่กำลังเก็บแผง

“ตามดูว่านางซื้อเนื้อจากที่ใด”

“ใช้เครื่องปรุงอะไร”

“ตุ๋นนานเท่าใด”

“ข้าต้องรู้ทุกอย่าง”

ลูกจ้างพยักหน้ารับ

กู้หว่านหนิงยังไม่รู้ว่า สินค้าใหม่เพียงสามสิบลูกได้ดึงดูดสายตาของคู่แข่งแล้ว

นางเพียงเก็บเงินมัดจำลงในถุงอีกใบ แยกจากรายรับประจำวันอย่างชัดเจน

เงินจำนวนนี้ยังไม่ใช่กำไร

มันคือคำสัญญาที่ลูกค้ามอบให้นาง

ตราบใดที่ยังไม่ได้ส่งซาลาเปาห้าสิบลูกตรงเวลา นางก็ไม่มีสิทธิ์นำไปใช้ตามใจ

กู้หว่านหนิงผูกปากถุงให้แน่น ก่อนหันไปมองเสี่ยวเป่า

“วันนี้เราต้องกลับไปทดลองอีกครั้ง”

เด็กชายถามอย่างตื่นเต้น

“สูตรยังไม่ดีพอหรือขอรับ”

“รสชาติดีแล้ว”

นางตอบ

“แต่การทำสามสิบลูกกับการทำห้าสิบลูกไม่เหมือนกัน”

“หากทำมากขึ้นแล้วแป้งหมักเกินเวลา หรือไส้เย็นไม่ทัน คุณภาพย่อมเปลี่ยน”

เสี่ยวเป่าพยักหน้า แม้จะเข้าใจเพียงครึ่งหนึ่ง

กู้หว่านหนิงยกตะกร้าขึ้น

วันนี้นางไม่ได้กลับบ้านพร้อมเพียงกำไรเล็กน้อยเหมือนเมื่อวาน

นางกลับพร้อมคำสั่งซื้อครั้งแรก

พร้อมความเชื่อใจของลูกค้า

และพร้อมศัตรูคนแรกในตลาดโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัว

สายลมพัดผ่านถนน กลิ่นหมูแดงที่ยังหลงเหลืออยู่ในลังถึงลอยไปถึงร้านของเถ้าแก่จ้าว

ชายผู้นั้นมองตามแผ่นหลังของกู้หว่านหนิงด้วยสายตาเย็นเยียบ

ส่วนกู้หว่านหนิงกลับก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง

นางยังไม่รู้ว่า สูตรหมูแดงที่เพิ่งประสบความสำเร็จ จะนำมาทั้งเงินทอง ชื่อเสียง และปัญหาที่รุนแรงกว่าที่เคยพบ

แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้แน่ชัดคือ หลังจากขายซาลาเปาสามสิบลูกในวันนี้ ชีวิตของนางได้ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวแล้ว

และนางจะไม่ยอมถอยกลับไปเป็นสตรีที่ต้องรอให้ผู้อื่นตัดสินชะตาอีกต่อไปหลังจากขายหมั่นโถวหมดเร็วกว่าที่คาด กู้หว่านหนิงก็เก็บโต๊ะไม้ ผ้าปูแผง และลังถึงใบเล็กกลับบ้านเช่าด้วยสองมือของตนเอง

ยามเย็น ถนนในตลาดเริ่มเงียบลง พ่อค้าแม่ค้าหลายคนทยอยปิดแผง บางคนเหลือสินค้าจำนวนมากจนต้องลดราคา บางคนกำลังนั่งถอนหายใจขณะนับรายรับที่ไม่พอกับต้นทุน

แต่ตะกร้าของกู้หว่านหนิงกลับว่างเปล่า

หมั่นโถวที่นางนำมาขายในวันนี้ขายหมดทุกลูก

แม้กำไรที่ได้รับจะไม่ได้มากมาย แต่เหรียญทองแดงในถุงผ้ากลับส่งเสียงกระทบกันทุกครั้งที่นางก้าวเดิน เสียงนั้นช่างไพเราะกว่าดนตรีใดที่นางเคยได้ยิน

มันไม่ใช่เงินจากตระกูลเดิม

ไม่ใช่เงินที่สามีหยิบยื่นให้เพราะหน้าที่

และไม่ใช่เงินที่ต้องก้มหน้ารับจากผู้ใด

ทุกอี๊แปะในถุงนี้มาจากแรงของนางเอง

กู้หว่านหนิงเดินกลับถึงบ้านเช่าหลังเก่าในตอนที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้ม

ทันทีที่วางของลง แขนทั้งสองข้างก็หนักจนแทบยกไม่ขึ้น ฝ่าเท้าปวดร้าวจากการยืนขายของทั้งวัน แผ่นหลังแข็งตึงราวกับถูกหินหนักกดทับ

นางทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ย หายใจอยู่นานกว่าจะรวบรวมแรงลุกขึ้นไปต้มน้ำ

ในอดีต เมื่อยังอยู่ในตระกูลเดิม ต่อให้เหนื่อยเพียงใด นางก็ไม่เคยกล้าแสดงออก

หากบอกว่าไม่สบาย แม่สามีย่อมหาว่านางเสแสร้ง

หากทำงานช้า สาวใช้บางคนยังกล้าหัวเราะเยาะลับหลัง

หากสามีกลับเรือน นางต้องรีบจัดเสื้อผ้า เตรียมชา และนั่งรอฟังว่าเขาต้องการสิ่งใด

แต่ค่ำคืนนี้ แม้บ้านเช่าจะเก่า หลังคารั่ว และไม่มีผู้ใดคอยรับใช้ นางกลับรู้สึกว่าลมหายใจของตนเองเป็นอิสระอย่างแท้จริง

กู้หว่านหนิงล้างมือจนสะอาด ก่อนนำถุงเงินออกมาวางบนโต๊ะ

นางเทเหรียญทั้งหมดลงบนผ้าสะอาด

เสียงเหรียญกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง

กู้หว่านหนิงค่อย ๆ นับทีละเหรียญอย่างตั้งใจ

ต้นทุนแป้ง

ค่าฟืน

ค่าเกลือ

ค่ากระดาษห่อ

เมื่อนำเงินที่ใช้ไปทั้งหมดมาหักออก นางเหลือกำไรอยู่จำนวนหนึ่ง

ไม่มากพอให้ใช้ชีวิตสบาย

แต่เพียงพอให้ซื้อวัตถุดิบเพิ่มในวันพรุ่งนี้

กู้หว่านหนิงไม่รีบนำเงินไปซื้อเสื้อใหม่ ไม่ซื้ออาหารดี และไม่คิดให้รางวัลตนเองด้วยของฟุ่มเฟือย

นางหยิบถ้วยดินเผาสามใบมาวางเรียงกัน

ถ้วยใบแรกสำหรับค่าเช่าบ้าน

ถ้วยใบที่สองสำหรับค่าวัตถุดิบ

ถ้วยใบสุดท้ายสำหรับเงินสำรองฉุกเฉิน

นางแบ่งเหรียญลงไปอย่างรอบคอบ

แม้ถ้วยเงินสำรองจะมีเพียงไม่กี่เหรียญ แต่นางก็ไม่ยอมนำมาปะปนกับเงินส่วนอื่น

“เงินส่วนนี้ห้ามแตะต้อง เว้นแต่จำเป็นจริง ๆ”

นางกล่าวกับตนเองเบา ๆ

ชีวิตที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า ไม่มีสิ่งใดแน่นอน

วันนี้ขายดี ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะขายดี

วันนี้มีแรง ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะไม่ล้มป่วย

หากใช้เงินตามอารมณ์ เพียงเกิดเรื่องเล็กน้อย นางอาจกลับไปไม่มีสิ่งใดอีกครั้ง

กู้หว่านหนิงจ้องเหรียญทั้งสามกองอยู่นาน

ความเหน็ดเหนื่อยยังคงอยู่ แต่ภายในอกกลับมีความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ เติบโต

นั่นคือความหวัง

เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกขับออกจากตระกูลเดิมที่นางมองเห็นว่า ชีวิตของตนเองอาจไม่ต้องจบลงอย่างน่าสมเพช

หากขายหมั่นโถวได้ทุกวัน

หากเก็บเงินทีละเล็กทีละน้อย

สักวันนางอาจเช่าร้านเล็ก ๆ ได้

อาจมีเตาที่ดีกว่านี้

อาจไม่ต้องตื่นมาคอยกังวลว่าจะถูกเจ้าของบ้านไล่ออก

ความคิดนั้นทำให้ริมฝีปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย

เช้าวันถัดมา กู้หว่านหนิงนำหมั่นโถวออกไปขายตามปกติ

ลูกค้าเก่าหลายคนกลับมาอุดหนุน

หญิงขายผักที่เคยซื้อเมื่อวานกล่าวว่า

“หมั่นโถวของเจ้านุ่มกว่าร้านอื่นจริง หลานข้ากินไปสองลูกยังถามหาอีก”

ชายแบกของคนหนึ่งซื้อหมั่นโถวสามลูก ก่อนบ่นขึ้นว่า

“อร่อยก็จริง แต่ข้าทำงานหนัก กินเพียงแป้งอย่างเดียวไม่ค่อยอยู่ท้อง”

คนงานอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย

“หากมีไส้เนื้อสักหน่อยคงดี กินตอนเช้าลูกสองลูกก็น่าจะอิ่มถึงเที่ยง”

หญิงสูงวัยผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่กล่าวเสริมว่า

“หมั่นโถวของเจ้ารสดี หากทำซาลาเปาได้ ลูกค้าคงชอบไม่น้อย”

กู้หว่านหนิงฟังทุกคำอย่างตั้งใจ

นางไม่ได้ตอบรับทันที เพียงจดจำความต้องการของลูกค้าไว้ในใจ

ระหว่างกลับบ้านในช่วงบ่าย นางเดินผ่านตลาดขายเนื้อ

เนื้อหมูสดชิ้นใหญ่แขวนเรียงอยู่ตามแผง ราคาสูงเกินกว่าทุนที่นางมีในตอนนี้

กู้หว่านหนิงถามราคาสองสามร้านแล้วต้องเงียบไป

หากซื้อเนื้อดีในราคานั้นมาทำซาลาเปา นางต้องขายแพงกว่าหมั่นโถวหลายเท่า ลูกค้าคนงานอาจไม่มีกำลังซื้อ

ขณะที่กำลังจะเดินกลับ นางเห็นพ่อค้าขายเนื้อคนหนึ่งกำลังเก็บแผง

บนเขียงมีเศษเนื้อหลายส่วนวางรวมกัน

บางชิ้นมีมันติด

บางชิ้นเป็นส่วนขอบที่ตัดออกจากเนื้อชิ้นใหญ่

บางส่วนมีรูปร่างไม่สวย จึงไม่มีลูกค้าเลือกซื้อ

กู้หว่านหนิงหยุดมอง ก่อนถามว่า

“เศษเนื้อเหล่านี้ขายหรือไม่เจ้าคะ”

พ่อค้าหันมามองนาง

“ขาย แต่เจ้าจะเอาไปทำอะไร”

“ทำไส้ซาลาเปา”

ชายผู้นั้นหัวเราะ

“เนื้อพวกนี้รูปร่างไม่สวย บางชิ้นเหนียว หากนำไปผัดกินอาจไม่อร่อย”

กู้หว่านหนิงหยิบขึ้นมาตรวจดูทีละชิ้น

แม้จะเป็นเศษเนื้อ แต่ยังสด ไม่มีกลิ่นเสีย และมีทั้งส่วนเนื้อกับมันในสัดส่วนพอเหมาะ

หากนำไปตุ๋นนานพอ เนื้อเหนียวย่อมนุ่มลงได้

“ข้ารับทั้งหมด แต่ราคาต้องถูกกว่าชิ้นปกติ”

พ่อค้าขายเนื้อคิดอยู่ครู่หนึ่ง

หากเก็บไว้ถึงพรุ่งนี้ เนื้อเหล่านี้ก็อาจเสีย

สุดท้ายเขาจึงบอกราคาที่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง

กู้หว่านหนิงยังต่อรองอีกเล็กน้อย ก่อนจ่ายเงินจากถ้วยค่าวัตถุดิบ

นางหอบเนื้อกลับบ้านเช่าด้วยความระมัดระวัง

เมื่อถึงบ้าน นางล้างเนื้อหลายครั้ง ตัดส่วนที่แข็งเกินไปออก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก

ในครัวมีเครื่องปรุงไม่มาก

มีน้ำตาล เกลือ ซีอิ๊ว และเครื่องเทศราคาถูกที่นางซื้อเก็บไว้เล็กน้อย

กู้หว่านหนิงตั้งหม้อ เติมน้ำ แล้วใส่เนื้อหมูลงไป

นางเคี่ยวน้ำตาลให้ละลายจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ก่อนใส่ซีอิ๊ว เกลือ และเครื่องเทศตามลงไป

กลิ่นหอมเริ่มลอยขึ้นจากหม้อทีละน้อย

เมื่อเนื้อหมูถูกตุ๋นอยู่ในน้ำปรุงรส สีของมันก็ค่อย ๆ เข้มขึ้นจนเป็นสีแดงน้ำตาลสวยงาม

กู้หว่านหนิงใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาชิมชิ้นหนึ่ง

เนื้อยังเหนียวอยู่เล็กน้อย

นางจึงเติมน้ำแล้วตุ๋นต่อด้วยไฟอ่อน

ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม เนื้อหมูเริ่มนุ่ม รสหวานเค็มซึมเข้าไปถึงด้านใน กลิ่นเครื่องเทศช่วยดับกลิ่นคาวได้อย่างพอดี

กู้หว่านหนิงตักเนื้อออกมาสับ แล้วเคี่ยวน้ำปรุงรสในหม้อให้ข้นขึ้น

เมื่อนำเนื้อกลับลงไปคลุก น้ำปรุงรสสีแดงน้ำตาลก็เคลือบทุกชิ้นจนเป็นประกาย

นางมองไส้หมูตรงหน้าอย่างพอใจ

“เรียกว่าหมูแดงก็น่าจะเหมาะ”

จากนั้นจึงเริ่มเตรียมแป้ง

กู้หว่านหนิงเคยทำซาลาเปามาบ้างในอดีต แต่ไม่เคยทำเพื่อขายจำนวนมาก

การห่อไส้ฉ่ำน้ำเช่นนี้ต่างจากการทำหมั่นโถวอย่างสิ้นเชิง

นางแบ่งแป้งเป็นก้อน คลึงให้แบน วางไส้หมูแดงลงตรงกลาง แล้วค่อย ๆ จีบขอบเข้าหากัน

ลูกแรกปิดไม่สนิท

ลูกที่สองใส่ไส้มากเกินไป

ลูกที่สามรูปทรงบิดเบี้ยว

แต่กู้หว่านหนิงยังคงทำต่อจนได้ครบหนึ่งลังถึง

นางวางซาลาเปาเรียงลงไป แล้วจุดไฟนึ่งด้วยความคาดหวัง

ไม่นาน กลิ่นหอมของแป้งกับหมูแดงก็ลอยออกมา

กู้หว่านหนิงรอจนครบเวลา ก่อนเปิดฝาลังถึง

ทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน สีหน้าของนางก็แข็งค้าง

ซาลาเปาหลายลูกแตกออกตรงปาก

ไส้หมูแดงไหลลงไปกองที่ก้นลังถึง

บางลูกแป้งพองผิดรูป

บางลูกติดพื้นไม้จนเมื่อพยายามหยิบขึ้นมา ก้นซาลาเปาก็ขาดทันที

สิ่งที่ตั้งใจให้เป็นซาลาเปาสวยงาม กลับดูเหมือนก้อนแป้งที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างหนัก

กู้หว่านหนิงยืนมองอยู่เงียบ ๆ

เงินค่าเนื้อหมู

ค่าแป้ง

ค่าฟืน

เวลาเกือบทั้งเย็น

ดูเหมือนจะสูญเปล่าไปหมด

ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดสองวันถาโถมขึ้นมาในคราวเดียว

นางนั่งลงบนเก้าอี้ กำผ้ากันเปื้อนไว้แน่น

“หรือข้าคิดมากเกินกำลังตนเอง”

นางพึมพำ

ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“พี่สาวกู้ อยู่หรือไม่ขอรับ”

กู้หว่านหนิงจำเสียงได้

นางลุกไปเปิดประตู พบเด็กชายร่างผอมยืนอยู่ด้านนอก

เขาคือเด็กกำพร้าที่เคยมาช่วยนางเก็บแผงเมื่อวันก่อน

เสื้อผ้าของเขายังเก่าเหมือนเดิม ใบหน้าเปื้อนฝุ่น แต่ดวงตากลับสดใส

“เจ้ามีเรื่องใดหรือ”

เด็กชายยกเชือกเส้นหนึ่งขึ้นมา

“เมื่อวานเชือกผูกตะกร้าของพี่ขาด ข้าเก็บได้จึงนำมาคืนขอรับ”

กู้หว่านหนิงรับเชือกมา

“ขอบใจ เจ้าชื่ออะไร”

“เสี่ยวเป่าขอรับ”

ท้องของเด็กชายส่งเสียงร้องขึ้นมาพอดี

เขารีบใช้มือกดไว้ ใบหน้าแดงด้วยความอาย

กู้หว่านหนิงมองซาลาเปาที่แตกในลังถึง ก่อนกล่าวว่า

“เข้ามาก่อนเถิด”

เสี่ยวเป่าเดินเข้ามา แล้วหยุดทันทีเมื่อได้กลิ่นหอม

ดวงตาของเขาจับจ้องลังถึงอย่างไม่อาจปิดบัง

กู้หว่านหนิงหยิบซาลาเปาลูกที่แตกมากที่สุดใส่จาน

“หน้าตาไม่ดีนัก แต่ยังกินได้”

เสี่ยวเป่ารับไปด้วยสองมือ

“ให้ข้าจริงหรือขอรับ”

“จริง”

เด็กชายกัดลงไปหนึ่งคำ

ไส้หมูแดงฉ่ำไหลออกมาตรงรอยแตก เขารีบใช้มือรองไว้ไม่ให้หยดลงพื้น

จากนั้นก็เคี้ยวอย่างรวดเร็ว

ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นทันที

“อร่อยมากขอรับ”

กู้หว่านหนิงคิดว่าเขาพูดเพราะหิว จึงถามว่า

“ไม่ต้องปลอบข้า แป้งแตก ไส้ไหล ก้นยังติดลังถึง”

เสี่ยวเป่าส่ายหน้าแรง ๆ

“แต่รสชาติอร่อยจริงขอรับ”

เขากัดอีกคำใหญ่

“แป้งนุ่ม ไส้หวานนิด ๆ เค็มหน่อย ๆ แล้วเนื้อก็ไม่เหนียว”

“ข้าไม่เคยกินซาลาเปาเช่นนี้มาก่อน”

กู้หว่านหนิงมองเด็กชายกินจนแก้มพอง

เสี่ยวเป่ากลืนลงไป ก่อนพูดอย่างจริงใจว่า

“แม้หน้าตาไม่สวย แต่หากเอาไปขาย ข้าก็อยากซื้อขอรับ”

“เจ้ามีเงินซื้อหรือ”

เด็กชายชะงัก แล้วก้มหน้า

“ตอนนี้ยังไม่มี”

จากนั้นเขาก็รีบพูดต่อ

“แต่ข้าช่วยเก็บแผงแลกได้”

คำตอบนั้นทำให้กู้หว่านหนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกในรอบวัน

นางหันกลับไปมองซาลาเปาที่ล้มเหลว

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รสชาติ

แสดงว่าสูตรไส้ใช้ได้แล้ว

สิ่งที่ต้องแก้คือแป้ง ปริมาณไส้ และวิธีรองก้นลังถึง

หากยอมแพ้ตอนนี้ เงินที่เสียไปย่อมสูญเปล่าจริง

แต่หากลองอีกครั้ง ความล้มเหลวในวันนี้อาจกลายเป็นบทเรียน

กู้หว่านหนิงลุกขึ้นทันที

“เสี่ยวเป่า เจ้ายังกินได้อีกหรือไม่”

เด็กชายพยักหน้ารัว

“ได้ขอรับ”

“เช่นนั้นช่วยข้าชิมอีกหลายลูก”

คืนนั้น กู้หว่านหนิงเริ่มทดลองใหม่

นางลดปริมาณน้ำในแป้ง

เพิ่มเวลานวด

พักแป้งให้นานขึ้น

ลดไส้หมูแดงต่อหนึ่งลูก

และใช้ใบผักบาง ๆ รองก้นซาลาเปาไม่ให้ติดลังถึง

เสี่ยวเป่านั่งอยู่ข้างเตา คอยเติมฟืนและช่วยจับเวลา

การทดลองรอบที่สอง ซาลาเปายังแตกอยู่หลายลูก แต่ดีขึ้นกว่าครั้งแรก

รอบที่สาม มีเพียงสองลูกที่ไส้ไหล

รอบที่สี่ ซาลาเปาทุกลูกยังคงรูปร่างอยู่ได้

กู้หว่านหนิงหยิบขึ้นมาผ่าดู

แป้งนุ่มขึ้น

ไส้หมูแดงไม่แห้ง

อัตราส่วนระหว่างแป้งกับไส้กำลังพอดี

เสี่ยวเป่ากัดชิมแล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ลูกนี้อร่อยที่สุดขอรับ”

กู้หว่านหนิงเองก็ชิมอีกครึ่งลูก

รสชาติยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ดีพอจะนำออกไปให้ลูกค้าทดลอง

นางจดสัดส่วนทั้งหมดลงบนกระดาษทันที

รุ่งเช้าวันต่อมา กู้หว่านหนิงตื่นก่อนฟ้าสาง

นางทำซาลาเปาหมูแดงเพียงสามสิบลูก

ไม่มากกว่านั้น

เพราะยังไม่รู้ว่าลูกค้าจะยอมรับหรือไม่

นางนำหมั่นโถวออกขายตามปกติ และวางซาลาเปาหมูแดงไว้ในลังถึงอีกใบ

เมื่อเปิดแผง กลิ่นหมูแดงก็ลอยออกมาดึงดูดผู้คนทันที

หญิงขายผักคนเดิมเดินเข้ามาเป็นคนแรก

“วันนี้มีกลิ่นอะไรหอมเช่นนี้”

กู้หว่านหนิงเปิดฝาลังถึง

“ซาลาเปาหมูแดงเจ้าค่ะ เป็นสินค้าทดลอง วันนี้มีเพียงสามสิบลูก”

หญิงขายผักมองซาลาเปาสีขาวนวล

“หมูแดงคืออะไร”

“เนื้อหมูตุ๋นกับน้ำตาล ซีอิ๊ว เกลือ และเครื่องเทศเจ้าค่ะ”

“ขอลองหนึ่งลูก”

กู้หว่านหนิงรับเงิน แล้วหยิบซาลาเปาร้อน ๆ ใส่กระดาษให้

หญิงคนนั้นกัดลงไปเพียงคำเดียว

เนื้อแป้งนุ่มยุบลง ไส้หมูแดงด้านในฉ่ำและส่งกลิ่นหอมทันที

นางหยุดเคี้ยวไปชั่วขณะ

ลูกค้าที่อยู่รอบข้างต่างมองอย่างรอคอย

ชายแบกของถามขึ้น

“เป็นอย่างไร”

หญิงขายผักไม่ตอบเขา แต่หันมาหากู้หว่านหนิง

“เหลือกี่ลูก”

“ยี่สิบเก้าลูกเจ้าค่ะ”

“ข้าเอาอีกห้าลูก”

คนรอบข้างส่งเสียงฮือฮา

ชายแบกของรีบแทรกเข้ามา

“เมื่อวานข้าเป็นคนบอกว่าอยากได้ของมีไส้ ข้าต้องได้ลองก่อน”

“ข้าขอสองลูก”

“ข้าสามลูก”

“ข้าจะเอากลับไปให้ลูก”

เสียงสั่งซื้อดังขึ้นพร้อมกัน

กู้หว่านหนิงแทบไม่มีเวลาหยุดมือ

ลูกค้าคนแรกบอกต่อคนที่สอง

คนที่สองกัดชิมแล้วเรียกเพื่อน

ไม่นาน ผู้คนก็เริ่มแย่งกันซื้อเพราะกลัวของหมด

“เหลือสิบลูกเจ้าค่ะ”

เสี่ยวเป่าซึ่งมาช่วยนางแต่เช้าตะโกนบอก

ชายคนหนึ่งรีบยกมือ

“ข้าเอาหกลูก”

หญิงอีกคนแย้ง

“เหลือให้ผู้อื่นบ้าง ข้าเอาสามลูก”

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ซาลาเปาหมูแดงทั้งสามสิบลูกก็ขายหมดเกลี้ยง

ลูกค้าที่มาช้าต่างแสดงสีหน้าเสียดาย

“พรุ่งนี้ทำเพิ่มได้หรือไม่”

“ข้าจะมารอตั้งแต่เช้า”

“หากมีห้าสิบลูก ข้าก็เชื่อว่าขายหมด”

กู้หว่านหนิงรับคำด้วยรอยยิ้ม

“ข้าจะพยายามทำเพิ่มเจ้าค่ะ”

ตรงข้ามแผงของนางไปไม่ไกล เป็นร้านแป้งนึ่งของเถ้าแก่จ้าว

ร้านนี้เปิดมาหลายปี ขายหมั่นโถว ซาลาเปาผัก และแผ่นแป้งนึ่ง

เดิมทีลูกค้าบริเวณนี้มักซื้อจากเขา เพราะไม่มีร้านอื่นแข่งขันมากนัก

แต่ตั้งแต่กู้หว่านหนิงมาตั้งแผง ลูกค้าบางส่วนก็เริ่มเปลี่ยนไป

วันนี้ยิ่งชัดเจนกว่าเดิม

ลูกค้าหลายคนที่เคยยืนหน้าร้านเขา กลับเดินข้ามไปซื้อซาลาเปาหมูแดง

บางคนถึงกับวางหมั่นโถวที่กำลังเลือกลง แล้วหันไปต่อแถวที่แผงของกู้หว่านหนิง

เถ้าแก่จ้าวยืนมองด้วยใบหน้าบึ้งตึง

เขาเป็นชายวัยสี่สิบกว่า รูปร่างอ้วนท้วม หนวดเหนือริมฝีปากถูกตัดไว้อย่างเรียบร้อย

เมื่อเห็นซาลาเปาหมูแดงขายหมด เขาก็ยิ่งไม่พอใจ

จึงกล่าวเสียงดังพอให้คนแถวนั้นได้ยิน

“อาหารจากมือหญิงถูกหย่า พวกเจ้ายังกล้าซื้อกินอีกหรือ”

เสียงพูดคุยรอบแผงเงียบลงทันที

เสี่ยวเป่ากำหมัดแน่น

เขากำลังจะพูดตอบ แต่กู้หว่านหนิงยกมือห้ามไว้

นางมองเถ้าแก่จ้าวอย่างสงบ

“เถ้าแก่จ้าว หากท่านไม่ชอบสินค้าของข้า ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเจ้าค่ะ”

ชายผู้นั้นหัวเราะเยาะ

“ข้าเพียงเตือนลูกค้า”

“หญิงถูกขับออกจากตระกูลถือเป็นคนไร้วาสนา”

“อาหารจากคนไร้วาสนา ย่อมไม่เป็นมงคล”

หญิงขายผักที่กำลังถือซาลาเปาอยู่หันไปมองเขา

“อาหารจะเป็นมงคลหรือไม่อยู่ที่รสชาติ ไม่ได้อยู่ที่สถานะของคนทำ”

ชายแบกของพยักหน้า

“ถูกต้อง”

“ข้ากินแล้วอิ่ม มีแรงทำงาน นั่นก็คือเรื่องดี”

หญิงสูงวัยอีกคนกล่าวว่า

“เถ้าแก่จ้าว หากอาหารร้านท่านอร่อย ลูกค้าย่อมซื้อ”

“ไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องหย่าร้างของผู้อื่นมาพูด”

ใบหน้าของเถ้าแก่จ้าวแดงขึ้น

เขาไม่คิดว่าลูกค้าจะช่วยกู้หว่านหนิงตอบโต้

“พวกเจ้าก็ระวังไว้เถิด”

เขาพูดอย่างไม่พอใจ

“ของแปลกใหม่อาจอร่อยเพียงชั่วคราว”

กู้หว่านหนิงไม่ได้เถียงต่อ

นางหันกลับไปจัดหมั่นโถวที่เหลือ

ท่าทีสงบของนางยิ่งทำให้เถ้าแก่จ้าวรู้สึกเหมือนตนเองเป็นฝ่ายเสียหน้า

ช่วงใกล้เที่ยง ชายวัยกลางคนแต่งกายดีผู้หนึ่งเดินมาที่แผง

เขามองลังถึงซึ่งว่างเปล่า ก่อนถามว่า

“ซาลาเปาหมูแดงหมดแล้วหรือ”

“หมดแล้วเจ้าค่ะ”

กู้หว่านหนิงตอบ

“วันนี้เป็นเพียงสินค้าทดลอง จึงทำมาน้อย”

ชายคนนั้นมีสีหน้าเสียดาย

“เมื่อครู่ข้าได้ชิมจากสหายหนึ่งคำ รสชาติดีมาก”

“อีกสามวัน บ้านนายท่านของข้าจะจัดงานเลี้ยง”

“ข้าต้องการสั่งซาลาเปาหมูแดงห้าสิบลูก”

กู้หว่านหนิงชะงักเล็กน้อย

นี่เป็นคำสั่งซื้อจำนวนมากครั้งแรกของนาง

นางคำนวณวัตถุดิบอย่างรวดเร็วในใจ ก่อนถามว่า

“ต้องการรับเวลาใดเจ้าคะ”

“ยามซื่อ”

“ต้องทำเสร็จใหม่และยังอุ่นอยู่”

กู้หว่านหนิงพยักหน้า

“ข้าทำได้เจ้าค่ะ”

ชายคนนั้นหยิบเงินออกมาวาง

“นี่คือเงินมัดจำ”

เหรียญเงินก้อนเล็กกระทบโต๊ะไม้

กู้หว่านหนิงมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจดชื่อ ที่อยู่ วัน เวลา และจำนวนสินค้าอย่างละเอียด

“ข้าจะส่งให้ตรงเวลาตามสัญญาเจ้าค่ะ”

ชายคนนั้นพยักหน้าอย่างพอใจ

“หากงานนี้แขกชอบ ต่อไปอาจมีคำสั่งซื้ออีก”

เมื่อเขาเดินจากไป เสี่ยวเป่ามองถุงเงินมัดจำด้วยดวงตาเป็นประกาย

“พี่สาวกู้ พวกเราได้รับคำสั่งซื้อห้าสิบลูกจริงหรือขอรับ”

“จริง”

“ต้องใช้เนื้อหมูมากหรือไม่”

“มากกว่าวันนี้เกือบสองเท่า”

“ข้าช่วยห่อได้หรือไม่”

กู้หว่านหนิงมองเขา

“ก่อนจะช่วยห่อ เจ้าต้องล้างมือให้สะอาด และฝึกให้แป้งไม่ขาดเสียก่อน”

เสี่ยวเป่ายิ้มกว้าง

“ข้าจะฝึกขอรับ”

อีกฟากหนึ่ง เถ้าแก่จ้าวยืนอยู่หลังร้านของตน

สายตาของเขาจับจ้องถุงเงินในมือกู้หว่านหนิงไม่วาง

วันนี้ร้านของเขาเหลือหมั่นโถวเกือบครึ่งตะกร้า

แต่หญิงถูกหย่าที่เพิ่งมาตั้งแผงไม่กี่วัน กลับขายของหมดและได้รับคำสั่งซื้อครั้งละห้าสิบลูก

ความอิจฉาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความระแวง

หากปล่อยให้นางขายดีขึ้นทุกวัน ลูกค้าของเขาย่อมลดลง

ไม่นาน ซาลาเปาหมูแดงอาจกลายเป็นสินค้าที่ทุกคนพูดถึง

เถ้าแก่จ้าวเรียกลูกจ้างหนุ่มเข้ามาใกล้

เขาก้มลงกระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ไปสืบมาให้ข้าว่า นางใส่อะไรลงไปในไส้หมูนั่น”

ลูกจ้างลังเล

“จะให้ข้าไปถามตรง ๆ หรือขอรับ”

เถ้าแก่จ้าวถลึงตา

“หากถามตรง ๆ แล้วนางยอมบอก ข้าจะต้องใช้เจ้าหรือ”

เขาเหลือบมองกู้หว่านหนิงที่กำลังเก็บแผง

“ตามดูว่านางซื้อเนื้อจากที่ใด”

“ใช้เครื่องปรุงอะไร”

“ตุ๋นนานเท่าใด”

“ข้าต้องรู้ทุกอย่าง”

ลูกจ้างพยักหน้ารับ

กู้หว่านหนิงยังไม่รู้ว่า สินค้าใหม่เพียงสามสิบลูกได้ดึงดูดสายตาของคู่แข่งแล้ว

นางเพียงเก็บเงินมัดจำลงในถุงอีกใบ แยกจากรายรับประจำวันอย่างชัดเจน

เงินจำนวนนี้ยังไม่ใช่กำไร

มันคือคำสัญญาที่ลูกค้ามอบให้นาง

ตราบใดที่ยังไม่ได้ส่งซาลาเปาห้าสิบลูกตรงเวลา นางก็ไม่มีสิทธิ์นำไปใช้ตามใจ

กู้หว่านหนิงผูกปากถุงให้แน่น ก่อนหันไปมองเสี่ยวเป่า

“วันนี้เราต้องกลับไปทดลองอีกครั้ง”

เด็กชายถามอย่างตื่นเต้น

“สูตรยังไม่ดีพอหรือขอรับ”

“รสชาติดีแล้ว”

นางตอบ

“แต่การทำสามสิบลูกกับการทำห้าสิบลูกไม่เหมือนกัน”

“หากทำมากขึ้นแล้วแป้งหมักเกินเวลา หรือไส้เย็นไม่ทัน คุณภาพย่อมเปลี่ยน”

เสี่ยวเป่าพยักหน้า แม้จะเข้าใจเพียงครึ่งหนึ่ง

กู้หว่านหนิงยกตะกร้าขึ้น

วันนี้นางไม่ได้กลับบ้านพร้อมเพียงกำไรเล็กน้อยเหมือนเมื่อวาน

นางกลับพร้อมคำสั่งซื้อครั้งแรก

พร้อมความเชื่อใจของลูกค้า

และพร้อมศัตรูคนแรกในตลาดโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัว

สายลมพัดผ่านถนน กลิ่นหมูแดงที่ยังหลงเหลืออยู่ในลังถึงลอยไปถึงร้านของเถ้าแก่จ้าว

ชายผู้นั้นมองตามแผ่นหลังของกู้หว่านหนิงด้วยสายตาเย็นเยียบ

ส่วนกู้หว่านหนิงกลับก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง

นางยังไม่รู้ว่า สูตรหมูแดงที่เพิ่งประสบความสำเร็จ จะนำมาทั้งเงินทอง ชื่อเสียง และปัญหาที่รุนแรงกว่าที่เคยพบ

แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้แน่ชัดคือ หลังจากขายซาลาเปาสามสิบลูกในวันนี้ ชีวิตของนางได้ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวแล้ว

และนางจะไม่ยอมถอยกลับไปเป็นสตรีที่ต้องรอให้ผู้อื่นตัดสินชะตาอีกต่อไปหลังจากขายหมั่นโถวหมดเร็วกว่าที่คาด กู้หว่านหนิงก็เก็บโต๊ะไม้ ผ้าปูแผง และลังถึงใบเล็กกลับบ้านเช่าด้วยสองมือของตนเอง

ยามเย็น ถนนในตลาดเริ่มเงียบลง พ่อค้าแม่ค้าหลายคนทยอยปิดแผง บางคนเหลือสินค้าจำนวนมากจนต้องลดราคา บางคนกำลังนั่งถอนหายใจขณะนับรายรับที่ไม่พอกับต้นทุน

แต่ตะกร้าของกู้หว่านหนิงกลับว่างเปล่า

หมั่นโถวที่นางนำมาขายในวันนี้ขายหมดทุกลูก

แม้กำไรที่ได้รับจะไม่ได้มากมาย แต่เหรียญทองแดงในถุงผ้ากลับส่งเสียงกระทบกันทุกครั้งที่นางก้าวเดิน เสียงนั้นช่างไพเราะกว่าดนตรีใดที่นางเคยได้ยิน

มันไม่ใช่เงินจากตระกูลเดิม

ไม่ใช่เงินที่สามีหยิบยื่นให้เพราะหน้าที่

และไม่ใช่เงินที่ต้องก้มหน้ารับจากผู้ใด

ทุกอี๊แปะในถุงนี้มาจากแรงของนางเอง

กู้หว่านหนิงเดินกลับถึงบ้านเช่าหลังเก่าในตอนที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้ม

ทันทีที่วางของลง แขนทั้งสองข้างก็หนักจนแทบยกไม่ขึ้น ฝ่าเท้าปวดร้าวจากการยืนขายของทั้งวัน แผ่นหลังแข็งตึงราวกับถูกหินหนักกดทับ

นางทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ย หายใจอยู่นานกว่าจะรวบรวมแรงลุกขึ้นไปต้มน้ำ

ในอดีต เมื่อยังอยู่ในตระกูลเดิม ต่อให้เหนื่อยเพียงใด นางก็ไม่เคยกล้าแสดงออก

หากบอกว่าไม่สบาย แม่สามีย่อมหาว่านางเสแสร้ง

หากทำงานช้า สาวใช้บางคนยังกล้าหัวเราะเยาะลับหลัง

หากสามีกลับเรือน นางต้องรีบจัดเสื้อผ้า เตรียมชา และนั่งรอฟังว่าเขาต้องการสิ่งใด

แต่ค่ำคืนนี้ แม้บ้านเช่าจะเก่า หลังคารั่ว และไม่มีผู้ใดคอยรับใช้ นางกลับรู้สึกว่าลมหายใจของตนเองเป็นอิสระอย่างแท้จริง

กู้หว่านหนิงล้างมือจนสะอาด ก่อนนำถุงเงินออกมาวางบนโต๊ะ

นางเทเหรียญทั้งหมดลงบนผ้าสะอาด

เสียงเหรียญกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง

กู้หว่านหนิงค่อย ๆ นับทีละเหรียญอย่างตั้งใจ

ต้นทุนแป้ง

ค่าฟืน

ค่าเกลือ

ค่ากระดาษห่อ

เมื่อนำเงินที่ใช้ไปทั้งหมดมาหักออก นางเหลือกำไรอยู่จำนวนหนึ่ง

ไม่มากพอให้ใช้ชีวิตสบาย

แต่เพียงพอให้ซื้อวัตถุดิบเพิ่มในวันพรุ่งนี้

กู้หว่านหนิงไม่รีบนำเงินไปซื้อเสื้อใหม่ ไม่ซื้ออาหารดี และไม่คิดให้รางวัลตนเองด้วยของฟุ่มเฟือย

นางหยิบถ้วยดินเผาสามใบมาวางเรียงกัน

ถ้วยใบแรกสำหรับค่าเช่าบ้าน

ถ้วยใบที่สองสำหรับค่าวัตถุดิบ

ถ้วยใบสุดท้ายสำหรับเงินสำรองฉุกเฉิน

นางแบ่งเหรียญลงไปอย่างรอบคอบ

แม้ถ้วยเงินสำรองจะมีเพียงไม่กี่เหรียญ แต่นางก็ไม่ยอมนำมาปะปนกับเงินส่วนอื่น

“เงินส่วนนี้ห้ามแตะต้อง เว้นแต่จำเป็นจริง ๆ”

นางกล่าวกับตนเองเบา ๆ

ชีวิตที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า ไม่มีสิ่งใดแน่นอน

วันนี้ขายดี ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะขายดี

วันนี้มีแรง ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะไม่ล้มป่วย

หากใช้เงินตามอารมณ์ เพียงเกิดเรื่องเล็กน้อย นางอาจกลับไปไม่มีสิ่งใดอีกครั้ง

กู้หว่านหนิงจ้องเหรียญทั้งสามกองอยู่นาน

ความเหน็ดเหนื่อยยังคงอยู่ แต่ภายในอกกลับมีความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ เติบโต

นั่นคือความหวัง

เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกขับออกจากตระกูลเดิมที่นางมองเห็นว่า ชีวิตของตนเองอาจไม่ต้องจบลงอย่างน่าสมเพช

หากขายหมั่นโถวได้ทุกวัน

หากเก็บเงินทีละเล็กทีละน้อย

สักวันนางอาจเช่าร้านเล็ก ๆ ได้

อาจมีเตาที่ดีกว่านี้

อาจไม่ต้องตื่นมาคอยกังวลว่าจะถูกเจ้าของบ้านไล่ออก

ความคิดนั้นทำให้ริมฝีปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย

เช้าวันถัดมา กู้หว่านหนิงนำหมั่นโถวออกไปขายตามปกติ

ลูกค้าเก่าหลายคนกลับมาอุดหนุน

หญิงขายผักที่เคยซื้อเมื่อวานกล่าวว่า

“หมั่นโถวของเจ้านุ่มกว่าร้านอื่นจริง หลานข้ากินไปสองลูกยังถามหาอีก”

ชายแบกของคนหนึ่งซื้อหมั่นโถวสามลูก ก่อนบ่นขึ้นว่า

“อร่อยก็จริง แต่ข้าทำงานหนัก กินเพียงแป้งอย่างเดียวไม่ค่อยอยู่ท้อง”

คนงานอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย

“หากมีไส้เนื้อสักหน่อยคงดี กินตอนเช้าลูกสองลูกก็น่าจะอิ่มถึงเที่ยง”

หญิงสูงวัยผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่กล่าวเสริมว่า

“หมั่นโถวของเจ้ารสดี หากทำซาลาเปาได้ ลูกค้าคงชอบไม่น้อย”

กู้หว่านหนิงฟังทุกคำอย่างตั้งใจ

นางไม่ได้ตอบรับทันที เพียงจดจำความต้องการของลูกค้าไว้ในใจ

ระหว่างกลับบ้านในช่วงบ่าย นางเดินผ่านตลาดขายเนื้อ

เนื้อหมูสดชิ้นใหญ่แขวนเรียงอยู่ตามแผง ราคาสูงเกินกว่าทุนที่นางมีในตอนนี้

กู้หว่านหนิงถามราคาสองสามร้านแล้วต้องเงียบไป

หากซื้อเนื้อดีในราคานั้นมาทำซาลาเปา นางต้องขายแพงกว่าหมั่นโถวหลายเท่า ลูกค้าคนงานอาจไม่มีกำลังซื้อ

ขณะที่กำลังจะเดินกลับ นางเห็นพ่อค้าขายเนื้อคนหนึ่งกำลังเก็บแผง

บนเขียงมีเศษเนื้อหลายส่วนวางรวมกัน

บางชิ้นมีมันติด

บางชิ้นเป็นส่วนขอบที่ตัดออกจากเนื้อชิ้นใหญ่

บางส่วนมีรูปร่างไม่สวย จึงไม่มีลูกค้าเลือกซื้อ

กู้หว่านหนิงหยุดมอง ก่อนถามว่า

“เศษเนื้อเหล่านี้ขายหรือไม่เจ้าคะ”

พ่อค้าหันมามองนาง

“ขาย แต่เจ้าจะเอาไปทำอะไร”

“ทำไส้ซาลาเปา”

ชายผู้นั้นหัวเราะ

“เนื้อพวกนี้รูปร่างไม่สวย บางชิ้นเหนียว หากนำไปผัดกินอาจไม่อร่อย”

กู้หว่านหนิงหยิบขึ้นมาตรวจดูทีละชิ้น

แม้จะเป็นเศษเนื้อ แต่ยังสด ไม่มีกลิ่นเสีย และมีทั้งส่วนเนื้อกับมันในสัดส่วนพอเหมาะ

หากนำไปตุ๋นนานพอ เนื้อเหนียวย่อมนุ่มลงได้

“ข้ารับทั้งหมด แต่ราคาต้องถูกกว่าชิ้นปกติ”

พ่อค้าขายเนื้อคิดอยู่ครู่หนึ่ง

หากเก็บไว้ถึงพรุ่งนี้ เนื้อเหล่านี้ก็อาจเสีย

สุดท้ายเขาจึงบอกราคาที่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง

กู้หว่านหนิงยังต่อรองอีกเล็กน้อย ก่อนจ่ายเงินจากถ้วยค่าวัตถุดิบ

นางหอบเนื้อกลับบ้านเช่าด้วยความระมัดระวัง

เมื่อถึงบ้าน นางล้างเนื้อหลายครั้ง ตัดส่วนที่แข็งเกินไปออก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก

ในครัวมีเครื่องปรุงไม่มาก

มีน้ำตาล เกลือ ซีอิ๊ว และเครื่องเทศราคาถูกที่นางซื้อเก็บไว้เล็กน้อย

กู้หว่านหนิงตั้งหม้อ เติมน้ำ แล้วใส่เนื้อหมูลงไป

นางเคี่ยวน้ำตาลให้ละลายจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ก่อนใส่ซีอิ๊ว เกลือ และเครื่องเทศตามลงไป

กลิ่นหอมเริ่มลอยขึ้นจากหม้อทีละน้อย

เมื่อเนื้อหมูถูกตุ๋นอยู่ในน้ำปรุงรส สีของมันก็ค่อย ๆ เข้มขึ้นจนเป็นสีแดงน้ำตาลสวยงาม

กู้หว่านหนิงใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาชิมชิ้นหนึ่ง

เนื้อยังเหนียวอยู่เล็กน้อย

นางจึงเติมน้ำแล้วตุ๋นต่อด้วยไฟอ่อน

ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม เนื้อหมูเริ่มนุ่ม รสหวานเค็มซึมเข้าไปถึงด้านใน กลิ่นเครื่องเทศช่วยดับกลิ่นคาวได้อย่างพอดี

กู้หว่านหนิงตักเนื้อออกมาสับ แล้วเคี่ยวน้ำปรุงรสในหม้อให้ข้นขึ้น

เมื่อนำเนื้อกลับลงไปคลุก น้ำปรุงรสสีแดงน้ำตาลก็เคลือบทุกชิ้นจนเป็นประกาย

นางมองไส้หมูตรงหน้าอย่างพอใจ

“เรียกว่าหมูแดงก็น่าจะเหมาะ”

จากนั้นจึงเริ่มเตรียมแป้ง

กู้หว่านหนิงเคยทำซาลาเปามาบ้างในอดีต แต่ไม่เคยทำเพื่อขายจำนวนมาก

การห่อไส้ฉ่ำน้ำเช่นนี้ต่างจากการทำหมั่นโถวอย่างสิ้นเชิง

นางแบ่งแป้งเป็นก้อน คลึงให้แบน วางไส้หมูแดงลงตรงกลาง แล้วค่อย ๆ จีบขอบเข้าหากัน

ลูกแรกปิดไม่สนิท

ลูกที่สองใส่ไส้มากเกินไป

ลูกที่สามรูปทรงบิดเบี้ยว

แต่กู้หว่านหนิงยังคงทำต่อจนได้ครบหนึ่งลังถึง

นางวางซาลาเปาเรียงลงไป แล้วจุดไฟนึ่งด้วยความคาดหวัง

ไม่นาน กลิ่นหอมของแป้งกับหมูแดงก็ลอยออกมา

กู้หว่านหนิงรอจนครบเวลา ก่อนเปิดฝาลังถึง

ทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน สีหน้าของนางก็แข็งค้าง

ซาลาเปาหลายลูกแตกออกตรงปาก

ไส้หมูแดงไหลลงไปกองที่ก้นลังถึง

บางลูกแป้งพองผิดรูป

บางลูกติดพื้นไม้จนเมื่อพยายามหยิบขึ้นมา ก้นซาลาเปาก็ขาดทันที

สิ่งที่ตั้งใจให้เป็นซาลาเปาสวยงาม กลับดูเหมือนก้อนแป้งที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างหนัก

กู้หว่านหนิงยืนมองอยู่เงียบ ๆ

เงินค่าเนื้อหมู

ค่าแป้ง

ค่าฟืน

เวลาเกือบทั้งเย็น

ดูเหมือนจะสูญเปล่าไปหมด

ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดสองวันถาโถมขึ้นมาในคราวเดียว

นางนั่งลงบนเก้าอี้ กำผ้ากันเปื้อนไว้แน่น

“หรือข้าคิดมากเกินกำลังตนเอง”

นางพึมพำ

ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“พี่สาวกู้ อยู่หรือไม่ขอรับ”

กู้หว่านหนิงจำเสียงได้

นางลุกไปเปิดประตู พบเด็กชายร่างผอมยืนอยู่ด้านนอก

เขาคือเด็กกำพร้าที่เคยมาช่วยนางเก็บแผงเมื่อวันก่อน

เสื้อผ้าของเขายังเก่าเหมือนเดิม ใบหน้าเปื้อนฝุ่น แต่ดวงตากลับสดใส

“เจ้ามีเรื่องใดหรือ”

เด็กชายยกเชือกเส้นหนึ่งขึ้นมา

“เมื่อวานเชือกผูกตะกร้าของพี่ขาด ข้าเก็บได้จึงนำมาคืนขอรับ”

กู้หว่านหนิงรับเชือกมา

“ขอบใจ เจ้าชื่ออะไร”

“เสี่ยวเป่าขอรับ”

ท้องของเด็กชายส่งเสียงร้องขึ้นมาพอดี

เขารีบใช้มือกดไว้ ใบหน้าแดงด้วยความอาย

กู้หว่านหนิงมองซาลาเปาที่แตกในลังถึง ก่อนกล่าวว่า

“เข้ามาก่อนเถิด”

เสี่ยวเป่าเดินเข้ามา แล้วหยุดทันทีเมื่อได้กลิ่นหอม

ดวงตาของเขาจับจ้องลังถึงอย่างไม่อาจปิดบัง

กู้หว่านหนิงหยิบซาลาเปาลูกที่แตกมากที่สุดใส่จาน

“หน้าตาไม่ดีนัก แต่ยังกินได้”

เสี่ยวเป่ารับไปด้วยสองมือ

“ให้ข้าจริงหรือขอรับ”

“จริง”

เด็กชายกัดลงไปหนึ่งคำ

ไส้หมูแดงฉ่ำไหลออกมาตรงรอยแตก เขารีบใช้มือรองไว้ไม่ให้หยดลงพื้น

จากนั้นก็เคี้ยวอย่างรวดเร็ว

ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นทันที

“อร่อยมากขอรับ”

กู้หว่านหนิงคิดว่าเขาพูดเพราะหิว จึงถามว่า

“ไม่ต้องปลอบข้า แป้งแตก ไส้ไหล ก้นยังติดลังถึง”

เสี่ยวเป่าส่ายหน้าแรง ๆ

“แต่รสชาติอร่อยจริงขอรับ”

เขากัดอีกคำใหญ่

“แป้งนุ่ม ไส้หวานนิด ๆ เค็มหน่อย ๆ แล้วเนื้อก็ไม่เหนียว”

“ข้าไม่เคยกินซาลาเปาเช่นนี้มาก่อน”

กู้หว่านหนิงมองเด็กชายกินจนแก้มพอง

เสี่ยวเป่ากลืนลงไป ก่อนพูดอย่างจริงใจว่า

“แม้หน้าตาไม่สวย แต่หากเอาไปขาย ข้าก็อยากซื้อขอรับ”

“เจ้ามีเงินซื้อหรือ”

เด็กชายชะงัก แล้วก้มหน้า

“ตอนนี้ยังไม่มี”

จากนั้นเขาก็รีบพูดต่อ

“แต่ข้าช่วยเก็บแผงแลกได้”

คำตอบนั้นทำให้กู้หว่านหนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกในรอบวัน

นางหันกลับไปมองซาลาเปาที่ล้มเหลว

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รสชาติ

แสดงว่าสูตรไส้ใช้ได้แล้ว

สิ่งที่ต้องแก้คือแป้ง ปริมาณไส้ และวิธีรองก้นลังถึง

หากยอมแพ้ตอนนี้ เงินที่เสียไปย่อมสูญเปล่าจริง

แต่หากลองอีกครั้ง ความล้มเหลวในวันนี้อาจกลายเป็นบทเรียน

กู้หว่านหนิงลุกขึ้นทันที

“เสี่ยวเป่า เจ้ายังกินได้อีกหรือไม่”

เด็กชายพยักหน้ารัว

“ได้ขอรับ”

“เช่นนั้นช่วยข้าชิมอีกหลายลูก”

คืนนั้น กู้หว่านหนิงเริ่มทดลองใหม่

นางลดปริมาณน้ำในแป้ง

เพิ่มเวลานวด

พักแป้งให้นานขึ้น

ลดไส้หมูแดงต่อหนึ่งลูก

และใช้ใบผักบาง ๆ รองก้นซาลาเปาไม่ให้ติดลังถึง

เสี่ยวเป่านั่งอยู่ข้างเตา คอยเติมฟืนและช่วยจับเวลา

การทดลองรอบที่สอง ซาลาเปายังแตกอยู่หลายลูก แต่ดีขึ้นกว่าครั้งแรก

รอบที่สาม มีเพียงสองลูกที่ไส้ไหล

รอบที่สี่ ซาลาเปาทุกลูกยังคงรูปร่างอยู่ได้

กู้หว่านหนิงหยิบขึ้นมาผ่าดู

แป้งนุ่มขึ้น

ไส้หมูแดงไม่แห้ง

อัตราส่วนระหว่างแป้งกับไส้กำลังพอดี

เสี่ยวเป่ากัดชิมแล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ลูกนี้อร่อยที่สุดขอรับ”

กู้หว่านหนิงเองก็ชิมอีกครึ่งลูก

รสชาติยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ดีพอจะนำออกไปให้ลูกค้าทดลอง

นางจดสัดส่วนทั้งหมดลงบนกระดาษทันที

รุ่งเช้าวันต่อมา กู้หว่านหนิงตื่นก่อนฟ้าสาง

นางทำซาลาเปาหมูแดงเพียงสามสิบลูก

ไม่มากกว่านั้น

เพราะยังไม่รู้ว่าลูกค้าจะยอมรับหรือไม่

นางนำหมั่นโถวออกขายตามปกติ และวางซาลาเปาหมูแดงไว้ในลังถึงอีกใบ

เมื่อเปิดแผง กลิ่นหมูแดงก็ลอยออกมาดึงดูดผู้คนทันที

หญิงขายผักคนเดิมเดินเข้ามาเป็นคนแรก

“วันนี้มีกลิ่นอะไรหอมเช่นนี้”

กู้หว่านหนิงเปิดฝาลังถึง

“ซาลาเปาหมูแดงเจ้าค่ะ เป็นสินค้าทดลอง วันนี้มีเพียงสามสิบลูก”

หญิงขายผักมองซาลาเปาสีขาวนวล

“หมูแดงคืออะไร”

“เนื้อหมูตุ๋นกับน้ำตาล ซีอิ๊ว เกลือ และเครื่องเทศเจ้าค่ะ”

“ขอลองหนึ่งลูก”

กู้หว่านหนิงรับเงิน แล้วหยิบซาลาเปาร้อน ๆ ใส่กระดาษให้

หญิงคนนั้นกัดลงไปเพียงคำเดียว

เนื้อแป้งนุ่มยุบลง ไส้หมูแดงด้านในฉ่ำและส่งกลิ่นหอมทันที

นางหยุดเคี้ยวไปชั่วขณะ

ลูกค้าที่อยู่รอบข้างต่างมองอย่างรอคอย

ชายแบกของถามขึ้น

“เป็นอย่างไร”

หญิงขายผักไม่ตอบเขา แต่หันมาหากู้หว่านหนิง

“เหลือกี่ลูก”

“ยี่สิบเก้าลูกเจ้าค่ะ”

“ข้าเอาอีกห้าลูก”

คนรอบข้างส่งเสียงฮือฮา

ชายแบกของรีบแทรกเข้ามา

“เมื่อวานข้าเป็นคนบอกว่าอยากได้ของมีไส้ ข้าต้องได้ลองก่อน”

“ข้าขอสองลูก”

“ข้าสามลูก”

“ข้าจะเอากลับไปให้ลูก”

เสียงสั่งซื้อดังขึ้นพร้อมกัน

กู้หว่านหนิงแทบไม่มีเวลาหยุดมือ

ลูกค้าคนแรกบอกต่อคนที่สอง

คนที่สองกัดชิมแล้วเรียกเพื่อน

ไม่นาน ผู้คนก็เริ่มแย่งกันซื้อเพราะกลัวของหมด

“เหลือสิบลูกเจ้าค่ะ”

เสี่ยวเป่าซึ่งมาช่วยนางแต่เช้าตะโกนบอก

ชายคนหนึ่งรีบยกมือ

“ข้าเอาหกลูก”

หญิงอีกคนแย้ง

“เหลือให้ผู้อื่นบ้าง ข้าเอาสามลูก”

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ซาลาเปาหมูแดงทั้งสามสิบลูกก็ขายหมดเกลี้ยง

ลูกค้าที่มาช้าต่างแสดงสีหน้าเสียดาย

“พรุ่งนี้ทำเพิ่มได้หรือไม่”

“ข้าจะมารอตั้งแต่เช้า”

“หากมีห้าสิบลูก ข้าก็เชื่อว่าขายหมด”

กู้หว่านหนิงรับคำด้วยรอยยิ้ม

“ข้าจะพยายามทำเพิ่มเจ้าค่ะ”

ตรงข้ามแผงของนางไปไม่ไกล เป็นร้านแป้งนึ่งของเถ้าแก่จ้าว

ร้านนี้เปิดมาหลายปี ขายหมั่นโถว ซาลาเปาผัก และแผ่นแป้งนึ่ง

เดิมทีลูกค้าบริเวณนี้มักซื้อจากเขา เพราะไม่มีร้านอื่นแข่งขันมากนัก

แต่ตั้งแต่กู้หว่านหนิงมาตั้งแผง ลูกค้าบางส่วนก็เริ่มเปลี่ยนไป

วันนี้ยิ่งชัดเจนกว่าเดิม

ลูกค้าหลายคนที่เคยยืนหน้าร้านเขา กลับเดินข้ามไปซื้อซาลาเปาหมูแดง

บางคนถึงกับวางหมั่นโถวที่กำลังเลือกลง แล้วหันไปต่อแถวที่แผงของกู้หว่านหนิง

เถ้าแก่จ้าวยืนมองด้วยใบหน้าบึ้งตึง

เขาเป็นชายวัยสี่สิบกว่า รูปร่างอ้วนท้วม หนวดเหนือริมฝีปากถูกตัดไว้อย่างเรียบร้อย

เมื่อเห็นซาลาเปาหมูแดงขายหมด เขาก็ยิ่งไม่พอใจ

จึงกล่าวเสียงดังพอให้คนแถวนั้นได้ยิน

“อาหารจากมือหญิงถูกหย่า พวกเจ้ายังกล้าซื้อกินอีกหรือ”

เสียงพูดคุยรอบแผงเงียบลงทันที

เสี่ยวเป่ากำหมัดแน่น

เขากำลังจะพูดตอบ แต่กู้หว่านหนิงยกมือห้ามไว้

นางมองเถ้าแก่จ้าวอย่างสงบ

“เถ้าแก่จ้าว หากท่านไม่ชอบสินค้าของข้า ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเจ้าค่ะ”

ชายผู้นั้นหัวเราะเยาะ

“ข้าเพียงเตือนลูกค้า”

“หญิงถูกขับออกจากตระกูลถือเป็นคนไร้วาสนา”

“อาหารจากคนไร้วาสนา ย่อมไม่เป็นมงคล”

หญิงขายผักที่กำลังถือซาลาเปาอยู่หันไปมองเขา

“อาหารจะเป็นมงคลหรือไม่อยู่ที่รสชาติ ไม่ได้อยู่ที่สถานะของคนทำ”

ชายแบกของพยักหน้า

“ถูกต้อง”

“ข้ากินแล้วอิ่ม มีแรงทำงาน นั่นก็คือเรื่องดี”

หญิงสูงวัยอีกคนกล่าวว่า

“เถ้าแก่จ้าว หากอาหารร้านท่านอร่อย ลูกค้าย่อมซื้อ”

“ไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องหย่าร้างของผู้อื่นมาพูด”

ใบหน้าของเถ้าแก่จ้าวแดงขึ้น

เขาไม่คิดว่าลูกค้าจะช่วยกู้หว่านหนิงตอบโต้

“พวกเจ้าก็ระวังไว้เถิด”

เขาพูดอย่างไม่พอใจ

“ของแปลกใหม่อาจอร่อยเพียงชั่วคราว”

กู้หว่านหนิงไม่ได้เถียงต่อ

นางหันกลับไปจัดหมั่นโถวที่เหลือ

ท่าทีสงบของนางยิ่งทำให้เถ้าแก่จ้าวรู้สึกเหมือนตนเองเป็นฝ่ายเสียหน้า

ช่วงใกล้เที่ยง ชายวัยกลางคนแต่งกายดีผู้หนึ่งเดินมาที่แผง

เขามองลังถึงซึ่งว่างเปล่า ก่อนถามว่า

“ซาลาเปาหมูแดงหมดแล้วหรือ”

“หมดแล้วเจ้าค่ะ”

กู้หว่านหนิงตอบ

“วันนี้เป็นเพียงสินค้าทดลอง จึงทำมาน้อย”

ชายคนนั้นมีสีหน้าเสียดาย

“เมื่อครู่ข้าได้ชิมจากสหายหนึ่งคำ รสชาติดีมาก”

“อีกสามวัน บ้านนายท่านของข้าจะจัดงานเลี้ยง”

“ข้าต้องการสั่งซาลาเปาหมูแดงห้าสิบลูก”

กู้หว่านหนิงชะงักเล็กน้อย

นี่เป็นคำสั่งซื้อจำนวนมากครั้งแรกของนาง

นางคำนวณวัตถุดิบอย่างรวดเร็วในใจ ก่อนถามว่า

“ต้องการรับเวลาใดเจ้าคะ”

“ยามซื่อ”

“ต้องทำเสร็จใหม่และยังอุ่นอยู่”

กู้หว่านหนิงพยักหน้า

“ข้าทำได้เจ้าค่ะ”

ชายคนนั้นหยิบเงินออกมาวาง

“นี่คือเงินมัดจำ”

เหรียญเงินก้อนเล็กกระทบโต๊ะไม้

กู้หว่านหนิงมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจดชื่อ ที่อยู่ วัน เวลา และจำนวนสินค้าอย่างละเอียด

“ข้าจะส่งให้ตรงเวลาตามสัญญาเจ้าค่ะ”

ชายคนนั้นพยักหน้าอย่างพอใจ

“หากงานนี้แขกชอบ ต่อไปอาจมีคำสั่งซื้ออีก”

เมื่อเขาเดินจากไป เสี่ยวเป่ามองถุงเงินมัดจำด้วยดวงตาเป็นประกาย

“พี่สาวกู้ พวกเราได้รับคำสั่งซื้อห้าสิบลูกจริงหรือขอรับ”

“จริง”

“ต้องใช้เนื้อหมูมากหรือไม่”

“มากกว่าวันนี้เกือบสองเท่า”

“ข้าช่วยห่อได้หรือไม่”

กู้หว่านหนิงมองเขา

“ก่อนจะช่วยห่อ เจ้าต้องล้างมือให้สะอาด และฝึกให้แป้งไม่ขาดเสียก่อน”

เสี่ยวเป่ายิ้มกว้าง

“ข้าจะฝึกขอรับ”

อีกฟากหนึ่ง เถ้าแก่จ้าวยืนอยู่หลังร้านของตน

สายตาของเขาจับจ้องถุงเงินในมือกู้หว่านหนิงไม่วาง

วันนี้ร้านของเขาเหลือหมั่นโถวเกือบครึ่งตะกร้า

แต่หญิงถูกหย่าที่เพิ่งมาตั้งแผงไม่กี่วัน กลับขายของหมดและได้รับคำสั่งซื้อครั้งละห้าสิบลูก

ความอิจฉาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความระแวง

หากปล่อยให้นางขายดีขึ้นทุกวัน ลูกค้าของเขาย่อมลดลง

ไม่นาน ซาลาเปาหมูแดงอาจกลายเป็นสินค้าที่ทุกคนพูดถึง

เถ้าแก่จ้าวเรียกลูกจ้างหนุ่มเข้ามาใกล้

เขาก้มลงกระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ไปสืบมาให้ข้าว่า นางใส่อะไรลงไปในไส้หมูนั่น”

ลูกจ้างลังเล

“จะให้ข้าไปถามตรง ๆ หรือขอรับ”

เถ้าแก่จ้าวถลึงตา

“หากถามตรง ๆ แล้วนางยอมบอก ข้าจะต้องใช้เจ้าหรือ”

เขาเหลือบมองกู้หว่านหนิงที่กำลังเก็บแผง

“ตามดูว่านางซื้อเนื้อจากที่ใด”

“ใช้เครื่องปรุงอะไร”

“ตุ๋นนานเท่าใด”

“ข้าต้องรู้ทุกอย่าง”

ลูกจ้างพยักหน้ารับ

กู้หว่านหนิงยังไม่รู้ว่า สินค้าใหม่เพียงสามสิบลูกได้ดึงดูดสายตาของคู่แข่งแล้ว

นางเพียงเก็บเงินมัดจำลงในถุงอีกใบ แยกจากรายรับประจำวันอย่างชัดเจน

เงินจำนวนนี้ยังไม่ใช่กำไร

มันคือคำสัญญาที่ลูกค้ามอบให้นาง

ตราบใดที่ยังไม่ได้ส่งซาลาเปาห้าสิบลูกตรงเวลา นางก็ไม่มีสิทธิ์นำไปใช้ตามใจ

กู้หว่านหนิงผูกปากถุงให้แน่น ก่อนหันไปมองเสี่ยวเป่า

“วันนี้เราต้องกลับไปทดลองอีกครั้ง”

เด็กชายถามอย่างตื่นเต้น

“สูตรยังไม่ดีพอหรือขอรับ”

“รสชาติดีแล้ว”

นางตอบ

“แต่การทำสามสิบลูกกับการทำห้าสิบลูกไม่เหมือนกัน”

“หากทำมากขึ้นแล้วแป้งหมักเกินเวลา หรือไส้เย็นไม่ทัน คุณภาพย่อมเปลี่ยน”

เสี่ยวเป่าพยักหน้า แม้จะเข้าใจเพียงครึ่งหนึ่ง

กู้หว่านหนิงยกตะกร้าขึ้น

วันนี้นางไม่ได้กลับบ้านพร้อมเพียงกำไรเล็กน้อยเหมือนเมื่อวาน

นางกลับพร้อมคำสั่งซื้อครั้งแรก

พร้อมความเชื่อใจของลูกค้า

และพร้อมศัตรูคนแรกในตลาดโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัว

สายลมพัดผ่านถนน กลิ่นหมูแดงที่ยังหลงเหลืออยู่ในลังถึงลอยไปถึงร้านของเถ้าแก่จ้าว

ชายผู้นั้นมองตามแผ่นหลังของกู้หว่านหนิงด้วยสายตาเย็นเยียบ

ส่วนกู้หว่านหนิงกลับก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง

นางยังไม่รู้ว่า สูตรหมูแดงที่เพิ่งประสบความสำเร็จ จะนำมาทั้งเงินทอง ชื่อเสียง และปัญหาที่รุนแรงกว่าที่เคยพบ

แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้แน่ชัดคือ หลังจากขายซาลาเปาสามสิบลูกในวันนี้ ชีวิตของนางได้ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวแล้ว

และนางจะไม่ยอมถอยกลับไปเป็นสตรีที่ต้องรอให้ผู้อื่นตัดสินชะตาอีกต่อไป

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หย่าแล้วเป็นเศรษฐีนี   ตอนที่ 127 โรงงานขนาดใหญ่แห่งแรก

    ตอนที่ 127 โรงงานขนาดใหญ่แห่งแรกหลังจากกลับมาจากกรมคลัง กู้หว่านหนิงไม่ได้พักแม้แต่น้อยทันทีที่รถม้าจอดหน้าหอม่านเซียง นางก็สั่งให้หลิวซิ่วเรียกผู้ดูแลทุกฝ่ายมารวมตัวกันที่ห้องประชุมด้านหลังร้านบนโต๊ะยาวมีทั้งสมุดบัญชี แผนที่เมืองหลวง รายชื่อคนงาน และสำเนาสัญญาหลวงฉบับแรกวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบผู้ดูแลโรงงานเดิม ผู้ดูแลคลังสินค้า หัวหน้าฝ่ายขนส่ง และพ่อครัวอาวุโสต่างมาถึงพร้อมกัน ไม่มีผู้ใดกล้าชักช้า เพราะทุกคนรู้ดีว่างานที่กำลังจะเริ่มขึ้นในครั้งนี้สำคัญเพียงใดกู้หว่านหนิงเปิดสัญญาแล้วกล่าวตรงประเด็น"เสบียงงวดแรกต้องจัดส่งภายในสิบวัน จำนวนสำหรับทหารสี่พันสองร้อยนาย"ผู้ดูแลโรงงานเดิมได้ยินตัวเลขก็ขมวดคิ้วทันที"นายหญิง หากเป็นเพียงแผ่นแป้งอย่างเดียว เราอาจเร่งผลิตได้ แต่ยังมีซุปก้อน เนื้อแห้ง และถั่วอัดก้อนอีก โรงงานเดิมรองรับไม่ไหวขอรับ"หัวหน้าฝ่ายขนส่งพยักหน้าเห็นด้วย"คลังสินค้าของเราก็เล็กเกินไป หากวัตถุดิบเข้ามาพร้อมกันทั้งหมด ต่อให้วางกองเต็มทางเดินก็ยังไม่พอ"พ่อครัวอาวุโสถอนหายใจ"เตาอบในโรงงานเดิมมีเพียงหกเตา ต่อให้ผลัดกันทำงานทั้งวันทั้งคืนก็อาจเสร็จไม่ทัน ยิ่งเร่

  • หย่าแล้วเป็นเศรษฐีนี   ตอนที่ 126 : ผู้ป่วยที่ถูกปล่อยกลับ

    ตอนที่ 126 : ผู้ป่วยที่ถูกปล่อยกลับคืนนั้น หลินเยว่แทบไม่ได้หลับหลังหมอหลวงเจิ้งสั่งปล่อยผู้ป่วยอาการไม่หนักห้ารายกลับบ้าน นางให้เซียวอวี้เฉินส่งคนติดตามไปเฝ้าดูเงียบ ๆ พร้อมกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ต้องสังเกตว่าแต่ละบ้านใช้น้ำจากที่ใด มีใครแตะแผลหรือไม่ มีใครเริ่มมีไข้หรือไม่ และมีการใช้ผ้าร่วมกันหรือไม่เซี่ยชิงเห็นนางนั่งอยู่หน้าโต๊ะบันทึกจนดึก จึงเอาน้ำอุ่นมาให้"ท่านหัวหน้า ดื่มน้ำสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"หลินเยว่รับถ้วยมา แต่ไม่ได้ยกดื่มทันที ดวงตายังคงมองแผนผังตรอกหลังตลาดตะวันออกที่วาดอย่างเร่งรีบ บนกระดาษมีชื่อบ้าน จุดบ่อน้ำ เส้นทางตลาด และเครื่องหมายวงกลมสีแดงที่แทนผู้ป่วยแต่ละราย"ห้าคนที่ถูกปล่อยกลับ อยู่คนละตรอกหรือไม่"เซี่ยชิงเปิดสมุดตอบ"สองคนอยู่ตรอกหลังตลาดตะวันออก หนึ่งคนอยู่ตรอกขายฟืน หนึ่งคนอยู่ใกล้สะพานหิน และอีกคนอยู่บ้านเช่าหลังโรงย้อมผ้าเจ้าค่ะ"หลินเยว่วางถ้วยลง"ถ้าเป็นพิษจากยาอย่างเดียว คนในบ้านที่ไม่ใช้ยาจะไม่ป่วย แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อจากแผล ผ้า น้ำ หรือสัมผัสใกล้ชิด คนในบ้านจะเริ่มมีไข้ภายในหนึ่งถึงสองวัน"เซี่ยชิงหน้าซีด"ท่านคิดว่าจะเกิดจริงหรือเจ้าคะ"หลิน

  • หย่าแล้วเป็นเศรษฐีนี   ตอนที่ 125 เสบียงผ่านการทดสอบ

    ตอนที่ 125 เสบียงผ่านการทดสอบแสงอรุณในวันที่สามสาดผ่านเมฆสีเทาเหนือค่ายทหารหลวง เสียงกลองปลุกดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี ทหารหลายพันนายต่างลุกจากที่นอนอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะออกไปฝึกตามคำสั่งของแม่ทัพประจำกองการทดสอบเสบียงหลวงดำเนินมาถึงวันสุดท้ายแล้วตลอดสามวันที่ผ่านมา เสบียงของผู้สมัครทุกฝ่ายถูกแจกจ่ายให้ทหารแต่ละกองอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ผลิต มีเพียงตราหมายเลขกำกับอยู่บนหีบ เพื่อป้องกันการลำเอียงและการติดสินบนเสบียงหมายเลขหนึ่งเป็นของตระกูลซ่งเสบียงหมายเลขเจ็ดเป็นของหอม่านเซียงกู้หว่านหนิงยืนอยู่บนลานตรวจเสบียงภายในค่าย นางสวมชุดสีครามเรียบง่าย เส้นผมถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ใบหน้าสงบนิ่งจนมองไม่ออกว่านางกำลังกังวลหรือมั่นใจข้างกายนางมีหลี่จิ้งเหอยืนกอดอกอยู่ เขามองกองทหารที่กำลังกลับมาจากการฝึกระยะไกลด้วยสายตาคมกริบวันนี้เป็นวันที่ทหารต้องเดินเท้ากว่าสี่สิบลี้ แบกอาวุธเต็มชุด และกินเพียงเสบียงที่ได้รับแจกเท่านั้นผลการทดสอบในวันนี้จะเป็นตัวชี้ขาดว่าผู้ใดจะได้รับสิทธิ์จัดหาเสบียงให้กองทัพหลวงเสนาบดีเหยายืนอยู่ใต้กระโจมใหญ่ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมกว่าทุกวัน

  • หย่าแล้วเป็นเศรษฐีนี   ตอนที่ 124 เตาที่ไม่มีฟืน

    ตอนที่ 124 เตาที่ไม่มีฟืนแสงแดดยามสายส่องลงบนถนนนอกกำแพงเมือง แต่บรรยากาศภายในโรงงานเก่ากลับตึงเครียดกว่าทุกวันเตาอบหกเตาถูกดับลงตามคำสั่งของกู้หว่านหนิง เหลือเพียงสองเตาที่มีเปลวไฟอ่อนส่องอยู่ภายใน ปล่องควันซึ่งเคยพ่นควันสีเทาอย่างต่อเนื่องกลับเงียบสงบลงอย่างผิดปกติคนงานหลายสิบคนยืนรออยู่กลางลานไม่มีผู้ใดกล้าพูดเสียงดังทุกคนรู้ดีว่า หากไม่มีเชื้อเพลิง การผลิตจะหยุดลงทันที และหากหยุดนานเกินหนึ่งวัน โอกาสส่งมอบเสบียงสามหมื่นสามพันส่วนภายในเวลาที่กำหนดแทบเป็นไปไม่ได้อาเหลียงยืนอยู่ข้างรถม้าเปล่า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล"ข้าไปถามร้านฟืนทั้งหมดสิบสองร้านแล้วขอรับ""ห้าร้านบอกว่าของหมด""สี่ร้านบอกว่ามีผู้จองไว้ทั้งหมด""อีกสามร้านยังมีของ แต่ราคาสูงกว่าปกติสามเท

  • หย่าแล้วเป็นเศรษฐีนี   ตอนที่ 123 การแข่งขันเสบียงหลวง

    ตอนที่ 123 การแข่งขันเสบียงหลวงรุ่งเช้าวันถัดมา หนังสือเงื่อนไขการทดสอบจากกรมคลังถูกส่งมาถึงเรือนรับรองของกู้หว่านหนิงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่เจ้าหน้าที่ผู้ถือเอกสารมาด้วยตนเอง เขาสวมชุดขุนนางระดับล่าง สีหน้าเรียบเฉย และพูดเพียงไม่กี่ประโยคก่อนจากไป"นี่คือข้อกำหนดอย่างเป็นทางการ ผู้สมัครทุกฝ่ายได้รับเงื่อนไขเดียวกัน""เริ่มนับเวลาตั้งแต่ยามเฉินของวันนี้""วันที่สิบต้องนำเสบียงทั้งหมดไปส่งที่ลานกองทหารรักษาเมืองก่อนพระอาทิตย์ตก"เมื่อประตูเรือนปิดลง กู้หว่านหนิงจึงคลี่เอกสารออกบนโต๊ะเสี่ยวเป่า เสี่ยวชิง อาเหลียง และเฉินหย่งยืนล้อมอยู่รอบข้างภายในห้องเงียบสนิททุกคนอ่านข้อความทีละบรรทัดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเสบียงต้องเพียงพอสำหรับทหารสามพันนายต้องเก็บรักษาได้นานไม่น้อยกว่าสิบห้าวันต้องมีน้ำหนักเบาเพื่อสะดวกต่อการขนส่งต้องให้พลังงานสูงและสามารถรับประทานได้โดยใช้เวลาปรุงน้อยต้องผลิตให้เสร็จภายในสิบวันผู้สมัครทุกฝ่ายได้รับงบประมาณเท่ากันห้ามขอเพิ่มเงินภายหลังไม่ว่าด้วยเหตุผลใดสินค้าทุกชนิดต้องผ่านการตรวจคุณภาพ น้ำหนัก ความชื้น กลิ่น และระยะเวลาการเก็บรักษากู้หว่านหนิงอ่านจ

  • หย่าแล้วเป็นเศรษฐีนี   ตอนที่ 122 เข้าเฝ้าฮ่องเต้

    ตอนที่ 122 เข้าเฝ้าฮ่องเต้รุ่งเช้าวันต่อมา เสียงระฆังจากหอประจำเมืองหลวงดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่กู้หว่านหนิงลืมตาขึ้นก่อนเสียงระฆังครั้งสุดท้ายจะจบลง นางนั่งอยู่ข้างเตียงครู่หนึ่ง ก่อนลุกไปล้างหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าวันนี้เป็นวันที่นางต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้นางเลือกสวมชุดสีฟ้าเทา เนื้อผ้าดีแต่ไม่มีลวดลายฟุ่มเฟือย มีเพียงลายรวงข้าวเล็ก ๆ ปักอยู่ตรงปลายแขน เสื้อคลุมชั้นนอกเป็นสีเข้มเพื่อให้ดูสุภาพและเหมาะสมกับการเข้าเฝ้าเส้นผมถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบร้อย ประดับปิ่นหยกขาวเพียงชิ้นเดียวเสี่ยวชิงยืนมองอยู่ด้านหลัง ก่อนกล่าวด้วยความกังวล"เถ้าแก่เนี้ย วันนี้ท่านต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาท เหตุใดไม่เลือกชุดที่หรูหรากว่านี้เจ้าคะ"กู้หว่านหนิงมองเงาของตนในกระจกทองเหลือง"ข้าเข้าไปในท้องพระโรงเพื่อแสดงความส

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status