LOGINตอนที่ 4 หมั่นโถวสูตรนุ่ม
แสงอ่อนของยามเช้าส่องผ่านช่องว่างบนหลังคา ตกลงบนพื้นไม้เก่าที่กู้หว่านหนิงเพิ่งขัดจนสะอาดเมื่อวาน เสียงไก่ขันดังมาจากบ้านท้ายตรอก ตามด้วยเสียงคนเข็นรถออกไปยังตลาด เสียงล้อไม้บดผ่านพื้นหินปลุกให้ตรอกเล็กที่เงียบสงบค่อย ๆ มีชีวิตขึ้นมา
กู้หว่านหนิงลืมตาตื่นก่อนฟ้าสว่างเต็มที่
ความแข็งของเตียงไม้ทำให้นางปวดหลังอยู่บ้าง ผ้าห่มเก่าที่ป้าหลิวให้ยืมก็บางจนแทบกันลมไม่ได้ ทว่าคืนนี้กลับเป็นคืนแรกในรอบหลายปีที่นางนอนหลับโดยไม่ต้องหวาดระแวง
ไม่มีเสียงแม่สามีเรียกใช้งานตั้งแต่เช้ามืด
ไม่มีสาวใช้มาเคาะประตูเพื่อบอกว่าน้ำชาที่เรือนใหญ่เย็นเกินไป
ไม่มีใครกล่าวโทษว่านางตื่นสายทั้งที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น
กู้หว่านหนิงนอนมองเพดานเก่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นนั่งช้า ๆ
วันนี้เป็นวันสำคัญ
นางต้องเริ่มลงมือทำสิ่งที่จะใช้เลี้ยงชีวิตตนเอง
กู้หว่านหนิงล้างหน้าด้วยน้ำเย็น เกล้าผมขึ้นอย่างเรียบง่าย แล้วนำเงินที่เหลือออกมานับอีกครั้ง
สี่ตำลึงกับสองร้อยห้าสิบอีแปะ
เมื่อวานนางวางแผนคร่าว ๆ ไว้แล้ว แต่การคิดในยามค่ำกับการลงมือจริงในตอนเช้าแตกต่างกันมาก
นางต้องซื้อแป้งสาลี น้ำตาล ยีสต์ เกลือ และน้ำมันเล็กน้อย
สิ่งสำคัญกว่านั้นคือเตานึ่ง
ในครัวมีเพียงเตาดินเก่าที่เพิ่งซ่อมรอยแตกร้าว แต่ไม่มีลังถึง ไม่มีหม้อใหญ่ และไม่มีฝาปิดที่เหมาะสำหรับนึ่งหมั่นโถว
หากซื้อใหม่ทั้งหมด เงินทุนของนางคงหายไปเกือบครึ่ง
กู้หว่านหนิงยืนครุ่นคิดอยู่กลางลาน ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นควันไฟลอยขึ้นจากบ้านของป้าหลิว
เมื่อวานหญิงชราบอกว่าหากขาดเหลือสิ่งใดสามารถไปหาได้
แต่นางไม่อยากพึ่งพาผู้อื่นมากเกินไป
ยิ่งเป็นผู้หญิงที่เพิ่งถูกหย่า ผู้คนยิ่งพร้อมจะกล่าวหาว่านางทำตัวน่าสงสารเพื่อขอความช่วยเหลือ
กู้หว่านหนิงจึงตัดสินใจไปตลาดก่อน
นางห่อเงินไว้ในผ้าอย่างแน่นหนา เก็บไว้ด้านในเสื้อ แล้วถือถุงผ้าใบเล็กออกจากบ้าน
ทันทีที่เปิดประตู กลิ่นอาหารจากบ้านเรือนโดยรอบก็ลอยมากับลม
บ้านตรงข้ามกำลังต้มโจ๊ก
บ้านท้ายตรอกกำลังทอดแผ่นแป้ง
ส่วนป้าหลิวกำลังนั่งล้างผักอยู่หน้าบ้าน
เมื่อเห็นกู้หว่านหนิงเดินออกมา ป้าหลิวก็เงยหน้าขึ้นถาม
"ตื่นเช้าเพียงนี้ จะไปที่ใดหรือ"
กู้หว่านหนิงตอบอย่างสุภาพ
"ข้าจะไปซื้อแป้งเจ้าค่ะ"
ป้าหลิวมองถุงผ้าในมือนาง ก่อนนึกถึงคำพูดเมื่อคืน
"เจ้าคิดจะทำอาหารขายจริงหรือ"
"เจ้าค่ะ ข้าจะลองทำหมั่นโถวขาย"
ป้าหลิววางผักลงในอ่าง
"หมั่นโถวในตลาดมีหลายร้าน เจ้าจะขายแข่งกับพวกเขาได้หรือ"
กู้หว่านหนิงไม่ได้รู้สึกไม่พอใจกับคำถามนั้น เพราะสิ่งที่ป้าหลิวพูดคือความจริง
ในเมืองชิงเหอมีร้านหมั่นโถวอยู่ไม่น้อย
แผงใหญ่ที่สุดตั้งอยู่หน้าตลาด ขายมานานกว่าสิบปี ลูกค้าประจำมีทั้งคนงาน พ่อค้า และชาวบ้าน
หากนางทำหมั่นโถวธรรมดาเหมือนคนอื่น ย่อมไม่มีเหตุผลที่ลูกค้าจะเปลี่ยนมาซื้อของนาง
"ข้าจึงต้องคิดสูตรที่ต่างออกไปเจ้าค่ะ"
ป้าหลิวเลิกคิ้ว
"หมั่นโถวก็มีเพียงแป้งกับน้ำ จะต่างกันได้อย่างไร"
กู้หว่านหนิงยิ้มบาง ๆ
"ต่างกันที่ความนุ่ม กลิ่น และรสเจ้าค่ะ"
ป้าหลิวพยักหน้าอย่างไม่แน่ใจนัก
"เช่นนั้นก็ลองดู"
กู้หว่านหนิงกล่าวลาแล้วเดินออกจากตรอก
ตลาดยามเช้าคึกคักกว่าช่วงสายหลายเท่า พ่อค้าแม่ค้าเพิ่งนำสินค้ามาตั้งแผง กลิ่นผักสด เนื้อหมู และเครื่องเทศปะปนกันไปทั่ว
นางเดินตรงไปยังร้านขายแป้งที่ตั้งอยู่เกือบสุดตลาด
เจ้าของร้านเป็นชายร่างท้วมนามว่าเถ้าแก่จาง เขากำลังใช้ทัพพีไม้ตักแป้งใส่ถุงให้ลูกค้า
เมื่อถึงคิวของกู้หว่านหนิง เถ้าแก่จางมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
ดูเหมือนเขาจะจำได้ว่านางคืออดีตสะใภ้ตระกูลเซียว
แต่เพราะเป็นพ่อค้า เขาจึงไม่ได้พูดเรื่องส่วนตัว เพียงถามว่า
"ต้องการแป้งชนิดใด"
กู้หว่านหนิงมองถังแป้งหลายใบที่วางเรียงกัน
"ข้าขอดูเนื้อแป้งได้หรือไม่เจ้าคะ"
เถ้าแก่จางตักแป้งจากถังกลางขึ้นมาเล็กน้อย
"แป้งนี้เหมาะทำหมั่นโถว ราคาหนึ่งจินยี่สิบอีแปะ"
กู้หว่านหนิงใช้นิ้วแตะเนื้อแป้ง แล้วบีบเบา ๆ
เนื้อค่อนข้างหยาบและมีกลิ่นข้าวสาลีอ่อน
หากนำไปนวดตรง ๆ หมั่นโถวย่อมไม่ได้นุ่มมากนัก
นางจึงถามว่า
"มีแป้งที่ละเอียดกว่านี้หรือไม่เจ้าคะ"
เถ้าแก่จางชี้ไปยังถังด้านใน
"มี แต่ราคาจินละสามสิบอีแปะ"
กู้หว่านหนิงขอดูอีกครั้ง
แป้งชนิดนี้สีขาวกว่า เนื้อละเอียดกว่า และแทบไม่มีสิ่งเจือปน
หากเป็นเมื่อก่อน ตอนอยู่จวนเซียว นางคงเลือกแป้งดีที่สุดโดยไม่ต้องคิดเรื่องราคา เพราะเงินในครัวไม่ใช่สิ่งที่นางต้องรับผิดชอบ
แต่ตอนนี้ทุกอีแปะคือทุนชีวิต
กู้หว่านหนิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า
"ขอแป้งละเอียดสองจิน และแป้งธรรมดาสามจินเจ้าค่ะ"
เถ้าแก่จางมองนางอย่างสนใจ
"เจ้าจะผสมแป้งหรือ"
"เจ้าค่ะ แป้งละเอียดช่วยให้เนื้อนุ่ม ส่วนแป้งธรรมดาช่วยลดต้นทุน หากใช้สัดส่วนเหมาะสม รสชาติจะไม่ต่างจากใช้แป้งดีทั้งหมด"
เถ้าแก่จางหัวเราะ
"ดูเหมือนเจ้าจะรู้เรื่องแป้งไม่น้อย"
กู้หว่านหนิงยิ้มโดยไม่ตอบ
นางเคยใช้เวลาหลายปีอยู่ในครัวของจวนเซียว แรกเริ่มเพียงเพราะต้องเอาใจแม่สามี ต่อมาจึงเริ่มสนใจวิธีทำอาหารจริง ๆ
นางเคยทดลองเปลี่ยนสัดส่วนแป้งหลายครั้ง
เคยใช้แป้งเก่าผสมแป้งใหม่
เคยเติมน้ำอุ่น เติมน้ำเย็น และลองพักแป้งในเวลาต่างกัน
สิ่งที่คนในจวนมองว่าเป็นเพียงงานของสะใภ้ไร้ค่า กลับกลายเป็นความรู้ที่นางสามารถนำมาใช้เลี้ยงชีวิตตนเองได้ในวันนี้
หลังจ่ายค่าแป้งหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ กู้หว่านหนิงก็ซื้อยีสต์ น้ำตาล และเกลือเพิ่มอีกเล็กน้อย
นางยังซื้อขวดน้ำมันใบเล็กราคาสามสิบอีแปะ เพราะรู้ว่าน้ำมันเพียงไม่กี่หยดจะช่วยให้ผิวหมั่นโถวเรียบและไม่แห้งเกินไป
เมื่อกลับถึงบ้าน เงินที่ใช้ไปทั้งหมดเกินสองร้อยอีแปะเล็กน้อย
กู้หว่านหนิงวางวัตถุดิบลงบนโต๊ะ ก่อนนำกระดาษเก่าที่ขอมาจากร้านขายแป้งมาจดค่าใช้จ่าย
นางไม่มีหมึก จึงใช้ถ่านเขียนแทน
แป้งหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ
น้ำตาลสามสิบอีแปะ
ยีสต์ยี่สิบอีแปะ
เกลือห้าอีแปะ
น้ำมันสามสิบอีแปะ
รวมสองร้อยสามสิบห้าอีแปะ
ตัวเลขที่ลดลงทำให้นางรู้สึกกดดันอยู่บ้าง แต่ในเวลาเดียวกันก็เกิดความมุ่งมั่นมากขึ้น
วัตถุดิบเหล่านี้จะต้องไม่เสียเปล่า
กู้หว่านหนิงเทแป้งละเอียดหนึ่งส่วนกับแป้งธรรมดาสองส่วนลงในอ่างไม้เก่าที่ล้างสะอาดแล้ว จากนั้นเติมน้ำตาลเล็กน้อยและคลุกให้เข้ากัน
สูตรที่นางคิดไว้ไม่ได้ใช้เพียงแป้งกับน้ำ
สิ่งสำคัญคือการทำให้น้ำอุ่นในระดับพอดี
หากร้อนเกินไป ยีสต์จะตาย
หากเย็นเกินไป แป้งจะขึ้นช้าและมีกลิ่นเปรี้ยว
นางต้มน้ำบนเตาดิน แล้วผสมน้ำร้อนกับน้ำเย็นในถ้วย ใช้นิ้วแตะเพื่อตรวจอุณหภูมิ
น้ำต้องอุ่นกว่าผิวกายเล็กน้อย แต่ไม่ร้อนจนแสบ
กู้หว่านหนิงละลายยีสต์กับน้ำตาลครึ่งช้อน รอจนเกิดฟองบาง ๆ บนผิว จากนั้นจึงค่อย ๆ เทลงในแป้ง
มือเรียวเริ่มนวดอย่างชำนาญ
ช่วงแรกแป้งยังแห้งและแตกเป็นก้อน
นางไม่รีบเติมน้ำทั้งหมด เพราะหากแป้งแฉะเกินไปจะเสียเนื้อสัมผัส
นางค่อย ๆ เติมน้ำทีละน้อย ใช้ฝ่ามือกด พับ และหมุนแป้งซ้ำไปมา
ไม่นานก้อนแป้งหยาบก็ค่อย ๆ รวมตัว
กู้หว่านหนิงเติมน้ำมันเพียงไม่กี่หยด แล้วนวดต่อ
แป้งเริ่มเรียบขึ้นเรื่อย ๆ
นางยกก้อนแป้งขึ้นส่องกับแสงจากหน้าต่าง ใช้นิ้วดึงออกช้า ๆ จนเป็นแผ่นบาง
แม้ยังไม่บางมาก แต่ก็นับว่าใช้ได้
"ยังไม่นุ่มพอ"
กู้หว่านหนิงพึมพำ
นางแบ่งแป้งออกเป็นสามก้อนเพื่อทดลอง
ก้อนแรกใช้สูตรเดิม
ก้อนที่สองเติมน้ำตาลมากขึ้นเล็กน้อย
ก้อนที่สามเติมน้ำแป้งสุกที่นางทำขึ้นจากแป้งผสมกับน้ำร้อน
วิธีนี้นางเคยค้นพบโดยบังเอิญตอนทำอาหารในจวนเซียว
ครั้งนั้นนางเผลอเทน้ำร้อนลงในแป้งส่วนหนึ่งจนสุกเป็นเนื้อเหนียว หากเป็นคนอื่นคงทิ้งไปแล้วเริ่มใหม่ แต่นางเสียดายแป้งจึงนำไปผสมกับแป้งก้อนหลัก
ผลที่ได้คือหมั่นโถวนุ่มนานกว่าปกติ แม้ทิ้งไว้จนเย็นก็ไม่แข็งเร็ว
แต่นางไม่เคยบอกใครว่านั่นคือสูตรที่เกิดจากความผิดพลาด
กู้หว่านหนิงคลุมอ่างทั้งสามด้วยผ้าสะอาด แล้วนำไปวางตรงมุมที่อุ่นที่สุดของบ้าน
ระหว่างรอแป้งขึ้น นางออกไปตรวจเตาดินที่ซ่อมไว้เมื่อวาน
ดินแห้งดีแล้ว
นางนำฟืนเล็กใส่เข้าไปแล้วจุดไฟ
ควันลอยขึ้นช้า ๆ ก่อนบางส่วนจะเล็ดลอดออกจากรอยต่อด้านข้าง
กู้หว่านหนิงรีบใช้ดินเหนียวอุดเพิ่ม
หลังแก้ไขอยู่พักหนึ่ง เตาก็ใช้ได้
แต่ปัญหาใหญ่ยังคงเดิม
ไม่มีเตานึ่ง
นางมองก้อนแป้งที่กำลังขึ้น แล้วถอนหายใจเบา ๆ
ต่อให้คิดสูตรได้ หากไม่มีสิ่งสำหรับนึ่ง ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย
ในที่สุดกู้หว่านหนิงก็ตัดสินใจเดินไปบ้านป้าหลิว
ประตูบ้านเปิดอยู่ หญิงชรากำลังนั่งเย็บเสื้อผ้าข้างหน้าต่าง
เมื่อเห็นนาง ป้าหลิวก็วางเข็มลง
"มีเรื่องใดหรือ"
กู้หว่านหนิงยืนตรงหน้าประตู ไม่ได้เดินเข้าไปทันที
"ป้าหลิวเจ้าคะ ข้ามีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือ"
"เข้ามาพูดก่อน"
กู้หว่านหนิงส่ายหน้าเล็กน้อย
"ข้าขอพูดตรงนี้ดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าอยากยืมเตานึ่งของท่าน หากท่านมีของที่ไม่ได้ใช้อยู่"
ป้าหลิวชะงัก ก่อนหันไปมองครัวด้านหลัง
"เตานึ่งของข้ามีอยู่สองชั้น แต่เก่าแล้ว ไม้ด้านข้างมีรอยแตกเล็กน้อย"
"ยังใช้ได้หรือไม่เจ้าคะ"
"ยังใช้ได้ แต่ควันอาจรั่วบ้าง"
กู้หว่านหนิงรีบกล่าวว่า
"ข้าจะซ่อมให้เองเจ้าค่ะ และข้าจะจ่ายค่าเช่าให้ท่าน"
ป้าหลิวขมวดคิ้ว
"ของเก่าเช่นนั้นจะคิดค่าเช่าทำไม"
"ข้าไม่อยากยืมเปล่า ๆ เจ้าค่ะ"
"เมื่อวานเจ้าก็เพิ่งจ่ายค่าเช่าบ้านไป วันนี้ยังต้องซื้อแป้ง เงินในมือเหลือเท่าใดกัน"
กู้หว่านหนิงไม่ได้ตอบจำนวนจริง
นางเพียงกล่าวว่า
"ยังพอหมุนได้เจ้าค่ะ"
ป้าหลิวมองใบหน้าที่ดูอ่อนล้าแต่เต็มไปด้วยความตั้งใจของนาง แล้วถอนหายใจ
"เจ้านี่ดื้อจริง ๆ"
นางลุกขึ้นเดินไปหลังบ้าน ไม่นานก็กลับมาพร้อมลังถึงไม้ไผ่สองชั้น มีฝาปิดทรงสูงวางอยู่ด้านบน
ของชิ้นนี้เก่ามาก สีไม้เปลี่ยนเป็นน้ำตาลเข้ม ขอบด้านหนึ่งแตกร้าวจริงดังที่ป้าหลิวบอก แต่โครงสร้างยังแข็งแรง
ป้าหลิววางมันลงตรงหน้า
"สามีของข้าเคยใช้ทำซาลาเปาขายเมื่อหลายปีก่อน หลังเขาเสียชีวิต ข้าก็ไม่ได้ใช้มันอีก"
กู้หว่านหนิงลูบขอบไม้เบา ๆ
"ของชิ้นนี้มีความหมายต่อท่าน ข้ายิ่งไม่ควรยืมเปล่า ๆ"
ป้าหลิวมองเตานึ่งด้วยแววตาหวนคิด
"เก็บไว้ก็มีแต่ฝุ่น หากเจ้าทำให้มันมีประโยชน์ได้ก็ดี"
นางเงยหน้ามองกู้หว่านหนิง
"เจ้าเอาไปใช้เถอะ ไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ทุกวันที่ขายได้ เจ้าต้องแบ่งหมั่นโถวให้ข้าหนึ่งลูก"
กู้หว่านหนิงยิ้มออกมา
"สองลูกเจ้าค่ะ"
ป้าหลิวหัวเราะ
"หนึ่งลูกก็พอ ข้าแก่แล้ว กินมากไม่ได้"
"เช่นนั้นตกลงเจ้าค่ะ"
กู้หว่านหนิงยกเตานึ่งกลับบ้านด้วยตนเอง
แม้มันจะหนักจนแขนสั่น แต่นางกลับรู้สึกว่าทุกก้าวเต็มไปด้วยความหวัง
เมื่อนำมาวางในครัว นางใช้ผ้าชุบน้ำขัดทุกส่วนจนสะอาด จากนั้นนำแผ่นไม้บางมาอุดรอยแตก ใช้แป้งผสมน้ำป้ายตรงขอบเพื่อกันไอน้ำรั่ว
หลังจัดการเรียบร้อย แป้งทั้งสามก้อนก็ขึ้นตัวเต็มที่
กู้หว่านหนิงใช้นิ้วกดลงบนก้อนแรก รอยบุ๋มไม่คืนตัวทันที แสดงว่าแป้งขึ้นดีแล้ว
นางนำทั้งสามก้อนออกมานวดไล่อากาศ แล้วแบ่งเป็นลูกขนาดเท่ากัน
ก้อนแรกสีค่อนข้างหม่น
ก้อนที่สองมีกลิ่นหวานชัดกว่า
ส่วนก้อนที่สามซึ่งผสมน้ำแป้งสุกกลับมีผิวเรียบและเนียนที่สุด
กู้หว่านหนิงวางหมั่นโถวทั้งหมดลงในเตานึ่ง โดยเว้นช่องห่างให้พองตัว จากนั้นพักไว้อีกครู่ก่อนจุดไฟ
ไอน้ำค่อย ๆ ลอยขึ้น
กลิ่นแป้งสุกกระจายเต็มครัว
นางนั่งเฝ้าเตาไม่ยอมละสายตา เพราะไฟแรงเกินไปอาจทำให้ผิวหมั่นโถวแตก ส่วนไฟอ่อนเกินไปอาจทำให้เนื้อแน่น
เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร นางดับไฟแต่ยังไม่เปิดฝาทันที
หากเปิดทันทีที่ไอน้ำยังแรง ผิวหมั่นโถวอาจยุบตัวเพราะอากาศเย็นจากภายนอก
นางรออีกครู่หนึ่ง จึงค่อย ๆ ยกฝาขึ้น
ไอน้ำสีขาวพุ่งออกมา
หมั่นโถวกว่าสิบลูกเรียงอยู่ด้านใน บางลูกผิวเรียบ บางลูกมีรอยแตกเล็กน้อย แต่ทุกลูกพองขึ้นจากเดิมเกือบสองเท่า
กู้หว่านหนิงหยิบแต่ละสูตรออกมาวางแยกกัน
นางชิมสูตรแรก
เนื้อแน่น กลิ่นแป้งชัด แต่เมื่อเย็นคงแข็งเร็ว
สูตรที่สองหวานเกินไป ไม่เหมาะกับคนงานที่ต้องการกินแทนข้าว
เมื่อนางหยิบสูตรที่สามขึ้นมา นิ้วมือสัมผัสได้ถึงความนุ่มตั้งแต่ยังไม่บิออก
กู้หว่านหนิงค่อย ๆ ฉีกหมั่นโถวออกเป็นสองส่วน
ด้านในเป็นชั้นละเอียด เนื้อฟูสม่ำเสมอ ไม่มีโพรงอากาศใหญ่ และมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
นางกัดหนึ่งคำ
เนื้อแป้งนุ่มจนแทบละลายในปาก มีรสหวานเพียงปลายลิ้น ไม่มากเกินไป และแม้จะไม่ใส่ไส้ก็ไม่จืดชืด
ดวงตาของกู้หว่านหนิงเป็นประกาย
"ได้แล้ว"
นางรอจนหมั่นโถวเย็นสนิท ก่อนชิมอีกครั้ง
เนื้อยังคงนุ่มกว่าสูตรทั่วไปอย่างชัดเจน
นี่คือสิ่งที่นางต้องการ
หมั่นโถวของคนในตลาดส่วนใหญ่จะนุ่มเฉพาะตอนร้อน เมื่อวางทิ้งไว้หนึ่งชั่วยามก็เริ่มแข็ง หากขายไม่หมด ลูกค้าช่วงสายมักได้ของที่ไม่น่ากิน
แต่สูตรของนางยังคงนุ่มแม้เย็นแล้ว
กู้หว่านหนิงนำหมั่นโถวสูตรที่สามสองลูกใส่จาน แล้วเดินไปหาป้าหลิว
หญิงชรากำลังตากผ้าอยู่ในลาน
"เสร็จแล้วหรือ"
"เจ้าค่ะ ข้าอยากให้ท่านช่วยชิม"
ป้าหลิวรับหมั่นโถวไป บีบเบา ๆ แล้วแสดงสีหน้าประหลาดใจ
"นุ่มจริง"
นางกัดหนึ่งคำ ก่อนหยุดเคี้ยวราวกับกำลังพิจารณา
กู้หว่านหนิงรอฟังอย่างตั้งใจ
"เป็นอย่างไรเจ้าคะ"
ป้าหลิวไม่ตอบทันที นางกินอีกคำหนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า
"เนื้อนุ่มกว่าหมั่นโถวในตลาด กลิ่นหอม และไม่ติดคอ"
กู้หว่านหนิงถามต่อ
"หวานเกินไปหรือไม่"
"ไม่หวานเกินไป กินกับโจ๊กก็ได้ กินเปล่า ๆ ก็ดี"
ป้าหลิวมองหมั่นโถวในมือ
"เจ้าทำอย่างไรจึงนุ่มเช่นนี้"
กู้หว่านหนิงยิ้ม
"เป็นสูตรที่ข้าลองคิดขึ้นเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นต้องเก็บไว้ให้ดี อย่าบอกใครง่าย ๆ"
"ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ"
ป้าหลิวกินจนหมดลูก แล้วมองอีกลูกที่อยู่ในจานอย่างลังเล
"ลูกนี้ข้าเก็บไว้กินตอนเย็นได้หรือไม่"
กู้หว่านหนิงหัวเราะเบา ๆ
"ได้เจ้าค่ะ ข้าตั้งใจนำมาให้ท่านอยู่แล้ว"
คำชมของป้าหลิวทำให้นางมั่นใจมากขึ้น แต่การมีสูตรที่ดียังไม่เพียงพอ
นางต้องมีแผงขายของ
ต้องมีตะกร้า
ต้องมีผ้าคลุมอาหาร
และต้องหาทำเลที่ไม่แพงจนเกินไป
ช่วงบ่าย กู้หว่านหนิงจึงเดินกลับไปตลาดอีกครั้ง
คราวนี้นางไม่ได้ไปซื้อของทันที แต่เดินสำรวจทุกทางเข้าออก
ประตูทิศเหนือมีคนงานจากท่าเรือผ่านจำนวนมาก แต่ค่าเช่าพื้นที่แพง
ประตูทิศตะวันตกอยู่ใกล้ร้านอาหารใหญ่ ลูกค้าส่วนมากเป็นคนมีเงิน แต่คนเหล่านั้นมักไม่ซื้อหมั่นโถวจากแผงเล็ก
ประตูทิศตะวันออกอยู่ใกล้บ้านของนาง มีชาวบ้าน แรงงาน และพ่อค้าเร่เดินผ่านตั้งแต่เช้า อีกทั้งยังอยู่ใกล้ร้านขายผักกับร้านน้ำชา
พื้นที่ตรงนั้นไม่ได้เด่นที่สุด แต่ค่าเช่าถูกและสามารถขนของจากบ้านมาได้สะดวก
กู้หว่านหนิงเดินไปหาเจ้าหน้าที่เก็บค่าแผงตลาด
เขาเป็นชายวัยกลางคนใบหน้ากลม นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้พร้อมสมุดบัญชีเล่มหนา
นางกล่าวอย่างสุภาพว่า
"ข้าต้องการเช่าพื้นที่ขายหมั่นโถวใกล้ประตูทิศตะวันออกเจ้าค่ะ"
เจ้าหน้าที่เงยหน้ามอง
"เช่าเป็นวันหรือเป็นเดือน"
"วันแรกขอเช่าเป็นวันก่อนเจ้าค่ะ"
"วันละสิบห้าอีแปะ"
ราคานี้ไม่สูง แต่สำหรับกู้หว่านหนิงที่เพิ่งเริ่มต้น ทุกอีแปะยังมีค่า
นางจึงถามว่า
"หากข้านำโต๊ะมาเอง และไม่ใช้หลังคาผ้าของตลาด ลดได้หรือไม่เจ้าคะ"
ชายคนนั้นมองนางอย่างแปลกใจ
"คนอื่นต่างอยากได้หลังคากันฝน มีเพียงเจ้าที่ไม่ใช้"
"บ้านข้าอยู่ใกล้ หากฝนตกข้าสามารถเก็บของกลับได้เจ้าค่ะ"
เจ้าหน้าที่พลิกสมุดดูพื้นที่ว่าง
"มีมุมหนึ่งติดกำแพง ไม่มีหลังคา ค่าเช่าวันละสิบอีแปะ"
กู้หว่านหนิงพยักหน้า
"ข้าเอาตรงนั้นเจ้าค่ะ"
นางจ่ายเงินล่วงหน้าหนึ่งวันและรับแผ่นไม้เล็กที่มีหมายเลขพื้นที่กลับมา
จากนั้นจึงเดินหาร้านขายของเก่า
นางได้ตะกร้าไม้ไผ่ขนาดใหญ่หนึ่งใบในราคาสี่สิบอีแปะ ผ้าฝ้ายสะอาดแต่สีซีดหนึ่งผืนราคาสิบห้าอีแปะ และโต๊ะพับเก่าที่ขาหลวมเล็กน้อยราคาแปดสิบอีแปะ
เจ้าของร้านเห็นว่านางซื้อหลายอย่าง จึงแถมแผ่นไม้ให้หนึ่งแผ่น
กู้หว่านหนิงนำของทั้งหมดกลับบ้านอย่างทุลักทุเล
โต๊ะพับหนักกว่าที่คิด นางต้องหยุดพักถึงสองครั้งระหว่างทาง
ผู้คนบางคนจำได้ว่านางเคยเป็นฮูหยินตระกูลเซียว ต่างพากันมองและกระซิบ
"นั่นกู้หว่านหนิงไม่ใช่หรือ"
"นางแบกโต๊ะไปทำอะไร"
"คงคิดจะตั้งแผงขายของ"
"อดีตฮูหยินใหญ่จะออกมายืนขายของข้างถนนหรือ"
เสียงหัวเราะดังตามหลังมา
กู้หว่านหนิงได้ยินทุกคำ แต่ไม่ได้หยุดเดิน
เมื่อก่อนนางอาจรู้สึกอับอาย
แต่วันนี้นางกลับคิดว่า คนที่ใช้แรงของตนหาเงินอย่างสุจริต ไม่มีสิ่งใดให้อับอาย
คนที่ควรอับอายคือผู้ที่เอาแต่หัวเราะเยาะผู้อื่น โดยไม่เคยสร้างสิ่งใดด้วยมือตนเอง
เมื่อกลับถึงบ้าน นางเริ่มซ่อมโต๊ะทันที
นางใช้เศษไม้ที่เจ้าของร้านแถมมาเสริมขาโต๊ะ แล้วมัดด้วยเชือกจนมั่นคง
จากนั้นจึงล้างตะกร้า ผึ่งแดด และตัดผ้าฝ้ายเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งใช้รองตะกร้า
อีกส่วนใช้คลุมหมั่นโถวเพื่อรักษาความอุ่นและกันฝุ่น
ส่วนแผ่นไม้ที่เหลือ นางตั้งใจใช้ทำป้าย
กู้หว่านหนิงนำถ่านมาเขียนคำว่า หมั่นโถวสูตรนุ่ม ลงบนแผ่นไม้
นางพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลบคำว่า สูตรนุ่ม ออก
คำนี้อาจฟังดูดี แต่ลูกค้ายังไม่รู้ว่าของนางนุ่มจริงหรือไม่
นางจึงเขียนใหม่ว่า
หมั่นโถวนุ่มหอม ลูกละสองอีแปะ
ราคาหมั่นโถวทั่วไปในตลาดอยู่ที่ลูกละสองอีแปะเช่นกัน
นางไม่คิดขายถูกกว่า เพราะหากลดราคาตั้งแต่แรก ผู้คนอาจมองว่าวัตถุดิบของนางไม่ดี
สิ่งที่นางต้องใช้แข่งขันไม่ใช่ราคาต่ำ แต่เป็นรสชาติและคุณภาพ
เมื่อตะวันใกล้ตก กู้หว่านหนิงเตรียมแป้งสำหรับวันพรุ่งนี้
ครั้งนี้นางใช้สูตรที่สามทั้งหมด
นางชั่งตวงอย่างระมัดระวัง เพื่อให้หมั่นโถวทุกลูกมีขนาดใกล้เคียงกัน
จากแป้งที่ซื้อมา หากทำอย่างประหยัด นางน่าจะทำหมั่นโถวได้เกือบหนึ่งร้อยลูก
แต่ในวันแรกนางไม่กล้าทำมากเกินไป
นางตัดสินใจทำเพียงสี่สิบลูก
ต้นทุนรวมทั้งแป้ง ยีสต์ น้ำตาล ฟืน และค่าแผง น่าจะอยู่ที่ประมาณสี่สิบอีแปะ
หากขายหมดจะได้เงินแปดสิบอีแปะ
กำไรอาจยังไม่มาก เพราะนางต้องหักค่าอุปกรณ์ที่ซื้อไป แต่หากขายได้ต่อเนื่อง ทุนที่ลงไปจะค่อย ๆ กลับคืนมา
กู้หว่านหนิงนวดแป้งก้อนใหญ่จนเนื้อเรียบ ก่อนคลุมไว้ให้ขึ้นตัว
ขณะนางกำลังล้างมือ ป้าหลิวก็เดินเข้ามา
หญิงชรามองโต๊ะ ตะกร้า และป้ายที่วางเรียงอยู่กลางลาน
"เตรียมพร้อมถึงเพียงนี้ พรุ่งนี้จะขายเลยหรือ"
"เจ้าค่ะ ข้าจะไปตั้งแผงก่อนฟ้าสาง"
ป้าหลิวพยักหน้า แล้วหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
มันคือถุงผ้าใบเล็ก ภายในมีเหรียญอีแปะอยู่จำนวนหนึ่ง
กู้หว่านหนิงรีบส่ายหน้า
"ข้ารับเงินไม่ได้เจ้าค่ะ"
"ผู้ใดจะให้เงินเจ้า"
ป้าหลิววางถุงลงบนโต๊ะ
"นี่เป็นเหรียญสำหรับทอนลูกค้า พรุ่งนี้ตอนเช้าคนงานบางคนอาจจ่ายเหรียญใหญ่ หากเจ้าไม่มีเงินทอนจะทำอย่างไร"
กู้หว่านหนิงชะงัก
นางมัวแต่คิดเรื่องแป้งกับเตานึ่ง จนลืมเตรียมเงินย่อยสำหรับทอน
"ข้าจะแลกคืนให้ท่านเจ้าค่ะ"
"ขายได้ก่อนแล้วค่อยคืน"
ป้าหลิวมองนางอย่างจริงจัง
"จำไว้ว่าเวลาเก็บเงินต้องนับต่อหน้าลูกค้า อย่ารับเหรียญชำรุด และอย่าวางถุงเงินไว้ห่างตัว"
กู้หว่านหนิงรับฟังทุกคำ
"ข้าจะจำไว้เจ้าค่ะ"
ป้าหลิวมองก้อนแป้งที่กำลังพักอยู่ ก่อนถามว่า
"เจ้ากลัวหรือไม่"
กู้หว่านหนิงนิ่งไปเล็กน้อย
นางย่อมกลัว
กลัวหมั่นโถวขายไม่ออก
กลัวถูกคนหัวเราะเยาะ
กลัวเงินทุนที่มีอยู่จะค่อย ๆ หมดลง
กลัวว่าตนเองประเมินความสามารถสูงเกินไป
แต่หากเพราะกลัวแล้วไม่ลงมือ ชีวิตของนางก็จะหยุดอยู่ในบ้านเก่าหลังนี้ตลอดไป
กู้หว่านหนิงจึงตอบว่า
"กลัวเจ้าค่ะ"
ป้าหลิวดูประหลาดใจที่นางยอมรับตรง ๆ
กู้หว่านหนิงกล่าวต่อ
"แต่ข้ากลัวการไม่มีเงินซื้อข้าวมากกว่ากลัวการขายไม่ออก และกลัวการกลับไปพึ่งพาคนที่ดูถูกข้ามากกว่ากลัวเสียงหัวเราะของคนในตลาด"
ป้าหลิวยิ้มช้า ๆ
"เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี"
เมื่อหญิงชรากลับไปแล้ว กู้หว่านหนิงก็นั่งอยู่หน้าเตาเพียงลำพัง
แสงไฟส่องใบหน้าของนางเป็นสีส้มอ่อน
ก้อนแป้งในอ่างค่อย ๆ พองขึ้นอย่างช้า ๆ
นางใช้นิ้วแตะผิวแป้งเบา ๆ ราวกับกำลังสัมผัสอนาคตของตนเอง
เมื่อวานนางยังเป็นสตรีที่ถูกขับออกจากจวนพร้อมเงินห้าตำลึง
วันนี้นางมีบ้านเช่า มีสูตรหมั่นโถว มีเตานึ่งที่ยืมมา และมีพื้นที่เล็ก ๆ ในตลาดสำหรับตั้งแผง
สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็กน้อยในสายตาผู้อื่น
แต่สำหรับกู้หว่านหนิง มันคือก้าวแรกที่นางสร้างขึ้นด้วยตนเองทุกอย่าง
ไม่มีตระกูลเซียว
ไม่มีสามี
ไม่มีชาติกำเนิดสูงส่งคอยหนุนหลัง
มีเพียงสองมือกับความตั้งใจ
นางแบ่งแป้งเป็นสี่สิบก้อน ปั้นแต่ละลูกให้กลมเรียบ แล้ววางลงในเตานึ่งอย่างเป็นระเบียบ
คืนนี้นางจะนึ่งหมั่นโถวชุดแรกบางส่วนเพื่อทดสอบอีกครั้ง ส่วนที่เหลือจะเตรียมไว้ทำก่อนฟ้าสาง เพื่อให้ลูกค้าได้รับของร้อนที่สุด
กู้หว่านหนิงมองตะกร้าที่ปูผ้าสะอาดแล้ว
มองโต๊ะพับที่เพิ่งซ่อมเสร็จ
มองป้ายไม้ซึ่งมีตัวอักษรจากถ่านสีดำ
หัวใจของนางเต้นแรงกว่าปกติ
พรุ่งนี้เป็นครั้งแรกที่นางจะยืนอยู่หลังแผงขายของ
ครั้งแรกที่ต้องเรียกลูกค้า
ครั้งแรกที่ต้องรับเงินจากสินค้าที่ทำด้วยมือตนเอง
และอาจเป็นครั้งแรกที่นางจะได้รู้ว่า ความสามารถที่ถูกมองข้ามมาตลอดสามปีมีค่ามากเพียงใด
กู้หว่านหนิงยกฝาเตานึ่งขึ้นเพื่อตรวจดูหมั่นโถวชุดทดลอง
ไอน้ำลอยขึ้นพร้อมกลิ่นหอมอ่อน ๆ
หมั่นโถวสีขาวนวลพองเต็มชั้นนึ่ง ผิวเรียบเนียนและนุ่มกว่าชุดแรกเสียอีก
นางหยิบหนึ่งลูกขึ้นมา บิออกช้า ๆ
เนื้อด้านในฟูละเอียดและคืนตัวเมื่อใช้นิ้วกด
กู้หว่านหนิงยิ้ม
"พรุ่งนี้ ฝากชีวิตของข้าไว้กับพวกเจ้าแล้ว"
เสียงของนางดังเบา ๆ ท่ามกลางครัวเก่า
นอกหน้าต่าง ความมืดปกคลุมตรอกเล็ก ตลาดที่เคยคึกคักเงียบลงแล้ว เหลือเพียงแสงตะเกียงจากบ้านไม่กี่หลัง
กู้หว่านหนิงดับไฟในเตา แล้วนั่งนับเงินทอนที่ป้าหลิวให้ยืมทีละเหรียญ
ทุกสิ่งพร้อมแล้วเท่าที่นางสามารถทำได้
เหลือเพียงรอให้รุ่งเช้ามาถึง
นางไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะขายได้กี่ลูก
ไม่รู้ว่าจะมีใครยอมซื้อหมั่นโถวจากสตรีที่เพิ่งถูกหย่าหรือไม่
ไม่รู้ว่าเสียงหัวเราะเยาะจะดังเพียงใดเมื่อผู้คนเห็นอดีตฮูหยินตระกูลเซียวมายืนข้างถนน
แต่สิ่งหนึ่งที่กู้หว่านหนิงรู้แน่ชัดคือ นางจะไม่หลบหนีอีกแล้ว
ไม่ว่าผู้คนจะมองอย่างไร นางจะยืนอยู่หลังแผงของตนเองอย่างสง่างาม
เพราะการหาเลี้ยงชีพด้วยสองมือไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย
เพราะทุกเหรียญที่ได้รับจากหยาดเหงื่อย่อมมีค่ากว่าเงินห้าตำลึงที่ตระกูลเซียวโยนให้อย่างดูหมิ่น
และเพราะตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ชีวิตของกู้หว่านหนิงจะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยหนังสือหย่าอีกต่อไป
แต่มันจะถูกกำหนดด้วยหมั่นโถวทุกลูกที่นางทำขึ้นด้วยมือตนเอง
ตอนที่ 127 โรงงานขนาดใหญ่แห่งแรกหลังจากกลับมาจากกรมคลัง กู้หว่านหนิงไม่ได้พักแม้แต่น้อยทันทีที่รถม้าจอดหน้าหอม่านเซียง นางก็สั่งให้หลิวซิ่วเรียกผู้ดูแลทุกฝ่ายมารวมตัวกันที่ห้องประชุมด้านหลังร้านบนโต๊ะยาวมีทั้งสมุดบัญชี แผนที่เมืองหลวง รายชื่อคนงาน และสำเนาสัญญาหลวงฉบับแรกวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบผู้ดูแลโรงงานเดิม ผู้ดูแลคลังสินค้า หัวหน้าฝ่ายขนส่ง และพ่อครัวอาวุโสต่างมาถึงพร้อมกัน ไม่มีผู้ใดกล้าชักช้า เพราะทุกคนรู้ดีว่างานที่กำลังจะเริ่มขึ้นในครั้งนี้สำคัญเพียงใดกู้หว่านหนิงเปิดสัญญาแล้วกล่าวตรงประเด็น"เสบียงงวดแรกต้องจัดส่งภายในสิบวัน จำนวนสำหรับทหารสี่พันสองร้อยนาย"ผู้ดูแลโรงงานเดิมได้ยินตัวเลขก็ขมวดคิ้วทันที"นายหญิง หากเป็นเพียงแผ่นแป้งอย่างเดียว เราอาจเร่งผลิตได้ แต่ยังมีซุปก้อน เนื้อแห้ง และถั่วอัดก้อนอีก โรงงานเดิมรองรับไม่ไหวขอรับ"หัวหน้าฝ่ายขนส่งพยักหน้าเห็นด้วย"คลังสินค้าของเราก็เล็กเกินไป หากวัตถุดิบเข้ามาพร้อมกันทั้งหมด ต่อให้วางกองเต็มทางเดินก็ยังไม่พอ"พ่อครัวอาวุโสถอนหายใจ"เตาอบในโรงงานเดิมมีเพียงหกเตา ต่อให้ผลัดกันทำงานทั้งวันทั้งคืนก็อาจเสร็จไม่ทัน ยิ่งเร่
ตอนที่ 126 : ผู้ป่วยที่ถูกปล่อยกลับคืนนั้น หลินเยว่แทบไม่ได้หลับหลังหมอหลวงเจิ้งสั่งปล่อยผู้ป่วยอาการไม่หนักห้ารายกลับบ้าน นางให้เซียวอวี้เฉินส่งคนติดตามไปเฝ้าดูเงียบ ๆ พร้อมกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ต้องสังเกตว่าแต่ละบ้านใช้น้ำจากที่ใด มีใครแตะแผลหรือไม่ มีใครเริ่มมีไข้หรือไม่ และมีการใช้ผ้าร่วมกันหรือไม่เซี่ยชิงเห็นนางนั่งอยู่หน้าโต๊ะบันทึกจนดึก จึงเอาน้ำอุ่นมาให้"ท่านหัวหน้า ดื่มน้ำสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"หลินเยว่รับถ้วยมา แต่ไม่ได้ยกดื่มทันที ดวงตายังคงมองแผนผังตรอกหลังตลาดตะวันออกที่วาดอย่างเร่งรีบ บนกระดาษมีชื่อบ้าน จุดบ่อน้ำ เส้นทางตลาด และเครื่องหมายวงกลมสีแดงที่แทนผู้ป่วยแต่ละราย"ห้าคนที่ถูกปล่อยกลับ อยู่คนละตรอกหรือไม่"เซี่ยชิงเปิดสมุดตอบ"สองคนอยู่ตรอกหลังตลาดตะวันออก หนึ่งคนอยู่ตรอกขายฟืน หนึ่งคนอยู่ใกล้สะพานหิน และอีกคนอยู่บ้านเช่าหลังโรงย้อมผ้าเจ้าค่ะ"หลินเยว่วางถ้วยลง"ถ้าเป็นพิษจากยาอย่างเดียว คนในบ้านที่ไม่ใช้ยาจะไม่ป่วย แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อจากแผล ผ้า น้ำ หรือสัมผัสใกล้ชิด คนในบ้านจะเริ่มมีไข้ภายในหนึ่งถึงสองวัน"เซี่ยชิงหน้าซีด"ท่านคิดว่าจะเกิดจริงหรือเจ้าคะ"หลิน
ตอนที่ 125 เสบียงผ่านการทดสอบแสงอรุณในวันที่สามสาดผ่านเมฆสีเทาเหนือค่ายทหารหลวง เสียงกลองปลุกดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี ทหารหลายพันนายต่างลุกจากที่นอนอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะออกไปฝึกตามคำสั่งของแม่ทัพประจำกองการทดสอบเสบียงหลวงดำเนินมาถึงวันสุดท้ายแล้วตลอดสามวันที่ผ่านมา เสบียงของผู้สมัครทุกฝ่ายถูกแจกจ่ายให้ทหารแต่ละกองอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ผลิต มีเพียงตราหมายเลขกำกับอยู่บนหีบ เพื่อป้องกันการลำเอียงและการติดสินบนเสบียงหมายเลขหนึ่งเป็นของตระกูลซ่งเสบียงหมายเลขเจ็ดเป็นของหอม่านเซียงกู้หว่านหนิงยืนอยู่บนลานตรวจเสบียงภายในค่าย นางสวมชุดสีครามเรียบง่าย เส้นผมถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ใบหน้าสงบนิ่งจนมองไม่ออกว่านางกำลังกังวลหรือมั่นใจข้างกายนางมีหลี่จิ้งเหอยืนกอดอกอยู่ เขามองกองทหารที่กำลังกลับมาจากการฝึกระยะไกลด้วยสายตาคมกริบวันนี้เป็นวันที่ทหารต้องเดินเท้ากว่าสี่สิบลี้ แบกอาวุธเต็มชุด และกินเพียงเสบียงที่ได้รับแจกเท่านั้นผลการทดสอบในวันนี้จะเป็นตัวชี้ขาดว่าผู้ใดจะได้รับสิทธิ์จัดหาเสบียงให้กองทัพหลวงเสนาบดีเหยายืนอยู่ใต้กระโจมใหญ่ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมกว่าทุกวัน
ตอนที่ 124 เตาที่ไม่มีฟืนแสงแดดยามสายส่องลงบนถนนนอกกำแพงเมือง แต่บรรยากาศภายในโรงงานเก่ากลับตึงเครียดกว่าทุกวันเตาอบหกเตาถูกดับลงตามคำสั่งของกู้หว่านหนิง เหลือเพียงสองเตาที่มีเปลวไฟอ่อนส่องอยู่ภายใน ปล่องควันซึ่งเคยพ่นควันสีเทาอย่างต่อเนื่องกลับเงียบสงบลงอย่างผิดปกติคนงานหลายสิบคนยืนรออยู่กลางลานไม่มีผู้ใดกล้าพูดเสียงดังทุกคนรู้ดีว่า หากไม่มีเชื้อเพลิง การผลิตจะหยุดลงทันที และหากหยุดนานเกินหนึ่งวัน โอกาสส่งมอบเสบียงสามหมื่นสามพันส่วนภายในเวลาที่กำหนดแทบเป็นไปไม่ได้อาเหลียงยืนอยู่ข้างรถม้าเปล่า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล"ข้าไปถามร้านฟืนทั้งหมดสิบสองร้านแล้วขอรับ""ห้าร้านบอกว่าของหมด""สี่ร้านบอกว่ามีผู้จองไว้ทั้งหมด""อีกสามร้านยังมีของ แต่ราคาสูงกว่าปกติสามเท
ตอนที่ 123 การแข่งขันเสบียงหลวงรุ่งเช้าวันถัดมา หนังสือเงื่อนไขการทดสอบจากกรมคลังถูกส่งมาถึงเรือนรับรองของกู้หว่านหนิงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่เจ้าหน้าที่ผู้ถือเอกสารมาด้วยตนเอง เขาสวมชุดขุนนางระดับล่าง สีหน้าเรียบเฉย และพูดเพียงไม่กี่ประโยคก่อนจากไป"นี่คือข้อกำหนดอย่างเป็นทางการ ผู้สมัครทุกฝ่ายได้รับเงื่อนไขเดียวกัน""เริ่มนับเวลาตั้งแต่ยามเฉินของวันนี้""วันที่สิบต้องนำเสบียงทั้งหมดไปส่งที่ลานกองทหารรักษาเมืองก่อนพระอาทิตย์ตก"เมื่อประตูเรือนปิดลง กู้หว่านหนิงจึงคลี่เอกสารออกบนโต๊ะเสี่ยวเป่า เสี่ยวชิง อาเหลียง และเฉินหย่งยืนล้อมอยู่รอบข้างภายในห้องเงียบสนิททุกคนอ่านข้อความทีละบรรทัดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเสบียงต้องเพียงพอสำหรับทหารสามพันนายต้องเก็บรักษาได้นานไม่น้อยกว่าสิบห้าวันต้องมีน้ำหนักเบาเพื่อสะดวกต่อการขนส่งต้องให้พลังงานสูงและสามารถรับประทานได้โดยใช้เวลาปรุงน้อยต้องผลิตให้เสร็จภายในสิบวันผู้สมัครทุกฝ่ายได้รับงบประมาณเท่ากันห้ามขอเพิ่มเงินภายหลังไม่ว่าด้วยเหตุผลใดสินค้าทุกชนิดต้องผ่านการตรวจคุณภาพ น้ำหนัก ความชื้น กลิ่น และระยะเวลาการเก็บรักษากู้หว่านหนิงอ่านจ
ตอนที่ 122 เข้าเฝ้าฮ่องเต้รุ่งเช้าวันต่อมา เสียงระฆังจากหอประจำเมืองหลวงดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่กู้หว่านหนิงลืมตาขึ้นก่อนเสียงระฆังครั้งสุดท้ายจะจบลง นางนั่งอยู่ข้างเตียงครู่หนึ่ง ก่อนลุกไปล้างหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าวันนี้เป็นวันที่นางต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้นางเลือกสวมชุดสีฟ้าเทา เนื้อผ้าดีแต่ไม่มีลวดลายฟุ่มเฟือย มีเพียงลายรวงข้าวเล็ก ๆ ปักอยู่ตรงปลายแขน เสื้อคลุมชั้นนอกเป็นสีเข้มเพื่อให้ดูสุภาพและเหมาะสมกับการเข้าเฝ้าเส้นผมถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบร้อย ประดับปิ่นหยกขาวเพียงชิ้นเดียวเสี่ยวชิงยืนมองอยู่ด้านหลัง ก่อนกล่าวด้วยความกังวล"เถ้าแก่เนี้ย วันนี้ท่านต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาท เหตุใดไม่เลือกชุดที่หรูหรากว่านี้เจ้าคะ"กู้หว่านหนิงมองเงาของตนในกระจกทองเหลือง"ข้าเข้าไปในท้องพระโรงเพื่อแสดงความส







