Share

บทที่ 3

last update Tanggal publikasi: 2025-10-04 14:16:01

"โอ้ย…ปวดหัว!" ฉันทิ้งตัวลงบนม้าหินอ่อนหน้าคณะนิเทศที่เป็นที่นั่งประจำของกลุ่มก่อนขึ้นเรียน แล้วฟุบใบหน้านอนทับแขนเรียวในตอนเช้าตรู่ของวันที่มีเรียนและเข้าใกล้เวลาจะเข้าเรียนคาบเช้าเต็มที

หากไม่ติดว่าวันนี้มีการสอบเก็บคะแนนในคาบฉันจะขาดเรียนให้รู้แล้วรู้รอด เมื่อคืนดันดื่มเอาเป็นเอาตายไม่สนใจแม้จะรู้ว่ามีการสอบในคาบเรียนเช้า ให้ตายเถอะยังคงรู้สึกถึงแอลกอฮอล์ที่ยังคาอยู่ที่คอจนแทบอยากจะพุ่งออกมาอยู่เลย

"ก็มึงเล่นแดกเข้าไปขนาดนั้น ไม่ปวดหัวก็แย่" เรียกว่าอาบแทนดื่มก็คงจะดีกว่าซะกว่า เมื่อคืนถือว่าเป็นคืนที่ฉันดื่มหนักในรอบปีเลยก็ว่าได้

"ก็กูเครียดนี่หว่า" เพราะคิดว่าแอลกอฮอล์มันก็ทำให้ฉันลืมเรื่องเครียดไปได้ชั่วขณะ ถึงจะตื่นมาแล้วยังปัญหายังอยู่เช่นเดิมไม่ได้หายไป แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งที่อยากจะลืม

"แล้วสรุปเรื่องที่แม่มึงบังคับให้หมั้นคือเรื่องจริงเหรอวะ?" นี่แหละคือต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องเหตุการณ์อาบเหล้าเมื่อคืนนี้ เพราะคุณหญิงสุดารัตน์หรือแม่แท้ ๆ ของฉันยื่นคำขาดบังคับให้ฉันหมั้นกับบุคคลปริศนา ไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนาม หน้าตาและการศึกษา รู้แค่อย่างเดียวคือฐานะรวยที่เอาการ เพราะการหมั้นของฉันเกิดขึ้นด้วยธุรกิจทั้งสิ้น

"ถ้าไม่จริงกูจะเครียดแบบนี้เหรอ แม่งเอ้ย…ทำยังไงดีวะ" ว่าแล้วฉันก็แหงนหน้าขึ้นมาเท้าคางอย่างท้อใจ แม่ไม่ยอมฟังคำพูดหรือเหตุผลของฉันเลยสักนิด เอาแต่บอกว่าเขาดีอย่างนู้นดีอย่างนี้ ช่วยครอบครัวเราเอาไว้ได้โดยไม่ถามความเห็นของฉันเลยสักนิด แน่นอนว่าฉันไม่เชื่อในสิ่งที่แม่บอกมา ถ้าดีจริงก็คงจะไม่มานั่งให้ผู้ใหญ่จับคู่ให้แบบนี้หรอก คงจะเป็นเสี่ยแก่ ๆ อายุสามสิบที่อยู่ตัวคนเดียวไม่มีใครเอา ถึงได้อยากมีคู่หมั้นจนตัวสั่นไม่มีปัญญาหาเองแบบนี้

"มึงก็บอกแม่ไปสิวะว่ามึงมีแฟนแล้ว" โอโซนออกความคิดเห็น แต่ฉันกลับไม่ได้เห็นด้วยเพราะว่าฉันเคยทำแล้ว แต่…

"แม่กูไม่เชื่อ" ทั้งชีวิตฉันไม่เคยมีแฟนเลยสักคน ไม่เคยควงใครเลยด้วยซ้ำ ถ้าแม่จะเชื่อก็บ้าแล้ว

"มึงก็หาจริง ๆ ไปเลยสิ ปีสองแล้วนะเว้ย กูยังไม่เห็นมึงมีแฟนหรือคบใครสักคน"

"โอ้ยอย่างมันเหรอ แค่มีผู้ชายเข้ามาจีบก็ไล่ตะเพิดเขาไปหมด" ฉันมองยัยโอโซนตาขวาง ถึงมันจะจริงอย่างที่เพื่อนว่าก็เถอะ

"แต่ละคนที่เข้ามาไม่มีใครจริงใจ ใครจะไปเอาวะ" ก็ไม่ใช่ว่าฉันจะไล่คนที่เข้ามาโดยไร้เหตุผล แต่ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่หวังอยากเคลมก็หวังแค่อยากจะลิ้มลองว่าดาวมหา'ลัยแบบฉันมันจะสักแค่ไหนกัน ฉันเจอมาหมดทุกรูปแบบแล้ว แค่บอกว่าห้ามโดนตัวในระหว่างจีบกันห้ามมีอะไรกันก่อนจะแต่งงานแค่นี้ก็หนีหายหัวซุกหัวซุนกันไปหมด ไม่ยักจะเห็นใครจริงใจเลยสักคน

"กับบางคนที่มึงเจอเขาแค่ห้านาทีมึงก็ตัดสินว่าเขาไม่จริงใจแล้วน่ะนะ?"

"แค่ดูสายตาก็รู้แล้วปะวะ" สายตามันหลอกกันไม่ได้คำนี้ไม่เกินจริง แค่หนึ่งนาทีในบางคนก็มองเห็นความต้องการทะลุปรุโปร่งแล้ว

"เห้อ...ซินดี้มึงพูดต่อดิ้ กูหมดคำพูดกับมันแล้ว" คนย่อท้อส่ายหัวแล้วขยับถอยออกมา ซินดี้จึงรับหน้าที่นั้นต่อพร้อมทั้งทำหน้าจริงจังยิ่งกว่าตอนเรียนหนังสือในห้องเรียน

"กูถามจริง มึงจะเก็บพรหมจรรย์จนแต่งงานจริง ๆ เหรอวะ?" ฉันหดคอแล้วถอนหายใจเสียงดัง นึกว่าจะมีอะไรสำคัญมากกว่านี้อีก ที่แท้ก็ทวนถามคำถามที่ครั้งหนึ่งฉันเคยลั่นไว้จนพวกมันเคยช็อกทันทีที่ได้ยิน

"กูก็ไม่ได้หัวโบราณขนาดนั้นป่าววะ แต่ถ้าวันหนึ่งกูเจอคนที่เต็มใจอยากให้ มากกว่าร่างกายกูก็ให้เขาได้"

และใช่...ฉันล้อเล่น ตอนนั้นก็แค่ตอบไปเพื่อตัดรำคาญเพื่อนที่ถามมาก แต่ถ้าเอาความจริง พรหมจรรย์ของฉันฉันก็แค่อยากมอบให้ใครสักคนที่ฉันเต็มใจอยากให้ อาจจะเป็นแฟนหรือไม่ใช่ เป็นไปได้หมดเพราะฉันก็ไม่ได้สนใจสถานะถึงขนาดนั้น

"อย่างเช่นพี่ชายที่แสนดีของมึงน่ะเหรอ?" คำถามของยัยโอโซนทำฉันสะอึกจนพูดไม่ออก รอยยิ้มอ่อน ๆ บนใบหน้าค่อย ๆ จางลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะปรายสายตาไปมองมันนิ่ง ๆ ไอเพื่อนรักมันก็พร้อมถอนยิ้มแหย่ ๆ แล้วพนมมือขึ้นมาไหว้ขอโทษฉันทันที

"ขอโทษ กูพลาด" ฉันพยักหน้าเชิงบอกว่าไม่เป็นไร ตัดสินใจหยุดบทสนทนาไว้แค่นั้น แล้วรีบเก็บของเพราะใกล้ถึงเวลาแห่งความทุกข์อีกอย่างในชีวิต จึงต้องเก็บเรื่องราวความเครียดทั้งหมดไว้ แล้วแบกร่างที่เหลือแค่กายหยาบรับเรื่องเครียดในการเรียนเข้ามาในสมองให้มากกว่าเดิม

หลังเลิกเรียน

ช่วงบ่ายที่ไม่มีเรียนต่อฉันก็ถูกเพื่อนสองคนลากกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องของโอโซน โดยถูกเพื่อนสนิทจัดแจงทุกอย่างแม้กระทั่งการเลือกสีเสื้อสีชมพูแป๋นกันทั้งสามคน จากนั้นก็ลากฉันมาที่ไหนสักที่ พร้อมกับข้าวของที่จอดซื้อทั้งดอกบัวและผลไม้คนละชุดจนพะรุงพะรัง ยัยโอโซนที่ทำหน้าที่ขับรถบังคับพวงมาลัยเลี้ยวมาจอดหน้าสถานที่แห่งหนึ่งที่มีผู้คนทั้งเดินเข้าเดินออกไม่หยุด แล้วดับรถถือของลากฉันเดินตามโดยตลอดทางฉันก็เอาแต่ถามด้วยความสงสัย แต่พวกมันก็ปิดปากเงียบไม่ตอบอะไรสักอย่าง จนสุดท้ายก็มาถึงที่ ทำเอาฉันถึงบางอ้อโดยทุกข้อสงสัยได้รับคำตอบที่กระจ่างขึ้นมาทันที

"พามามูเนี่ยนะ!" มูหรือมูเตลูแหล่งยอดฮิตที่กำลังเป็นที่นิยมของคนในยุคปัจจุบันนี้ แน่นอนว่าไม่พ้นพระแม่ลักษมีที่ไม่มีใครที่ไม่รู้จักในตอนนี้ ซึ่งฉันเองก็พอเห็นผ่านตาได้ยินผ่านหูถึงอิทธิฤทธิ์ความปังของท่านมาเยอะ แต่ก็ไม่ได้สนอกสนใจมากนักเพราะฉันไม่เคยโหยหาอะไรในชีวิตโดยเฉพาะเรื่องของความรัก

"ใช่ ถ้าแกไม่อยากหมั้นแกก็ต้องมีแฟนเป็นตัวเป็นตน และวิธีนี้มันก็ได้ผลเร็วที่สุด" ซินดี้พูดจบก็พยักหน้าให้โอโซน เท่านั้นมันก็ยัดทั้งดอกบัวสีชมพู ผลไม้หลายอย่างใส่มือฉันและสิ่งสุดท้ายก็เป็นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนคาถาบูชาพระแม่เอาไว้เรียบร้อย ให้ตายเถอะ...การมาครั้งนี้ถูกเตรียมการมาอย่างดี ครบทุกอย่างเท่าที่คนคนหนึ่งอยากจะขอพรให้ได้ผลทันควัน แต่ที่มันลืมไปอย่างนึงและสำคัญมาก ๆ คือขอความสมัครใจจากฉัน หรือปรึกษาฉันสักคำก่อนที่จะจัดแจง

"มึงอ่านคาถาบูชาตามนั้นเลยนะ อ่านเสร็จก็บอกชื่อนามสกุลของมึงแล้วสิ่งที่มึงอยากขอ บอกสเปคแบบละเอียดเลยก็ดีพระแม่จะได้จัดให้มึงได้ถูกใจ"

"แต่กูไม่ได้อยากมี"

"เอาหนา…ไหน ๆ ก็มาถึงที่แล้ว พวกกูอุตส่าห์ทำเพื่อมึงขนาดนี้ มึงยังจะปฏิเสธพวกกูอีกเหรอ?" ฉันเกลียดสายตาละห้อยใบหน้าอ้อน(ตีน)ของพวกมันที่สุด ทำอะไรไม่ปรึกษากันเลยแถมยังพยายามทำให้ฉันที่กำลังจะปฏิเสธดันรู้สึกผิดขึ้นมาหากจะกล่าวปฏิเสธ ทั้งที่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิดเดียว

แต่ก็เอาเถอะ…มาถึงขั้นนี้แล้วก็คงต้องลองดูตอบแทนความหวังดีของเพื่อนที่ไม่ค่อยต้องการมากนัก ถ้าพระแม่จะประทานผู้ชายให้สักคนในชีวิตนี้ก็ขอให้คนคนนั้นหล่อ หุ่นดี ขาว ฟีลอปป้าเกาหลี รวยด้วยก็ดีจะได้ไม่ลำบาก แต่ที่สำคัญเลยคือศีลต้องเสมอกัน อยู่ด้วยกันไปยาว ๆ คลั่งรักฉันมาก ๆ และไม่เจ้าชู้เด็ดขาด

ถ้าได้ทุกอย่างตามนี้หนูสัญญาว่าจะรักเขาไปจนตายเลย…

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หลงกลรักวิศวะตัวร้าย   บทที่ 72

    "เจเดนเจไดพ่อบอกให้หยุด!" เสียงที่ดังจากนอกบ้านทำให้ฉันรีบสับเท้าเดินออกไปดูอย่างไว แน่นอนว่าเสียงนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากสามีของฉันที่บอกก่อนหน้าว่าจะออกไปหากิจกรรมทำกับลูกชายฝาแฝดวัยสิบห้าขวบนอกบ้าน แต่เสียงเข้มดุปานนั้นฉันคิดว่าคงจะเกิดเรื่องสักอย่างขึ้นระหว่างสามคนแน่นอน"เกิดอะไรขึ้นคะ?" ฉันมอ

  • หลงกลรักวิศวะตัวร้าย   บทที่ 71

    "ทำไมไม่ท้องว่ะ" คนนั่งหน้ากลุ้มทิ้งตัวลงบนโซฟากลางห้องวีไอพีของผับดัง เขากุมขมับพร้อมหลับตาลงด้วยความปลง ทั้งที่พยายามปั๊มลูกก่อนแต่งงานเสียด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ก็ผ่านประตูวิวาห์ไปตั้งสามเดือน เขาก็ไม่เห็นว่ามิวสิคจะมีทีท่าท้องกับเขาบ้างเลย"มึงไปตรวจหน่อยไหมไอเซฟ น้ำยามึงคงไม่ดีจริง" เปเปอร์ว่าแล้วก็อ

  • หลงกลรักวิศวะตัวร้าย   บทที่ 70

    และแล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ฉันยืนกอดรูปของพ่อในวันสำคัญอีกหนึ่งวันในชีวิต เราถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันสามคนพ่อแม่ลูกโดยบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ฉันอยู่ในชุดรับปริญญาอย่างที่พ่อหวัง ส่วนแม่ก็มองมาที่ฉันอย่างภาคภูมิใจและหวังว่าพ่อฉันที่อยู่บนฟ้าก็คงจะมองลงมาที่ฉันด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างกันท

  • หลงกลรักวิศวะตัวร้าย   บทที่ 69

    งานหมั้นที่แสนชื่นมื่นผ่านไปด้วยดีและเต็มไปด้วยความอบอุ่นทั้งจากครอบครัวของฉันและครอบครัวพี่เซฟ ฉันได้กลายเป็นอนาคตสะใภ้คนรองของเจอาร์กรุ๊ปเต็มรูปแบบและวันนี้ก็ผ่านไปสามวันหลังงานหมั้นแล้ว สิ่งต่อไปที่เกิดขึ้นคือฉันถูกเขาลากมาเที่ยวฮันนีมูนต่างประเทศด้วยกัน พวกเธอว่ามันแปลก ๆ ไหมฉันก็งงเหมือนกันว่าแ

  • หลงกลรักวิศวะตัวร้าย   บทที่ 68

    งานหมั้น J & Mบรรยากาศของงานหมั้นเริ่มขึ้นที่บ้านของมิวสิค โดยออแกไนซ์อย่างเมย์ได้เนรมิตรให้บ้านหลังใหญ่กลายเป็นสถานที่จัดพิธีงานหมั้นสไตล์ไทยทว่าผสมความเป็นตะวันออกทั้งของฝ่ายชายและหญิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยแขกคนสนิทที่ถูกเชิญร่วมงานก็เริ่มทยอยมาถึงกันบางส่วน หน้าที่รับแขกดูแลเบื้องต้นถูกยกให้ซินด

  • หลงกลรักวิศวะตัวร้าย   บทที่ 67

    "เมย์พี่ว่าเรารีบไปกันดีกว่า อยู่ตรงนี้นาน ๆ พี่กลัวว่าอาจจะโดนอีกสักหมัด" แน่นอนว่าคนที่ว่าไม่ได้มีทีท่าที่เกรงกลัวเลยสักนิด แต่เขายังเป็นคนที่กวนตีนไม่เลิกทำเอาโจเซฟกัดฟันกรอด ถ้าไม่ใช่ว่ามิวสิคและเมย์ยืนอยู่ตรงนี้ เขาอาจจะพุ่งไปเหวี่ยงหมัดฝากเป็นของที่ระลึกสำหรับความหวังดีจอมปลอมประทับบนใบหน้าอีก

  • หลงกลรักวิศวะตัวร้าย   บทที่ 61

    "ตาเซฟฉันว่าจะส่งคนไปปลุกแกอยู่พอดี เรารีบไปกันเถอะ" บีน่ารีบคว้าแขนของลูกชายที่ยังไม่ได้เอ่ยปากพูดปัญหาของเขาเลยสักคำ"เดี๋ยวครับแม่ ผมมีเรื่องอยากจะถาม!" จึงต้องยื้อแขนคนเป็นแม่ไว้ก่อน เพราะเรื่องของเขาก็สำคัญไม่แพ้กัน"แกจะมัวถามอะไรตอนนี้ รีบไปก่อน""แม่ครับ แต่ผมติดต่อมิวสิคไม่ได้ น้องคุยกับแม่

  • หลงกลรักวิศวะตัวร้าย   บทที่ 60

    "พี่เซฟมิวหายใจไม่ออก ถ้าจะนอนก็ลงมานอนดี ๆ ได้ไหม" กว่าจะปรับความเข้าใจกันได้ โจเซฟก็เล่นเสียน้ำตาเป็นเขื่อน ไม่เคยคิดเลยว่าทั้งชีวิตของเธอจะมีคนมานั่งร้องไห้ฟูมฟายให้ถึงขนาดนี้ แท้จริงเรื่องพนันอะไรนั้นมันไม่ใช่ความคิดของเธอ มิวสิคยอมรับว่าหายโกรธตั้งแต่วันที่เขาเมาแล้วสารภาพความจริงทุกอย่างออกมาแ

  • หลงกลรักวิศวะตัวร้าย   บทที่ 59

    "อืม" สิ้นเสียงในลำคอนั้นทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ โดยโจเซฟยังยืนค้างบนบันไดที่เดิม และมิวสิคที่มองเขาจากโซฟากลางบ้าน เป็นความกระอักกระอ่วนที่โจเซฟเองก็ไม่เข้าใจตัวเอง พูดสิ...อยากเจอหน้าเขาฉิบหาย อยากกอด อยากสัมผัส อยากทำทุกอย่างแต่ทำไมตอนนี้เขาถึงกลายเป็นคนละคน...ความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้มิวสิค

  • หลงกลรักวิศวะตัวร้าย   บทที่ 58

    "แล้วเราจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เหรอวะ กูว่ามันได้ตายจริงเข้าสักวัน ไม่เพราะขับรถเร็วก็เพราะไม่ยอมกินไม่ยอมนอนนี่แหละ""กูจะขอร้องให้ซินดี้ช่วยพูดอีกทางแล้วกัน" เปเปอร์เอ่ยเป็นประโยคสุดท้ายพร้อมถอนหายใจเฮือก เขาเองก็คงทำได้แค่นี้เหมือนกัน เพราะมิวสิคขึ้นชื่อเรื่องของความใจแข็งมาก ขนาดเจอหน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status