เข้าสู่ระบบเมื่อได้กระชับมิตรด้วยการกลั่นแกล้งสมใจ เขาก็ลงมาด้านล่างแล้วก็พบกับเธอหน้าห้องพอดี รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งไปยังเจ้าของใบหน้างดงามราวกับตุ๊กตาลาติดอล ที่ยิ้มพิมพ์ใจมาให้อย่างบูดบึ้ง
“นี่ค่ะเอกสารของคุณ” เมื่อเขาลงมาเอาเองเธอก็เดินเข้าไปหยิบให้แล้วก็ยื่นมือให้เขาราวกับเขาไม่ใช่เจ้านาย หรือเรียกให้ถูกคือผู้ชายประสาทแดก
“ผมเปลี่ยนใจแล้ว ฉบับแรกที่คุณไปส่งผมว่าอันนั้นดีกว่า”
ปลายกันยาได้ฟังแล้วถึงกับลมออกหู แต่เธอเป็นคนรอบคอบ และเซฟไว้ทุกไฟล์ที่แก้เสมอไม่ได้เซฟทับแต่เซฟเป็นไฟล์ใหม่ เพราะเคยทำโปรเจคจบและเจออาจารย์ประสาทแดกเช่นนี้เหมือนกัน
“ถ้าจะแกล้งกันทีหลังไม่ต้องก็ได้ค่ะ ไม่พอใจอะไรพูดมาตรง ๆ เพราะมันเสียเวลาทำงาน” ปลายกันยาเกลียดคนทำงานเหมือนเด็กอนุบาลเล่นขายของ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมายิ่งกว่าจิ้งจกเปลี่ยนสี และที่สำคัญมันไร้เหตุผล
“ไม่ได้แกล้งนะแค่ตอนแรกคิดว่ายังไม่ค่อยดี”
เธอเรียกว่าคำแก้ตัวนี้สั้น ๆ ว่าแถ มันไม่ใช่นิสัยของผู้บริหารที่ดีหรอก แค่เรื่องรายงานยังแถไปวัน ๆ แบบนี้บริษัทไม่น่าเจริญก้าวหน้าได้เลย หรือเขาแค่มีดวงกันแน่
กอบกุลไม่เห็นเธอต่อปากต่อคำต่อ จึงชวยคุยอีก
“บ้านอยู่ไหน”
“จะไปส่งเหรอคะ” เธอไม่ตอบแต่เลือกจะถามเขากลับ ก็แค่เป็นเจ้านายจะถามหาบ้านไปทำไมกัน
“ได้หรือเปล่าล่ะ”
“ไม่”
ไม่ต้องคิดนานเชียว คนแบบนี้ไม่ให้เหยียบเข้าบ้านหรอก แม่เขาก็ดูมีมารยาท แต่ทำไมลูกชายถึงไม่ได้เชื้อแม่มาเลยล่ะ
“มีผัวแล้วเหรอ...หรือกลัวเข้าใจผิด”
นั่นไงละลาบละล้วงแบบนี้ มันไม่ใช่ล่ะ หากมีเจ้านายจุกจิกแบบนี้เธอขอเกาะพ่อกับแม่กินจนตายดีกว่า
“ปากหรือรูทวารผายลมเก่ง” เธอรอเอกสารออกจากเครื่องพรินต์แล้วหยิบส่งให้เขาและเดินออกจากห้องไปไม่สนใจเขาอีกแต่เมื่อลิฟต์เปิดออก คนหน้าด้านเมื่อกี้ก็รีบเดินเข้ามาหาเธอทันที และในลิฟต์เรามีกันสองคนแล้วเธอก็คงไม่มีสิทธิ์ไล่ออกจากลิฟต์จึงทำใจใช้อากาศร่วมกันในลิฟต์แล้วเมื่อถึงชั้นล่าง เธอก็รีบเดินเร็ว ๆ ไปที่รถของตัวเอง
ชายหนุ่มไม่ได้เร่งฝีเท้าตามเธอ แต่เขายืนมองเธอจนเธอไปที่รถบีเอ็มสีขาวมุกคนเมื่อเช้าที่แย่งที่จอดรถเขา ที่แท้ก็เป็นเธอนี่เอง
“ก็นึกว่าใคร” เขายกมุมปากขึ้นแล้วก็เข้าไปในรถรอให้เธอขับออกไปแล้วเขาก็จะตามเธอไปบ้าง รถของเธอและเขาอยู่ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดในเมืองหลวงเพราะเป็นช่วงเลิกงาน แต่นั่งอยู่ในรถราวครึ่งชั่วโมง รถของปลายกันยาหักเลี้ยวเข้าไปในคอนโดที่ราคาแพงคอนโดหนึ่ง แล้วเขาก็ตามเข้าไปด้วย
เขาจอดรถด้านหน้า ส่วนเธอจอดในที่จอดรถคอนโดของคอนโด แล้วเขาก็เดินเข้าไปหาเธอแล้วคว้าแขนเอาไว้หลังจากเธอลงรถแล้ว
“คุณ!”
ปลายกันยาตกใจนึกว่ามีโจรมาปล้นแต่เมื่อหันมาเห็นว่าใครกันที่จับแขนเธออยู่ ก็ถึงกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“ผมชื่อกอบกุล หรือเรียกว่าพี่กอบก็ได้นะผมไม่ถือ”
เหอะ!
เธอสะบัดหน้ามองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วก็กลอกตาเป็นเลขแปด
“ไม่ต้องทำหน้าดีใจขนาดนั้นก็ได้ ปกติผมไม่เคยตามผู้หญิงที่ไหนเลยนะ”
“อ๋อ...จะยกหางว่าตัวเองเสน่ห์แรง มีแต่สาว ๆ ตามงั้นสิ” เธอจงใจใช้ถ้อยคำด่าอย่างสุภาพที่สุดแล้ว แต่เขากลับยกมือขึ้นปิดปากราวกับประหลาดใจที่เธอรู้
“คุณรู้ได้ไงว่าผมเป็นเสือ...”
“ฉันหมายถึงหมาย่ะ” เธอพูดแล้วก็สะบัดแขนเดินเข้าไปในคอนโดกดลิฟต์ขึ้น เมื่อเข้ามาข้างใน เขาก็ก้าวตามมาด้วย
“นี่ตามฉันมาทำไม”
“ไม่ได้ตามสักหน่อย งานไม่เสร็จก็เลยจะมาให้คุณทำให้”
เธอยกนาฬิการิชาร์ดมิลเลอร์ที่ข้อมือเขาให้ถึงตา เผื่อเขาจะลืมว่าเลิกงานแล้ว
“อะไร” ชายหนุ่มคิ้วขมวดไม่เข้าใจว่าเธอจับข้อมือเขายกขึ้นทำไม
“นาฬิกาก็แพงนะคะ ช่วยใช้มันให้คุ้มราคาหน่อย มันก็เดินตรงนะว่าเลิกงานแล้ว”
“อ่าว...ตายจริงผมลืมเสียสนิท” ใบหน้าสุดแสนกวนประสาทนี้เธอสาบานเลยจะไม่เอาทำผัวเด็ดขาด ลูกของเธอจะไม่ยอมได้ยีนส์พิลึกพิลั่นเช่นนี้แน่
กอบกุลทั้งหึง ทั้งหวง ทั้งห่วง เขาไม่เคยเป็นอย่างนี้ แม้รู้ตัวเองแต่ก็ตัดใจไม่ได้ รู้ว่าเป็นงานแต่เขาก็ไม่ยอมให้ใครมามองเมียของเขาหรอก เขาอยากเก็บไว้ดูคนเดียวจนไม่อยากให้มาทำงานด้วย แต่เมื่อไม่เห็นหน้าใจมันหวิว ๆ จึงให้มาทำงานตำแหน่งผู้ช่วยเหมือนเดิม แต่งานไม่ได้เยอะอะไร หน้าที่หลัก ๆ คือทำให้เขามีความสุขเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ไม่ค่อยได้แอ้มนัก เพราะเธอบอกว่าที่ทำงานไม่ใช่โรงแรมจะทำอะไรแบบนี้มันไม่ดีแต่เธอลืมไปสินะว่าเขาน่ะปล้ำเธอในออฟฟิศ แถมยังมีเตียงพร้อมให้นอนพักผ่อนด้วย“เออ...หวังว่าคงกำราบเมียอยู่หมัดนะ”อคินอวยพร แต่มันรู้สึกทะแม่งชอบกลปลายกันยาเดินออกจากแผนกทันที เมื่อเห็นว่าร่างใครบางคนกำลังเดินมาแต่ไกล เพราะไม่อยากให้พวกเขาอึดอัดกับความเอาแต่ใจของท่านประธานเมื่อเธอเดินออกเขาก็เดินตามทันที“น้องปลาย” เขารีบเรียก เห็นเธอเดินไปอีกทาง“คะ” เธอแกล้งนิ่วหน้า ซ่อนรอยยิ้มไว้ข้างใน“กลับบ้าน พี่มีเรื่องต้องทำสำคัญมาก”“อะไรคะ” เธอไม่อยากไป อยากรู้ก่อนว่าเรื่องอะไร แต่เขาไม่ยอมตอบทั้งลากแขนเธอลงไปเลย แล้วเห็นในมือเขาถือกระเป๋าของเธอมาด้วย แบบนี้คงคิดไว้แล้วสินะ“เดี๋ยวพี่กอบ จะรีบไปไหน
ทุกวันคนขี้อ้อนยิ่งกว่าแมวก็เอาแต่ออเซาะเธอทุกวัน จนทำงานไม่เสร็จสักที เดี๋ยวกอด เดี๋ยวจูบ เดี๋ยวจับตรงโน้นตรงนี้ทีจนเธอสั่นไหวไปทั้งอก“พอแล้วค่ะ งานไม่เสร็จแล้วนะคะ” ปลายกันยาไม่คิดว่าการมีคนรักสักคนมันจะต้องตัวติดขนาดนี้เชียวหรือ หรือว่าเป็นเพราะเขาคนเดียวที่เป็นแบบนี้ แต่ก็แปลกใจ เมื่อก่อนจำได้ว่าเขาเจ้าชู้มาก ไม่เคยคบผู้หญิงนานเลย แต่มาตอนนี้นึกอยากตัวติดกับเธอมันแปลกจริง ๆ“ช่างงานมันสิ เรามาทำลูกกันดีม่ะ” เสียงอ้อนนั้นเธออดหมั่นไส้ไม่ได้จริง ๆ จะมาทำลูกอะไรเมื่อคืนก็ทำไปแล้วไม่ใช่เหรอ“เอาไว้ตอนเย็นนะคะ”“เมื่อคืนคุณหนีนอนก่อน” เสียงตัดพ้อนี้ทำให้เธอกลอกตามองบน จะไม่ให้นอนได้อย่างไรเขาปล่อยถึงสามรอบแล้ว แต่เธอเสร็จนับไม่ถ้วน ใครจะมีแรงไหว นี่ตื่นมาทำงานได้ก็บุญแล้ว“ต่อไปทำวันละรอบก็พอ” เธอต่อรอง“ผมเป็นคนแข็งแรงถ้าไม่สามรอบจะนอนไม่หลับ คุณไม่สงสารหรือไง”“เมื่อก่อนคุณทำยังไงคะ” คราวนี้สายตาจ้องจับผิดส่งมายังชายหนุ่มทำให้สะดุ้งทันที แต่ก็รีบพลิกลิ้นทัน“ก็...ก็...ใช้มือไงครับ นี่มือข้างขวาใหญ่กว่าข้างซ้ายแล้วเพราะมันต้องอุ้มเจ้าน้องชายผมขึ้นมา”เธอส่ายหน้าแล้วก็ลุกขึ้น รู้อยู่
รุ่งเช้าวันจันทร์อคินก็ต้องแปลกใจเมื่อโต๊ะทำงานผู้ช่วยของเขา ย้ายไปอยู่ห้องประธานกอบกุลจนทำให้คนที่ไปทำงานกลับมาไม่พอใจเดินตามมาทวงคนคืน“คืนน้องปลายกันยามา” เขาพูดเสียงดัง ทั้งส่งสายตาอาฆาตด้วย“ไม่คืน ถ้าจะเอางานให้น้องปลายทำก็เอามาให้ที่ห้องนี้” ใครจะยอมให้เมียห่างกาย แล้วเขาก็เลื่อนโต๊ะมานั่งข้าง ๆ กันด้วยทั้งยักคิ้วหลิ่วตา“ไอ้กอบ...หรือว่าแกกับน้อง”“อื้อ...ได้กันแล้ว...กำลังจะเตรียมงานแต่ง” อคินถึงขั้นหูอื้อ ไอ้เสือกอบเนี่ยนะจะแต่งงาน เขาคงหูฝาดไปกระมัง“พี่กอบ!” ปลายกันยาอับอาย ต่อให้เป็นเรื่องของผู้ชายคุยกัน แต่เธอก็นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ จะพูดอะไรก็หัดเกรงใจเธอบ้างไม่ใช่จะพูดลามกอย่างไรก็ได้“ทำเป็นรังเกียจน้องเขา ที่แท้มึงก็ตกหลุมรักเขา กูบอกแล้วให้ดูน้องเขาก่อน อย่าเพิ่งว่าเขาเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” คราวนี้ถ้อยคำนั้นดันไปสะกิดใจปลายกันยาเข้าเต็มเปา ทำให้เธอรู้สึกขุ่นเคืองใจนัก“แล้วเขาว่าปลายยังไงอีกคะ” ปลายกันยาไม่ยอมจบแค่นี้แน่ คอยดูคืนนี้จะให้นอนโซฟาไม่ต้องมานอนในห้องเลย“ไอ้คินมึงนี่ขยันทำให้ครอบครัวร้าวฉาน” คนที่ร้อนใจรีบเดินเข้ามาปิดปากเพื่อนตัวดี เพราะเดี๋ยวจะซวยไปมากกว่า
เธอค้อนเขาแล้วก็ต้องกิน เพราะวันนี้เพิ่งมีแค่แซนด์วิชตกถึงท้อง แล้วทุกอย่างเหมือนตัวเองโดนจับคลุมถุงชนชอบกล มีแค่พ่อคนเดียวที่ดูเหมือนไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เธอมีอะไรกับเขาแล้ว ที่บ้านรับรู้สองบ้าน ที่สำคัญพวกเขาจะจับเธอแต่งงานเธอกินไข่พะโล้ที่แม่เคี่ยวจนเข้าถึงเนื้อไข่ด้านในด้วยความโมโหถึงสามฟอง แต่คนข้าง ๆ กลับดีอกดีใจที่เธอกินเยอะเขาเติมข้าวถึงสองรอบ แล้วก็เป็นตนเองที่อาสาล้างจาน เพราะว่าเมียของเขาขาอ่อน วันนี้ไม่ได้อยากจะหักโหม แต่ว่ามันอดใจไม่ไหวจริง ๆ ใครใช้ให้ดอกลิลลี่ของเธอสวยขนาดนั้น ยิ่งเห็นเกสรบวมเป่งแทบปริยิ่งทำให้ตัวเองควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ขนาดตอนนี้แค่คิดยังรู้สึกคับแน่นไปทั้งลำปลายกันยาเดินเข้าห้องมาอาบน้ำด้วยความปวดเมื่อย เธอกินยาหลังกินข้าวไปแล้ว แล้วก็อาบน้ำสระผมไม่นานก็เดินออกมาคล้ายพร้อมหลับทุกนาที จนคนที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ด้วยต้องเดินมาพยุง“ปลาย...ไหวไหม” เขาเปลี่ยนสรรพนามที่เรียกเหมือนคุณอาภากร จะได้ดูสนิทสนมแต่สีหน้าของเธอก็ดูน่าเป็นห่วง ใบหน้าแดงซ่านเหมือนคนมีไข้ จนเขาต้องเอามืออังที่หน้าผาก“ตัวร้อนหน่อย ๆ เมื่อกี้ได้อาบน้ำอุ่นหรือเปล่า” เขาถามอย่างเ
เธอส่ายหน้าเบา ๆ แล้วก็เป็นจังหวะลิฟต์เปิดมาพอดี เขาใช้คีย์การ์ดแสกนเข้าไปแล้วก็พบกับความเซอร์ไพรส์ที่ไม่คิดว่าจะได้เจอที่ห้องของเธอวันนี้“แม่!...พ่อ!...คุณป้าจันทร์จวง”“อ้าวกลับแล้วเหรอหนูปลายกันยา” น้ำเสียงอบอุ่นทักว่าที่ลูกสะใภ้ แต่ภากรมองไปยังหนุ่มที่เป็นเจ้านายของลูกสาวแล้วก็กระเป๋าใบใหญ่นั่นเหมือนจะมาค้างที่นี่“หนูปลาย” ภากรเรียกเสียงเข้มขรึมแต่กลับโดนภรรยาหยิกเข้าที่เอว ไหนบอกว่าคุยกันรู้เรื่องแล้ว“มาเหนื่อย ๆ มากินข้าวกันลูก แม่ทำพะโล้ขาหมูมีไข่แบบที่หนูชอบด้วย” นพนภาเดินมาพยุงลูกรักของเธอไปนั่งที่โต๊ะ แล้วก็ได้ยินเสียงสวัสดีของว่าที่ลูกเขยตามหลังมา“สวัสดีครับคุณอาภากร คุณอานพนภาพอดีว่าเราสองคน”“พี่กอบ!” เธอเรียกเสียงเขียว เพราะเขากำลังจะสารภาพอะไรน่าอายกับพ่อกับแม่เธอ หากเป็นเช่นนั้นเธอคงโดนตีแน่“ครับน้องปลายกันยา” เขารับเสียงสดใส รู้ว่าเธอกลัวอะไรแต่เรื่องอะไรจะยอมให้เรื่องมันยืดเยื้อไปอีก“เอาของไปเก็บแล้วก็มากินข้าวค่ะ” เธอสั่งเสียงดัง ข่มให้ทุกคนสนใจแค่เธออย่าใส่ใจเรื่องที่เขาจะพูดแต่เธอหารู้ไม่นั่นไม่เท่ากับว่ายอมรับกลาย ๆ เหรอว่าเขาและเธออยู่ด้วยกัน จนคนเป็นบิดา
ปลายกันยาหลับไปจนถึงเย็น โดยที่คนที่เป็นคนฉีดยานอนหลับให้ไปเตรียมกระเป๋าข้าวของ เครื่องใช้ส่วนตัวของตัวเองมาด้วยอาหารกลางวันก็เลยไม่ได้กินทั้งเธอและเขา เขาจึงแวะซื้อแซนด์วิชขึ้นมาก่อน และไม่ลืมถุงเสื้อผ้าสำหรับคนที่หลับไม่ตื่นเสียที จนต้องไปปลุกอย่างหวาดเสียวในห้องที่ก่อนไปเขาล็อกประตูแน่น กลัวคนจะเข้ามาด้านในเสียงหอมแก้มฟอดปลุกให้คนที่กำลังอ่อนเพลีย เพราะเสียน้ำครั้งแรกปรือตาขึ้นอย่างรำคาญ“อื้อ...”“ตื่นได้แล้วครับ เย็นแล้วเราต้องกลับบ้าน” เสียงนุ่มคลอเคลียร์อยู่ข้างหู เพราะกลิ่นหอมกรุ่นของเธอทำให้เขาหลงใหลติดจนไม่อยากทำอะไร อยากนอนซุกกับคนที่เป็นเมียหมาด ๆ อย่างปลายกันยา“เย็นแล้วเหรอ” เสียงงัวเงียคล้ายไม่อยากตื่นเปล่งขึ้น แล้วเธอก็ถูกเขาลูบนั่นลูบนี่แล้วก็ปลุกเร้าอย่างเสียวไส้จนต้องลืมตา เพราะกลัวจะได้ทำอย่างอื่นจนไม่ได้กลับบ้าน“ฉันตื่นแล้ว...ออกไปสิ” เธอทำตาเขี้ยวเล็กน้อยที่เขานั้นยังวอแวกับเธอไม่เลิก ทั้งได้ครั้งแรกไปแล้ว แต่จะโทษเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้เป็นเธอที่ยอมง่าย ๆ เอง“ต่ออีกสักรอบก่อนกลับไหม”“ไม่” เธอตอบไม่ต้องคิด แล้วก็เห็นถุงเสื้อผ้าที่เขาส่งให้จึงรีบแต่งตัว แต่เขาก็
เธอนั้นไม่ใช่ไม่อยากมี แต่ว่าเธอเป็นคนคบคนยาก หากไม่ถูกใจอย่าว่าแต่ทัก แค่ยิ้มให้ยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เธอเอากระเป๋าสีขาวแบรนด์เนมราคาแค่ห้าหลักกลาง ๆ สะพายขึ้นพร้อมกับหยิบเครื่องมือการทำงานแล้วก็ขึ้นไปยังชั้น 40 คือชั้นบนสุดโดยไม่ซักถามผู้ใด เพราะว่าคุณป้าจันทร์จวนกรอกหูเธอจนเธอเก็บไปฝันแล้วป้ายด้า
“เลิกกวนประสาทฉันได้แล้ว ที่นี่เข้าออกต้องใช้คีย์การ์ด ฉันไม่ว่างลงมาส่งคุณหรอกนะ” เธอพยายามอดกลั้นอย่างถึงที่สุด เพราะอย่างน้อยแม่เธอก็ฝากให้ฝึกงานในบริษัทเขา“งั้นผมค้างด้วยสักคืน”“เฮ้ย...ได้ไงเล่าไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย” ปลายกันยาขยับตัวหนีทันที เขาเหมือนโรคจิตชอบกล มีความผิดปกติทางจิตหรือเปล
เวลาสิบโมงปลายกันยาเดินเข้าประชุมพร้อมกับอคิน โดยมีสายตาของกอบกุลส่งมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ยิ่งทั้งคู่นั่งเคียงข้างแล้วกระซิบกันไปมาอธิบายความหมายโน้นนี่นั่น จนเขาอยากย้อนเวลากลับไปเมื่อสามวันก่อน แล้วเลือกจะเงียบเสียแล้วสอนงานเด็กฝากคนนี้เสียเอง‘ท่าทางเก่งกาจเสียด้วย’ เขาแอบชื่นชมอยู่ในที“เอ
“สวัสดีค่ะคุณอคิน” ปลายกันยายกมือสวัสดีแบบฉบับนางงามอีกเช่นเคย เขาคงเป็นคนสอนงานให้เธอ ท่าทางเขาดูสมาร์ตมาก ค่อยน่าเชื่อถือหน่อย เพราะอีตาประธานเธอรู้สึกแปลก ๆ ตั้งแต่เมื่อกี้ ดูลอย ๆ เหมือนหลอนยา“เอ่อ...อคิน...” ยังไม่ทันได้พูดจบเพื่อนก็ขัดขึ้นเสียก่อน“เอาไว้ค่อยคุย ประชุมสิบโมงนะ” อคินไม่เพียงแ







