Share

บทที่ 2

Author: ลี่ลี่จื่อ
น้ำในคูเมืองเย็นเฉียบจนบาดลึกถึงกระดูก ฉันไม่ดิ้นรนขัดขืน ปล่อยให้ตัวเองค่อย ๆ จมดิ่งลงไป

ใกล้จะได้กลับบ้านแล้ว ไม่รู้ว่าปีนี้พ่อกับแม่ซื้อขนมไหว้พระจันทร์รสอะไรมาบ้าง

ท่ามกลางความมืดมิด มีใครบางคนคว้าข้อมือฉันไว้แน่น แล้วออกแรงกระชากฉันขึ้นไปเหนือน้ำอย่างเต็มแรง

“เหลิ่งชิงเยว่! เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ!”

พอฉันลืมตาขึ้นก็เห็นท่านเก้าพันปีที่เพิ่งจะวางมาดนิ่งขรึมเมื่อครู่นี้เปียกโชกไปทั้งตัว ใบหน้าซีดเผือดเอาแต่ไอไม่หยุด นัยน์ตาคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่ฉัน

“เจ้าคิดว่าแกล้งทำเป็นอยากตายแล้วจะชดเชยความผิดที่ทำร้ายซู่ซินได้เช่นนั้นหรือ”

ฉันมองเขาที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอย่างสงบนิ่ง ก่อนเอ่ยปากเสียงเรียบ “เช่นนั้นก็ปล่อยให้ข้าตายจริง ๆ เสียสิ หากข้าตายไป ก็สมใจของท่านแล้วไม่ใช่หรือ”

ราวกับคาดไม่ถึงว่าฉันจะพูดแบบนี้ ซ่งหวยเอินโมโหจนขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที

“ซู่ซินเพิ่งจะกลับมา ข้าเพียงไม่อยากให้นางต้องมากลุ้มใจเพราะเจ้าอีก”

เมื่อเห็นหางตาที่แดงเรื่อของซ่งหวยเอิน จู่ ๆ ฉันก็นึกถึงเรื่องในอดีต ตอนตระกูลซ่งเพิ่งจะถูกตัดสินโทษ ซ่งหวยเอินต้องทนรับเสียงด่าทอจากผู้คนมากมาย

เขาสุขภาพไม่ค่อยดี แถมยังเป็นคนคิดมาก เวลารู้สึกน้อยอกน้อยใจ แม้จะไม่พูดอะไรออกมา แต่หางตาก็มักจะแดงก่ำเสมอ ต้องให้ฉันคอยปลอบใจถึงจะสงบสติอารมณ์ลงได้

แต่ตอนนี้เขามีอะไรให้น้อยอกน้อยใจอีกล่ะ

ตลอดสี่ปีมานี้ ชัดเจนว่าเป็นเขาเองที่คอยสั่งการให้พวกขันทีและนางกำนัลมารังแกฉันอยู่ตลอด

ดูท่าว่าอยู่ที่นี่คงตายไม่สำเร็จแล้วละ ฉันหยิบห่อผ้าบนพื้นขึ้นมา เตรียมตัวเดินมุ่งหน้าไปทางบ้าน

เมื่อเห็นฉันจะกลับบ้าน ซ่งหวยเอินก็รีบคว้าข้อมือฉันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เดินตามหลังฉันมาติด ๆ ไม่ยอมห่าง

“เจ้ามักจะเจ้าเล่ห์เพทุบาย หากข้าไม่คอยจับตาดูเจ้าไว้ ใครจะรู้ว่าระหว่างทางเจ้าจะเกิดเสียสติทำเรื่องอันใดขึ้นมาอีก รอข้าส่งตัวเจ้าให้หมอหลวงเหลิ่งแล้ว ข้าก็จะไม่สนใจเจ้าอีก”

ฝีเท้าของฉันชะงักกึก ในโลกนี้ คนที่อยากให้ฉันตายมากที่สุดก็คือเหลิ่งชิงหยาง พี่ชายของฉันนั่นแหละ

ดังนั้นตอนถูกไล่ออกจากวัง ฉันจึงไม่เคยคิดจะกลับไปดูตระกูลเหลิ่งอีก

แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว การกลับตระกูลเหลิ่งน่าจะทำให้ฉันมีโอกาสจากไปได้มากกว่า

เมื่อก้าวเท้าเข้าประตูใหญ่ตระกูลเหลิ่ง บ่าวไพร่ทุกคนต่างกำลังเร่งทำความสะอาดห้องของเหลิ่งซู่ซินอย่างขะมักเขม้น ภายในลานบ้านเต็มไปด้วยดอกยี่โถซึ่งเป็นดอกไม้ที่เหลิ่งซู่ซินโปรดปรานที่สุด

เหลิ่งชิงหยางหัวเราะร่าเริงพลางถือโคมไฟรูปกระต่ายเดินออกมา ทว่าพอเห็นฉัน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็มลายหายไป

“เจ้ายังมีหน้ากลับมาอีกหรือ ข้านึกว่าเจ้าตายอยู่ในวังไปตั้งนานแล้วเสียอีก”

ฉันยืนอึ้งอยู่กับที่ จู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อก่อนพี่ชายของฉันไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา

ฉันกับเหลิ่งชิงหยางกำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก เราสองพี่น้องใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยกันมาตลอด เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของกันและกัน

คนตระกูลเหลิ่งล้วนมีวิชาแพทย์ติดตัว เหลิ่งชิงหยางตั้งปณิธานว่าจะต้องเข้าวังไปเป็นหัวหน้าสำนักหมอหลวงให้ได้ ฉันจึงขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเพื่อหาเงินเป็นค่าเดินทางเข้าเมืองหลวงให้เขา

วันฝนตกถนนลื่น เพราะการเก็บเห็ดหลินจือพันปี ทำให้ฉันลื่นล้มขาหัก

นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเหลิ่งชิงหยางผู้อ่อนโยนโกรธจัด เขาวิ่งจนรองเท้าหลุดไปข้างหนึ่ง ร้องไห้สวมกอดฉันไว้แน่น พร่ำบอกว่าเขายอมไม่ไปเมืองหลวง ดีกว่าต้องสูญเสียน้องสาวอย่างฉันไป

เขาบอกว่า ถ้าไม่มีฉัน เขาก็ไม่มีบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาก็ไร้ความหมาย

แต่หลังจากที่เรารับเหลิ่งซู่ซินมาอุปการะ ในใจของพี่ชายฉัน ก็ไม่ได้มีฉันเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวอีกต่อไป

เหลิ่งซู่ซินร่างกายอ่อนแอ พี่ชายเอายาที่ฉันตั้งใจทำมาหลายปี เตรียมจะเอาไปขายแลกเงินซื้อข้าวของเครื่องใช้สำหรับเข้าวังให้เขา ไปป้อนให้เธอซะอย่างนั้น

ส่วนเหลิ่งซู่ซินเพราะกลัวขม ก็เลยแอบคายยาทิ้ง

ฉันแค่บ่นเธอไปไม่กี่คำ เหลิ่งชิงหยางก็ต่อว่าฉันว่าหน้าเงิน

“เหลิ่งชิงเยว่ ในสายตาของเจ้า ยาพวกนั้นมันสำคัญกว่าชีวิตของซู่ซินอีกหรือ”

ต่อมาเมื่อเหลิ่งซู่ซินหนีออกจากบ้าน ฉันก็ถูกเหลิ่งชิงหยางทำลายข้อนิ้ว และขับไล่ออกจากผังตระกูลเหลิ่ง

“คนที่มีจิตใจอำมหิตเช่นเจ้า ไม่คู่ควรที่จะได้เรียนรู้วิชาแพทย์ของตระกูลเหลิ่ง ต่อไปข้าไม่มีน้องสาวเช่นเจ้าอีก!”

นับแต่นั้นมา มือที่ฉันทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมานานกว่าสิบปีก็ไม่สามารถฝังเข็มได้อีกต่อไป แม้แต่ตอนซักเสื้อผ้าในตำหนักเย็นยังทำได้ช้ากว่าคนอื่น ต้องทนรับสายตาเอือมระอามาโดยตลอด

ซ่งหวยเอินมีสีหน้าแปลกไปเล็กน้อย เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “ซู่ซินกลับมาแล้ว องค์รัชทายาททรงปล่อยนางสนมทั้งหมด นางดูจะทำใจรับไม่ได้ เมื่อครู่นี้ก็เพิ่งจะผูกคอตายต่อหน้าข้าไปถึงสองครั้ง...”

เหลิ่งชิงหยางขมวดคิ้ว “ก็แค่มารยาสตรี ร้องไห้ฟูมฟายขู่จะผูกคอตายก็เท่านั้น ใต้เท้าซ่งเป็นถึงยอดคนวัยหนุ่ม เหตุใดจึงถูกนางหลอกเอาได้เล่า ข้ารู้จักเหลิ่งชิงเยว่ดีที่สุด คนเช่นนางหรือจะตัดใจตายได้”

เมื่อซ่งหวยเอินได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาส่ายหน้ายิ้มเยาะตัวเอง เหมือนจะนึกเสียใจที่เมื่อครู่เผลอเสียกิริยาต่อหน้าฉันไป

เหลิ่งชิงหยางชี้โคมไฟรูปกระต่ายในมือ มองฉันด้วยสายตาดูแคลน “ข้าต้องเข้าวังไปส่งโคมไฟให้ซู่ซิน ไม่มีเวลามาสนใจเจ้า คืนนี้ก่อนข้ากลับมา เจ้าจงไสหัวไปให้พ้น...”

เหลิ่งชิงหยางยังพูดไม่ทันจบ ฉันก็เด็ดใบยี่โถที่อยู่ข้างกายเข้าปากไปหนึ่งใบ

สีหน้าของเหลิ่งชิงหยางพลันเปลี่ยนไปทันที

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 8

    เหลิ่งซู่ซินแกล้งทำเป็นใจดีสู้เสือ “ท่านพี่หวยเอินคงจะตาฝาดไปแล้วกระมัง พวกนางรับใช้ของข้าที่นี่ล้วนคัดเลือกแต่คนรูปร่างกำยำล่ำสัน มองจากภายนอกจึงดูคล้ายบุรุษอยู่บ้าง”แม้ซ่งหวยเอินจะยังคงสงสัย แต่เขาก็มักจะเชื่อคำพูดของเหลิ่งซู่ซินอย่างไม่มีเงื่อนไขมาตลอดเหลิ่งซู่ซินเสนอตัวอยากไปส่งฉันกลับด้วยตัวเอง และให้บรรดาพระเอกรออยู่ข้างนอกก่อนเมื่อเข้ามาถึงในอาราม เหลิ่งซู่ซินก็สั่งให้บ่าวไพร่ถอยออกไป แล้วบีบคางฉันอย่างแรง ระยะห่างของเราแทบจะแนบชิดหน้าติดกัน“เธออยากขอความช่วยเหลือใช่ไหม เลิกคิดไปได้เลย! เธอคิดว่าพวกนั้นไม่รู้เหรอว่าเธอกำลังทนทรมานอยู่น่ะ ไม่มีใครเขาสนใจหรอก!”ฉันยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนเอื้อมมือไปสัมผัสริมฝีปากของเหลิ่งซู่ซิน แล้วริมฝีปากของเธอเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำอย่างรวดเร็วฉันไม่ได้ตั้งใจจะขอความช่วยเหลือจากพวกพระเอกเลย แต่ต้องการยั่วโมโหเหลิ่งซู่ซินต่างหากมือของฉันทาพิษแมลงไว้ก่อนแล้ว เมื่อครู่นี้ยังแอบป้ายละอองเกสรดอกยี่โถจากแขนเสื้อของเหลิ่งชิงหยางมาอีก เมื่อสองสิ่งนี้ผสมเข้าด้วยกัน เพียงแค่สัมผัสก็ถึงฆาตส่วนยาเม็ดปลอบวิญญาณในร่างกายของฉันก็ต้านทานพิษนี้ได้

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 7

    ฉันถูกจับวางแหมะอยู่ตรงหน้าเหลิ่งซู่ซินราวกับปลาตายตัวหนึ่ง ฉันอยากจะถามเธอเหลือเกิน ว่าทำไมถึงต้องทำร้ายฉันถึงขนาดนี้ทว่าเหลิ่งซู่ซินกลับชิงเอ่ยปากขึ้นมาก่อน “ดูเอาเถอะ นี่ต่างหากคือจุดจบที่ตัวประกอบหญิงอย่างเธอสมควรได้รับ ไม่ต้องตกใจไป ฉันเองก็เป็นคนทำภารกิจเหมือนกัน แถมยังเป็นนางเอกของโลกนี้ด้วย ตัวประกอบหญิงอย่างเธอมีสิทธิ์อะไรถึงกล้ามาแย่งพระเอกของฉัน”ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ตอนนี้ฉันกลับหวังให้เหลิ่งซู่ซินเกลียดฉันจนลงมือฆ่าฉันให้ตาย เกมนี้ฉันไม่เล่นแล้ว ภารกิจอะไรฉันก็ไม่ทำแล้ว ฉันแค่อยากกลับบ้านเหลิ่งซู่ซินราวกับเดาความคิดของฉันออกจึงแค่นหัวเราะเยาะ “อยากตายเหรอ ฉันไม่ปล่อยให้เธอสมหวังหรอกนะ ถ้าทำภารกิจล้มเหลวแล้วยังรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปอีกหนึ่งปี ร่างกายของเธอในโลกเดิมก็จะไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้อีก ส่วนฉันก็จะได้รับค่าการพิชิตใจในส่วนของเธอไป แล้วก็ทำภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น อย่ามาโทษฉันเลยนะ เพราะพวกพระเอกในโลกภารกิจพิชิตใจยากเกินไปต่างหาก เห็น ๆ ว่าแต่ละคนเหมือนจะรักฉันจนเข้ากระดูก แต่กลับไม่เคยไปถึงระดับสูงสุดซะที ทั้งหมดมันก็เพราะการมีอยู่ของเธอนั่นแหละ! รอให

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 6

    ฉันรู้สึกว่าตัวเองหลับไปนานมาก ในฝันเห็นแต่ใบหน้าที่มีน้ำตานองหน้าด้วยความห่วงใยของพ่อกับแม่“เยว่เยว่ไม่ต้องกลัวนะ ลูกจะหายดี พ่อกับแม่จะขายทุกอย่างที่มีมาเพื่อรักษาลูกให้ได้”ดังนั้นเมื่อระบบติดต่อมา ฉันจึงตกลงเข้าสู่โลกภารกิจโดยไม่ลังเลระบบหยุดเวลาในโลกเดิมของฉันไว้ ตอนฉันจากมาก็เป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์พอดี แม่บอกว่าจะซื้อขนมไหว้พระจันทร์รสที่ฉันชอบกลับบ้าน...ในฝันฉันทำภารกิจสำเร็จ แต่พอกลับถึงบ้านกลับไม่เจอพ่อแม่ฉันหาทั่วทุกมุมห้อง แต่ก็หาไม่เจอ“พ่อ! แม่!”ฉันร้องไห้ตะโกนจนตื่นขึ้นมา เบื้องหน้าคือใบหน้าของเหลิ่งชิงหยางที่เหมือนกับฉันถึงแปดส่วนเขาเห็นฉันฟื้นขึ้นมาก็ไม่ได้ถากถางเหมือนปกติ แต่กลับเอ่ยปากอย่างลังเลว่า “เจ้า...ฝันถึงท่านพ่อท่านแม่หรือ เจ้าลืมคำสั่งเสียของพวกเขาไปแล้วหรือ พวกเขาบอกให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี การที่เจ้าหาความตายเช่นนี้ หรืออยากให้ท่านพ่อท่านแม่นอนตายตาไม่หลับ เชื่อข้าเถิด เจ้าจงทำตัวให้ว่าง่ายเสียหน่อย”ฉันตะโกนด้วยความโกรธว่า “คุณไม่ใช่พี่ชายฉัน ฉันเป็นลูกสาวคนเดียว ไม่มีพี่ชายอะไรทั้งนั้น พวกคุณที่อยู่ที่นี่เป็นแค่โลกภารกิจ ฉันจะไป ฉันจ

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 5

    ทุกคนต่างชะงักไปชั่วครู่ ร่างของเหลิ่งซู่ซินสั่นสะท้านไปวูบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอ เธอก็รีบดึงสติกลับมาเป็นปกติ แล้วส่ายหน้าด้วยท่าทีไร้เดียงสา“ข้า...ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ทำนะ”หลี่อวิ๋นเจ๋อดึงเหลิ่งซู่ซินเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกด้วยความปวดใจ พลางเช็ดคราบน้ำตาจาง ๆ บนใบหน้าของเธอ“ซู่ซินอย่าร้องไห้เลย เราทุกคนล้วนรู้ดีว่าเจ้าเป็นคนอย่างไร”เหลิ่งชิงหยางเองก็คอยอยู่เคียงข้างเหลิ่งซู่ซิน พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะทำให้เธอหัวเราะ“น้องซู่ซินไม่ร้องแล้วนะ ประเดี๋ยวพี่ชายจะอยู่เป็นเพื่อนชมจันทร์ น้องสาวของเรางดงามยิ่งกว่าเทพธิดาฉางเอ๋อร์เสียอีก”ท่ามกลางการห้อมล้อมของทุกคน เหลิ่งซู่ซินก็เปลี่ยนจากร้องไห้เป็นหัวเราะ เมื่อหันมามองฉันอีกครั้ง บนใบหน้าของเธอก็แฝงไปด้วยความได้ใจและท้าทายฉันหลุดหัวเราะ “เห็นหรือไม่ ข้าพูดไปเป็นพันเป็นหมื่นคำ ก็ยังเทียบไม่ได้กับน้ำตาเพียงไม่กี่หยดของสตรีผู้นั้น เช่นนี้แล้วพวกท่านยังจะให้ข้าพูดอะไรอีก ข้าพูดไปก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี!”จู่ ๆ ลู่เจาก็เอ่ยปากขึ้นเบา ๆ แต่น้ำเสียงกลับหนักแน่น “ข้าเชื่อเจ้า ชิงเยว่ ข้าจะรับเจ้ากลับบ้าน ต่

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 4

    กระบี่ของหลี่อวิ๋นเจ๋อคมกริบมาก แม้ว่าในตอนหลังเขาจะรั้งพละกำลังกลับไปบ้างแล้ว แต่คมกระบี่ก็ยังคงแทงทะลุใต้ผิวหนังของฉันลึกกว่าสองนิ้วเพราะกินยาสูตรพิเศษเข้าไปก่อนหน้านี้ ความเจ็บปวดบนร่างกายของฉันจึงรุนแรงกว่าคนทั่วไปเลือดค่อย ๆ ไหลออกมา จนฉันหมดเรี่ยวแรงล้มฟุบจมกองเลือดค่อยยังชั่ว ทนอีกนิด ฉันก็จะได้กลับบ้านแล้ว!ตำหนักบูรพาวุ่นวายไปหมด ทุกคนต่างพากันมามุงดูอยู่รอบตัวฉัน ฉันสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังใช้เนื้อผ้าบนตัวของเขามาห้ามเลือดให้ฉัน“เหลิ่งชิงเยว่ เจ้าห้ามหลับตาเด็ดขาด!”ท่ามกลางความเลื่อนลอย ฉันคล้ายกับมองเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยของคนคนหนึ่ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการกรำศึก กำลังตะโกนเรียกชื่อฉัน“ลู่เจา”พอสองคำนี้หลุดออกจากปากฉัน ความทรงจำในวัยเยาว์นับไม่ถ้วนก็ผุดขึ้นมาทั้งหมดตระกูลลู่กับตระกูลของฉันเป็นเพื่อนเก่าแก่กันมาหลายชั่วอายุคน ตอนฉันกับเหลิ่งชิงหยางเพิ่งเดินทางมาตั้งรกรากที่เมืองหลวง เราก็พักอาศัยอยู่ที่จวนตระกูลลู่ตอนนั้นลู่เจาถือทวนพู่แดงเล่มหนึ่ง พอเจอหน้าฉัน เขาก็ใช้ทวนตวัดดึงริบบิ้นมัดผมของฉันหลุดออกอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดินใด ๆ เมื่อเห็นเ

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 3

    ใบของต้นยี่โถมีพิษร้ายแรง แต่เพียงแค่เหลิ่งซู่ซินชอบ เหลิ่งชิงหยางก็มีวิธีทำให้มันผลิดอกบานสะพรั่งในจวนตระกูลเหลิ่งได้ตลอดทั้งสี่ฤดูฉันกลัวว่าจะมีคนเผลอกินเข้าไปจึงคัดค้านการปลูกดอกไม้มีพิษชนิดนี้ เหลิ่งซู่ซินก็เลยเอาแต่ร้องไห้ จนกินข้าวไม่ลง“พี่หญิงไม่ชอบข้า จึงไม่ยอมให้ท่านพี่ปลูกดอกไม้ให้ข้าใช่หรือไม่”เหลิ่งชิงหยางดึงเหลิ่งซู่ซินไปหลบหลังตัวเอง ก่อนแค่นหัวเราะเย็นชาใส่ฉัน “เจ้าคิดจะเล่นงานซู่ซินก็หาเหตุผลที่ดีกว่านี้เสียหน่อยเถิด ของขมเช่นนี้ จะมีผู้ใดเผลอกินเข้าไปได้ พอเอาเข้าปากก็ทนขมไม่ไหวจนต้องบ้วนทิ้งอยู่ดี”ไม่นึกเลยว่าตอนนี้มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ฉันได้จากไปความขมฝาดอย่างรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วช่องปากอย่างรวดเร็ว ฉันฝืนทนความรู้สึกคลื่นไส้ บังคับตัวเองให้กลืนมันลงไปครั้งนี้ฉันจะได้กลับบ้านเสียที!เหลิ่งชิงหยางโยนโคมไฟกระต่ายในมือทิ้ง ก้าวฉับ ๆ เข้ามาทุบหลังฉัน นิ้วมือหยาบกร้านง้างปากฉันออก แล้วควานลึกเข้าไปในปากของฉันอย่างแรง“คายออกมาเดี๋ยวนี้! เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ!”ฉันดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต ร่างกายชาไปแล้วครึ่งซีก กัดฟันแน่นไม่ยอมอ้าปาก จนกัดนิ้

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 1

    คานประตูของตำหนักเย็นนั้นไม่ถือว่าสูงมากนัก หลังจากนำกะละมังซักผ้าสองใบมาซ้อนรองเป็นฐาน ในที่สุดฉันก็ขึ้นไปแขวนคอตัวเองได้สำเร็จกำลังจะได้กลับบ้านแล้ว!ฉันแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้กลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว พอสองเท้าออกแรงถีบส่ง ความรู้สึกขาดอากาศหายใจอย่างรุนแรงก็แล่นปราดเข้าสู่ลำคอในทันที

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status