Compartilhar

บทที่ 3

Autor: ลี่ลี่จื่อ
ใบของต้นยี่โถมีพิษร้ายแรง แต่เพียงแค่เหลิ่งซู่ซินชอบ เหลิ่งชิงหยางก็มีวิธีทำให้มันผลิดอกบานสะพรั่งในจวนตระกูลเหลิ่งได้ตลอดทั้งสี่ฤดู

ฉันกลัวว่าจะมีคนเผลอกินเข้าไปจึงคัดค้านการปลูกดอกไม้มีพิษชนิดนี้ เหลิ่งซู่ซินก็เลยเอาแต่ร้องไห้ จนกินข้าวไม่ลง

“พี่หญิงไม่ชอบข้า จึงไม่ยอมให้ท่านพี่ปลูกดอกไม้ให้ข้าใช่หรือไม่”

เหลิ่งชิงหยางดึงเหลิ่งซู่ซินไปหลบหลังตัวเอง ก่อนแค่นหัวเราะเย็นชาใส่ฉัน “เจ้าคิดจะเล่นงานซู่ซินก็หาเหตุผลที่ดีกว่านี้เสียหน่อยเถิด ของขมเช่นนี้ จะมีผู้ใดเผลอกินเข้าไปได้ พอเอาเข้าปากก็ทนขมไม่ไหวจนต้องบ้วนทิ้งอยู่ดี”

ไม่นึกเลยว่าตอนนี้มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ฉันได้จากไป

ความขมฝาดอย่างรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วช่องปากอย่างรวดเร็ว ฉันฝืนทนความรู้สึกคลื่นไส้ บังคับตัวเองให้กลืนมันลงไป

ครั้งนี้ฉันจะได้กลับบ้านเสียที!

เหลิ่งชิงหยางโยนโคมไฟกระต่ายในมือทิ้ง ก้าวฉับ ๆ เข้ามาทุบหลังฉัน นิ้วมือหยาบกร้านง้างปากฉันออก แล้วควานลึกเข้าไปในปากของฉันอย่างแรง

“คายออกมาเดี๋ยวนี้! เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ!”

ฉันดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต ร่างกายชาไปแล้วครึ่งซีก กัดฟันแน่นไม่ยอมอ้าปาก จนกัดนิ้วของเหลิ่งชิงหยางเลือดออก

เหลิ่งชิงหยางสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะตบหน้าฉันฉาดใหญ่

“เพียงเพราะองค์รัชทายาทไม่ต้องการเจ้าแล้ว เจ้าถึงกับต้องเป็นจะตายให้ได้เชียวหรือ ตระกูลเหลิ่งของเรายังมีความหยิ่งทะนงหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่ ซู่ซินกับองค์รัชทายาทต่างหากคือกิ่งทองใบหยก เวลาสี่ปีในตำหนักเย็นยังไม่ทำให้เจ้าคิดได้อีกหรือ”

เขาไม่สนใจนิ้วมือที่เลือดไหลของตัวเอง สั่งให้บ่าวไพร่นำยาที่ทำให้อาเจียนมากรอกใส่ปากฉัน

ฉันอ้วกออกมาจนหมดไส้หมดพุง ล้มฟุบลงไปกองกับพื้นราวกับโคลนเหลวก้อนหนึ่ง อดแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยันไม่ได้

“ความหยิ่งทะนงของคนตระกูลเหลิ่งก็คือการที่ท่านพี่ไม่แม้แต่จะตรวจสอบ ก็ปักใจเชื่อว่าข้าเป็นคนทำร้ายเหลิ่งซู่ซิน ไล่น้องสาวแท้ ๆ ของตัวเองออกจากบ้านเช่นนั้นหรือ”

เหลิ่งชิงหยางหน้าซีดเผือด พูดไม่ออกไปชั่วขณะ

จู่ ๆ นอกประตูก็มีเสียงฝีเท้าม้าวิ่งควบมาอย่างเร่งรีบ

ขันทีน้อยชุดเขียวคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ทำความเคารพซ่งหวยเอินแล้วรายงานว่า “ท่านเก้าพันปี! องค์รัชทายาทมีรับสั่งให้ท่านนำตัวอดีตพระชายาเหลิ่งเข้าวังไปไต่สวน แม่นางซู่ซินนาง...หายตัวไปขอรับ!”

ซ่งหวยเอินกับเหลิ่งชิงหยางสบตากัน ก่อนจะหันมาถลึงตาใส่ฉันที่นอนอยู่บนพื้นโดยไม่ได้นัดหมาย

“มิน่าเจ้าถึงได้แกล้งทำเป็นอยากตายให้เราดูอยู่หลายครั้ง ที่แท้ก็เพื่อปกปิดความผิด เจ้านำซู่ซินไปซ่อนไว้ที่ใดอีก คิดจะทำอันใดกับนาง!”

ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเหลิ่งซู่ซินหนีไปซ่อนอยู่ที่ไหน แต่นี่ถือเป็นโอกาสทองที่ฉันจะได้จากไปพอดี

พวกเขารักเหลิ่งซู่ซินดั่งดวงใจ ไม่แน่ว่าอาจจะขาดสติ แล้วก็ฆ่าฉันซะ...

เมื่อเห็นฉันไม่พูดอะไร พวกเขาก็คุมตัวฉันที่อยู่ในสภาพทุลักทุเลกลับเข้าวังทันที

เมื่อองค์รัชทายาทหลี่อวิ๋นเจ๋อเห็นฉัน เขาก็ไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอะไร เอื้อมมือมาบีบคางฉันทันที

“ซู่ซินอยู่ที่ใด”

ฉันเงยหน้าขึ้น สบตากับอดีตสามีในโลกนี้ของตัวเอง ความรู้สึกเสียใจก็เอ่อล้นขึ้นมาในอก

ย้อนกลับไปตอนฉันเจอหลี่อวิ๋นเจ๋อซึ่งกำลังถูกตามฆ่าอยู่ที่ก้นหุบเขาเป็นครั้งแรก ฉันเป็นคนซ่อนตัวเขาที่ได้รับบาดเจ็บเอาไว้ในถ้ำ แถมยังช่วยล่อพวกนักฆ่าไปทางอื่นให้ด้วย

ตอนนั้นฉันเพิ่งถูกเหลิ่งซู่ซินแย่งคู่หมั้นไป แม่ทัพหนุ่มที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กถอนหมั้นกับฉัน จนฉันกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งเมืองหลวง

เมื่อหลี่อวิ๋นเจ๋อรู้เรื่องนี้ เขาก็เต็มใจจะใช้ร่างกายตอบแทนบุญคุณ โดยมอบตำแหน่งพระชายาองค์รัชทายาทให้แก่ฉัน

เขาบอกว่าความรู้สึกที่เขามีต่อฉันไม่ใช่แค่การทดแทนคุณ แต่ยังมีความหวั่นไหวด้วย

ทว่าหลังจากที่เหลิ่งซู่ซินปรากฏตัว ประกายแสงในดวงตาของหลี่อวิ๋นเจ๋อก็มักจะถูกเธอดึงดูดไปอย่างไม่อาจควบคุมได้

พวกเขาชมจันทร์ เล่นหมากรุก พูดคุยเรื่องสัพเพเหระด้วยกัน ราวกับว่าไม่มีที่ว่างสำหรับการมีอยู่ของฉันอีกต่อไป

ตอนเหลิ่งซู่ซินหายตัวไปในครั้งนั้น หลี่อวิ๋นเจ๋อที่มักจะอ่อนโยนกับฉันมาตลอด ลงมือทรมานฉันเป็นครั้งแรก ตอนไม้เรียวฟาดลงมาที่หน้าท้องน้อยของฉัน เลือดก็ไหลนองเต็มพื้น

ตอนนั้นฉันถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเด็กในท้องที่อายุครรภ์ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนของฉันได้แท้งหลุดไปแบบนั้นเอง

เมื่อเห็นฉันไม่ยอมตอบคำถาม แววตาของหลี่อวิ๋นเจ๋อก็ปรากฏรังสีอำมหิตพาดผ่าน

“ดูท่าว่าหากไม่ให้เจ้าลิ้มรสความเจ็บปวดเสียบ้าง เจ้าก็คงไม่ยอมปริปากพูดสินะ”

หลี่อวิ๋นเจ๋อสั่งให้นางกำนัลขันทีนำเครื่องมือทรมานชนิดต่าง ๆ เข้ามา เตรียมจะบีบบังคับให้ฉันสารภาพ

มีซ่งหวยเอินเป็นผู้ลงมือทรมานด้วยตัวเอง ส่วนเหลิ่งชิงหยางก็ป้อนยาที่ช่วยรักษาความมีสติและขยายความเจ็บปวดให้เพิ่มขึ้นทวีคูณให้ฉันกิน

ฉันเริ่มลนลานแล้ว

ฉันอยากตายก็จริง แต่ฉันไม่อยากทรมานก่อนตายนะ!

ระหว่างที่ฉันกำลังดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดชีวิต แส้เส้นแรกก็ฟาดลงมาที่แผ่นหลังของฉัน

ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วแขนขาและกระดูก ริมฝีปากของฉันสั่นระริก ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะส่งเสียงร้อง

“ฆ่าหม่อมฉันเสีย...”

เมื่อหลี่อวิ๋นเจ๋อเห็นว่าฉันยังคงดื้อด้านไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย

“เจ้าคิดว่าข้าจะใจอ่อนเช่นนั้นหรือ ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง ซู่ซินอยู่ที่ใด”

ฉันเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด เผยรอยยิ้มภูมิใจออกมา “เหลิ่งซู่ซินหรือ หม่อมฉันฆ่านางไปแล้ว! พวกท่านทุกคนล้วนรักนางมากที่สุดไม่ใช่หรือ เข้ามาสิ ฆ่าหม่อมฉันเพื่อแก้แค้นให้นางเลย!”

หลี่อวิ๋นเจ๋อโกรธจนขอบตาแดงก่ำ จู่ ๆ เขาก็ชักกระบี่ที่พกติดตัวออกมา แทงทะลุขั้วหัวใจของฉัน

ก่อนที่สติของฉันจะดับวูบไป ฉันก็ได้ยินเสียงของเหลิ่งซู่ซินดังมาจากนอกตำหนัก

“ทุกคนล้วนอยู่ที่นี่ จะได้ฉลองคืนวันแห่งการอยู่พร้อมหน้ากันได้แล้ว! เอ๊ะ เหตุใดจึงมีเลือดมากมายเช่นนี้...”

Continue a ler este livro gratuitamente
Escaneie o código para baixar o App

Último capítulo

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 8

    เหลิ่งซู่ซินแกล้งทำเป็นใจดีสู้เสือ “ท่านพี่หวยเอินคงจะตาฝาดไปแล้วกระมัง พวกนางรับใช้ของข้าที่นี่ล้วนคัดเลือกแต่คนรูปร่างกำยำล่ำสัน มองจากภายนอกจึงดูคล้ายบุรุษอยู่บ้าง”แม้ซ่งหวยเอินจะยังคงสงสัย แต่เขาก็มักจะเชื่อคำพูดของเหลิ่งซู่ซินอย่างไม่มีเงื่อนไขมาตลอดเหลิ่งซู่ซินเสนอตัวอยากไปส่งฉันกลับด้วยตัวเอง และให้บรรดาพระเอกรออยู่ข้างนอกก่อนเมื่อเข้ามาถึงในอาราม เหลิ่งซู่ซินก็สั่งให้บ่าวไพร่ถอยออกไป แล้วบีบคางฉันอย่างแรง ระยะห่างของเราแทบจะแนบชิดหน้าติดกัน“เธออยากขอความช่วยเหลือใช่ไหม เลิกคิดไปได้เลย! เธอคิดว่าพวกนั้นไม่รู้เหรอว่าเธอกำลังทนทรมานอยู่น่ะ ไม่มีใครเขาสนใจหรอก!”ฉันยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนเอื้อมมือไปสัมผัสริมฝีปากของเหลิ่งซู่ซิน แล้วริมฝีปากของเธอเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำอย่างรวดเร็วฉันไม่ได้ตั้งใจจะขอความช่วยเหลือจากพวกพระเอกเลย แต่ต้องการยั่วโมโหเหลิ่งซู่ซินต่างหากมือของฉันทาพิษแมลงไว้ก่อนแล้ว เมื่อครู่นี้ยังแอบป้ายละอองเกสรดอกยี่โถจากแขนเสื้อของเหลิ่งชิงหยางมาอีก เมื่อสองสิ่งนี้ผสมเข้าด้วยกัน เพียงแค่สัมผัสก็ถึงฆาตส่วนยาเม็ดปลอบวิญญาณในร่างกายของฉันก็ต้านทานพิษนี้ได้

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 7

    ฉันถูกจับวางแหมะอยู่ตรงหน้าเหลิ่งซู่ซินราวกับปลาตายตัวหนึ่ง ฉันอยากจะถามเธอเหลือเกิน ว่าทำไมถึงต้องทำร้ายฉันถึงขนาดนี้ทว่าเหลิ่งซู่ซินกลับชิงเอ่ยปากขึ้นมาก่อน “ดูเอาเถอะ นี่ต่างหากคือจุดจบที่ตัวประกอบหญิงอย่างเธอสมควรได้รับ ไม่ต้องตกใจไป ฉันเองก็เป็นคนทำภารกิจเหมือนกัน แถมยังเป็นนางเอกของโลกนี้ด้วย ตัวประกอบหญิงอย่างเธอมีสิทธิ์อะไรถึงกล้ามาแย่งพระเอกของฉัน”ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ตอนนี้ฉันกลับหวังให้เหลิ่งซู่ซินเกลียดฉันจนลงมือฆ่าฉันให้ตาย เกมนี้ฉันไม่เล่นแล้ว ภารกิจอะไรฉันก็ไม่ทำแล้ว ฉันแค่อยากกลับบ้านเหลิ่งซู่ซินราวกับเดาความคิดของฉันออกจึงแค่นหัวเราะเยาะ “อยากตายเหรอ ฉันไม่ปล่อยให้เธอสมหวังหรอกนะ ถ้าทำภารกิจล้มเหลวแล้วยังรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปอีกหนึ่งปี ร่างกายของเธอในโลกเดิมก็จะไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้อีก ส่วนฉันก็จะได้รับค่าการพิชิตใจในส่วนของเธอไป แล้วก็ทำภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น อย่ามาโทษฉันเลยนะ เพราะพวกพระเอกในโลกภารกิจพิชิตใจยากเกินไปต่างหาก เห็น ๆ ว่าแต่ละคนเหมือนจะรักฉันจนเข้ากระดูก แต่กลับไม่เคยไปถึงระดับสูงสุดซะที ทั้งหมดมันก็เพราะการมีอยู่ของเธอนั่นแหละ! รอให

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 6

    ฉันรู้สึกว่าตัวเองหลับไปนานมาก ในฝันเห็นแต่ใบหน้าที่มีน้ำตานองหน้าด้วยความห่วงใยของพ่อกับแม่“เยว่เยว่ไม่ต้องกลัวนะ ลูกจะหายดี พ่อกับแม่จะขายทุกอย่างที่มีมาเพื่อรักษาลูกให้ได้”ดังนั้นเมื่อระบบติดต่อมา ฉันจึงตกลงเข้าสู่โลกภารกิจโดยไม่ลังเลระบบหยุดเวลาในโลกเดิมของฉันไว้ ตอนฉันจากมาก็เป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์พอดี แม่บอกว่าจะซื้อขนมไหว้พระจันทร์รสที่ฉันชอบกลับบ้าน...ในฝันฉันทำภารกิจสำเร็จ แต่พอกลับถึงบ้านกลับไม่เจอพ่อแม่ฉันหาทั่วทุกมุมห้อง แต่ก็หาไม่เจอ“พ่อ! แม่!”ฉันร้องไห้ตะโกนจนตื่นขึ้นมา เบื้องหน้าคือใบหน้าของเหลิ่งชิงหยางที่เหมือนกับฉันถึงแปดส่วนเขาเห็นฉันฟื้นขึ้นมาก็ไม่ได้ถากถางเหมือนปกติ แต่กลับเอ่ยปากอย่างลังเลว่า “เจ้า...ฝันถึงท่านพ่อท่านแม่หรือ เจ้าลืมคำสั่งเสียของพวกเขาไปแล้วหรือ พวกเขาบอกให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี การที่เจ้าหาความตายเช่นนี้ หรืออยากให้ท่านพ่อท่านแม่นอนตายตาไม่หลับ เชื่อข้าเถิด เจ้าจงทำตัวให้ว่าง่ายเสียหน่อย”ฉันตะโกนด้วยความโกรธว่า “คุณไม่ใช่พี่ชายฉัน ฉันเป็นลูกสาวคนเดียว ไม่มีพี่ชายอะไรทั้งนั้น พวกคุณที่อยู่ที่นี่เป็นแค่โลกภารกิจ ฉันจะไป ฉันจ

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 5

    ทุกคนต่างชะงักไปชั่วครู่ ร่างของเหลิ่งซู่ซินสั่นสะท้านไปวูบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอ เธอก็รีบดึงสติกลับมาเป็นปกติ แล้วส่ายหน้าด้วยท่าทีไร้เดียงสา“ข้า...ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ทำนะ”หลี่อวิ๋นเจ๋อดึงเหลิ่งซู่ซินเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกด้วยความปวดใจ พลางเช็ดคราบน้ำตาจาง ๆ บนใบหน้าของเธอ“ซู่ซินอย่าร้องไห้เลย เราทุกคนล้วนรู้ดีว่าเจ้าเป็นคนอย่างไร”เหลิ่งชิงหยางเองก็คอยอยู่เคียงข้างเหลิ่งซู่ซิน พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะทำให้เธอหัวเราะ“น้องซู่ซินไม่ร้องแล้วนะ ประเดี๋ยวพี่ชายจะอยู่เป็นเพื่อนชมจันทร์ น้องสาวของเรางดงามยิ่งกว่าเทพธิดาฉางเอ๋อร์เสียอีก”ท่ามกลางการห้อมล้อมของทุกคน เหลิ่งซู่ซินก็เปลี่ยนจากร้องไห้เป็นหัวเราะ เมื่อหันมามองฉันอีกครั้ง บนใบหน้าของเธอก็แฝงไปด้วยความได้ใจและท้าทายฉันหลุดหัวเราะ “เห็นหรือไม่ ข้าพูดไปเป็นพันเป็นหมื่นคำ ก็ยังเทียบไม่ได้กับน้ำตาเพียงไม่กี่หยดของสตรีผู้นั้น เช่นนี้แล้วพวกท่านยังจะให้ข้าพูดอะไรอีก ข้าพูดไปก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี!”จู่ ๆ ลู่เจาก็เอ่ยปากขึ้นเบา ๆ แต่น้ำเสียงกลับหนักแน่น “ข้าเชื่อเจ้า ชิงเยว่ ข้าจะรับเจ้ากลับบ้าน ต่

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 4

    กระบี่ของหลี่อวิ๋นเจ๋อคมกริบมาก แม้ว่าในตอนหลังเขาจะรั้งพละกำลังกลับไปบ้างแล้ว แต่คมกระบี่ก็ยังคงแทงทะลุใต้ผิวหนังของฉันลึกกว่าสองนิ้วเพราะกินยาสูตรพิเศษเข้าไปก่อนหน้านี้ ความเจ็บปวดบนร่างกายของฉันจึงรุนแรงกว่าคนทั่วไปเลือดค่อย ๆ ไหลออกมา จนฉันหมดเรี่ยวแรงล้มฟุบจมกองเลือดค่อยยังชั่ว ทนอีกนิด ฉันก็จะได้กลับบ้านแล้ว!ตำหนักบูรพาวุ่นวายไปหมด ทุกคนต่างพากันมามุงดูอยู่รอบตัวฉัน ฉันสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังใช้เนื้อผ้าบนตัวของเขามาห้ามเลือดให้ฉัน“เหลิ่งชิงเยว่ เจ้าห้ามหลับตาเด็ดขาด!”ท่ามกลางความเลื่อนลอย ฉันคล้ายกับมองเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยของคนคนหนึ่ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการกรำศึก กำลังตะโกนเรียกชื่อฉัน“ลู่เจา”พอสองคำนี้หลุดออกจากปากฉัน ความทรงจำในวัยเยาว์นับไม่ถ้วนก็ผุดขึ้นมาทั้งหมดตระกูลลู่กับตระกูลของฉันเป็นเพื่อนเก่าแก่กันมาหลายชั่วอายุคน ตอนฉันกับเหลิ่งชิงหยางเพิ่งเดินทางมาตั้งรกรากที่เมืองหลวง เราก็พักอาศัยอยู่ที่จวนตระกูลลู่ตอนนั้นลู่เจาถือทวนพู่แดงเล่มหนึ่ง พอเจอหน้าฉัน เขาก็ใช้ทวนตวัดดึงริบบิ้นมัดผมของฉันหลุดออกอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดินใด ๆ เมื่อเห็นเ

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 3

    ใบของต้นยี่โถมีพิษร้ายแรง แต่เพียงแค่เหลิ่งซู่ซินชอบ เหลิ่งชิงหยางก็มีวิธีทำให้มันผลิดอกบานสะพรั่งในจวนตระกูลเหลิ่งได้ตลอดทั้งสี่ฤดูฉันกลัวว่าจะมีคนเผลอกินเข้าไปจึงคัดค้านการปลูกดอกไม้มีพิษชนิดนี้ เหลิ่งซู่ซินก็เลยเอาแต่ร้องไห้ จนกินข้าวไม่ลง“พี่หญิงไม่ชอบข้า จึงไม่ยอมให้ท่านพี่ปลูกดอกไม้ให้ข้าใช่หรือไม่”เหลิ่งชิงหยางดึงเหลิ่งซู่ซินไปหลบหลังตัวเอง ก่อนแค่นหัวเราะเย็นชาใส่ฉัน “เจ้าคิดจะเล่นงานซู่ซินก็หาเหตุผลที่ดีกว่านี้เสียหน่อยเถิด ของขมเช่นนี้ จะมีผู้ใดเผลอกินเข้าไปได้ พอเอาเข้าปากก็ทนขมไม่ไหวจนต้องบ้วนทิ้งอยู่ดี”ไม่นึกเลยว่าตอนนี้มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ฉันได้จากไปความขมฝาดอย่างรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วช่องปากอย่างรวดเร็ว ฉันฝืนทนความรู้สึกคลื่นไส้ บังคับตัวเองให้กลืนมันลงไปครั้งนี้ฉันจะได้กลับบ้านเสียที!เหลิ่งชิงหยางโยนโคมไฟกระต่ายในมือทิ้ง ก้าวฉับ ๆ เข้ามาทุบหลังฉัน นิ้วมือหยาบกร้านง้างปากฉันออก แล้วควานลึกเข้าไปในปากของฉันอย่างแรง“คายออกมาเดี๋ยวนี้! เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ!”ฉันดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต ร่างกายชาไปแล้วครึ่งซีก กัดฟันแน่นไม่ยอมอ้าปาก จนกัดนิ้

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 2

    น้ำในคูเมืองเย็นเฉียบจนบาดลึกถึงกระดูก ฉันไม่ดิ้นรนขัดขืน ปล่อยให้ตัวเองค่อย ๆ จมดิ่งลงไปใกล้จะได้กลับบ้านแล้ว ไม่รู้ว่าปีนี้พ่อกับแม่ซื้อขนมไหว้พระจันทร์รสอะไรมาบ้างท่ามกลางความมืดมิด มีใครบางคนคว้าข้อมือฉันไว้แน่น แล้วออกแรงกระชากฉันขึ้นไปเหนือน้ำอย่างเต็มแรง“เหลิ่งชิงเยว่! เจ้าเสียสติไปแล้ว

  • หลังฉันแกล้งตาย เขาก็สติแตก   บทที่ 1

    คานประตูของตำหนักเย็นนั้นไม่ถือว่าสูงมากนัก หลังจากนำกะละมังซักผ้าสองใบมาซ้อนรองเป็นฐาน ในที่สุดฉันก็ขึ้นไปแขวนคอตัวเองได้สำเร็จกำลังจะได้กลับบ้านแล้ว!ฉันแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้กลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว พอสองเท้าออกแรงถีบส่ง ความรู้สึกขาดอากาศหายใจอย่างรุนแรงก็แล่นปราดเข้าสู่ลำคอในทันที

Mais capítulos
Explore e leia bons romances gratuitamente
Acesso gratuito a um vasto número de bons romances no app GoodNovel. Baixe os livros que você gosta e leia em qualquer lugar e a qualquer hora.
Leia livros gratuitamente no app
ESCANEIE O CÓDIGO PARA LER NO APP
DMCA.com Protection Status