LOGINก็จริง จะไปโทษที่เขาตกใจขนาดนี้ไม่ได้สำหรับเขากับคุณป้า ฉันนึกถึงความสัมพันธ์ในช่วงแรก ต่อให้พวกเขาทำเกินไปแค่ไหน ฉันก็ไม่เคยใช้น้ำเสียงหนัก ๆ แบบนี้พูดกับพวกเขาเลยแต่ตอนนี้ ฉันต้องแตกหักและพูดกับเขาให้ชัดเจนไม่อย่างนั้นทุกคนคงคิดว่าฉันกับเขาเป็นแฟนกันแล้วเฮ่อจือโจวก็จะยิ่งคิดว่าฉันเป็นคนโกหกฉันพูดกับเขาเสียงเรียบ “ฉันกับคุณไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกัน ต่อไปกรุณาอย่าไปพูดจาเหลวไหลต่อหน้าเพื่อนคนงานของคุณอีก แบบนั้นมันจะทำให้ฉันเสียชื่อเสียงข้อที่สอง คนที่ไปอ่อยบอสใหญ่ไม่สำเร็จจนถูกบอดี้การ์ดของบอสใหญ่ไล่ตะเพิดลงมาคราวที่แล้วคือแม่ของคุณ ไม่ใช่ฉัน!”“เธอ เธอพูดเหลวไหล!” อาเวยพูดด้วยความโมโห “แม่ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น”“จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ คุณกลับไปถามแม่คุณเองได้เลย” ฉันพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อาเวยมองฉัน จู่ ๆ ก็ร้อนรนขึ้นมา เขาดึงแขนฉันพลางว่า “เสี่ยวถัง เธออย่าเป็นแบบนี้สิ ฉันผิดเอง เธออย่าโกรธเลยนะ”ฉันดึงมือกลับอย่างเย็นชา “ฉันพูดกับคุณชัดเจนตั้งนานแล้วว่าฉันเคยแต่งงานแล้ว แถมยังมีลูกด้วย เพราะงั้นกรุณาอย่ามาตอแยฉัน และอย่ามาทำลายชื่อเสียงของฉันได้ไหมเดิมทีฉันคิดว่า
“นี่!”เสียวหลี่เตะเท้าฉันเบา ๆ พูดว่า “เมื่อกี้บอสใหญ่บอกแล้ว แค่เธอยอมอ่อนข้อ พูดว่างานนี้เธอทำไม่ไหวแล้ว บอสใหญ่ของเราก็จะปรานี ไม่ลงโทษเธอแล้ว”ฉันมองข้ามเขาไปที่เฮ่อจือโจวผู้ชายคนนั้นนั่งสูบบุหรี่อยู่บนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน มุมปากมักจะประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันอยู่เสมอ“นี่ พูดกับเธออยู่นะ!” เสียวหลี่เตะเท้าฉันอีกทีฉันเงยหน้ามองเขา เอ่ยเสียงเรียบ “นายกลับไปบอกเขานะว่าฉันทำงานนี้ไหว”เสียวหลี่ขมวดคิ้ว “ดูไม่ออกเลยนะว่าเธอจะมารยาเยอะขนาดนี้ จงใจปฏิเสธความหวังดีของบอสใหญ่เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาแต่ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะว่าเธอหรอกนะ กว่าบอสใหญ่จะยอมปรานีให้เธอมันไม่ง่าย ฉันขอเตือนให้เธอรู้จักพอดีกว่าเศษอิฐพวกนี้ยังมีอีกตั้งเยอะ ระวังจะเหนื่อยตายเอา”“ขอบใจพี่เสียวหลี่ที่เป็นห่วง”“ใคร ใครเป็นห่วงเธอ นังผู้หญิงหน้าไม่อาย” เสียวหลี่โกรธจนลนลาน ใบหน้ายับย่นไปหมดเขาว่า “คนแบบเธอนี่สมควรโดนแล้วจริง ๆ!”พูดจบ เขาก็วิ่งกลับไปบอกเฮ่อจือโจวเฮ่อจือโจวกระตุกยิ้มให้ฉัน จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินจากไปฉันแค่นหัวเราะเย็นชาใส่แผ่นหลังของเขาจะให้ฉันยอมแล้วค่อยมาหัวเราะเยาะที่ฉันทนลำบา
เขายืนย้อนแสง ทั้งร่างดูมืดมนกว่าแต่ก่อนเสียอีกฉันขมวดคิ้ว พลางเอนตัวไปข้างหลัง “คุณกลับไปแล้วไม่ใช่เหรอ”สายตาของเฮ่อจือโจวหยุดอยู่บนมือทั้งสองข้างของฉันเดิมทีมือของฉันเรียวยาวขาวสะอาด งดงามมาก เป็นมือตามมาตรฐานสำหรับเล่นเปียโนแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยฝุ่นและบาดแผลเล็กใหญ่ ตรงเล็บยังมีหนังลอกเป็นขุยอีกมากมายเขามองมือฉันเงียบ ๆ โดยไม่ได้พูดอะไรท่าทางมืดมนนั้น ทำให้คนเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่แต่เมื่อก่อนฉันทำกับเขาแบบนั้น เขาคงกำลังคิดว่า: ที่แท้คุณก็มีวันนี้เหมือนกันสินะฉันเอามือยันกองอิฐด้านหลัง ยิ้มให้เขาอย่างไม่ใส่ใจ “เฮ่อจือโจว ฉันเป็นแบบนี้ คุณคงดีใจแล้วใช่ไหม”เฮ่อจือโจวกระตุกยิ้ม หัวเราะเยาะ “แค่ทำงานหนักแป๊บเดียว มือเป็นแผลนิดหน่อย คุณคิดว่าบทลงโทษแบบนี้คู่ควรให้ผมดีใจงั้นเหรอ”“อ๋อ!” ฉันมองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ในเมื่อบทลงโทษนี้ไม่คู่ควรให้คุณดีใจ แล้วทำไมคุณยังต้องลงโทษฉันแบบนี้อีกล่ะ”เพราะแบบนั้นหลายครั้งฉันมักจะรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ย้อนแย้งซับซ้อนมากบางครั้งคำพูดและการกระทำของเขาก็ทำให้ฉันไม่เข้าใจเอาเสียเลยจริง ๆจู่ ๆ เฮ่อจือโจ
เบื้องหน้าฉันพลันมืดดับลง ร่างทั้งร่างเซถลาล้มไปด้านข้างโชคดีที่มีแรงสายหนึ่งประคองเอวเอาไว้ได้ทันยังไม่ทันที่ฉันจะยืนทรงตัวได้มั่นคง เสียงหัวเราะเยาะก็ดังมาจากด้านข้าง“ดูสิ พี่เสียวหลี่นั่น ปากก็พร่ำบอกว่าเสี่ยวถังหน้าไม่อาย แต่สุดท้ายก็ไปประคองเธอซะเอง”“นั่นสิ พี่เสียวหลี่ก็แค่ปากไม่ตรงกับใจ ทั้งที่เล็งผู้หญิงคนนี้ไว้ตั้งนานแล้วยังจะไม่ยอมรับอีก”“ใช่ไหมล่ะ ที่คราวนี้เขามีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้ ต้องเป็นเพราะรักมากก็เลยแค้นมากแน่ ๆ”“ไป ๆ ๆ ...พวกเธออย่ามาพูดพล่อย ๆ แถวนี้”เสียวหลี่พูดจบก็ชักมือกลับทันที แถมยังทำราวกับรังเกียจความสกปรก โดยเอามือข้างที่ประคองฉันถูกับเสื้อผ้าของตัวเองอย่างแรงฉันจับรถเข็นเพื่อยืนให้มั่นคง เอ่ยกับเขาเสียงเรียบ “ขอบใจนะ”ไม่ว่าอย่างไร เมื่อกี้เขาก็ยังอุตส่าห์ประคองฉันไว้ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องล้มลงไปกองกับพื้นแน่ ๆ อาจเกิดเรื่องกับลูกในท้องของฉันไปด้วยดังนั้นไม่ว่าเขาจะพูดจาไม่น่าฟังแค่ไหน ทำตัวน่าเกลียดเพียงใด ฉันก็ต้องพูดขอบคุณเขาสักคำคำขอบคุณของฉันทำเอาเสียวหลี่ชะงักไปจู่ ๆ เพื่อนร่วมงานข้าง ๆ ก็พูดเยาะเย้ยขึ้นมา “พวกเธออย่าพูดไป มา
ฉันขี้เกียจจะสนใจเขาจึงหันหลังเดินออกไปข้างนอกข้างหลังมีเสียงเพื่อนคนงานพวกนั้นหัวเราะเยาะอาเวยดังแว่วมา“ที่แท้แฟนนายก็คือคนที่พวกนั้นซุบซิบนินทากันเมื่อหลายวันก่อนนี่เอง”“จุ๊ ๆ ๆ ผู้หญิงหน้าไม่อายที่คอยอ่อยผู้ชายรวย ๆ ไปทั่วแบบนี้ เราไม่กล้าเอาหรอก”“นั่นสิ พี่เวย เมื่อกี้เรายังอิจฉานายอยู่เลย แต่ตอนนี้พวกเราสงสารนายนะ ไม่แน่บนหัวนายอาจจะโดนสวมเขาไปตั้งเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้”“ไป ๆ ๆ ...อย่ามาพูดจาเหลวไหลแถวนี้ ฉันเคยพูดตอนไหนว่าเธอเป็นแฟนฉัน”ฉันกระตุกยิ้มหยัน เร่งฝีเท้าเดินออกจากโรงอาหารเศษอิฐพวกนั้นจะมีรถเฉพาะสำหรับขนไปทิ้งจุดที่กำหนด ซึ่งจุดที่กำหนดอยู่ทางทิศตะวันตกห่างออกไปหนึ่งกิโลเมตรถ้าใช้รถขน สองรอบก็ขนเสร็จแล้วแต่ให้ฉันใช้รถเข็นคันเล็ก ๆ นั่นขน ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องขนกี่รอบฉันเงยหน้ามองกองเศษอิฐที่สูงกว่าตัวฉัน ในใจรู้สึกอยากจะถอดใจอยู่บ้างแต่พอนึกถึงท่าทีเย้ยหยันของเฮ่อจือโจว ฉันก็รีบส่ายหน้าทันทีไม่ได้ ฉันจะยอมถอยไม่ได้เด็ดขาดผู้ชายคนนั้นเอาแต่คิดมาตลอดว่าฉันทนความลำบากไม่ได้ คราวนี้ฉันจะต้องทำให้เขาดูให้เต็มตาหัวหน้าโจวเหมือนกลัวฉันจะหนีไป ร
“พวกคุณตั้งใจจะลงโทษเธอยังไงล่ะ”หัวหน้าโจวกับเสียวหลี่มองหน้ากัน ทั้งสองคนตอบไม่ถูกไปชั่วขณะเสียวหลี่ถอนหายใจ “หลัก ๆ คือเธอเป็นพนักงานเอกสารชั่วคราว พนักงานเอกสารชั่วคราวเนี่ย ตอนเข้ามาทำงานเซ็นสัญญาไว้ จะไล่ออกส่งเดชไม่ได้ครับ”“ใช่ ๆ ๆ !” หัวหน้าโจวรีบเสริม “ไม่งั้นพนักงานที่ไม่เจียมตัวแบบนี้ ผมไล่ออกไปตั้งนานแล้ว บอสใหญ่ครับ อย่าพาลโกรธแผนกเราเพราะเธอคนเดียวเลยนะครับ”“ใช่ครับบอสใหญ่!” เสียวหลี่กับหัวหน้าโจวรับส่งกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย “ห้องเอกสารของเราขยันขันแข็ง ทำงานด้วยความอุตสาหะมาตลอด อย่าปฏิเสธความพยายามทั้งหมดของแผนกเราเพียงเพราะเธอเป็นปลาเน่าตัวเดียวเลยนะครับ”“บอสใหญ่ครับ...”“พอได้แล้ว!”หัวหน้าโจวยังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่เฮ่อจือโจวก็พูดขัดขึ้นมาเสียงเรียบ น้ำเสียงแฝงความรำคาญใจหัวหน้าโจวพลันไม่กล้าพูดอะไรอีกเลยเสียวหลี่เองก็ไม่กล้าอ้าปากแล้วเหมือนกัน ได้แต่ถลึงตามองฉันด้วยความดูถูกและรังเกียจเฮ่อจือโจวล้วงซองบุหรี่ออกมา เคาะบุหรี่หนึ่งมวนมาคาบไว้ในปาก เตรียมจะจุดไฟทันใดนั้นทุกคนก็ถือไฟแช็กกรูกันเข้าไปภาพนั้นทั้งตลกทั้งน่าสมเพชแต่ที่นี่ นอกจากเฮ่อจือโจวแล







