Masukมองส่งหญิงสาวทั้งสามเข้าไปด้านใน ใบหน้าอ่อนโยนและรอยยิ้มกว้างกลับแปรเปลี่ยน ใบหน้าที่เหมือนผู้ใหญ่ใจดีเปลี่ยนเป็นขาวซีด มือสั่นเทาปิดประตูใหญ่ทั้งยังล็อกโซ่คล้องกุญแจอย่างแน่นหนา
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองตัวอักษรที่ห้องอยู่เหนือประตู ร่างก็ยิ่งสั่นเทาราวกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง ใบหน้าเลิ่กลั่กมองซ้ายขวาจากนั้นก็เร่งเดินจากไปโดยไม่กล้าหันกลับไปมอง
‘ตำหนักหลิงหลาน’
อักษรงดงามที่แขวนอยู่เหนือประตูทางเข้า รวมไปถึงบรรยากาศอันเย็นเยือกยิ่งทำให้ผู้คนหวาดหวั่น เสียงพิณบรรเลงแผ่วเบา ทำให้ฝีเท้าที่เดินเร่งร้อนยิ่งสับสน
ลับร่างของหญิงสูงวัยที่นำพาหญิงสาวทั้งสามเข้าไปในตำหนักหลิงหลาน ภาพทางเดินอันสะอาดสะอ้านด้านนอกเมื่อครู่ กลับกลายเป็นความรกร้าง ประตูใหญ่ที่เคยดูสง่างามน่าเกรงขาม หลงเหลือเอาไว้เพียงประตูผุพังและหยากไย่เกาะรุงรัง
ถนนทางเข้ากว้างขวาง กลับมีหญ้าสูงปกคลุมกระทั่งไม่อาจมองเห็นพื้น ให้มองอย่างไรก็คงไม่เชื่อว่าเมื่อครู่มีหญิงสาวทั้งสามคนลากกระเป๋าเดินทางเข้าไป เพราะใครจะเชื่อเล่าว่าบ้านร้างซึ่งดูเหมือนบ้านผีสิงหลังนี้ จะมีคนกล้าเข้าไปอยู่อาศัยจริงๆ
‘ขอต้อนรับเข้าสู่ตำหนักหลิงหลาน’
เสียงกระซิบอันเยือกเย็นน่าหวาดผวาดังขึ้น แต่กลับหายไปกับสายลมที่พัดวูบไหว หลงเหลือเอาไว้เพียงดอกหลิงหลานที่ขึ้นแซมต้นหญ้าบนพื้นดิน
กลิ่นหอมตลบอบอวลซึ่งครอบคลุมไปทั่ว ยิ่งส่งให้บรรยากาศดูเยือกเย็นแลดูน่าหวาดกลัว ใครเล่าจะกล้าเดินเข้ามาใกล้...
บ้านหลังใหญ่ตรงหน้าทำให้หญิงสาวทั้งสามคนถึงกับพูดไม่ออก ยิ่งความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วก็ยิ่งทำให้หญิงสาวทั้งสามรับรู้ถึงบรรยากาศแปลกๆ เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แม้รู้สึกแต่กลับไม่อาจอธิบายออกมา
กระเป๋าเดินทางถูกวางเอาไว้ยังห้องโถงก่อนที่ทั้งสามจะเดินสำรวจรอบๆ กระทั่งพบว่าบ้านหลังนี้ออกจะมีโครงสร้างที่ไม่เหมือนบ้านโบราณนัก
ตัวบ้านหลังใหญ่มีกำแพงสูงลิบล้อมรอบ มองไม่เห็นด้านนอก ตัวเรือนพักแบ่งออกเป็นสามส่วน โดยมีเรือนหลักเป็นโถงรับรอง และมีเรือนครัวแยกออกมา ด้วยแต่ละเรือนมีห้องนอนเพียงหนึ่งเดียว ทำให้หญิงสาวทั้งสามต้องแยกกันไปพักในแต่ละเรือน
“อย่างนี้ไม่ตะโกนกันคอแตกเหรอกว่าจะหากันเจอ” ฉินเหม่ยพูดทีเล่นทีจริงตอนกลับมายังห้องโถงด้านหน้า
“หรือฉันไปนอนเป็นเพื่อนเธอดี” หนิงอวี่เสนอ
“ฝันไปเถอะ ฉันไม่ชอบแชร์ห้องนอนกับใครเธอก็รู้” ฉินเหม่ยปฏิเสธทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย
“เอาเถอะยังไงคุณน้าก็บอกแล้วว่าที่นี่จะไม่มีใครมาพักนอกจากเรา ใช้กันคนละห้องนั่นแหละ ฉันเองก็เหนื่อยแล้วอยากจะนอนพัก” เจียวมี่พูดจบก็ชี้ไปยังเรือนที่อยู่ทิศตะวันออก ฉันไปทางนั้นนะ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันพักที่เรือนเหนือก็แล้วกัน”
มองดูเพื่อนสองคนเดินแยกย้ายกันไป ฉินเหม่ยเองก็ได้แต่เดินตรงไปยังเรือนทิศใต้ ครุ่นคิดไประหว่างทางก็รู้สึกว่าโครงสร้างของบ้านหลังนี้ผิดปกติ
ปกติแล้วประตูหลักของบ้านสมควรหันไปทางทิศใต้ เรือนหลักตั้งอยู่ทางทิศเหนือ หากแต่บ้านหลังนี้กลับหันหน้าไปทางทิศตะวันตก และเรือนหลักกลับตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเสียอย่างนั้น
ที่สำคัญส่วนของเรือนพักกลับล้อมรอบเรือนหลักซึ่งเป็นโถงรับรอง ทำเช่นนี้มิเท่ากับล้อมกับดักหรอกหรือ...
“คิดมากจริง ใช่ว่าคนเราจะยึดถือเรื่องแบบนี้ไปทุกคน บางทีเจ้าของบ้านคงเน้นความสะดวกสบายมากกว่ากระมัง” ฉินเหม่ยยักไหล่ราวกับไม่ใส่ใจ จากนั้นจึงเดินตรงไปยังห้องพักซึ่งเมื่อครู่เธอเปิดเอาไว้
บ้านหลังนี้มีกำแพงสูงลิบ อีกทั้งเดินสำรวจมาแล้วว่าด้านในไร้ผู้คน ดังนั้นหญิงสาวทั้งสามจึงปล่อยตัวตามสบาย แม้เป็นบ้านซึ่งอยู่ในชนบทหากแต่ความเป็นอยู่ก็ไม่ได้นับว่าแย่ โดยเฉพาะเครื่องอำนวยความสะดวก ที่น่าโล่งใจก็คือห้องน้ำที่นี่มีเครื่องทำน้ำอุ่น
“ถังน้ำ!” ฉินเหม่ยอุทานด้วยความตื่นเต้น
แม้ทุกอย่างดูคงสภาพอย่างวิถีชาวบ้าน โดยเฉพาะถังน้ำซึ่งทำมาจากไม้ หากแต่กลับมีเครื่องทำน้ำอุ่น ยังดีที่ชาวบ้านที่นี่แม้คร่ำครึ หากแต่ยังรู้จักใช้พลังงานโซล่าเซลล์
ดังนั้นเรื่องไฟฟ้าอาจเข้าไม่ถึง แม้ว่าจะอยู่ลึกเข้ามาในหุบเขาจึงเป็นเรื่องหายห่วง ยิ่งไม่เป็นอุปสรรคหากจะแช่น้ำร้อน
เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เมื่อมาถึงก็ตรงไปที่งานศพ ช่วยงานมากมายทั้งรับแขกและงานเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่สามารถทำได้ เนื่องจากพ่อและแม่ของเสี่ยวเชี่ยนยังคงอยู่ในช่วงโศกเศร้า ในที่สุดก็ได้พักผ่อนจริงๆ เสียที
“ความจริงผมเตรียมสินสอดมาด้วย เพราะยังไงก็ต้องแต่งงานอยู่แล้ว บ้านไม่มี อย่างอื่นก็ไม่มี ผมเลยขนทุกอย่างที่ผมมีมาด้วย” ไป๋เทียนเปิดท้ายรถ หีบทรงโบราณขนาดใหญ่สี่ใบเรียงรายอยู่ในนั้น“อะไร” หลี่เฉินขมวดคิ้วมองหีบเหล่านั้นด้วยท่าทางหวาดระแวงไป๋เทียนเปิดหีบใบแรกออก ทองคำแท่งแน่นเอี้ยดนอนแน่นิ่งอยู่ในนั้น ทองแท่ง!!!หลี่เฉินอ้าปากค้าง เขารีบปิดหีบอย่างร้อนรนพร้อมกับมองไปด้านหลัง รอบข้าง แล้วก็ถลึงตาใส่ไป๋เทียนที่ยืนกะพริบตามองปริบๆ“ไม่ชอบเหรอครับ ถ้าอย่างนั้น”หีบใบที่สองถูกเปิดออก ในนั้นอัดแน่นไปด้วยเงินสดที่ยังคงใหม่เอี่ยม หีบใบที่สาม สี่ หลี่เฉินไม่กล้าจินตนาการว่ามีอะไรอยู่เขาหลับตาดันไป๋เทียนออกจากท้ายรถพร้อมยื่นมือไปปิด“นายมาอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว”“สามวันแล้วครับ”“แล้วรถก็จอดเอาไว้ตรงนี้พร้อมกับของพวกนี้งั้นสิ!!” หลี่เฉินถลึงตาใส่อีกฝ่าย“ครับ”คำตอบทำเอาเขาแทบกระอักเลือด มือใหญ่ยกขึ้นนวดขมับ ถึงแม้ที่นี่จะห่างไกลความเจริญ อีกทั้งชาวบ้านยังเป็นคนกันเอง แต่เอาของมีค่ากว่าร้อยล้าน เก็บเอาไว้ในรถราคาเหยียบสามสิบห้าล้านหยวน ทั้งยังจอดอยู่หน้าบ้านที่อยู่บนเขาช่างเป็นการกระทำที่... โอย
ร่างแกร่งลุกขึ้นนั่งพร้อมดึงเสื้อนอนตัวสวยของหญิงสาวออก หลี่อวี๋เองก็ไม่น้อยหน้า มือน้อยสอดเข้าไปในตัวเสื้อของไป๋เทียน ลูบไล้กล้ามเนื้อลื่นมืออย่างโหยหา ไม่นานคนทั้งสองก็เปล่าเปลือยอย่างเท่าเทียมหลี่อวี๋นั่งลงบนตักแกร่ง สองมือกอดไหล่ของไป๋เทียนเอาไว้ ในยามที่ร่างงามถูกเขาสอดแทรกขึ้นมาจากเบื้องล่าง จุมพิตพัวพันของเขาเรียกความซ่านสยิว พร้อมกับแผดเผาจุดอ่อนไหวซึ่งรุกล้ำเข้ามาอย่างถึงแก่นคนทั้งสองกดจุดประสานเข้าหากันอย่างล้ำลึก เกร็งค้างแน่นิ่ง สองมือของไป๋เทียนลูบไล้จากสะโพกนิ่ม กระทั่งหยุดลงยังอกอิ่ม ปลายนิ้วของเขาหมุนวนเหนือยอดถันสีหวาน ปลุกเร้าให้ตื่นตัวกระทั่งร่างงามสะท้านเยือกเอวสอบเริ่มขยับเช่นกันกับหลี่อวี๋ที่ออกแรงบดเบียด เสียงครวญครางหอบกระเส่าดังขึ้น พร้อมๆ กันนั้นจังหวะโยกขยับก็เริ่มหนักหน่วงร่างงามกระดอนขึ้นลงตอบรับการรุกราน ใบหน้าแดงซ่านแหงนหงายขึ้น อกอิ่มแอ่นหยัดรับอุ้งปากที่ครอบครองดูดไล้ไป๋เทียนเลื่อนมือลงไปคว้าเอวอ่อน กดให้จุดประสานแนบชิด ร่างสูงเอนกายลงนอนกับฟูก ยอมให้คนงามควบขับอยู่เบื้องบนอย่างเต็มอกเต็มใจภาพงดงามที่หญิงสาวใบหน้าแหงนหงายด้วยความซาบซ่านรัญจวน ทุก
ลุงหวง ป้าจิน เสี่ยวฟางมองการกระทำของผู้เป็นนายเงียบๆ พวกเขาไม่เคยพบและไม่เคยได้ยินว่าเจ้าเคหาสน์มีคนรัก แต่ท่าทีของหลี่อวี๋กับชายหนุ่มที่ชื่อไป๋เทียนตอนนี้ เหมือนคู่รักที่รักกันมากไม่ผิดเพี้ยน เรื่องนี้ให้คิดยังไงก็น่าแปลกอยู่ดี“ผมมาตัวเปล่า ไร้ญาติขาดมิตร คุณจะให้ผมอยู่ด้วยหรือเปล่า”หลี่อวี๋หัวเราะ “ฉันเลี้ยงดูคุณเอง!”ป้าจินแทบเป็นลมทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นแต่...ไป๋เทียนคนนี้หล่อเหลาน่ามองยิ่งนัก อีกทั้งท่าทีของชายหนุ่มก็ดูเป็นคนดี กระนั้นยังไงก็ต้องบอกกล่าวพี่ชายของเจ้าเคหาสน์สักหน่อย หาไม่หากเจ้าเคหาสน์ถูกหลอกขึ้นมา...ไม่ได้ๆ จะปล่อยให้ใครมาทำร้ายเจ้าเคหาสน์ไม่ได้!!!ป้าจินสะดุ้งเพราะดวงตาคมกริบของชายหนุ่ม “ผมชื่อไป๋เทียนครับ จากนี้ฝากตัวด้วยนะครับป้าจินใจอ่อนยวบเพราะรอยยิ้มและท่าทีจริงใจของเขา “พาแขกเข้าบ้านก่อนดีมั้ยคะเจ้าเคหาสน์”“ต้องรอให้เจ้าเคหาสน์อนุญาตก่อนครับ”“ฉันต้องอนุญาตอยู่แล้ว” หลี่อวี๋หัวเราะทั้งลุงหวัง ป้าจิน รวมไปถึงเสี่ยวฟางแปลกใจกับท่าทีของหญิงสาว ดวงตาที่เอาแต่มองไป๋เทียนราวกับสามารถมองเห็น หลี่อวี๋ตอนนี้ยังดูเหมือนคนตาบอดที่ไหนกัน!!!บทส่งท้ายเพราะต้อ
“ปล่อยน้าไปเถอะนะ น้าเหนื่อยเหลือเกินอยากจะพักแล้ว อีกอย่างน้าจะไปบอกพี่กับพี่สะใภ้ว่าพวกเธอสบายดี ไม่ต้องกังวล”หลี่เฉินพยักหน้า “เราจะอยู่กันให้ดี น้าไม่ต้องกังวล บอกพ่อกับแม่ว่าเราจะดูแลกันและกันเป็นอย่างดี ผมจะดูแลเสี่ยวอวี๋ให้ดี”“เรื่องนั้นน้าไม่ห่วง” มือเย็นเยียบยกขึ้นลูบไล้ใบหน้าของหลานสาว หลี่อวี๋จับมือข้างนั้นแนบแก้ม“เสี่ยวอวี๋ดูแลตัวเองได้ดี ยังมี...น้าไม่ห่วงอะไรแล้ว”คืนนั้นหลี่เหยาจากไปอย่างสงบ ใบหน้าแม้ขาวซีดแต่ยังคงมีรอยยิ้มของความสุขเกลื่อนใบหน้า งานศพถูกจัดขึ้นตามแบบของคนในหมู่บ้านไป๋หู่ พวกเขามาช่วยงานทุกวัน แบ่งงานกันทำอย่างเต็มอกเต็มใจหลังงานศพเสร็จสิ้นค่ำคืนนั้นหลี่อวี๋ฝันดีมาก ภาพในความฝันหลี่เหยากำลังสวมชุดสีขาว ร่างทั้งร่างเปล่งประกายต้องแสงจันทร์ ใบหน้าอิ่มเอิบมีรอยยิ้มแห่งความสุขระบายไปทั่ว ร่างงามเดินไปตามทางเดินสู่แท่นหินไป๋อวิ๋นรออยู่ที่แท่นหิน เขายื่นมือออกมารอรับด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม‘ถึงเวลาแล้ว พร้อมกับการผจญภัยในโลกที่เจ้าไม่รู้จักหรือยัง’‘ที่ไหนหรือคะ’‘โลกที่ข้าเคยอยู่ก่อนมาที่นี่’หลี่เหยายิ้มพร้อมกับวางมือลงไปยังมือใหญ่ ‘ที่ไหนก็ได้ขอ
พิธีส่งต่อตำแหน่งเจ้าเคหาสน์จัดขึ้นอย่างรีบร้อน ท่ามกลางสักขีพยานก็คือคนในหมู่บ้านที่มากันพร้อมหน้า หลี่เฉิน และหวั่นจินจู นอกจากนี้ยังมีทนายซึ่งนำเอกสารการโอนที่ดินมาส่งมอบให้เจ้าบ้านคนใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้หลี่เหยาได้เซ็นเอาไว้แล้วหลี่อวี๋ในชุดสีขาวตัวยาวข้างกายมีคุณป้าอาวุโสของหมู่บ้านช่วยประคอง เพราะหญิงสาวต้องโขกคำนับป้ายบรรพชนตระกูลหลี่ รวมไปถึงกราบไหว้ขอขมาผู้ปกปักแห่งหมิงซาน ทั้งนี้ก็เพื่อขอพรให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในเขตหมิงซาน แคล้วคลาดและมีชีวิตที่สุขสงบ‘เจ้าขอพรได้หนึ่งข้อ’เสียงของไป๋เทียนทำเอาหญิงสาวเกือบสะดุ้ง เมื่อเงี่ยหูฟังเสียงรอบข้างดูเหมือนทุกคนยังคงปกติดี เดาว่ามีเพียงตัวเองเท่านั้นที่ได้ยินเขา และเขาเองก็คงยืนอยู่เบื้องหน้าในยามที่หญิงสาวกำลังก้มลงคำนับไป๋เทียนคำนับพร้อมกับหลี่อวี๋ ราวกับบ่าวสาวกำลังคำนับซึ่งกันและกัน กระทั่งเสียงของหญิงสาวดังขึ้นให้เขาได้ยินเพียงคนเดียว‘ครองคู่กับข้าในแบบของมนุษย์ตราบลมหายใจมาพรากจาก’เงียบงัน...ไป๋เทียนไม่ได้ส่งเสียงใดออกมา มีเพียงเสียงของชาวบ้านและทุกคนที่กล่าวแสดงความยินดีเที่ยงคืนอันเงียบงันทุกคนต่างก็แยกย้ายหลังจากเสร็จพ
ค่ำคืนนั้นฝนตกหนักฟ้าร้องคำรามทั้งคืน หญิงสาวหลับและฝันว่าหลี่เหยากำลังเดินออกไปท่ามกลางสายฝน แผ่นหลังเปียกปอนตรงแน่วก้าวเดินไปยังแท่นหิน ตรงนั้นไป๋อวิ๋นกำลังยืนรออยู่ เขาส่งยิ้มมาให้หลี่อวี๋ที่เดินอยู่เบื้องหลัง‘อีกไม่นานพวกเขาก็จะจากไป’เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง เขาก็คือไป๋เทียน“คุณบอกว่าจะแลกดวงตาข้างหนึ่ง หากฉันยินยอมอยู่ที่นี่และรับตำแหน่งเจ้าเคหาสน์”‘ใช่’ เขาไม่ปฏิเสธ“หากฉันไม่ตกลงละคะ”เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ ‘เจ้าจะตกลงแน่นอน’ ท่อนแขนโอบเอวเล็กของหญิงสาวเข้าหาตัว ‘ไม่รู้สึกหรือว่าเจ้าโอนอ่อนต่อทุกสัมผัสของข้า เจ้าไม่อาจขัดขืนชะตาของตัวเอง ไม่อาจปฏิเสธว่าเจ้าเองก็ต้องการข้า’อา...เขาพูดไม่ผิด ไม่รู้เพราะอะไรร่างกายและหัวใจจึงคล้อยตามเขาไปเสียหมด “แล้ว...หากว่า หากว่าฉันเปลี่ยนข้อตกลงละคะ”‘ลองว่ามาสิ’จะพูดได้ยังไงกันก็เขาเล่นลูบไล้จนสมาธิถูกตีกระเจิงไปหมดแบบนี้ หลี่อวี๋ถูกไป๋เทียนอุ้มร่างขึ้นสองขาจึงเกี่ยวเอวสอบเอาไว้ สองแขนกอดรัดลำคอแกร่งชายหนุ่มหมุนกายเดินกลับไปตามทางเดินซึ่งมุ่งหน้ากลับไปยังเคหาสน์เยี่ยนเหยา ระหว่างทางก็จุมพิตรุกเร้าจนหญิงสาวลมหายใจติดขัดฝนที่ยังคงเทก
ภายในห้องน้ำหลังจากที่หญิงสาวเดินออกไป เงาร่างสีดำของจื่อเสียนพลันค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากประกายสีดำเหม่อลอย กลับกลายมาเป็นตัวเขาที่ยังคงมีสติชายหนุ่มก้มลงมองร่างของตัวเองที่เปลือยเปล่า อีกทั้งตรงหน้ายังคงมีถังน้ำร้อนที่ผ่านการอาบมาแล้วครั้งหนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววงุนงงขึ้นมา จากนั
“อากาศอย่างนี้ต้องแช่น้ำร้อนสิ”เมื่อเปิดกระเป๋าเดินทางและจัดวางข้าวของที่จำเป็นเสร็จฉินเหม่ยก็คว้าอุปกรณ์อาบน้ำเดินเข้าไปในห้องน้ำ คาดหวังเต็มที่ว่าจะแช่น้ำให้สบายตัวกลิ่นหอมเย็นของดอกหลิงหลานโชยมากับสายลม ฉินเหม่ยสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ในใจคิดว่าสวนในบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยดอกหลิงหลาน ช่างทำให้
บรรยากาศเศร้าสลดของงานศพ ทำให้หญิงสาวทั้งสามที่เพิ่งเดินทางมาถึงน้ำตาซึม ไม่ได้ข่าวจากเสี่ยวเชี่ยนไม่กี่เดือน ทั้งสามไหนเลยจะคาดว่ามาได้ยินข่าวของอีกฝ่ายครั้งนี้ เพื่อนรักที่เพิ่งจะเรียนจบก็มาจากไปเสียแล้วหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย หญิงสาวทั้งสี่ซึ่งเป็นเพื่อนรักกันต่างก็แยกย้ายกันไปทำงาน กระทั่งติ
ว่านหรงเดินกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง เขาไม่ได้คาดหวังสิ่งใดแล้ว เพราะทุกครั้งที่เขาพยายามขัดขืน ร่างกายของเขาก็ยังคงไม่เชื่อฟัง เขาตระหนักดีว่าทุกอย่างเป็นคำสาปที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาไร้ซึ่งความทรงจำอย่างสิ้นเชิง ไม่รู้สาเหตุ ไม่รู้ว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดเมื่อไร ได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปอ







