Se connecterบรรยากาศเศร้าสลดของงานศพ ทำให้หญิงสาวทั้งสามที่เพิ่งเดินทางมาถึงน้ำตาซึม ไม่ได้ข่าวจากเสี่ยวเชี่ยนไม่กี่เดือน ทั้งสามไหนเลยจะคาดว่ามาได้ยินข่าวของอีกฝ่ายครั้งนี้ เพื่อนรักที่เพิ่งจะเรียนจบก็มาจากไปเสียแล้ว
หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย หญิงสาวทั้งสี่ซึ่งเป็นเพื่อนรักกันต่างก็แยกย้ายกันไปทำงาน กระทั่งติดต่อกันน้อยมากเพราะต่างคนต่างก็ยุ่งกับงาน
เสี่ยวเชี่ยนนับเป็นเพื่อนที่หัวอ่อนที่สุด ดังนั้นจึงกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวโดยไม่ปริปาก ทั้งที่เจ้าตัวก็บอกเพื่อนๆ ว่าอยากลองสมัครงานในปักกิ่งมากกว่า
ครอบครัวของเสี่ยวเชี่ยนให้การต้อนรับหญิงสาวทั้งสามคนเป็นอย่างดี เนื่องจากตอนที่ยังเรียนอยู่นั้น ทั้งสามก็เคยมาเที่ยวบ้านเกิดของเสี่ยวเชี่ยนอยู่บ่อยครั้ง
สาเหตุการตายของเสี่ยวเชี่ยนคือหัวใจล้มเหลว หากแต่เรื่องที่ฟังดูพิลึกพิลั่นซึ่งได้ยินมาจากคนที่มาร่วมงาน ทำให้หญิงสาวทั้งสามสงสัยอยู่ครามครัน
หากจะมองจากคนที่เจริญแล้ว ความเชื่อสมัยโบราณที่ว่ามีวิญญาณมาพรากเสี่ยวเชี่ยนไปนั้น ดูจะคร่ำครึและล้าสมัย แต่ถึงอย่างนั้นร่องรอยบนเรือนร่างที่ราวกับถูกกระทำชำเรา กลับทำให้ตำรวจไม่เห็นด้วยกับความเชื่อเหล่านั้น
ผลการชันสูตรที่ออกมาตรงกันข้ามกับร่องรอย ยิ่งเป็นปริศนาที่ไม่อาจไขให้กระจ่าง เพราะเห็นชัดว่าร่างกายของหญิงสาวถูกล่วงล้ำ หากแต่ภายในห้องนอกจากรอยนิ้วมือของเจ้าของห้องแล้ว กลับไม่มีรอยนิ้วมือของผู้อื่น
ที่สำคัญไปกว่านั้นแม้ตรวจพบแน่ชัดว่าร่างกายของหญิงสาวผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หากแต่ในทางนิติเวชกลับระบุชัดว่าบนร่างกายของหญิงสาว ไม่มีหลักฐานระบุถึงบุคคลที่สองหรือสามแต่อย่างใด
การสอบสวนทำให้ชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา รวมไปถึงความเชื่อของคนพื้นที่ถูกดึงเข้ามาโยงอย่างไม่อาจห้าม
หญิงสาวทั้งสามได้แต่ซ่อนความไม่พอใจเอาไว้ หลังจากได้ยินเสียงซุบซิบ ที่สำคัญไปกว่านั้นอาการหวาดกลัวของผู้คนที่มาร่วมงานศพ ทั้งยังรีบมาและรีบจากไป ราวกับเกรงว่าหากอยู่นาน ตัวเองก็คงจะหนีเคราะห์ร้ายไม่พ้น
ยิ่งแสดงให้เห็นว่าคนที่นี่หลงเชื่ออย่างสนิทใจว่ามีภูตผีวิญญาณอยู่จริงๆ
ตำรวจที่เข้ามาสอบสวนต่างก็กลัดกลุ้ม เพราะหลายเดือนมานี้มีคดีแบบเดียวกันเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังไม่อาจปิดคดีลงได้ เพราะยังคงไร้ซึ่งหลักฐานเพื่อระบุตัวคนร้าย
“คุณน้าขอให้เราอยู่ต่ออีกสองสามวัน ฉันเองก็เห็นด้วยดูแล้วที่นี่คงวุ่นวายเพราะคดีนี้ตำรวจอยากสอบสวนอย่างจริงจัง” ฉินเหม่ยกระซิบเสียงเบาเพราะไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน
“ฉันเองก็อยากจะอยู่ช่วยจนงานศพเรียบร้อย” หนิงอวี่พยักหน้าช้าๆ “อยากรู้ด้วยว่าคดีนี้จะปิดยังไง ทุกอย่างดูน่าสงสัยไปหมด”
ได้ยินเพื่อนสองคนพูดแบบนั้นแล้ว เจียวมี่จะยังมีความเห็นอื่นได้อย่างไร ที่ทำได้ก็คือถอนหายใจกับความโชคร้ายของเพื่อนรักที่จากไปอย่างมีเงื่อนงำเช่นนี้
“คุณน้าบอกว่าที่บ้านคนเยอะเกินไป เราสามคนต้องแยกไปพักที่บ้านของคุณลุงสาม บ้านหลังนั้นสะอาดสะอ้านแต่เราคงต้องทำอะไรเองเพราะที่นั่นไม่มีคนอยู่” ฉินเหม่ยบอกพร้อมกับเดินนำไปอีกฟากของบ้าน
“ทำไมไม่มีคนอยู่ละ” เจี่ยวมี่เลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
“เห็นว่าภรรยาเก่าของคุณลุงเสียไปแล้ว คุณลุงแต่งงานใหม่เลยย้ายออกไป ตอนแรกปล่อยเช่าแต่คนเช่าเพิ่งย้ายออกไป”
“แยกไปอยู่แบบนั้นก็ดี ที่นี่วุ่นวายชะมัดเลย” หนิงอวี่ยิ้มแหยเพราะความวุ่นวายของงานศพ
ทั้งสามคนหันมาสบตากันก่อนจะรีบเดินออกไป ด้านหน้าประตูใหญ่มีคุณน้าคนหนึ่งรออยู่แล้ว “สามคนคงเป็นเพื่อนของเสี่ยวเชี่ยนสินะ”
“ใช่ค่ะ”
“ดีจริงๆ ที่เสี่ยวเชี่ยนมีเพื่อนมางานศพ เสี่ยวเชี่ยนของเราเป็นคนดี ไม่คิดว่าจะมาจากไปเร็วอย่างนี้ อายุสั้นเสียจริง ตอนอยู่ไม่มีใครมาสนใจ ตอนจากไปพ่อกับแม่ยังจะมาโดนญาติๆ รุมทึ้งอีก เกรงว่าที่ดินที่มีอยู่คงจะถูกยื้อแย่งไปมาแน่ๆ...”
ถ้อยคำพร่ำบ่นยังคงดำเนินต่อไป หญิงสาวทั้งสามได้แต่รับฟังไม่อาจเข้าไปยุ่งวุ่นวาย เพราะจะอย่างไรก็นับว่าเป็นคนนอก
เสี่ยวเชี่ยนเป็นลูกสาวคนเดียว พ่อแม่หรือก็แก่ชราแทบช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีที่ดินมากมายที่ได้รับมาเป็นมรดก ลูกสาวมาจากไปเสียอย่างนี้ เหล่าญาติๆ มีหรือจะไม่จ้องที่ดินเหล่านั้นตาเป็นมัน
“ถึงแล้วละ น้าคงไม่เข้าไปส่งนะ ยังมีงานอีกมากต้องทำ ข้างในกว้างขวางสะดวกสบาย ข้าวของหรือก็เตรียมเอาไว้แล้ว ทั้งสามไม่ต้องเกรงใจ ถ้าไม่ใช่เป็นเพื่อนเสี่ยวเชี่ยนน้าไม่ให้มาพักที่นี่แน่ๆ เดี๋ยวตอนเช้าน้าจะมารับเราจะได้ไปงานศพแต่เช้า พักผ่อนเถอะ น้าจะปิดประตูใหญ่ให้เอง”
“ความจริงผมเตรียมสินสอดมาด้วย เพราะยังไงก็ต้องแต่งงานอยู่แล้ว บ้านไม่มี อย่างอื่นก็ไม่มี ผมเลยขนทุกอย่างที่ผมมีมาด้วย” ไป๋เทียนเปิดท้ายรถ หีบทรงโบราณขนาดใหญ่สี่ใบเรียงรายอยู่ในนั้น“อะไร” หลี่เฉินขมวดคิ้วมองหีบเหล่านั้นด้วยท่าทางหวาดระแวงไป๋เทียนเปิดหีบใบแรกออก ทองคำแท่งแน่นเอี้ยดนอนแน่นิ่งอยู่ในนั้น ทองแท่ง!!!หลี่เฉินอ้าปากค้าง เขารีบปิดหีบอย่างร้อนรนพร้อมกับมองไปด้านหลัง รอบข้าง แล้วก็ถลึงตาใส่ไป๋เทียนที่ยืนกะพริบตามองปริบๆ“ไม่ชอบเหรอครับ ถ้าอย่างนั้น”หีบใบที่สองถูกเปิดออก ในนั้นอัดแน่นไปด้วยเงินสดที่ยังคงใหม่เอี่ยม หีบใบที่สาม สี่ หลี่เฉินไม่กล้าจินตนาการว่ามีอะไรอยู่เขาหลับตาดันไป๋เทียนออกจากท้ายรถพร้อมยื่นมือไปปิด“นายมาอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว”“สามวันแล้วครับ”“แล้วรถก็จอดเอาไว้ตรงนี้พร้อมกับของพวกนี้งั้นสิ!!” หลี่เฉินถลึงตาใส่อีกฝ่าย“ครับ”คำตอบทำเอาเขาแทบกระอักเลือด มือใหญ่ยกขึ้นนวดขมับ ถึงแม้ที่นี่จะห่างไกลความเจริญ อีกทั้งชาวบ้านยังเป็นคนกันเอง แต่เอาของมีค่ากว่าร้อยล้าน เก็บเอาไว้ในรถราคาเหยียบสามสิบห้าล้านหยวน ทั้งยังจอดอยู่หน้าบ้านที่อยู่บนเขาช่างเป็นการกระทำที่... โอย
ร่างแกร่งลุกขึ้นนั่งพร้อมดึงเสื้อนอนตัวสวยของหญิงสาวออก หลี่อวี๋เองก็ไม่น้อยหน้า มือน้อยสอดเข้าไปในตัวเสื้อของไป๋เทียน ลูบไล้กล้ามเนื้อลื่นมืออย่างโหยหา ไม่นานคนทั้งสองก็เปล่าเปลือยอย่างเท่าเทียมหลี่อวี๋นั่งลงบนตักแกร่ง สองมือกอดไหล่ของไป๋เทียนเอาไว้ ในยามที่ร่างงามถูกเขาสอดแทรกขึ้นมาจากเบื้องล่าง จุมพิตพัวพันของเขาเรียกความซ่านสยิว พร้อมกับแผดเผาจุดอ่อนไหวซึ่งรุกล้ำเข้ามาอย่างถึงแก่นคนทั้งสองกดจุดประสานเข้าหากันอย่างล้ำลึก เกร็งค้างแน่นิ่ง สองมือของไป๋เทียนลูบไล้จากสะโพกนิ่ม กระทั่งหยุดลงยังอกอิ่ม ปลายนิ้วของเขาหมุนวนเหนือยอดถันสีหวาน ปลุกเร้าให้ตื่นตัวกระทั่งร่างงามสะท้านเยือกเอวสอบเริ่มขยับเช่นกันกับหลี่อวี๋ที่ออกแรงบดเบียด เสียงครวญครางหอบกระเส่าดังขึ้น พร้อมๆ กันนั้นจังหวะโยกขยับก็เริ่มหนักหน่วงร่างงามกระดอนขึ้นลงตอบรับการรุกราน ใบหน้าแดงซ่านแหงนหงายขึ้น อกอิ่มแอ่นหยัดรับอุ้งปากที่ครอบครองดูดไล้ไป๋เทียนเลื่อนมือลงไปคว้าเอวอ่อน กดให้จุดประสานแนบชิด ร่างสูงเอนกายลงนอนกับฟูก ยอมให้คนงามควบขับอยู่เบื้องบนอย่างเต็มอกเต็มใจภาพงดงามที่หญิงสาวใบหน้าแหงนหงายด้วยความซาบซ่านรัญจวน ทุก
ลุงหวง ป้าจิน เสี่ยวฟางมองการกระทำของผู้เป็นนายเงียบๆ พวกเขาไม่เคยพบและไม่เคยได้ยินว่าเจ้าเคหาสน์มีคนรัก แต่ท่าทีของหลี่อวี๋กับชายหนุ่มที่ชื่อไป๋เทียนตอนนี้ เหมือนคู่รักที่รักกันมากไม่ผิดเพี้ยน เรื่องนี้ให้คิดยังไงก็น่าแปลกอยู่ดี“ผมมาตัวเปล่า ไร้ญาติขาดมิตร คุณจะให้ผมอยู่ด้วยหรือเปล่า”หลี่อวี๋หัวเราะ “ฉันเลี้ยงดูคุณเอง!”ป้าจินแทบเป็นลมทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นแต่...ไป๋เทียนคนนี้หล่อเหลาน่ามองยิ่งนัก อีกทั้งท่าทีของชายหนุ่มก็ดูเป็นคนดี กระนั้นยังไงก็ต้องบอกกล่าวพี่ชายของเจ้าเคหาสน์สักหน่อย หาไม่หากเจ้าเคหาสน์ถูกหลอกขึ้นมา...ไม่ได้ๆ จะปล่อยให้ใครมาทำร้ายเจ้าเคหาสน์ไม่ได้!!!ป้าจินสะดุ้งเพราะดวงตาคมกริบของชายหนุ่ม “ผมชื่อไป๋เทียนครับ จากนี้ฝากตัวด้วยนะครับป้าจินใจอ่อนยวบเพราะรอยยิ้มและท่าทีจริงใจของเขา “พาแขกเข้าบ้านก่อนดีมั้ยคะเจ้าเคหาสน์”“ต้องรอให้เจ้าเคหาสน์อนุญาตก่อนครับ”“ฉันต้องอนุญาตอยู่แล้ว” หลี่อวี๋หัวเราะทั้งลุงหวัง ป้าจิน รวมไปถึงเสี่ยวฟางแปลกใจกับท่าทีของหญิงสาว ดวงตาที่เอาแต่มองไป๋เทียนราวกับสามารถมองเห็น หลี่อวี๋ตอนนี้ยังดูเหมือนคนตาบอดที่ไหนกัน!!!บทส่งท้ายเพราะต้อ
“ปล่อยน้าไปเถอะนะ น้าเหนื่อยเหลือเกินอยากจะพักแล้ว อีกอย่างน้าจะไปบอกพี่กับพี่สะใภ้ว่าพวกเธอสบายดี ไม่ต้องกังวล”หลี่เฉินพยักหน้า “เราจะอยู่กันให้ดี น้าไม่ต้องกังวล บอกพ่อกับแม่ว่าเราจะดูแลกันและกันเป็นอย่างดี ผมจะดูแลเสี่ยวอวี๋ให้ดี”“เรื่องนั้นน้าไม่ห่วง” มือเย็นเยียบยกขึ้นลูบไล้ใบหน้าของหลานสาว หลี่อวี๋จับมือข้างนั้นแนบแก้ม“เสี่ยวอวี๋ดูแลตัวเองได้ดี ยังมี...น้าไม่ห่วงอะไรแล้ว”คืนนั้นหลี่เหยาจากไปอย่างสงบ ใบหน้าแม้ขาวซีดแต่ยังคงมีรอยยิ้มของความสุขเกลื่อนใบหน้า งานศพถูกจัดขึ้นตามแบบของคนในหมู่บ้านไป๋หู่ พวกเขามาช่วยงานทุกวัน แบ่งงานกันทำอย่างเต็มอกเต็มใจหลังงานศพเสร็จสิ้นค่ำคืนนั้นหลี่อวี๋ฝันดีมาก ภาพในความฝันหลี่เหยากำลังสวมชุดสีขาว ร่างทั้งร่างเปล่งประกายต้องแสงจันทร์ ใบหน้าอิ่มเอิบมีรอยยิ้มแห่งความสุขระบายไปทั่ว ร่างงามเดินไปตามทางเดินสู่แท่นหินไป๋อวิ๋นรออยู่ที่แท่นหิน เขายื่นมือออกมารอรับด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม‘ถึงเวลาแล้ว พร้อมกับการผจญภัยในโลกที่เจ้าไม่รู้จักหรือยัง’‘ที่ไหนหรือคะ’‘โลกที่ข้าเคยอยู่ก่อนมาที่นี่’หลี่เหยายิ้มพร้อมกับวางมือลงไปยังมือใหญ่ ‘ที่ไหนก็ได้ขอ
พิธีส่งต่อตำแหน่งเจ้าเคหาสน์จัดขึ้นอย่างรีบร้อน ท่ามกลางสักขีพยานก็คือคนในหมู่บ้านที่มากันพร้อมหน้า หลี่เฉิน และหวั่นจินจู นอกจากนี้ยังมีทนายซึ่งนำเอกสารการโอนที่ดินมาส่งมอบให้เจ้าบ้านคนใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้หลี่เหยาได้เซ็นเอาไว้แล้วหลี่อวี๋ในชุดสีขาวตัวยาวข้างกายมีคุณป้าอาวุโสของหมู่บ้านช่วยประคอง เพราะหญิงสาวต้องโขกคำนับป้ายบรรพชนตระกูลหลี่ รวมไปถึงกราบไหว้ขอขมาผู้ปกปักแห่งหมิงซาน ทั้งนี้ก็เพื่อขอพรให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในเขตหมิงซาน แคล้วคลาดและมีชีวิตที่สุขสงบ‘เจ้าขอพรได้หนึ่งข้อ’เสียงของไป๋เทียนทำเอาหญิงสาวเกือบสะดุ้ง เมื่อเงี่ยหูฟังเสียงรอบข้างดูเหมือนทุกคนยังคงปกติดี เดาว่ามีเพียงตัวเองเท่านั้นที่ได้ยินเขา และเขาเองก็คงยืนอยู่เบื้องหน้าในยามที่หญิงสาวกำลังก้มลงคำนับไป๋เทียนคำนับพร้อมกับหลี่อวี๋ ราวกับบ่าวสาวกำลังคำนับซึ่งกันและกัน กระทั่งเสียงของหญิงสาวดังขึ้นให้เขาได้ยินเพียงคนเดียว‘ครองคู่กับข้าในแบบของมนุษย์ตราบลมหายใจมาพรากจาก’เงียบงัน...ไป๋เทียนไม่ได้ส่งเสียงใดออกมา มีเพียงเสียงของชาวบ้านและทุกคนที่กล่าวแสดงความยินดีเที่ยงคืนอันเงียบงันทุกคนต่างก็แยกย้ายหลังจากเสร็จพ
ค่ำคืนนั้นฝนตกหนักฟ้าร้องคำรามทั้งคืน หญิงสาวหลับและฝันว่าหลี่เหยากำลังเดินออกไปท่ามกลางสายฝน แผ่นหลังเปียกปอนตรงแน่วก้าวเดินไปยังแท่นหิน ตรงนั้นไป๋อวิ๋นกำลังยืนรออยู่ เขาส่งยิ้มมาให้หลี่อวี๋ที่เดินอยู่เบื้องหลัง‘อีกไม่นานพวกเขาก็จะจากไป’เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง เขาก็คือไป๋เทียน“คุณบอกว่าจะแลกดวงตาข้างหนึ่ง หากฉันยินยอมอยู่ที่นี่และรับตำแหน่งเจ้าเคหาสน์”‘ใช่’ เขาไม่ปฏิเสธ“หากฉันไม่ตกลงละคะ”เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ ‘เจ้าจะตกลงแน่นอน’ ท่อนแขนโอบเอวเล็กของหญิงสาวเข้าหาตัว ‘ไม่รู้สึกหรือว่าเจ้าโอนอ่อนต่อทุกสัมผัสของข้า เจ้าไม่อาจขัดขืนชะตาของตัวเอง ไม่อาจปฏิเสธว่าเจ้าเองก็ต้องการข้า’อา...เขาพูดไม่ผิด ไม่รู้เพราะอะไรร่างกายและหัวใจจึงคล้อยตามเขาไปเสียหมด “แล้ว...หากว่า หากว่าฉันเปลี่ยนข้อตกลงละคะ”‘ลองว่ามาสิ’จะพูดได้ยังไงกันก็เขาเล่นลูบไล้จนสมาธิถูกตีกระเจิงไปหมดแบบนี้ หลี่อวี๋ถูกไป๋เทียนอุ้มร่างขึ้นสองขาจึงเกี่ยวเอวสอบเอาไว้ สองแขนกอดรัดลำคอแกร่งชายหนุ่มหมุนกายเดินกลับไปตามทางเดินซึ่งมุ่งหน้ากลับไปยังเคหาสน์เยี่ยนเหยา ระหว่างทางก็จุมพิตรุกเร้าจนหญิงสาวลมหายใจติดขัดฝนที่ยังคงเทก
ในความเลือนรางท่ามกลางม่านหมอกบดบัง คฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีกำแพงสูงลิบล้อมรอบ กระทั่งไม่อาจมองเห็นความเคลื่อนไหวด้านใน เกิดมีเสียงประหลาดดังเล็ดลอดออกมาบางครั้งมีเสียงบรรเลงเพลงพิณ บางคราเกิดมีเสียงขลุ่ยอันไพเราะ กระนั้นรอบด้านกลับไม่มีผู้คนสัญจรผ่าน อีกทั้งความเงียบและด้านนอกที่รกทึบ กลับให้ความรู้ส
ภายในห้องน้ำหลังจากที่หญิงสาวเดินออกไป เงาร่างสีดำของจื่อเสียนพลันค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากประกายสีดำเหม่อลอย กลับกลายมาเป็นตัวเขาที่ยังคงมีสติชายหนุ่มก้มลงมองร่างของตัวเองที่เปลือยเปล่า อีกทั้งตรงหน้ายังคงมีถังน้ำร้อนที่ผ่านการอาบมาแล้วครั้งหนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววงุนงงขึ้นมา จากนั
“อากาศอย่างนี้ต้องแช่น้ำร้อนสิ”เมื่อเปิดกระเป๋าเดินทางและจัดวางข้าวของที่จำเป็นเสร็จฉินเหม่ยก็คว้าอุปกรณ์อาบน้ำเดินเข้าไปในห้องน้ำ คาดหวังเต็มที่ว่าจะแช่น้ำให้สบายตัวกลิ่นหอมเย็นของดอกหลิงหลานโชยมากับสายลม ฉินเหม่ยสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ในใจคิดว่าสวนในบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยดอกหลิงหลาน ช่างทำให้
มองส่งหญิงสาวทั้งสามเข้าไปด้านใน ใบหน้าอ่อนโยนและรอยยิ้มกว้างกลับแปรเปลี่ยน ใบหน้าที่เหมือนผู้ใหญ่ใจดีเปลี่ยนเป็นขาวซีด มือสั่นเทาปิดประตูใหญ่ทั้งยังล็อกโซ่คล้องกุญแจอย่างแน่นหนาเมื่อเงยหน้าขึ้นมองตัวอักษรที่ห้องอยู่เหนือประตู ร่างก็ยิ่งสั่นเทาราวกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง ใบหน้าเลิ่กลั่กมองซ้ายขวาจากนั