Masuk“ธิดาเป็นยังไงบ้างครับ” เสียงนุ่มถามขึ้น พร้อมกับสายตาที่ทอดมองไปทางคนที่นั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณคุณโกกับคุณจักษ์มากนะคะ ที่อุตส่าห์มาเยี่ยมธิดา” สุทธิดาตอบออกด้วยความเกรงใจ และขอบคุณจากใจจริงที่เขามาเยี่ยมเธอทั้งที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย
“ขอบคงขอบคุณอะไรกันครับน้องธิดา พวกเราคนกันเองทั้งนั้น” เพื่อนท่าพร้อมกันรีบพูดขึ้นมาเสียก่อน เมื่อเห็นว่าเพื่อนมีใบหน้าถอดสีที่สุทธิดาเอ่ยขึ้นมาแบบนี้ เพราะรู้ดีว่าเพื่อนเขานั้นคิดเช่นไรกับเธอ
ประจักษ์ชัย หรือ จักษ์ หนุ่มเจ้าเสน่ห์สุดหล่อของเพื่อนในกลุ่ม เป็นนุ่มเจ้าถิ่นในวัย 24 ปี และเป็นเพื่อนสมัยเรียนตั้งแต่มัธยมกับโกสินทร์และชนาวิชญ์อีกด้วย แต่จะสนิทกับโกสินทร์มากกว่า
“ปลาว่าพวกเรากลับออกไปกันก่อนเถอะค่ะ รบกวนการพักผ่อนของธิดามามากแล้ว อีกเดี๋ยวก็จะถึงเวลาธิดาต้องให้นมลูกแล้วด้วย” ปาณิศาที่อยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกรีบเอ่ยขึ้น และเป็นจังหวะที่สามีเดินกลับมาพอดี
“มีอะไรให้ช่วย ธิดาบอกพวกพี่ได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจกัน” โกสินทร์หันมาบอกกับทางเธอที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์
“บักโกกลับกันก่อนเถาะ” (ไอ้โกกลับกันก่อนเถอะ) ประจักษ์ชัยจึงดึงโกสินทร์พากลับออกไปจากห้องนี้ทันที เมื่อเจ้าตัวยังคงยืนนิ่ง มองหญิงสาวด้วยสายตาอ้อนวอน
ทุกคนจึงออกไปรอกันที่นอกห้อง และวรากรกับศุภวัฒน์ก็เดินกลับมาถึง มองหน้าทุกคนที่อยู่หน้าห้องอย่างนึกแปลกใจ
“คือพยาบาลกำลังสอนธิดาให้นมลูกอยู่ พวกเราเลยต้องออกมารอกันที่หน้าห้อง และอยากให้ธิดาได้พักผ่อนด้วย” ปาณิศาเอ่ยบอก เมื่อเห็นเพื่อนของสามีอีกสองคนเดินกลับมา หลังจากที่วรากรถูกสามีเธอลากออกปากห้องก่อนหน้านั้น
“พวกคุณกลับกันเลยก็ได้นะครับ ผมขออยู่ทำหน้าที่ที่นี่ต่อเอง” วรากรจึงหันไปบอกกับทุกคน แถมยังส่งสายตามองไปทางโกสินทร์อย่างเย้ยหยันราวกับว่าตนเป็นผู้ชนะ
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็กลับกันเถอะ” ชนาวิชญ์จึงบอกให้ทุกคนกลับออกไป
“บักโก กลับ!” (ไอ้โก กลับ!) ประจักษ์ชัยได้แต่ลากเพื่อนกลับออกไป แต่เจ้าตัวไม่ยอมไหวติง
“แต่บักอันนี้มันคือ...” (แต่ไอ้หมอนั่นมันกำลัง...)
“เขาคือพ่อของลูก...” ประจักษ์ชัยได้แต่พูดกับโกสินทร์เสียงเบาราวกระซิบคอยย้ำเตือนถึงสถานะให้เพื่อนรู้ว่าตัวเองนั้นอยู่จุดไหน
วรากรจึงผลักประตูเข้าไปด้านในทันที หลังจากที่ทุกคนกลับออกไปกันหมดแล้ว สายตาคมมองเห็นพาบาลกำลังคอยบอกสอนคุณแม่มือใหม่ให้นมลูกอยู่พอดี
“คุณพ่อมาพอดีเลย มาค่ะเข้ามาช่วยประคองคุณแม่นั่งให้นมลูกนะคะ” พยาบาลสาวหันมาเห็นคนมาใหม่ จึงเอ่ยทักแบบออกไปแบบตรง ๆ เพราะทราบว่าเป็นบิดาของเด็ก เลยเรียกให้เขาเข้ามาใกล้ ๆ ถือโอกาสนี้ได้สอนคุณแม่และทั้งคุณพ่อมือใหม่ไปพร้อม ๆ กันเลย
“ครับ” วรากรขานรับ แล้วเดินเข้าใกล้ ๆ ตามที่พยาบาลสาวบอก
“คุณพ่อนั่งซ้อนหลังคุณแม่ แล้วสอดแขนเข้ามาคอยช่วยประคองลูกไว้ด้วยนะคะ เผื่อคุณแม่ปวดแขน” พยาบาลเอ่ยบอก
วรากรยอมทำตามที่พยาบาลบอกอย่างว่าง่ายด้วยความเต็มใจ โดยไม่มีทีท่าเก้อเขินอะไรเลยสักนิด ซึ่งต่างจากอีกคนที่นั่งเปิดเต้าให้ลูกน้อยดูดนมจากอก ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อเพราะเขินอายที่ต้องทำอะไรแบบน่ามกลางสายตาของคนที่มีสถานะแค่พ่อของลูก
“ส่วนอีกข้าง คุณแม่กับคุณพ่อก็ทำแบบเดิมได้เลย พอลูกกินอิ่มอย่าลืมอุ้มลูกขึ้นพาดบ่าให้เรอก่อนวางลูกนอนนะคะ”
พยาบาลส่งยิ้มให้กับภาพความอบอุ่นของคุณพ่อคุณแม่ยังสาวตรงหน้า ก่อนที่จะเดินออกไป เมื่อหมดหน้าที่ของเธอ
“คะ คุณ พยาบาลออกไปแล้วค่ะ คุณไม่ต้อง...” สุทธิดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักบอกเขา เมื่ออยู่กันตามลำพัง
“เปลี่ยนข้างได้แล้วธิดา” วรากรไม่ได้สนใจในสิ่งที่เธอบอก แต่กลับเปลี่ยนเรื่องมาสนใจแต่เรื่องของลูกสาวตัวน้อยของเขาแทน ถึงแม้จะรู้ว่าเธอกำลังจะบอกอะไรขาก็ตาม
สุทธิดานั่งตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับ เพราะตอนนี้เขานั้นไม่ใช่แค่คอยประคองลูก แต่กลับเป็นการกอดเธอมากกว่าเพราะเขยถือวิสาสะเกยคางลงที่ไหล่ของเธอ แถมยังพ่นลมหายใจอุ่น ๆ รดต้นคอเธออีกด้วย
“คะ คุณ” เธอตกใจพยายามย่นคอหนี
“เร็วสิ เดี๋ยวลูกกินไม่อิ่มคงได้แดเสียงขึ้นมาแน่” เขาจึงกระซิบเสียงแหบพร่าย้ำกับเธออีกครั้ง เมื่อเธอไม่ยอมทำตาม
“คุณช่วยออกไปก่อนได้ไหม”
“จะอายอะไรธิดา ผมเห็นมาหมดแล้วแถมยังเคยทำมากกว่านั่นนตอนนี้มีเจ้าหนูคนนี้ออกมาแล้วไง” เขาพูดออกมาหน้าตาย พูดแบบหน้าไม่อายเลย เพราะรู้ดีว่าที่เธอต้องการให้เขาออกห่างเพราะอะไร
“แต่...”
“ถึงตอนนี้ผมจะเห็นนมคุณ แต่ผมก็ทำอะไรคุณไม่ได้อยู่ดีธิดา”
สุทธิดาจึงได้แต่ถอนหายใจพรืด ยอมนั่งอยู่นิ่ง ๆ แล้วทำตามที่เขาบอก โดยไม่กล้าที่จะขัดใจหรือดุเขาออกไป เพราะลูกสาวตัวน้อยกำลังเข้าเต้าดูดอย่างเพลิดเพลิน
‘มันน่ารักน่ะ นี่ดูดกะจะไม่เหลือไว้ให้พ่อเลยใช่ไหม’
วรากรได้แต่ครุ่นคิดนึกอิจฉาลูกสาวตัวน้อยที่ได้มีโอกาสดูดกลืนกินนมจากอกของมารดาอย่างมูมมาม ราวกับว่าจะมีใครมาแย่ง จนมืออีกข้างที่ว่างยกขึ้นมานวดเคล้นที่เต้าว่างอย่างลืมตัว
“นี่คุณทำอะไร” สุทธิดาร้องทักขึ้นเสียงดังทันที เพราะตกใจในการกระทำของเขา แต่เธอก็ไม่กล้าขยับเพราะกลัวลูกสาวจะแผดเสียงร้องเมื่อถูกขัดจังหวะ
“ชู่ว์... เบา ๆ สิธิดา ผมก็ช่วยนวดเต้าให้ตามคำแนะนำที่พยาบาลสอนมาอยู่ไง” เขารีบแก้ต่างให้ตัวเอง เมื่อเผลอตัวทำอะไรลงไป โดยการนำเทคนิคความรู้ที่เคยเรียนมาบอกเธอทันที
“แต่แบบนี้มัน...”
“นั่งอยู่เฉย ๆ พอ ถ้าคุณเมื่อยก็พิงผมได้เลย”
จากนั้นวรากรจึงเป็นฝ่ายจับลูกขึ้นพาดบ่า แล้วเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เสร็จสับ ตามที่พยาบาลบอกสอน ก่อนจะวางลูกสาวตัวน้อยลงนอนที่เดิมของตัวเอง
“เป็นอะไร” วรากรถามขึ้นเมื่อเห็นใบหน้ากังวลของสุทธิดา
“คุณออกไปได้แล้ว ฉันอยากเข้าห้องน้ำ...”
“มาผมช่วย”
วรากรตั้งท่าจะเดินเข้าไปหาเธอ เพื่อจะช่วยเธอไปส่งที่ห้องน้ำ แต่ถูกเธอร้องปรามเอาไว้เสียก่อน เท้าใหญ่ได้แต่ชะงักมองหน้าเธอ
“มะ...”
“เดินไหวหรือไง เดี๋ยวก็ล้มหัวฟาดหรอก”
“ฉัน...”
“ผมช่วย จะได้รีบเสร็จ แล้วคุณจะได้พักผ่อนต่อ เดี๋ยวลูกตื่นขึ้นมาร้องอีก ผมไม่มีนมป้อนเขานะธิดา”
เมื่อไม่อาจจะหักหาญน้ำใจของวรากรได้ เธอจึงได้ให้เขาอุ้มเธอขึ้น แล้วพาเธอไปเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวให้แล้วเสร็จ เขาก็อุ้มเธอกลับมาวางที่เตียงผู้ป่วยต่อให้เธอได้พักผ่อน จากนั้นเขาจึงได้เข้าไปจัดการกับตัวเองที่ห้องต่อ
ใช้เวลาในห้องน้ำไม่ถึงสิบห้านาที วรากรก็เดินออกมาพบว่า สองแม่ลูกได้หลับไปแล้ว เขาจึงได้แต่จัดของที่คนนำมาเยี่ยมให้เข้าที่เข้าทางเป็นระเบียบเรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปทิ้งตัวลงนอนที่โซฟาข้างนอกเพราะยังไม่ได้นอนมาทั้งคืน
จุดเริ่มต้น NCNight Club“เฮ้ย คุณเป็นใคร แล้วเข้ามาในรถของผมทำไมกัน” วรากรร้องออกมาเสียงหลง เมื่อเปิดประตูเข้ามาในรถ ของตัวเองกลับพบอีกฝั่งข้างคนขับ มีหญิงสาวเปิดประตูเข้ามาในรถของเขาด้วยแล้ว“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย ไปส่งฉันหน่อย ฉันไหว้ละขอร้องนะคะ” ใบหน้าสวยเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อพร้อมกับน้ำเสียงกระหืดหอบเอ่ยบอกติด ๆ ขัด ๆ แล้วยกมือขึ้นไหว้อ้อนวอนร้องขอความเห็นใจจากเขา“นี่จะมาไม้ไหนอีกล่ะ บอกเลยว่าผมเจอผู้หญิงแบบคุณมาเยอะแล้ว” เขาจ้องมองเธอพร้อมกับเอ่ยคาดโทษเธอไว้ทันที“ฉัน...”“เฮ้ย...อย่าพึ่งถอดน่ะ อดทนเอาไว้ก่อน ก็ได้ผมจะไปส่งคุณ” วรากรรีบห้ามทันที เมื่อเห็นหญิงสาวกำลังจะดึงเสื้อผ้าของเธอออกจากตัว“...” เธอได้แต่นั่งนิ่ง ๆ พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ให้ดูเป็นปกติที่สุด เมื่อเขาออกรถแล้วบอกว่าจะยอมไปส่งเธอ“บ้านอยู่ที่ไหน” เขาถามเธอออกไปอย่างใจเย็น เมื่อรถขับออกมาจากสถานบันเทิงแล้วเธอได้แต่ครุ่นคิดอยู่สักพัก แถมยังพยายามควบคุมอารมร์คุกรุ่นของตัวเองไม่ให้ตื่นเตลิดไปมากกว่านี้ เธอไม่อยากแสดงอาการต่อหน้าชายแปลกหน้าที่พึ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรก“ไม่ได้ กลับบ้านไม่ได้เด็ดขาด”“ทำไม?” เขาถ
บทส่งท้าย(จบ)บ้านพายุภัทร“ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ของบ้านพายุภัทรอย่างเป็นทางการ ธิดาและวิวาห์ตัวน้อย” อภิเดชในฐานะเจ้าบ้านเอ่ยขึ้นมาทันที ที่ทุกคนเดินเข้ามาภายในบ้าน“ขอบคุณค่ะ คุณพ่อ คุณแม่” สุทธิดารีบไหว้ขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองท่าน“ตามสบายเลยนะลูก ถือว่าที่นี่คือบ้านของหนูเลย” อภิเดชพูดกับเธออีกครั้ง ก่อนที่จะเดินไปนั่งลงที่โซฟาห้องรับแขก“ตากร”“ครับแม่”“แกไปทำอีท่าไหน หลานสาวแม่ถึงถอดแบบแกมาสะแบบนี้” อรอนงค์เอ่ยขึ้นทันที เมื่อได้นั่งสำรวจมองพินิจใบหน้าของหลานสาวดูอย่างชัด ๆ“ก็...หลายท่าหลายน้ำอยู่ครับแม่” วรากรมองหน้าผู้เป็นภรรยาก่อนที่จะเอ่ยตอบกับมารดาสายตาที่ดูล้อเลียนหยอกเล่น“พี่กร!”สุทธิดาที่นั่งอยู่ข้างกัน เมื่อวราพูดออกมาเช่นนี้้ เธอเอื้อมมือไปหยิกที่ต้นขาของเขาทันทีอย่าแรง เพราะนึกหมั่นไส้ และเขินอายที่เขาพูดออกมาแบบนี้“โอ้ย...เมียจ๋าหยิกพี่ทำไม” วรากรได้แต่ลูบที่ทาหน้าขาปอย ๆ ของตัวเอง“ก็พี่ชอบพูด...”“ก็มันเรื่องจริงไม่เห็นจะหน้าอายตรงไหนเลย” วรากรตอบภรรยาแบบหน้าตาเฉย แต่ก็หาทางหนีที่ไล่ กลัวสุทธิดาจะโกรธเหมือนกัน“แต่ธิดาอาย...” ใบหน้าแดงก่ำงุดลง เพราะไม่กล้าสู้หน้าค
สู่ขออย่าง(ไม่)เป็นทางการ“พวกคุณมีอะไรจะคุยกับผมหรือครับ” ศักดิ์ชัยนั่งลงแล้วถามขึ้นทันที ที่มาถึงบ้านของลูกสาวอรอนงค์จึงส่งหลานสาวที่อุ้มอยู่นั้นให้แก่สามีอุ้มต่อ ก่อนที่จะหันไปทางศักดิ์ชัยนั่ง แล้วพูดเข้าประเด็นทันที“เข้าเรื่องเลยแล้วกันนะคะ คือพวกเราต้องพาลูกชายกลับกรุงเทพไปบริหารงานที่บริษัทต่อ เลยต้องเรียกคุณมาเพื่อจะแจ้งให้ทราบ”“เขาเป็นลูกชายของพวกคุณ ผมจะมีสิทธิ์ไปห้ามไปว่าอะไรได้ละครับ” ศักดิ์ชัยบอกออกไปตามความจริง เพราะถึงจะรู้ว่าวรากรอยู่ที่นี่กับลูกสาวในฐานะอะไร แต่ก็ไม่สิทธิ์อะไรที่จะห้าม หากว่าวรากรตัดสินใจที่จะกลับไปพร้อมกับบิดามารดา“แต่พวกเราต้องการให้หลานสาวไปอยู่ด้วยกันค่ะ” อรอนงค์พูดถึงจุดประสงค์ในตอนนี้ เพราะความต้องการลูกชาย“คุณแม่!” วรากรร้องเรียกมารดาเสียงหลงอีกครั้ง เพราะไม่คิดว่ามารดาของเขาจะพูดตรง ๆ ขอกันซึ่ง ๆ หน้า ออกมาแบบนี้กับพ่อตาของเขา“หุบปากของแกไปเลย เป็นลูกผู้ชายเสียเปล่า ไม่มีความรับผิดชอบอะไรเอาเสียเลย” อรอนงค์ได้แต่เอ็ดลูกชายไม่ให้พูดอะไรออกมา“ที่คุณจะพูดคือต้องการให้หลานสาวไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันแค่นี้ใช่ไหมครับ” ศักดิ์ชัยตัดสินใจถามออกไปอ
แม่มาตามสามเดือนต่อมา“คุณพ่อ คุณแม่”วรากรร้องทักขึ้นมาทันทีอย่างตกใจ เมื่อเปิดประตูบานไม้หน้าบ้านออกมาในตอนเช้า กลับเห็นผู้มีพระคุณทั้งสองท่านยืนอยู่ที่หน้าบ้านกันเสียแล้ว“เห็นหน้าแม่ทำไมต้องตกใจอะไรขนาดนั้นด้วย” อรอนงค์เดินเข้าไปหาแล้วพูดกับลูกชายที่กำลังตกใจขึ้นทันทีวันนี้ครบกำหนดสามเดือนแล้วที่วรากรมาพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ เมื่อเห็นว่าเลยกำหนดมาหลายวันแล้ว ผู้เป็นพ่อและแม่จึงมาตามเพราะลูกชายไม่ยอมติดต่อกลับบ้านเลยตั้งแต่ที่มาอยู่ที่นี่อรอนงค์พึ่งมาทราบว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับลูกชายนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนรวมหัวกันโกหกเพราะว่าลูกชายไม่อยากหมั้นได้ไม่นานมานี้เอง เพราะสามารถสารภาพบอกความจริงทุกอย่างแล้วตอนแรกก็นึกโกรธที่ทุกคนรวมหัวกันโกหก แต่พอได้เห็นธาตุแท้ของเพื่อนที่เกือบจะได้ดองกันแล้ว อรอนงค์จึงยอมให้อภัยความผิดครั้งนี้ของลูกชาย“เข้าไปนั่งข้างในดีกว่าครับ ข้างนอกอากาศมันร้อน” วรากรรีบยกมือขึ้นไหว้ท่านทั้งสอง แล้วเอ่ยบอกท่านทั้งสองให้เขาไปนั่งข้างในแทน“นั่งที่นี่แหละ แล้วหลานของแม่ละอยู่ไหน” อรอนงค์พูดพร้อมกับนั่งลงที่ระเบียงหน้าบ้านทันที แล้วถามหาหลานสาวขึ้นมาเมื่อกว
เหตุผลที่โกหกรุ่งเช้า“พี่กร นี่ขาของพี่...” สุทธิดาเอ่ยถามเสียงหลงออกมาทันที เมื่อตื่นขึ้นมาเช้านี้ แล้วพบว่าวรากรผู้เป็นสามีกำลังอุ้มลูกสาวเดินอย่างคล่องแคล่ว แถมขาที่ใส่เฝือกไว้ก่อนหน้านั้น ตอนนี้กลับไม่มีอีกแล้วนี่เขาไม่ได้เป็นอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ เขาหลอกเธอว่าเดินไม่ได้อย่างนั้นเหรอ พอนึกถึงตอนที่เขาเดินขากะโผลกกะเผลกแล้วเธอกลับน้อยใจ รู้สึกโกรธขึ้นมาเสียอย่างนั้นวรากรเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอาลูกสาวไปวางลงที่ฟูกนอนของลูกก่อนที่จะมารั้งเธอเอาไว้ เพื่อที่จะได้อธิบายบอกว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนี้ให้เธอเข้าใจก่อนที่เธอจะโกรธเขาไปมากกว่า“คือพี่...”“พี่ไม่ได้เป็นอะไรเลย แล้วทำไมพี่ต้อง...” สุทธิดาถามขึ้นทันที แล้วหันหน้าหนีไปทางอื่นเพราะไม่พอใจที่โดนเขาหลอกวรากรรีบสวมกอดเธอจากทางด้านหลังเอาไว้ทันที เมื่อเธอกำลังจะเดินหนีเขา แล้วเอ่ยขอโทษเธอออกมาอย่างรู้สึกผิด“พี่ขอโทษธิดา พี่ขอโทษ”“พี่เอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่นได้ยังไงกันค่ะ” เธอเอ่ยเสียงสั่นขึ้นพร้อมกับแรงสะอื้น ทั้งรู้สึกโกรธและอีกใจหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่เขาไม่ได้เป็นอะไรเลย“ธิดาฟังพี่ก่อนครับ”“พี่สนุกมากนักเหรอค่ะ
น้องเพื่อนก็เหมือนน้องพี่“อ้ายเวย์ หมอน” (พี่เวย์ หมอน) เป็นเสียงของชนิดาที่หอบหมอนและสัมภาระมากมายเดินเข้ามา เอ่ยเรียกคนที่กำลังจะงีบหลับบนเปล“เว้านำอ้ายเพิ่นม่วน ๆ แน่อีหล่า” (พูดกับพี่เขาเพราะ ๆ หน่อหนูนิด) ยายนา หญิงชราเพียงคนเดียวในบ้านดุให้แก่หลานสาวทันที ก่อนที่จะเดินเข้าบ้านไป เพราะไม่อยากอยู่รบกวนเวลาพักผ่อนของเพื่อนหลานชาย“อืม...แล้วหอบอะไรมาเยอะแยะ” ศุภวัฒน์ดีดตัวลุกนั่ง แล้วยื่นมือไปรับเอาหมอนที่น้องสาวของเพื่อนเอามาให้“น้ำ...หนูต้องมาเฮ็ดการบ้าน” (น้ำ...หนูต้องมาทำการบ้าน) ชนิดาส่งน้ำเย็นที่ถือมาด้วยส่งให้แก่เขา ก่อนที่จะวางสมุดลงที่โต๊ะไม้ ซึ่งเป็นที่ประจำของตัวเอง“ทำการบ้าน?”“อืม...กะหม่องนี้มันเป็นหม่องนั่งเฮ็ดการบ้านของหนู” (อืม...ก็ตรงนี้มันเป็นที่นั่งทำการบ้านของหนู) ชนิดาพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยยืนยันกับเขาแล้วนั่งลง“ก็ทำไปสิ” ศุภวัฒน์พูดแล้วก็ทิ้งตัวนอนลงที่เปลเช่นเดิม“แต่...”“???” ศุภวัฒน์จึงดีดลุกขึ้นมาอีกครั้ง แล้วหันมองหน้าน้องสาวเพื่อน“หนูสิเบิ่งหนังไปนำ มันสิเสียงดังรบกวนอ้ายนอนบ่” (หนูจะดูหนังไปด้วย มันจะเสียงดังเป็นการรบกวนการนอนของพี่ไหม) ชนิดาเอ่







