LOGINหลายปีผ่านไป
ณ มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง หนุ่มสาววัยเรียนต่างเดินสวนกันไปมาขวักไขว่ระหว่างตึกเมื่อได้เวลาเข้าเรียน ในขณะที่นักศึกษาสาวคนหนึ่งกำลังนั่งครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากน้องใหม่เฟรชชี ตอนนี้ เมรี เป็นนักศึกษาปีสี่ที่ใกล้จบมหาวิทยาลัยแล้ว
ลึกๆ หญิงสาวมีความภูมิใจ ที่ตั้งแต่แรกเข้ารั้วมหาวิทยาลัยจนกระทั่งวันนี้เธอทำงานส่งเสียตัวเองเรียนตั้งแต่ปีหนึ่งโดยไม่เคยขอเงินจาก ‘วิภา’ ผู้เป็นมารดาเลยแม้แต่บาทเดียว แต่กลับกลายเป็นคนส่งเงินให้ผู้เป็นแม่ใช้ทุกเดือนไม่ขาดมือ
จากเด็กสาวต่างจังหวัดเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงตัวคนเดียว ตอนนี้เธอกลายเป็นหญิงสาวโตเต็มวัยหน้าตาสวยสะพรั่งพ่วงดีกรีดาวคณะนิเทศศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จนเป็นที่หมายตาของหนุ่มๆ ต่างคณะต่างสาขามากมาย เพราะคำดูถูกของบางคนที่เธอจำใส่ใจไว้ตลอดทำให้เธอพัฒนาทั้งความสวยและสมองมาไกลได้ขนาดนี้ ต้องขอบคุณเขาคนนั้น
ขณะที่หญิงสาวกำลังตกผลึกทางความคิดอยู่นั้น ร่างบางในชุดนักศึกษาไซซ์สามเอสก็สะดุ้ง กับเสียงแหลมเล็กดังขึ้น
“รี! แกอยู่นี่เองมีอะไรให้ดูมันจึ้งมาก” มองหน้าดาวคณะบัญชีเล็กน้อย “แกเป็นอะไรนั่งหน้าบูดเชียว”
คนพูดคือ ‘อลิส หรืออลิสา’ เพื่อนสาวคนสนิทเดินสับขาเรียวพลางตะโกนเสียงแหลมแสบหูทักทายมาแต่ไกล ก่อนจะวางกระเป๋าชาเนลคอลเลกชันใหม่ล่าสุดลงตรงหน้าเมรีที่กำลังอารมณ์บูด เรียวขาขาววาดตวัดขึ้นมาไขว่ห้างแกว่งปลายเท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงเข้าเซตกันไปมาเป็นเชิงยั่วๆ
ดวงตาคู่สวยเลยมองเสียหน่อย “ว้าวว! คุณหนูอลิส ไม่ทราบว่าไปตกเศรษฐีท่าไหนมาคะ ถึงได้เปย์หนักขนาดนี้” เมรีเบิกตากว้างเป็นประกายแล้วคว้ากระเป๋าใบงามของสาวฮ็อตหุ่นแซ่บมาลูบไล้สัมผัสให้เป็นบุญมือ กระเป๋าชาเนลราคาเรือนแสนใบนี้สามารถจ่ายค่าเทอมเธอได้ทั้งปี แต่อลิสแค่กระดิกนิ้วก็ปลิวมาแล้ว เมรีแอบคิดว่าทำไมโลกนี้ถึงไม่เป็นธรรมกับเธอบ้างเลย
“ไม่ต้องมีใครเปย์ฉันก็ซื้อเองได้ย่ะ ทั้งผู้ชายทั้งกระเป๋าฉันก็เปย์เองทั้งนั้นแหละ”
ทั้งที่คุยอยู่กับเมรี แต่เรดาร์การจับผู้ชายของอลิสายังเปิดทำงานอยู่ตลอดเวลา ดวงตาเฉี่ยวที่กรีดอายไลเนอร์คมกริบมาอย่างดีราวกับเสือมองไปยังเหยื่อที่เป็นถึงเดือนคณะวิศวะปีหนึ่งน้องใหม่ซึ่งนั่งอยู่โต๊ะติดกัน เธอล็อกเป้าหมายไว้แล้ว พร้อมพุ่งตัวเข้าไปตะครุบได้ทุกเมื่อ กระดูกอ่อนๆ ของเด็กใหม่คงกรุบกรับอร่อยน่าดู แค่จินตนาการว่าได้กินเด็กอลิสาก็รู้สึกฟินล่วงหน้าแล้ว
“แกช่วยเก็บอาการหน่อยไม่ได้รึไงอลิส น้ำลายจะไหลหมดปากอยู่แล้ว” เมรีวางกระเป๋าลงอย่างเบามือ กลัวจะทำของแพงเป็นรอย เพราะไม่มีปัญญาใช้คืนแน่นอน ก่อนจะฟาดฝ่ามือเบาๆ ใส่แขนเพื่อนสาวที่กำลังล่อเหยื่อทางสายตาอยู่
“โอ๊ย! แกนี่ขัดจังหวะแอ๊วผู้ชายของฉันจริงๆ ดูซิเนี่ยไก่ตื่นหมดแล้ว แกเองก็เหมือนกันนั่นแหละ ไม่มีผู้ชายตกถึงท้องหรือไงถึงมานั่งทำหน้าบูดเป็นแม่ชีจำศีลแบบนี้” อลิสาหันมาแว้ดใส่เพื่อนสาวอย่างหัวเสียที่ทำให้เหยื่อของเธอหลุดมือไป
“ฉันขอแค่ข้าวตกถึงท้องก็พอ กระเพาะไม่ได้มีไว้เก็บผู้ชายเหมือนแกนี่” สาวเวอร์จิ้นส่ายหน้ารัวๆ
“อลิส พรุ่งนี้แกว่างไหม ฉันอยากชวนแกไปวัด” เมรีถามด้วยน้ำเสียงเนือยๆ แต่ทำอีกฝ่ายชักสีหน้าเซ็งสุดขีด
“ชวนฉันไปวัด นี่อย่าบอกนะว่าคนสวยๆ อย่างแกไม่คิดจะหาคู่เอง มาถึงจุดที่ต้องเข้าวัดไหว้พระขอผัวกันแล้วเหรอ ถ้าอย่างนั้นแกคงต้องไปคนเดียวแล้วละ” อลิสาทำหน้าคิดหนักเมื่อเห็นท่าทีหมดอะไรตายอยากของเพื่อนสาว เพราะเธอเป็นพวกบุญไม่ค่อยทำกรรมก็ชอบก่อ แล้วการเข้าวัดก็ไม่ดีต่อใจ
“จะบ้าเหรอ! ฉันกำลังกลุ้มใจช่วงนี้หาเงินไม่ค่อยได้ ไม่ได้อยากไปขอผัว ยิ่งใกล้จะจบแล้วต้องจ่ายค่าทำโพรเจกต์อีกหลายบาท ที่ชวนแกไปวัดทำบุญไหว้พระเผื่อความดีที่มีอยู่น้อยนิด จะส่งผลให้มีงานเข้าเยอะๆ กับเขาบ้าง” เมรีถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่ แค่คิดคำนวณตัวเลขรายจ่ายคร่าวๆ ในหัว ใบหน้าสวยๆ ก็ปรากฏความยุ่งยากในใจให้เห็นผ่านดวงตาคู่งาม แม้เธอจะโหมรับงานหนักแทบทุกวัน ทั้งเป็นเอ็มซี พริตตี้ พิธีกร ร้องเพลง สารพัดจะหาทำ แต่ถึงกระนั้นเงินก็ยังไม่พอใช้อยู่ดี
“โถวววว...คนสวย ฉันก็นึกว่าเรื่องคอขาดบาดตายอะไร เดี๋ยวฉันขอเงินคุณป๋ามาให้แกเอง ช็อตเหรอ อลิสช่วยได้” อลิสาควักโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่เพิ่งได้มาวันเดียวขึ้นมา ตั้งท่ากดโทร.ออกหาผู้เป็นพ่อที่มียศใหญ่โตเป็นถึงนายพล ทำให้เธอไม่เคยมีปัญหาขัดสนเรื่องเงินทอง อยากได้อะไรก็แค่ชี้นิ้วบอกเท่านั้น ผู้เป็นพ่อก็สามารถเนรมิตมาให้ลูกสาวคนเดียวได้อย่างง่ายดาย รวมถึงเพื่อนลูกๆ คนไหนมีเรื่องเดือดร้อนบิดาของอลิสาก็มักจะให้ความช่วยเหลือราวกับเป็นคนในครอบครัว เรื่องนี้เมรีรู้ดีเพราะท่านถือเป็นคนหนึ่งที่มีบุญคุณกับเธอเคยช่วยเรื่องค่าเทอม และช่วยเคลียร์เรื่องเงินกู้นอกระบบที่มารดาของเธอไปหยิบยืมมาโดยไม่ได้เรียกร้องสิ่งตอบแทน เมรีจึงไม่อยากรบกวนท่านบ่อยครั้ง
“คุณหนูอลิสคะ ฉันไม่ได้ต้องการเงินพ่อของแก ฉันรบกวนท่านมาพอแล้ว ฉันมีความละอายไม่อยากขอเงินใคร อยากทำงานที่มันได้เงินเยอะๆ ด้วยตัวเอง แกช่วยฉันคิดหน่อยสิ งานอะไรดี ได้เงินเยอะ ได้เงินไว ทันเอาไปใช้หนี้พรุ่งนี้แล้ว” ไม่ได้หยิ่งอะไรหรอกนะ แต่ขี้เกียจเป็นหนี้บุญคุณใคร จะได้ไม่ต้องตามใช้หนี้บุญคุณกัน
คืนวันที่ 7...ฝนเริ่มตกลงเพียงบางเบา เวลาผ่านไปไม่นานกลายเป็นพายุที่เริ่มโหมกระหน่ำ เสียงฟ้าร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ เมรีนอนพลิกตัวไปมาตลอดคืน ความไม่สยาบใจทับถมกันมายาวนานหลายวัน ทำให้กลางดึกเธอสะดุ้งเฮือก ร่างกระตุกแรงเหมือนถูกปลุกด้วยแรงลม“อคิณ!!”เธอกรีดร้องลั่นโทรศัพท์หลุดมือตกลงพท้นเมื่อได้รับข่าวร้ายว่าสารวัตรอคิณถูกยิงขณะปฏิบัติหน้างที่ ร่างบางสั่นสะท้านจนเกินควบคุม น้ำตาไหลอาบสองข้างแก้มทั้งที่ยังหลับตา ลมหายใจปั่นป่วน หัวใจถูกบีบคั้น “เขาถูกยิง...เขากำลังจะจากไป ไม่!!!...อย่าทิ้งรีไปนพี่คิน....น้องเกลกำลังมีความสุขพี่ทิ้งพวกเราไปไม่ได้นะคะ”“พี่คิน! ไม่นะคิ พี่คินอย่าทิ้งรีกับลูกนะคะ”ดวงตายังคงปิดสนิท แต่ปากกลับขยับตามความฝัน ทันใดนั้น ประตูห้องถูกเปิดออกพร้อมเสียงเรียกที่ดังกลบเสียงฟ้าผ่า อคิณมองเห็นเมียรักในชุดนอนซีทรูแนบเนื้อหลับอยู่บนเตียง วันนี้ไม่มีน้องเกลอยู่ด้วย เดาไม่ยากคุณย่าคงอ้อนให้หลานไปนอนด้วย“รี!!” อคิณยืนอยู่ตรงนั้น หัวเปียกโชก เสื้อมีห
เมรีหันไปหาอคิณ “ฉันจะลองตั้งช่องติ๊กต๊อกค่ะ ถ่ายคลิปวิธีทำแบบเรียบง่าย เน้นความน่ารักเป็นธรรมชาติของพวกเขา คนชอบดูอะไรที่จริงใจแบบนี้ ชอบของพื้นบ้าน ถ้ามีคนแชร์ก็จะเริ่มมีคนสั่งสินค้าแปรรูปของเรามากขึ้น และจะให้เพื่อนที่ทำส่งออกช่วยเรื่องช่องทางจัดจำหน่ายต่างประเทศ”ผู้ใหญ่บ้านที่ยืนฟังอยู่ตลอดพยักหน้า คนอายุขนาดเขาได้แต่คล้อยตามคนหนุ่มสาวที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี“ถ้างั้น...พวกเราจะลองสู้กับการทำสวนส้มอีกครั้ง!” เสียงลุงเปี่ยมดังขึ้นคนแรก ชาวบ้านต่างพร้อมใจกันปรึกษาหารือกันหลังจากที่ราคาส้มตกต่ำอย่างหนักพวกเขาคิดจะตัดต้นส้มทิ้งหลายวันต่อมาลานกลางหมู่บ้าน มีโต๊ะไม้ยาววางเป็นแถว ตะแกรงไม้ปูเรียงกัน ส้มถูกหั่นเป็นแว่นบางเรียงแถวอย่างสวยงาม ชาวบ้านรุ่นแม่รุ่นป้านั่งล้อมวงกัน ล้าง หั่น คลุกน้ำตาล ส่งเสียงหัวเราะกันไปมา บางคนร้องเพลง บางคนเล่นมุกให้หัวเราะ เมรีและอคิณและน้องเกลก็รวมอยู่ด้วยเมรีนั่งอยู่ข้างหน้า วางกล้องมือถือที่ตั้งบนขาตั้งเล็ก ๆ ถ่ายคลิปพร้อมพูดแนะนำวิธีการแปรรูปแบบง่าย ๆ และพาเดินชมบรรยากาศหมู่บ้าน“นี่คือ
เมรีกำลังเหม่อไปกับความคิดแต่เสียงเรียกของอคิณทำให้เธอได้สติ “รีเหม่อคิดอะไรอยู่ ระวังด้วยกำลังเข้าถนนหมู่บ้านแล้ว” เสียงเตือนของอคิณทำให้เธอหยุดคิดเรื่องราวเก่าๆ กลับมาสู่เวลานี้ เวลาที่กำลังมีความสุข ชีวิตใหม่จักรยานทั้งสองคันค่อย ๆ โผล่พ้นแนวไร่เข้าสู่ถนนหลักของหมูบ้าน ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้ต้องเบรกรถในทันทีชาวบ้านกลุ่มใหญ่กำลังเข็นรถเข็นที่บรรทุกส้มจนเต็มแน่นแทบล้นชาวบ้านแถวนี้ปลูกหลายอย่าง ลำใย อุง่น ส้ม แต่ละคนใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนล้า ส้มสีส้มสดใสบ้าง เปลือกเหี่ยวย่นบ้าง ปนกันไป กลิ่นหอมลอยมาแตะจมูกเป็นระลอกเมรีชะโงกหน้าเล็กน้อย ก่อนหันไปถามเสียงอ่อน"นั่นเขาเข็นส้มกันไปไหนเหรอคะ?"อคิณขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจอดจักรยาน เดินเข้าไปหาชายสูงวัยคนหนึ่งซึ่งเขาจำได้ว่าเป็นลุงเปี่ยมทีปลูกไร่ส้มอยู่ติดกัน“ลุงเปี่ยม นี่เอาส้มไปไหนกันครับ?”ชายสูงวัยหน้าตาใจดีถอนหายใจเสียงดัง “ปีนี้ส้มราคาตกมากครับคุณอคิณ...ขายไม่คุ้มทุนเลย นายทุนเหมาถูกจนเหมือนแจกฟรี ถ้าจ้างรถขนเข้าเมืองก็เจ๊งเปล่า ผู้ใหญ่บ้านเลยให้ที่ตรง
สองเดือนถัดมา สายลมยามบ่ายพัดผ่านไร่องุ่นที่ทอดตัวอยู่บนเนินเขา เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ ท่ามกลางแดดอ่อนสีทอง บ้านหลังใหญ่ท่ามกลางความเขียวชอุ่มของต้นไม้ ริมระเบียงมีหญิงวัยกลางคนผมยาวแซมขาว สวมผ้ากันเปื้อนลายดอก ยืนชะเง้อมองถนนทางเข้าบ้านด้วยใจจดจ่อเพราะเจ้าลูกชายตัวดีจะพาหลานสาวมาหาย่าอย่างเธอ ยุพินดีใจมากที่จะได้พบหลานสาว เธอดูรูปและคลิปวีดีโอที่ลูกชายและลูกสะใภ้ส่งมาให้ทางไลน์ มาหลายเดือน เห็นหลานสาวน่ารักกินเก่ง ช่างพูด วันนี้คนเป็นย่าจะได้เจอหลานสาวตัวเป็นๆ แล้ว คุณยุพินจึงอบขนมไว้หลายอย่างเพื่อรอการมาของเด็กหญิงเกวดีไม่นานนักเสียงรถยนต์คันใหญ่จอดสนิทตรงหน้าบ้าน เมื่อประตูรถถูกเปิดออก หญิงสาวลงจากรถพร้อมอุ้มเด็กหญิงหน้าตาสดใส ตาโต แก้มป่อง ยิ้มระบายบนหน้าอยู่ตลอดเวลาไว้ในอ้อมแขน คนเฝ้ารอได้แต่ยิ้มทั้งน้ำตา“ตาคิน หนูเมรี…น้องเกล...มากันแล้วเหรอลูก”“แม่ครับ...เด็กผู้หญิงคนนี้...คือน้องเกลลูกสาวผมกับเมรีครับ” มือใหญ่อีกข้างคว้าจับมือบางให้มายืนข้างกันหญิงสูงวัยสองคนยืนมองครอบครัวเล็ก ๆ ต
“รีกลัวไหม?” เสียงเขาแหบพร่าจนใจเมรีเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะเมรีส่ายหน้า “ไม่เลย... ตอนนี้รู้สึก...” จะให้เธอบอกความรู้สึกได้อย่างไร ในเมื่อเธอรู้สึกถึงร่างกายเขาทุกส่วน ทั้งมือที่ลูบไล้หน้าท้อง ซิกแพคที่แนบชิดอยู่กับแผ่นหลัง และส่วนล่างที่กระแทกสะโพกเธอไม่หยุด ความวาบหวาทำให้เธอไม่สามารถชื่นชมวิวทิวทัศรอบด้านได้เลยเจ้าหมอกเคลื่อนเข้าไปยังทุ่งโล่งเล็ก ๆ ที่ปลายไร่ สถานที่ที่เงียบสงบ ไกลจากเสียงคนและโลกภายนอก แสงสีแดงส้มแต่งแต้มขอบฟ้ายามเย็น ความมืดเริ่มโรยตัว ดวงดาวพร่างพราวบนท้องนภาเริ่มส่องแสงระยิบระยับ“หนาวหรือไม่?” มือของเขารั้งร่างบางเข้ามาชิด แขนแข็งแกร่งกดเธอแนบอก ไอ่อุ่นระอุทะลุผ่านเนื้อผ้า“ที่พี่พาเธอมาวันนี้... ไม่ใช่แค่ให้รีขี่เจ้าหมอกอย่างเดียว” เขากระซิบ ใกล้ใบหู ทำให้เธอสะดุ้งเบา ๆ“แล้วพี่คินจะให้รีทำอะไรคะ” เธอถามเสียงเบา ดวงตาเบิกกว้าง เมื่อมือของเขายกขึ้นแตะแก้มที่กำลังเย็นเพราะอากาศ ลากนิ้วหัวแม่มือไล้ผ่านริมฝีปากบาง เธอเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคู่นั้นจ้องลึกเข้าสู่หัวใจ ก
รถแล่นกลับมายังไร่องุ่นแต่เลี้ยวแยกไปอีกทาง “ฉันจะพาเธอไปพบใครอีกคนที่เธอควรรู้จัก” หลังจากเปิดเผยทุกอย่างต่อมารดา ความสบายใจทำให้อคิณยิ้มง่ายขึ้น เมรีเหลือบตามองนึกหมั่นไส้ขึ้นมา เขาทำทุกอย่างโดยไม่ให้เวลาเธอได้ตั้งตัว บังคับให้ต้องทำตามและยอมรับมันรถจอดอยู่หน้าคอกม้าใหญ่ท้ายไร่ กลิ่นหอมของหญ้าแห้งผสมกลิ่นไอแดดยามเย็นอบอวลในอากาศ เมรียืนอยู่หน้าคอกไม้สีเข้ม ขัดเงาจนเห็นลายไม้ชัดเจน“คุณอคิณ” เสียงเรียกทำให้ทั้งสองหันมอง ชายวัยกลางคนที่สวมชุดคนดูแลคอกม้าเดินเข้ามาใกล้ พรางยกมือขึ้นไหว้“เจ้าหมอกอยู่ในคอกเหรอครับลุง?” อคิณเอ่ยถามลุงเพิ่ม“ใช่ครับ พาเข้าไปเมื่อครู่นี้เอง” มือดำแดดชี้ไปยังโรงม้าสีแดงไวน์ตัดขาวฝั่งตรงข้าม อคิณพยักหน้ารับก่อนหันมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกัน“รออยู่กับลุงเพิ่ม ตรงนี้นะ เดี๋ยวพีมา” เขาไม่ได้รอฟังคำตอบ ร่างใหญ่เดินไปยังคอกม้าทันที เมรีรู้สึกประหลาดใจไหนเขาบอกว่าจะพามาหาใครบางคน หรือจะเป็นลุงคนนี้ ดวงหน้าหวานมองจ้องลุงเพิ่มอย่างพิจารณา“นั่นคือ ‘เ







