เข้าสู่ระบบจ้าวซือหงเปิดม่านในรถม้ามองสองข้างทางของเมืองหลวงที่นางจากมานาน ทุกอย่างยังคงดำเนินไปราวกับก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดเรื่องใหญ่ ชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตตามปกติทั้ง ๆ ที่ในวังหลวงเต็มไปด้วยความวุ่นวายในการแย่งชิงอำนาจ แต่ช่างน่าขันที่เรื่องพวกนั้นกลับเทียบไม่ได้กับความแห้งแล้งของชาวบ้าน ปัญหาของคนธรรมดา กับคนยิ่งใหญ่มักต่างกันเสมอ แต่น่าแปลกที่ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นอาศัยความธรรมดาของชาวบ้านในการตะเกียกตะกายเข้าสู่อำนาจ เรื่องราวในวังหลวงเป็นเช่นไร ตอนนี้นางไม่อาจทราบได้ นางทราบแต่เพียงว่าหยางจื่อถงให้หวางมู่ไปรับนางและลูกกลับมายังเมืองหลวงเท่านั้น เพราะเมื่อนางถึงเมืองหลวงทุกอย่างก็คงเรียบร้อยแล้ว และนางก็เชื่อว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจริง ๆ รถม้าหยุดลงที่วังเฉิงกง สถานที่คุ้นเคยทั้งนางและหยางจื่อถง เพราะบัดนี้จวนแม่ทัพของหยางจื่อถงมอดไหม้ไปหมดแล้ว ช่วงนี้คงหนี้ไม่พ้นจะต้องมาอาศัยที่วังนี้เป็นการชั่วคราวกระมัง ลงจากรถม้าก็เห็นหน้าสามีที่ยิ้มร่ารออยู่ก่อน หยางจื่อถงไม่รีรอคว้าตัวนางมากอดและถอนหายใจเบา ๆ คล้ายกับคลายกังวล “เหนื่อยมากไหม” “อืม แต่หายเหนื่อยแล้ว” หยางจื่อถงตอบ เกยคางไว้ที่ไหลเล็
สุดท้ายปลายดาบก็จอมายังตำแหน่งเดิมในตอนแรกเริ่มคือลำคอ ดวงเนตรของจิ้นอ๋องมองไปยังบุรุษที่สวมชุดมังกรที่เขาไม่มีโอกาสได้ใส่สักครั้งในชีวิต ในดวงตาเฉิงรุ่ยแดงก่ำและทุกอย่างกำลังจะจบลงแล้ว ดาบในมือของเฉิงรุ่ยยกขึ้นสูงในขณะที่จิ้นอ๋องหลับตาลงอย่างคนยอมรับในโชคชะตา แต่ทว่าใบหน้ากลับประดับยิ้มไว้ไม่คลาย เวลาผ่านไปแต่ทว่าความเจ็บปวดกลับไม่ได้เพิ่มพูน ดวงเนตรทั้งสองลืมขึ้นอีกครั้งและเห็นว่ามีดาบอีกเล่มมาช่วยชีวิตของเขาไว้ เสียงดาบกระทบกันดังลั่น จิ้นอ๋องไม่แปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขามองแม่ทัพหยาง ที่เข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งบุรุษผู้นี้ก็เป็นผู้ที่เลือกเข้ามาช่วยเขาเสมอ “...ดูอยู่นานคิดว่าจะไม่มาช่วยเสียแล้ว” “เจ็บตัวเสียบ้าง จะได้ไม่ทำอะไรบ้า ๆ อีก มีอย่างที่ไหนยื่นดาบให้ศัตรู” “อารมณ์ชั่ววูบกระมัง” บุรุษที่เลือดอาบไปทั้งร่างแสร้งพูด ทิ้งกายลงนั่ง เบื้องหน้าคือแผ่นหลังที่เหยียดตรงของสหาย โดยรอบเต็มไปด้วยความชุลมุนแต่ทว่าทุกอย่างเริ่มคลี่คลายเพราะทหารที่หยางจื่อถงพามาเริ่มเข้าคลี่คลายด้วยกำลังที่มากกว่า “เช่นนั้นก็หมดเวลาเล่นสนุกแล้ว” หยางจื่อถงพูด ออกแรงตวัดดาบเพียงเล
ร่างสูงชะงักเมื่อเข้ามาในตำหนักของหวงตี้ ไท่จื่อทราบว่าเฉิงอี้คงไม่นั่งอยู่ในคุกหลวงให้ตนนั้นไปคาดคั้นเอาความ แต่อีกฝ่ายต้องอยู่ที่ตำหนักของหวงตี้เพราะที่นี่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเฉิงอี้จะยิ้มร่ารอการมาของเขาอย่างจดจ่อเช่นกัน ไร้ความเร่งรีบ ไร้ความกังวล เหมือนวางแผนทุกอย่างมาอย่างดี แผนที่อาจจะไม่มีใครล่วงรู้ด้วยซ้ำ “มาช้ากว่าที่ข้าคิดเสียอีก... เฉิงรุ่ย” เจ้าของชื่อแค่นหัวเราะ คนคนเดียวที่กล้าเรียกชื่อของเขา และเย้ยหยันชีวิตของเขาทั้ง ๆ ที่เขาเป็นถึงไท่จื่อของแคว้น “จะปากดีเรื่องใดก็รีบพูดออกมา” “เจ้าไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาข่มขู่ข้า... ไม่เลยเฉิงรุ่ย” “ครั้งก่อนข้าน่าจะฆ่าเจ้าให้มันจบ ๆ ไป” “เจ้าเสียโอกาสนั้นไปแล้ว และโอกาสที่เจ้าเสียไปมีราคาของมันอยู่เช่นกัน เป็นราคาที่เจ้าต้องจ่ายด้วยชีวิต” “อย่ามาพูดมาก... จับตัวมันไว้! ” ไท่จื่อสั่งทหารที่คอยคุ้มกันตนเอง แต่ทว่าทหารอีกจำนวนหนึ่งก็ออกมาจากที่ซ่อน ตั้งแถวปกป้องนายของตนเช่นจิ้นอ๋อง ทหารที่ไท่จื่อจำได้ว่าเป็นเหล่ากองกำลังที่หลบซ่อนในวังเฉิงกง พวกมันถูกจับเข้าคุกทั้งหมด แต่กลับกลายเป็นว่ามาอยู่ที่นี่ทั้งหมด ช่างเป็นเรื่องน่าขั
“เตรียมบุกเข้าเมืองหลวงแล้วขอรับนายท่าน คิดว่ากองทัพของเว่ยต้ากู้ไม่อาจต้านทานได้คืนนี้เป็นแน่ขอรับ”“อืม... เจ้ากลับไปซีหยางบอกให้ทางนั้นตรึงกำลังที่ชายแดนเอาไว้ หากเกิดความเคลื่อนไหวจากแคว้นใดก็ให้รีบส่งม้าเร็วมาบอกข้า และก็ไปรับฮูหยินกับลูกข้ามา”“จะให้มาเลยหรือขอรับ”“ความลำบากไม่เหมาะกับนางเลยสักนิด จ้าวซือหงควรได้ในสิ่งที่ดีที่สุด อีกอย่างกว่าเจ้าจะไปถึง ไหนจะกลับมา ทางนี้ข้าน่าจะจัดการได้”“นายท่านจะไปสู้ด้วยหรือขอรับ”“ใช่... อีกหนึ่งชั่วยามให้แม่ทัพต่วนถอยทัพ ข้าจะนำทัพเสริมเข้าไปช่วยเอง เว่ยต้ากู้น่าจะเอาทหารทั้งหมดมารบภายในคราวเดียว เขาไม่เคยทำศึกในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันขนาดนี้มาก่อน อีกทั้งไม่เคยออกรบกับข้าสักครั้ง ฉะนั้นเขาไม่มีทางรู้ว่าข้าคิดทำเช่นไรกับศึกครั้งนี้”“แต่จิ้นอ๋องอยู่กับเขา เขาจะไม่ใช่ประโยชน์จากจิ้นอ๋องหรือขอรับ”“หากเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งดี เว่ยต้ากู้จะได้เดินเข้าหาความตายได้เร็วขึ้น... ข้าไม่อยากให้ทั้งฝ่ายเราและฝ่ายนั้นสูญเสียกำลังพลให้มากนัก หากเข้ายึดครองในค่ายและฆ่าเว่ยต้ากู้ได้เร็วเท่าใด เรื่องจะได้จบเร็วขึ้นเท่านั้น... เจ้ารีบไปจัดการเรื่องที่ข้า
“เกิดเหตุปะทะที่ด้านนอกเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าอีกไม่เกินห้าวัน หากยั้งทัพของหยางจื่อถงไม่ได้ เมืองหลวงจะเป็นอันตราย” “ต้องยั้งให้ได้ ทางเดียวของท่านคือยั้งทัพของหยางจื่อถงให้ได้ใต้เท้าเว่ย” “แต่... นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย” “นั่นเพราะอะไร เพราะท่านไม่เก่งกาจเท่าเทพสงครามอย่างหยางจื่อถงงั้นรึ อย่าพูดจาน่าขันนักเลยใต้เท้า ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ จะให้แม่ทัพธรรมดา ๆ อย่างหยางจื่อถงมาลบเหลี่ยมได้อย่างไร” “กระหม่อมจะพยายาม” “ไม่ใช่แค่พยายาม แต่ท่านต้องทำให้ได้” แม่ทัพใหญ่แห่งต้าเซี่ยไม่อาจทัดทานสิ่งใดได้อีก นอกจากนั่งนิ่งพร้อมกับความกดดันที่หนักอึ้ง เพราะนี่ไม่ใช่ศึกธรรมดา แต่เป็นศึกที่หยางจื่อถงนำทัพด้วยตนเอง เขาเอาชนะแม่ทัพที่แข็งขืน และยึดเอาทหารที่คอยคุ้มกันเมืองหลวงทั้งสี่ทิศไว้ได้ภายในเวลาไม่ถึงสิบวัน และนี่คือสิ่งที่น่ากลัว ไม่มีใครอ่านกลศึกของหยางจื่อถง แต่ถ้าจะมีก็คงหนีไม่พ้น... จิ้นอ๋อง “ทูลไท่จื่อ จะเป็นไปได้หรือไม่ หากกระหม่อมต้องการเจรจากับจิ้นอ๋อง เขาเป็นเพียงคนเดียวที่อ่านกลศึกของหยางจื่อถงออก คงจะดีหากกระหม่อมได้สนทนากับเขาเพื่อหา...” “ได้” คำตอบที่รวดเร็วถูกตอบกลับ
“จะทำอะไรก็รีบทำ กบฏด้านนอกนั่นอาจไม่นั่งรอให้เจ้าจัดการทุกอย่างในวังหลวงนี้ให้เรียบร้อย” สุรเสียงจากหวงโฮ่วดังขึ้น ผู้เป็นไท่จื่อยังทำตัวไม่ยี่หระ ทั้ง ๆ ที่เบื้องหน้าคือพระราชมารดา แต่อาจจะดีกว่านี้หากการเรียกเข้าพบในครั้งนี้เป็นไปตามประสาแม่ลูก ไม่ใช่มีคนนอกอย่างกู้เว่ยถิงมาร่วมสนทนาด้วยเช่นนี้ เขาก้าวออกมาจากเงาของกู้เว่ยถิงมานานแล้ว ไยจะต้องกลับไปในเงานั่นด้วยเล่า “พ่ะย่ะค่ะ” ตอบรับอย่างส่ง ๆ ทั้งที่รำคาญเสียยิ่งกว่าอะไรดี ผู้อาวุโสในวังทั้งหลายยังไม่หลุดพ้นจากอำนาจเก่าจนน่าระอา ทระนงตนว่ากุมอำนาจที่เหนือกว่า เนื่องด้วยหวงตี้ประชวรไม่ได้สติ แต่กลับเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะอำนาจไม่ได้อยู่ในมือของพวกเขามาเนิ่นนานแล้ว “อย่าทำแบบนี้ อย่าทระนงให้มากนัก อย่าลืมว่ามาอยู่จุดนี้ได้อย่างไร” ไท่จื่อหัวเราะออกมาเสียงดัง เมื่อถ้อยประโยคของหวงโฮ่วช่างเต็มไปด้วยความน่าขัน ดวงเนตรที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสทอดมองพระราชมารดา สลับกับคนสนิทอย่างกู้เว่ยถิงที่ยังคงนิ่งงัน “เตือนตัวเองไม่ได้กว่าหรือพ่ะย่ะค่ะ... มาอยู่จุดนี้ได้ด้วยเพราะเหตุอันใด” “เฉิงรุ่ย! ” “หากยังอยากใช้ชีวิตอย่างสุขสบายก็ข
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลั
“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา
“หวงตี้เรียกจิ้นอ๋องให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์หลังจากเสร็จประชุมเช้า ส่วนไท่จื่อยังคงไม่มีการเคลื่อนไหว”“อืม” รับคำรายงานจากคนสนิท สายตายังคงจับจ้องไปยังกระดาษรายงานอีกมากมายในมือ “จับตาดูไว้ให้ดี และจับตาดูขุนนางที่หนุนไท่จื่อองค์นี้ให้ดี”“ท่านกังวลสิ่งใดหรือ ความจริงตระกูลจ้าว ของจ้าวซือหงคื
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นใ







