Masukเมื่อกลิ่นคาวโลหิตชวนให้คลุ้มคลั่ง มีเพียงกลิ่นกายของนางเท่านั้นที่ช่วยปลอบประโลม... ท่ามกลางคดีฆาตกรรมวิปริตที่สั่นคลอนราชสำนัก เสนาบดีหนุ่มอัจฉริยะผู้เย็นชาต้องยอมสยบแทบเท้าชันสูตรศพสาวผู้แสนอันตราย นางผู้สอนให้เขารู้ว่า... ความหฤหรรษ์บนเตียงนั้นเยียวยาบาดแผลในใจได้ดีกว่าโอสถใดในใต้หล้า
Lihat lebih banyakกำเนิดนิติเวชหญิงแห่งต้าหาน กลิ่นโลหิตใต้แสงโคม
ติ๋ง... ติ๋ง...
เสียงหยดน้ำดังสะท้อนภายในห้องชันสูตรที่เงียบสงัดและเย็นเฉียบราวกับสุสาน บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นฟอร์มาลีนที่ชวนแสบจมูก ผสมปนเปกับกลิ่นคาวจาง ๆ ของความตายที่ไม่อาจลบเลือนได้หมดสิ้น แสงไฟนีออนสีขาวโพลนส่องสว่างกระทบร่างไร้วิญญาณบนเตียงสเตนเลสเงาวับ เผยให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ถูกกรีดเป็นแนวยาวกลางหน้าอก รอยแยกของผิวเนื้อสีซีดดูราวกับปากที่อ้ากว้างเพื่อกรีดร้องแต่ไร้เสียง
ม่านฉือ หัวหน้านิติเวชหญิงผู้ปราดเปรื่องยืนนิ่งสนิทอยู่ข้างศพ ร่างเพรียวบางในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตาดูขัดกับความสยดสยองเบื้องหน้าอย่างสิ้นเชิง ดวงตาคู่สวยภายใต้หน้ากากอนามัยจดจ้องมองบาดแผลด้วยแววตาที่เรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือความเวทนา สำหรับนาง... ความตายมิใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ "คำสารภาพ" ที่คนตายฝากไว้ผ่านร่องรอยบนร่างกาย
“เคสนี้คือรายที่สี่... รูปแบบการลงมีดยังคงสม่ำเสมอจนน่าขนลุก” เสียงหวานเอ่ยขึ้นนิ่ง ๆ ขณะที่มือเรียวภายใต้ถุงมือยางสีฟ้าเอื้อมไปหยิบมีดผ่าตัดเบอร์สิบ
นางบรรจงกดใบมีดลงบนผิวเนื้อสีซีดอย่างแม่นยำ น้ำหนักมือที่ลงไปนั้นสม่ำเสมอราวกับเครื่องจักร ม่านฉือกรีดเปิดหน้าอกศพเป็นรูปตัว Y อย่างรวดเร็ว ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับศัลยแพทย์มือหนึ่ง ทว่าสิ่งที่นางกำลังวาดอยู่นั้นคือความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง
“ผู้ตายถูกทำให้เป็นอัมพาตก่อนเสียชีวิต... ดูที่รอยช้ำรอบบาดแผลสิ ฆาตกรจงใจให้เหยื่อยังมีสติรับรู้ขณะที่ถูกรีดเลือดออกจนหมดตัว” นางวิเคราะห์พลางคีบชิ้นเนื้อขนาดเล็กขึ้นมาพินิจ “สารพิษกลุ่มอัลคาลอยด์... ออกฤทธิ์เร็ว คนร้ายไม่ใช่แค่ฆาตกรโรคจิตธรรมดา แต่มันมีความรู้เรื่องสารเคมีและสรีรวิทยาอย่างดีเยี่ยม”
ม่านฉือขยับแว่นสายตา แววตาฉายชัดถึงความมั่นใจ นางรู้ดีว่าคดีนี้กำลังพัวพันไปถึงผู้มีอิทธิพลล้นฟ้า คำสั่งระงับการชันสูตรถูกส่งลงมาถึงโต๊ะทำงานของนางหลายครั้ง แต่สำหรับม่านฉือ ศพไม่เคยโกหก และนางก็ไม่ยอมให้ใครมาปิดปากศพของนางได้
“จดบันทึก... พบเศษดินปนทรายที่มีองค์ประกอบของแร่ควอตซ์สีม่วงในซอกเล็บเหยื่อ ในเมืองนี้มีที่เดียวที่มีแร่ชนิดนี้ คือเขตก่อสร้างรีสอร์ตหรูของเครือข่ายท่านรัฐมนตรี”
นั่นคือหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะมัดตัวคนบงการได้อยู่หมัด ม่านฉือถอนหายใจออกมาจาง ๆ จนเกิดฝ้าที่หน้ากาก นางใช้เวลาอยู่ในห้องเย็นแห่งนี้มานานกว่าสิบชั่วโมงจนร่างกายนึกประท้วงความหิว ทว่าความสำเร็จในการปลุกคนตายให้ลุกขึ้นมาพูดได้นั้นมันหอมหวานยิ่งกว่าอาหารมื้อใด
สองชั่วโมงต่อมา... สายฝนยามค่ำคืนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ราวกับฟากฟ้าพยายามจะชะล้างความโสมมของเมืองใหญ่แห่งนี้ให้สิ้นซาก ม่านฉือขับรถยนต์คันเล็กมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความอ่อนล้า ในกระเป๋าเอกสารข้างกายมีแฟลชไดรฟ์ที่บรรจุรายงานการชันสูตรฉบับสมบูรณ์ ซึ่งนางตั้งใจจะส่งให้หน่วยงานสอบสวนกลางในเช้าวันรุ่งขึ้น
ถนนเส้นเปลี่ยวที่นางใช้เป็นทางลัดกลับบ้านนั้นมืดสนิท มีเพียงแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องผ่านม่านฝน ทันใดนั้นเอง รถบรรทุกคันยักษ์ที่ดับไฟหน้าซุ่มอยู่ในเงามืดก็พุ่งออกมาดักหน้าอย่างกะทันหัน
โครม!!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกมหาศาลทำให้รถของม่านฉือหมุนเคว้งกลางถนน ก่อนจะพุ่งชนเข้ากับแผงเหล็กกั้นข้างทางจนหน้ารถพังยับเยิน ถุงลมนิรภัยทำงานทันที แต่ม่านฉือก็ยังรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่หน้าผาก เลือดสีแดงฉานไหลซึมลงมาบดบังทัศนียภาพ
นางพยายามจะขยับตัว กระดูกซี่โครงที่หักทิ่มปอดทำให้ทุกลมหายใจเข้าออกเป็นความทรมานที่แสนสาหัส ม่านฉือเห็นเงาร่างของชายชุดดำสามสี่คนเดินตรงเข้ามาหาที่ซากรถ หนึ่งในนั้นถือคานเหล็กขนาดใหญ่ไว้ในมือ
“ฤทธิ์เยอะนักนะ นังตัวดี... ชอบยุ่งเรื่องคนตายนักใช่ไหม งั้นก็ไปคุยกับพวกมันในนรกเลยแล้วกัน!”
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังแข่งกับเสียงฝน ม่านฉือมองเห็นใบหน้าของคนร้ายผ่านกระจกที่แตกละเอียด นางจำมันได้... มันคือลูกน้องคนสนิทของนักการเมืองคนนั้น ชายชุดดำง้างคานเหล็กขึ้นสุดแขนก่อนจะฟาดลงมาที่ศีรษะของนางอย่างแรง
ปึก!!
โลกทั้งใบของม่านฉือพลันดับวูบ ความเจ็บปวดที่รุนแรงที่สุดในชีวิตกลายเป็นความรู้สึกชาหนึบ นางรู้สึกเหมือนร่างของตนเองกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่มืดมิดและหนาวเหน็บ กลิ่นคาวโลหิตที่คละคลุ้งในโพรงจมูกคือสิ่งสุดท้ายที่นางสัมผัสได้
“ไม่ต้องกลัว พวกเราไม่ใช่คนน่าสงสัยหรอกนะ” ม่านฉือเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและราบเรียบ “เมื่อคืนเจ้าหมดสติอยู่ริมตรอก ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย เพื่อเห็นแก่คุณธรรมข้าจึงให้คนพาตัวเจ้ามารักษาที่โรงหมอแห่งนี้อย่างไรเล่า”“หมดสติ? นี่ข้าเกือบตายไปแล้วงั้นหรือ” จูเป่ากะพริบตาปริบ ๆ“ก็ใช่น่ะสิ เมื่อวานมีงานเทศกาลที่ศาลเจ้า พวกเราจึงจำเป็นต้องใช้ทางเลี่ยง ไม่อย่างนั้นเจ้าคงไปสวรรค์แล้ว”จูเป่ามองสำรวจการแต่งกายและท่าทีที่สุขุมนุ่มนวลของหญิงสาวตรงหน้า รวมถึงมองชายฉกรรจ์อย่างเสี่ยวอันที่ยืนนิ่งสงบอยู่ด้านหลังอีกครั้ง แม้จะยังมีความหวาดระแวงหลงเหลืออยู่บ้าง แต่หากเป็นคนร้ายจริง ๆ ก็คงไม่ลงทุนพาเขามาถึงโรงหมอแน่เมื่อคิดได้ดังนั้น เด็กหนุ่มจึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา พยักหน้ารับน้อย ๆ อย่างเกร็ง ๆ“ข้า... ข้าดีขึ้นแล้ว...” เสียงแหบพร่าเอ่ยตอบอย่างยากลำบาก “ขอบคุณ... ขอบคุณพวกท่านที่ช่วยชีวิต”ม่านฉือเห็นว่าเขามีท่าทีสงบลงแล้ว จึงส่งสัญญาณให้เสี่ยวถงเอาน้ำแกงบำรุงร้อน ๆ ออกมา“เจ้าเพิ่งฟื้น ร่างกายยังอ่อนเพลีย ดื่มน้ำแกงอุ่น ๆ ก่อนเถอะ รับรองว่าน้ำแกงถ้วยนี้เป็นของดี มีสมุนไพรบำรุงราคาแพง แถมยังอร่อยเห
แสงแดดยามเช้าทอประกายอบอุ่นขับไล่ไอความชื้นของสายฝนเมื่อคืนให้จางหายไป บรรยากาศภายในจวนจวิ้นอ๋องกลับมาคึกคักตามปกติเช้าวันนี้มู่เฉิงอวี้เดินทางออกจากจวนตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเข้าวังร่วมประชุมขุนนางและไปสะสางราชกิจที่ศาลต้าหลี่ตามกิจวัตร ปล่อยให้ม่านฉือตื่นสายกว่าเล็กน้อยตามประสาคนที่มีเวลาเตรียมตัวสบายกว่าหลังจากเสี่ยวถงช่วยนายหญิงแต่งกายเตรียมไปทำงานเรียบร้อยแล้ว นายบ่าวก็พากันเดินไปขึ้นรถม้าตามเวลาเช่นทุกวัน แต่ยังไม่ทันจะถึงที่หมาย บ่าวรับใช้หน้าจวนก็เข้ามารายงานกับฮูหยินเนื่องจากมีคนมาแจ้งข่าวแต่เช้า“เรียนฮูหยิน คนจากโรงหมอซิงฝูที่อยู่ตรอกการค้ามาแจ้งข่าวขอรับ บอกว่าเด็กหนุ่มทางเราส่งไปยังโรงหมอเมื่อคืน ตอนนี้ฟื้นคืนสติเรียบร้อยแล้ว”เมื่อได้ยินดังนั้น แววตากลมโตของม่านฉือก็ฉายประกายความโล่งอกแกมมุ่งมั่นขึ้นทันที นางพยักหน้ารับ“ฟื้นแล้วหรือ หวังว่าเขาจะไม่เป็นอะไรมาก” ม่านฉือเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่มั่นคง หันไปออกคำสั่งกับสาวใช้คนสนิททันที “เสี่ยวถง ไปบอกห้องเครื่องให้ต้มน้ำแกงบำรุงร้อน ๆ ใส่ปิ่นโตมาให้เรียบร้อย เราจะแวะไปดูอาการเขาที่โรงหมอก่อน”เสี่ยวถงพยักหน้ารับอย่างรู
มู่เฉิงอวี้หรี่ตามองอนุจอมดื้ออย่างรู้ทันในนิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบายของนาง จวิ้นอ๋องหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นว่า“ลางสังหรณ์? เจ้ามีของแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แค่ข้ายอมให้เจ้าออกไปทำงานเป็นอู่จั้วก็ถูกเสด็จอาเรียกไปตักเตือนครั้งหนึ่งแล้ว นี่เจ้ายังจะเล่นอะไรอีก ไม่ได้ๆ ข้าไม่อนุญาต”เสด็จอาที่เรียกเขาไปอบรมไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นฉินอ๋องมู่เลี่ยงหรง ผู้ดูแลสอดส่องพฤติกรรมของสายเลือดราชวงศ์อย่างเข้มงวด จนเขาต้องเอ่ยปากยอมบอกเรื่องจริงผสมเท็จเกี่ยวกับแผนงานใหม่ในการสืบสวนสอบสวนที่ได้ผลดีในช่วงนี้ ว่าส่วนหนึ่งเป็นม่านฉือที่ออกความเห็นและช่วยทำจนสำเร็จ และตอนนี้ตระกูลอู่จั้วก็ค่อยๆ ล่มสลายเพราะเป็นงานที่ไม่ได้รับการให้เกียรติ และฝีมือการพลิกศพของนางนับว่าเป็นเลิศ หากให้อยู่ในจวนเฉยๆ ก็เสียของ มู่เลี่ยงหรงได้ฟังก็ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ และเอ่ยปากว่าจะไม่เอาเรื่องเขาในเรื่องนี้ แต่ให้ดูแลพฤติกรรมของอนุภรรยาให้ดี หากนางก่อเรื่อง จะต้องเลิกเป็นอู่จั้วและอยู่แต่ในเรือนอย่างที่สตรีควรทำ“จวิ้นอ๋อง ข้าก็แค่อยากเห็นศาลไค
ภายในห้องโถงส่วนตัวอันอบอุ่นและเงียบสงบภายในจวนจวิ้นอ๋อง กลิ่นหอมกรุ่นของชาอุ่นๆ ลอยล่องอบอวลตัดกับบรรยากาศยามเย็นที่สายฝนด้านนอกเริ่มซาเม็ดลงจนกลายเป็นเพียงละอองฝอยมู่เฉิงอวี้และม่านฉือกำลังนั่งพักผ่อนหย่อนใจอยู่ด้วยกันหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน ม่านฉือขยับตัวเข้ามาใกล้ผู้เป็นสามี พร้อมกับใช้เรียวมือนวดคลึงเบาๆ ที่หัวไหล่และต้นคอของมู่เฉิงอวี้เพื่อช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากงานราชการ ฝ่ามือเรียวบีบนวดด้วยน้ำหนักกำลังพอดี จนชายหนุ่มเผลอหลับตาลงพิงพนักเก้าอี้ด้วยความสบายตัวก๊อกๆ...เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ร่างของเสี่ยวอันจะก้าวเข้ามาด้วยท่าทางน้อมนอบ บ่าวคนสนิททำความเคารพผู้เป็นนายทั้งสองคนตามธรรมเนียม ก่อนจะเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เรียนจวิ้นอ๋อง เรื่องที่บ่าวได้รับมอบหมายให้ไปจัดการ ตอนนี้เด็กหนุ่มผู้นั้นส่งถึงโรงหมอเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”มู่เฉิงอวี้ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงรายงาน ดวงตาคมกริบมองบ่าวคนสนิทด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ เมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายใช้เวลาจัดการนานผิดวิสัย


















Ulasan-ulasan