LOGINจ้าวซือหง เริ่มชังน้ำพระทัยของอวี่หวงต้าตี้ (เง็กเซียนฮองเต้) ไม่รู้ว่าชีวิตของนางยังชอกช้ำระกำทรวงไม่พอหรือไร จึงดึงเอาความทรงจำตลอดสามปีที่ผ่านมาของนางไปจนหมดสิ้น พอตื่นขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมาไปทำอีท่าไหน พอตื่นมาจึงมีสามีเป็นตัวเป็นตน อีกทั้งยืนจ้องหน้านางเขม็งเช่นนี้! “เจ้าเป็นวิญญาณร้ายมาสิงสู่ภรรยาของข้าใช่หรือไม่! เจ้าออกจากร่างของนางประเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้า…” “เจ้าจะทำอะไร? แล้ววิญญาณสิงสู่อะไรของเจ้า โง่เง่า! งมงาย! อย่ามาทำทีท่าเดียดฉันท์ไปหน่อยเลย ทำราวกับว่าเจ้าพิศวาสในตัวข้าหนักหนา หากเป็นเช่นนั้นก็อธิบายแก่ข้าหน่อยเถิดมาแม่นางน้อยที่เกาะแขนเจ้าอยู่นั่นเป็นใคร! ถึงข้าจะจำอะไรไม่ได้แต่ในเมื่อข้าเป็นฮูหยินของจวนนี้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์รับอนุหน้าไหนทั้งนั้น!” “ใจเย็นกันก่อนเถิดเจ้าค่ะ ฮูหยินกำลังท้องกำลังไส้อยู่หนาเจ้าค่ะ” “ฮะ! /ฮะ!” อวี่หวงต้าตี้! เก็บน้ำพระทัยของท่านไว้ และหยุดมอบมันให้ข้าเสียที!!
View Moreความทรงจำต่อให้ร้ายหรือดีอย่างไรเสียก็ยังคงพอจะหาค่าได้อยู่บ้าง เพราะอย่างน้อยๆ ความทรงจำที่ว่านั้นก็เหมือนดั่งตัวสะสมประสบการณ์ และย้ำเตือนในสิ่งที่ทั้งดีและร้าย
แต่น่าเสียดาย ที่นางไม่มีมัน… จ้าวซือหง สตรีที่ตื่นจากนิทราอันเลือนรางพร้อมกับความทรงจำที่ว่างเปล่า แต่นางอาจจะยังพอมีโชคอยู่บ้างที่ความทรงจำไม่ได้มลายสูญไปจนหมด นางยังพอจำได้ว่าตนเองนั้นเป็นใคร ภูมิหลังเป็นอย่างไร แม้ว่าเรื่องที่ตัวเองมานั่งนิ่งเป็นฮูหยินอยู่ในจวนของขุนนางผู้ใดก็ไม่ทราบจะแทบไม่มีหลงเหลืออยู่ในความทรงจำเลยก็ตาม… “ฮูหยิน…ให้ข้าตามหมอหรือไม่เจ้าคะ” เหลือบตามองสาวใช้ที่ติดตามนางมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกก็พลันถอดถอนหายใจ หลินหรานสาวใช้ของนางนั้นมีใบหน้าเศร้าหมองระคนจะร่ำไห้ก็มิปาน จนนางที่ความทรงจำขาดวิ่นอยากจะเอื้อมมือตบบ่าและกล่าวปลอบใจว่า ‘อย่าร่ำไห้ไปเลย คนที่ควรจะร่ำไห้คือข้าผู้ที่จำอะไรไม่ได้ อีกทั้งต้องมาเป็นฮูหยินในจวนของผู้ใดก็ไม่ทราบเสียมากกว่า’ แต่สุดท้ายจ้าวซือหงก็ทำได้แค่ถอนหายใจทิ้งเท่านั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่จ้าวซือหงกลายเป็นสตรีอาภัพเช่นนี้ ชีวิตก็ใช่ว่าเกิดในตระกูลแร้นแค้นเสียเมื่อไหร่ กลับกันนางเกิดมาในตระกูลของขุนนางใหญ่เสียด้วยซ้ำไป แต่สุดท้ายตระกูลขุนนางที่รับใช้หวงตี้มาหลายชั่วอายุคนก็ถึงการสิ้นสูญ มีนางเพียงคนเดียวที่เหลือรอดหรือจะกล่าวให้ถูกคงต้องกล่าวว่าครอบครัวทิ้งนางไปพร้อมๆ กับลมหายใจของพวกเขาโดยไม่มีใครสนใจใยดีทั้งสิ้น ตระกูลจ้าวเป็นตระกูลแห่งนักรบ ตระกูลที่ถูกยกย่องเป็นวีรชนปกป้องแว่นแคว้นนั้นพาตัวเองไปตายในสนามรบทั้งสิ้น อีกทั้งอิสตรีในตระกูลก็พากันล้มหายตายจากตามสามีกันไปไม่เว้นแม้แต่มารดาของนางเองที่เลือกทิ้งลมหายใจสุดท้ายตามผู้เป็นสามีไปโดยไม่เหลียวแลบุตรสาวที่ยังไม่ถึงสามขวบปีดี จ้าวซือหงไม่ทราบว่าลมหายใจของทุกคนในครอบครัวแลกกับความสงบสุขจอมปลอมที่หวงตี้สรรเสริญนั้นคุ้มค่ากันหรือไม่ เพราะความสงบสุขของหวงตี้นั้นไม่มีอยู่จริง จนถึงบัดนี้ก็ยังมีศึกน้อยใหญ่เป็นเนื่องๆ ก็ไม่แปลกที่นางมักชอบเรียกความสงบสุขที่หวงตี้ตรัสเป็นประจำนั้นคือสิ่งจอมปลอม เช่นนี้แล้วลมหายใจที่คนตระกูลจ้าวสละไปแลกกับสิ่งใดมานั้นนางก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ชีวิตที่เหมือนจะอาภัพ แต่ทว่าในความอาภัพก็แฝงเร้นมาด้วยความโชคดีบางประการ เพราะหวงตี้ทรงเมตตารับนางเข้ามาปรนนิบัติหวงโฮ่วด้วยว่าไร้ที่พึ่งพิงหรือไม่ก็แลกกับลมหายใจที่ตระกูลจ้าวสละไปเพื่อพระองค์ เดิมทีทั้งสองพระองค์ก็เอ็นดูนางอยู่หลายส่วน ผู้คนยกย่องว่าเพราะเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลวีรชน และรอวันที่เหมาะสมจะหาคู่เคียงกาย ความทรงจำของนางจบลงที่ตรงนั้น ไม่ได้มากหรือน้อยไปกว่านี้ นั่นจึงเป็นเหตุให้นางนั่งคิดไม่ตกว่าเพราะสิ่งใดนางจึงออกจากวังหลวงโอ่อ่ามาใช้ชีวิตอยู่ในจวนแห่งนี้กัน หรือว่าเมื่อสามปีที่แล้วคือวันที่เหมาะสมที่นางจะหาคู่เคียงกายในพระทัยของหวงตี้กันเล่า หรือว่าเป็นนางที่หลงรักแม่ทัพผู้ห้าวหาญจนตบแต่งออกมาอยู่ที่จวนแห่งนี้ รักหรือ… พอนึกถึงคำนี้จ้าวซือหงก็นึกขนลุกขนชันอย่างประหลาด นางคนก่อนไม่น่าเขลาเสียจนมีความรู้สึกในเรื่องที่ไม่จีรังเช่นความรัก แล้วเหตุใดกันเล่า เหตุใดกันนางจึงมานั่งไร้หนทางในจวนแห่งนี้ ต่อให้นางนั่งคิดก็แล้ว นอนคิดจนหัวแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ ก็แล้วจ้าวซือหงก็ไม่อาจรื้อฟื้นความทรงจำเพื่อหาเหตุผลได้ จึงจำต้องวางเรื่องไม่เข้าใจนั้นไว้ แล้วหันมาสนใจสาเหตุที่นางสูญสิ้นความทรงจำแทน ซึ่งก็เต็มไปด้วยปริศนาไม่ต่างกันหรือบางทีอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไปจ้าวซือหงเปิดม่านในรถม้ามองสองข้างทางของเมืองหลวงที่นางจากมานาน ทุกอย่างยังคงดำเนินไปราวกับก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดเรื่องใหญ่ ชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตตามปกติทั้ง ๆ ที่ในวังหลวงเต็มไปด้วยความวุ่นวายในการแย่งชิงอำนาจ แต่ช่างน่าขันที่เรื่องพวกนั้นกลับเทียบไม่ได้กับความแห้งแล้งของชาวบ้าน ปัญหาของคนธรรมดา กับคนยิ่งใหญ่มักต่างกันเสมอ แต่น่าแปลกที่ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นอาศัยความธรรมดาของชาวบ้านในการตะเกียกตะกายเข้าสู่อำนาจ เรื่องราวในวังหลวงเป็นเช่นไร ตอนนี้นางไม่อาจทราบได้ นางทราบแต่เพียงว่าหยางจื่อถงให้หวางมู่ไปรับนางและลูกกลับมายังเมืองหลวงเท่านั้น เพราะเมื่อนางถึงเมืองหลวงทุกอย่างก็คงเรียบร้อยแล้ว และนางก็เชื่อว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจริง ๆ รถม้าหยุดลงที่วังเฉิงกง สถานที่คุ้นเคยทั้งนางและหยางจื่อถง เพราะบัดนี้จวนแม่ทัพของหยางจื่อถงมอดไหม้ไปหมดแล้ว ช่วงนี้คงหนี้ไม่พ้นจะต้องมาอาศัยที่วังนี้เป็นการชั่วคราวกระมัง ลงจากรถม้าก็เห็นหน้าสามีที่ยิ้มร่ารออยู่ก่อน หยางจื่อถงไม่รีรอคว้าตัวนางมากอดและถอนหายใจเบา ๆ คล้ายกับคลายกังวล “เหนื่อยมากไหม” “อืม แต่หายเหนื่อยแล้ว” หยางจื่อถงตอบ เกยคางไว้ที่ไหลเล็
สุดท้ายปลายดาบก็จอมายังตำแหน่งเดิมในตอนแรกเริ่มคือลำคอ ดวงเนตรของจิ้นอ๋องมองไปยังบุรุษที่สวมชุดมังกรที่เขาไม่มีโอกาสได้ใส่สักครั้งในชีวิต ในดวงตาเฉิงรุ่ยแดงก่ำและทุกอย่างกำลังจะจบลงแล้ว ดาบในมือของเฉิงรุ่ยยกขึ้นสูงในขณะที่จิ้นอ๋องหลับตาลงอย่างคนยอมรับในโชคชะตา แต่ทว่าใบหน้ากลับประดับยิ้มไว้ไม่คลาย เวลาผ่านไปแต่ทว่าความเจ็บปวดกลับไม่ได้เพิ่มพูน ดวงเนตรทั้งสองลืมขึ้นอีกครั้งและเห็นว่ามีดาบอีกเล่มมาช่วยชีวิตของเขาไว้ เสียงดาบกระทบกันดังลั่น จิ้นอ๋องไม่แปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขามองแม่ทัพหยาง ที่เข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งบุรุษผู้นี้ก็เป็นผู้ที่เลือกเข้ามาช่วยเขาเสมอ “...ดูอยู่นานคิดว่าจะไม่มาช่วยเสียแล้ว” “เจ็บตัวเสียบ้าง จะได้ไม่ทำอะไรบ้า ๆ อีก มีอย่างที่ไหนยื่นดาบให้ศัตรู” “อารมณ์ชั่ววูบกระมัง” บุรุษที่เลือดอาบไปทั้งร่างแสร้งพูด ทิ้งกายลงนั่ง เบื้องหน้าคือแผ่นหลังที่เหยียดตรงของสหาย โดยรอบเต็มไปด้วยความชุลมุนแต่ทว่าทุกอย่างเริ่มคลี่คลายเพราะทหารที่หยางจื่อถงพามาเริ่มเข้าคลี่คลายด้วยกำลังที่มากกว่า “เช่นนั้นก็หมดเวลาเล่นสนุกแล้ว” หยางจื่อถงพูด ออกแรงตวัดดาบเพียงเล
ร่างสูงชะงักเมื่อเข้ามาในตำหนักของหวงตี้ ไท่จื่อทราบว่าเฉิงอี้คงไม่นั่งอยู่ในคุกหลวงให้ตนนั้นไปคาดคั้นเอาความ แต่อีกฝ่ายต้องอยู่ที่ตำหนักของหวงตี้เพราะที่นี่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเฉิงอี้จะยิ้มร่ารอการมาของเขาอย่างจดจ่อเช่นกัน ไร้ความเร่งรีบ ไร้ความกังวล เหมือนวางแผนทุกอย่างมาอย่างดี แผนที่อาจจะไม่มีใครล่วงรู้ด้วยซ้ำ “มาช้ากว่าที่ข้าคิดเสียอีก... เฉิงรุ่ย” เจ้าของชื่อแค่นหัวเราะ คนคนเดียวที่กล้าเรียกชื่อของเขา และเย้ยหยันชีวิตของเขาทั้ง ๆ ที่เขาเป็นถึงไท่จื่อของแคว้น “จะปากดีเรื่องใดก็รีบพูดออกมา” “เจ้าไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาข่มขู่ข้า... ไม่เลยเฉิงรุ่ย” “ครั้งก่อนข้าน่าจะฆ่าเจ้าให้มันจบ ๆ ไป” “เจ้าเสียโอกาสนั้นไปแล้ว และโอกาสที่เจ้าเสียไปมีราคาของมันอยู่เช่นกัน เป็นราคาที่เจ้าต้องจ่ายด้วยชีวิต” “อย่ามาพูดมาก... จับตัวมันไว้! ” ไท่จื่อสั่งทหารที่คอยคุ้มกันตนเอง แต่ทว่าทหารอีกจำนวนหนึ่งก็ออกมาจากที่ซ่อน ตั้งแถวปกป้องนายของตนเช่นจิ้นอ๋อง ทหารที่ไท่จื่อจำได้ว่าเป็นเหล่ากองกำลังที่หลบซ่อนในวังเฉิงกง พวกมันถูกจับเข้าคุกทั้งหมด แต่กลับกลายเป็นว่ามาอยู่ที่นี่ทั้งหมด ช่างเป็นเรื่องน่าขั
“เตรียมบุกเข้าเมืองหลวงแล้วขอรับนายท่าน คิดว่ากองทัพของเว่ยต้ากู้ไม่อาจต้านทานได้คืนนี้เป็นแน่ขอรับ”“อืม... เจ้ากลับไปซีหยางบอกให้ทางนั้นตรึงกำลังที่ชายแดนเอาไว้ หากเกิดความเคลื่อนไหวจากแคว้นใดก็ให้รีบส่งม้าเร็วมาบอกข้า และก็ไปรับฮูหยินกับลูกข้ามา”“จะให้มาเลยหรือขอรับ”“ความลำบากไม่เหมาะกับนางเลยสักนิด จ้าวซือหงควรได้ในสิ่งที่ดีที่สุด อีกอย่างกว่าเจ้าจะไปถึง ไหนจะกลับมา ทางนี้ข้าน่าจะจัดการได้”“นายท่านจะไปสู้ด้วยหรือขอรับ”“ใช่... อีกหนึ่งชั่วยามให้แม่ทัพต่วนถอยทัพ ข้าจะนำทัพเสริมเข้าไปช่วยเอง เว่ยต้ากู้น่าจะเอาทหารทั้งหมดมารบภายในคราวเดียว เขาไม่เคยทำศึกในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันขนาดนี้มาก่อน อีกทั้งไม่เคยออกรบกับข้าสักครั้ง ฉะนั้นเขาไม่มีทางรู้ว่าข้าคิดทำเช่นไรกับศึกครั้งนี้”“แต่จิ้นอ๋องอยู่กับเขา เขาจะไม่ใช่ประโยชน์จากจิ้นอ๋องหรือขอรับ”“หากเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งดี เว่ยต้ากู้จะได้เดินเข้าหาความตายได้เร็วขึ้น... ข้าไม่อยากให้ทั้งฝ่ายเราและฝ่ายนั้นสูญเสียกำลังพลให้มากนัก หากเข้ายึดครองในค่ายและฆ่าเว่ยต้ากู้ได้เร็วเท่าใด เรื่องจะได้จบเร็วขึ้นเท่านั้น... เจ้ารีบไปจัดการเรื่องที่ข้า
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป
หยางจื่อถงและจ้าวซือหงไม่แน่ใจเสียเท่าไรนักว่าสิ่งที่อบอวลอยู่รอบๆ กายทั้งคู่นั้นเรียกว่าสิ่งใด เพียงแต่พวกเขากลับสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติราวกับว่าทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่ปกติอย่างไรนั้นคนที่สูญสิ้นความทรงจำนั้นก็ไม่อาจทราบได้แน่ชัด แต่
ถึงยามอู่หยางจื่อถงก็ปลุกสตรีขี้เซาให้ลุกขึ้นมากินอาหารที่นางเอ่ยปากมาตั้งแต่เช้าว่ารสดีกว่าที่จวน แต่ทว่านางก็เอ่ยปฏิเสธอีกทั้งแสดงท่าทีพะอืดพะอมอยากจะอาเจียนออกมาหยางจื่อถงจึงได้แต่สั่งคนให้นำอาหารเหล่านั้นไปเก็บ และมานั่งคิดไม่ตกในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายปัญหาที่คิดไม่ตกนั้นกลับแก้ได้ด้วยสุราเพียงหน
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นใ






reviews