LOGINเรณูเดินออกจากห้องตรวจด้วยอาการเหม่อลอย ช้องปีบเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี จึงเอ่ยถามหลานสาวออกไป “หมอบอกว่าเจ้าเป็นอะไรรึ” หรือนางจะเป็นโรคร้ายแรงถึงได้ทำท่าหมดแรงเช่นนั้น
เรณูนั่งลงข้างท่านน้าเบา ๆ แล้วตอบว่า “ข้า ข้าท้องเจ้าค่ะ”
“ท้องรึ”
“เจ้าค่ะ”
สิ้นคำช้องปีบก็ไม่ได้ถามสิ่งใดหลานสาวอีก แต่เรณูก็รับรู้ได้ว่าผู้เป็นน้ากำลังโกรธนางเป็นอย่างมาก
พอกลับมาถึงบ้าน ลงจากรถสามล้อเครื่องได้ ช้องปีบก็ก้าวเท้าเดินอาด ๆ ไปเด็ดก้านมะยมมาราวสี่ห้าก้านแล้วริดใบทิ้ง จากนั้นเดินตรงมาที่หลานสาว พร้อมทั้งหวดก้านมะยมลงมาที่ก้นของนางอย่างแรง
“เจ้าไปท้องกับใครมา ใครเป็นพ่อของเด็ก บอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นข้าจะตีเจ้าให้ตาย” ช้องปีบทั้งเสียใจทั้งผิดหวังและโมโหที่หลานสาวทำตัวไร้ค่าเช่นนี้
“ท่านน้า อย่าตีข้าเลยเจ้าค่ะ ข้าเจ็บ” เรณูใช้มือปัดป้องก้านมะยมพัลวัน อีกทั้งยังเบี่ยงก้นหนีจากการถูกตี
กระนั้นผู้เป็นน้าก็ยังไม่ยอมรามือ “ไม่ตีแล้วเจ้าจะหลาบจำรึ คราวก่อนก็เกือบทำงามหน้า หากข้าไม่ส่งเจ้าไปอยู่กับพ่อแม่ของเจ้า ป่านนี้เจ้ามีลูกสองสามคนไปแล้ว ตอนนี้พอพ่อกับแม่เจ้าไม่อยู่ เจ้าอยากทำอะไรตามใจก็ได้หรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าการมีลูกคนหนึ่งมันลำบากแค่ไหน”
“ท่านน้าโปรดฟังข้าก่อนเจ้าค่ะ”
ทองใบกับทรงกลดที่กำลังจัดของอยู่ในบ้านก็รีบวิ่งออกมาดู เมื่อได้ยินเสียงน้าหลานทะเลาะกันเสียงดังเข้าไปในบ้าน
“ข้าจะตีเจ้าให้ตาย บอกข้ามาว่าผู้ชายคนนั้นมันเป็นใคร ข้าจะไปเอาเลือดหัวมันออก หน็อยแน่ะแอบมีอะไรกันแล้วไม่รับผิดชอบอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะท่านน้า ฮือ ๆ” เรณูพูดพลางร้องไห้ นางเองก็ไม่คิดว่าเรื่องราวมันจะกลายเป็นอย่างนี้ไปได้
“เกิดอะไรขึ้น” เสียงของทองใบดังขึ้น ทำให้ช้องปีบดึงสติของตนกลับมาได้
นางหันไปคุยกับสามีว่า “ก็ไอ้หลานตัวดีของข้าน่ะสิ ไปนอนกับผู้ชายมาจนตั้งท้อง แล้วไม่ยอมบอกว่าพ่อของเด็กเป็นใคร”
“บอกแล้วเจ้าค่ะ บอกแล้ว ฮือ ๆ” เรณูร้องไห้ไม่หยุด ในใจพลันคิดหาทางออกให้กับตนเองไปพลาง ๆ
“มันเป็นใคร บอกมา” ช้องปีบหยุดมือแล้วเท้าเอวไว้ทั้งสองข้าง พร้อมกับหายใจเหนื่อยหอบ
“เขา เขาตายไปแล้วเจ้าค่ะ”
“ตายแล้ว” สามคนพ่อแม่ลูกพูดออกมาพร้อม
“เจ้าค่ะ พอเขาตายข้าก็มาหาท่านน้านี่แหละเจ้าค่ะ” เพื่อให้ทุกอย่างจบอยู่ที่นางเพียงคนเดียว เรณูจำเป็นต้องโกหกออกไปเช่นนั้น
“แล้วครอบครัวของเขาเล่า” ทองใบถาม
“เขาเป็นเด็กกำพร้าเหมือนกับข้านี่แหละเจ้าค่ะ เราสองคนมีชะตาชีวิตคล้ายกัน พอเจอกันทุกวันจึงเกิดเป็นความรักเจ้าค่ะ แต่ไม่คิดว่าเขาจะอายุสั้นถึงเพียงนี้ เหตุผลที่ข้ากลับมาอยู่กับท่านน้าก็เพราะเสียใจกับเรื่องนี้ด้วยเจ้าค่ะ”
แววตาของช้องปีบสลดวูบลง รู้สึกสงสารเจือเห็นใจหลานสาวเป็นอย่างยิ่ง พูดออกเสียงอ่อนโยนว่า “ที่เจ้าพูดมาทั้งหมดเป็นความจริงหรือ”
“เจ้าค่ะ” เรณูรับคำพลางสะอื้นฮึก ๆ
ช้องปีบสบตากับสามีพลางถอนหายใจก่อนจะพูดกับหลานสาวว่า “ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ไม่ควรชิงสุกก่อนห่าม”
“คราแรกเขาตั้งใจว่าหลังปีใหม่เขาจะมาสู่ขอข้ากับนายท่านเจ้าค่ะ แต่เขากลับเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตเสียก่อน” เรณูตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ แต่ความจริงภายในใจนางก็รู้สึกเศร้ากับเรื่องนี้จริง ๆ
“เอาเถิด ๆ อย่าว่าหลานมันเลย” บอกภรรยาแล้วหันไปคุยกับหลานว่า “เจ้าก็ไปล้างหน้าล้างตาเสียเถิด จะได้กลับไปพักผ่อน”
“เจ้าค่ะ” ว่าจบเรณูก็เดินไปที่กระท่อมของตนทันที
สามคนพ่อแม่ลูกจึงเดินเข้าไปในบ้านด้วยอาการที่อธิบายไม่ถูก
ช้องปีบเอ่ยขึ้นว่า “ทำไมชีวิตนางถึงได้อาภัพเช่นนี้นะ แล้วอย่างนี้นางจะเลี้ยงลูกโตรึ” การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมันเหนื่อยมากจริง ๆ นะ ขนาดนางมีสามีช่วยเลี้ยงยังแทบเอาชีวิตไม่รอด
“ก็ไม่แน่หรอก พอมีลูกแล้วเดี๋ยวนางก็ต้องบังคับตัวเองให้เลี้ยงได้เองนั่นละ” ทองใบกล่าว
“ข้าจะช่วยเรณูเลี้ยงลูกเองขอรับท่านแม่” ถึงแม้ไม่ใช่พี่สาวแท้ ๆ แต่ทรงกลดก็รู้สึกสงสารเรณูจับใจ
“ใช่ พวกเราต้องช่วยเรณูเลี้ยงลูกถึงจะถูก” ทองใบ
“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น” ถึงอย่างไรเรณูก็เป็นหลาน จะปล่อยให้นางโดดเดี่ยวเดียวดายได้อย่างไร ถึงช้องปีบจะดุด่า หรือถึงขั้นลงไม้ลงมือก็เพราะว่านางหวังดีต่อหลาน ไม่ได้รู้สึกเกลียดชังเลยสักนิด
ทางฝั่งของเรณูเมื่อเดินเข้าไปในห้องนอนของตนแล้วก็นั่งลงเอนกายพิงแผ่นหลังกับผนังห้อง พลางถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อน ‘เป็นหยังคือเป็นจั่งสี้วะ’ (ทำไมต้องเป็นอย่างนี้วะ)
นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้ ทั้งที่นางกับเขาแยกทางกันไปแล้ว ไม่เคยคิดว่าตนจะตั้งท้องแม้เพียงแค่มีอะไรกับผู้ชายคนนั้นแค่ครั้งเดียว ก่อนหน้านางคิดว่าพอไม่มีเขาแล้ว ชะตาชีวิตของนางจะเปลี่ยนไปจากชาติที่แล้วอย่างสิ้นเชิง และไม่มีทางข้องเกี่ยวกันอีก แต่นางกลับตั้งครรภ์ลูกของเขาเสียนี่
แต่ก็ไม่เป็นไรมีแล้วก็คงต้องเลี้ยง เพราะถึงอย่างไรชาตินี้นางกับเขาก็คงไม่ได้พบเจอกันอีก ต่อไปนี้นางก็คงกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวโดยไม่ตั้งใจแล้วสินะ แต่ถึงอย่างนั้นนางจะต้องเลี้ยงดูลูกคนนี้ให้ดีที่สุด
บ่ายวันนั้นช้องปีบจึงพาหลานสาวไปตรวจร่างกายพร้อมกับฝากครรภ์กับหมอในตลาดอีกครั้ง
หลังจากวันนั้นเรณูก็แพ้ท้องอย่างหนัก จนไม่สามารถไปทำงานได้เลย นายจ้างร้านขายข้าวแกงจึงบอกให้นางไปลาออกจากงานให้เรียบร้อย ซึ่งเรณูก็ต้องทำตามนั้น อีกทั้งนางยังอยากกินแต่ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวตลอดเวลา
“ถ้าเจ้ายังแพ้ท้องหนักขนาดนี้ แล้วเจ้าจะเอาอะไรเลี้ยงลูก” ช้องปีบเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง ลำพังเงินเก็บของนางก็มีไม่มาก และอีกสิบกว่าวันนางกับสามีและลูกชายก็ต้องเดินทางไปแสดงหมอลำที่ต่างจังหวัดแล้ว หากเรณูยังแพ้ท้องหนักขนาดนี้นางจะอยู่คนเดียวได้อย่างไร
“ข้ายังพอมีเงินเก็บเจ้าค่ะ” เรื่องเงินเก็บเรณูไม่เคยบอกท่านน้าว่านางมีเงินเหลืออยู่เท่าใด และช้องปีบเองก็ไม่เคยละลาบละล้วงถามเรื่องเงินของนางเช่นเดียวกัน
ตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ปีนี้ก็ย่างเข้าสู่ปีที่สิบแล้ว ร้านเรณูตำแหลกยังคงขายดีมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือไซดักทรัพย์ที่ดูเก่าและเริ่มผุพังไปตามกาลเวลาเพราะทั้งโดนแดดโดนฝน และสิ่งที่เรณูรู้สึกใจหายมากที่สุดก็คือเมื่อสามวันก่อนเรณูฝันถึงผู้หญิงที่อยู่ในไซดักทรัพย์ตามปกติเหมือนที่เคยฝันทุกปี และนางก็มาให้หวยตามเดิม ตอนนี้นางมีเงินหลายสิบล้านก็เพราะไซดักทรัพย์อันนี้ แต่ที่นางบอกว่ารู้สึกใจหายก็คือนางมากล่าวลาด้วย ในความฝันในคืนนั้นนางพูดว่า “อีกเจ็ดวันข้าก็จะไปแล้วนะ” อีกเจ็ดวันจะถึงวันสิ้นปีพอดี “ท่านจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ” “ข้าต้องไปผุดไปเกิดแล้ว” “ข้าดีใจด้วยนะเจ้าคะ และก็ขอบคุณท่านมากที่อยู่กับข้ามานาน” นานจนไซเก่าเลยทีเดียว “อืม ข้าลาก่อน” กล่าวจบร่างของนางก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา เรณูยืนมองไซดักทรัพย์ด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ วันนี้นางพาครอบครัวมากินมื้อเย็นกับครอบครัวท่านน้า พอกินเสร็จจึงออกมาเดินเล่น คำสิงห์เห็นนางยืนอยู่ตรงนั้นนานแล้วจึงเดินเข้ามาหา “มีอะไรหรือ” “ข้ามีอี
เนื่องจากผู้ต้องหาสิ้นใจไปแล้ว อีกทั้งเขายังเป็นคนลงมือแต่เพียงผู้เดียว คดีจึงถูกปิดไปอย่างรวดเร็ว ส่วนก้านตองหลังจากที่นางไปพบสาลี่วันนั้น สัปดาห์ต่อมานางก็เกิดการแท้งบุตรโดยสมบูรณ์ คราแรกยังคิดว่าตนมีประจำเดือนด้วยซ้ำ ก้านตองทั้งรู้สึกเสียใจแกมยินดีในเวลาเดียวกัน ต่อจากนี้นางจะได้ไม่มีสิ่งใดมาทำให้นางมีบ่วงกรรมกับผู้ชายคนนั้นอีก และลูกจะได้ไม่ต้องเกิดมามีปมด้อย ทางด้านพ่อกับแม่บุญธรรมของพันตา เมื่อทราบข่าวว่าลูกชายบุญธรรมจากไปแล้ว แทนที่จะเสียใจแต่พวกเขากลับดีใจที่ไม่ต้องมีเขาอยู่ร่วมชายคาอีกต่อไป เพราะถึงอย่างไรหนี้ในส่วนของพันตา เขาก็หามาใช้ให้จนหมดแล้ว เหลือเพียงหนี้ส่วนอื่น ผ่องศรีก็คงต้องยอมให้ลูกทั้งสามเป็นหนี้แทนแล้ว สี่เดือนต่อจากนั้น ศีรษะและขาขวาของคำสิงห์ก็หายดีเป็นปกติแล้ว อีกทั้งเขายังเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ปลูกไว้จนเสร็จสิ้นทั้งหมด ซึ่งการปลูกพืชครั้งนี้ก็ทำให้คำสิงห์มีกำไรมากกว่าการปลูกอ้อยกับมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก และเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สินตอนสิ้นปีอีกมิหนำซ้ำยังมีเงินสองล้านบาทใช้หนี้ภรรยาอีกด้วย แต่เขาก็ยังแอบสงสัยเล็กน้อยว่าทำไมภรรยาถึง
“เจ้ารู้จักบ้านของมันรึ” “รู้เจ้าค่ะ” “ได้ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” “ท่านแม่” ตอนนี้ดอกไม้ไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น ก้านตองจึงจำใจให้มารดาไปด้วย สองแม่ลูกมาถึงบ้านของพันตา ก็พบว่ามีเพียงพ่อกับแม่ของเขาเท่านั้นที่อยู่บ้าน “เจ้าสองคนมาหาใครรึ” ผ่องศรีเอ่ยถามออกไป ดอกไม้ไม่ได้ตอบ แต่กลับถามกลับไปว่า “ท่านคงเป็นท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าพันมันสินะ” “อ๋อ มาหาเจ้าพันหรอกรึ” ผ่องศรี “ใช่ ข้ากับลูกสาวมาหาเจ้าพัน และก็มาหาท่านทั้งสองด้วย” “เจ้ามีธุระอะไรกับข้าและสามีหรือ” “เจ้าพันมันทำลูกสาวข้าท้อง มันต้องรับผิดชอบ ท่านต้องไปเรียกมันมาคุยกับข้าเดี๋ยวนี้” ผ่องศรีขำพรืดออกมา “เจ้าพันมันไม่อยู่ที่นี่เป็นเดือนแล้ว” “แล้วเขาไปอยู่ไหนเจ้าคะ” ก้านตองถาม “ไปอยู่กับเมียมันมั้ง” “เมีย!” ทั้งดอกไม้และก้านตองพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจ “นี่พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าพันมันมีเมียอยู่แล้ว อีกอย่างตอนนี้มันก็โดนตำรวจหมายหัว มันคงออกมาเจอพวกเจ้าหรอก” ส
เรณูเดินเข้ามาในห้องซึ่งสามีกำลังนอนพักผ่อนอยู่ ตอนนี้เขาช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เพียงแต่เท้าข้างขวายังลงน้ำหนักมากไม่ได้เท่านั้น คำสิงห์ได้ยินเสียงเปิดประตูจึงลืมตาพลางลุกขึ้นนั่ง เขาคลี่ยิ้มจาง ๆ ด้วยความดีใจแล้วพูดคำทะลึ่งกับนาง “ลืมจุ๊บบักอร่อยใช่ไหมเมียรัก” ตอนนี้เขาเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดตนเองกับภาษาบ้านภรรยาผสมกันแล้ว เพราะภาษาของนางเขาเรียนรู้ตั้งแต่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว เรณูจึงตอบกลับเป็นภาษาของตนบ้าง “สิมาลงมาลืมจุ๊บบักอร่อยอิหยังอยู่หั่น เจ้าฮู่บ่ว่าผู้ได๋มาหาเจ้า” (จะมาลงมาลืมจุ๊บบักอร่อยอะไรกัน พี่รู้ไหมว่าใครมาหาพี่” หัวคิ้วเขาเคลื่อนเข้าหากันทันที “ใคร?” “อีนางก้านกล้วย” นางพูดออกเป็นภาษอีสานน้ำเสียงติดประชดประชันเล็กน้อย คำสิงห์ยิ่งทำหน้างงเข้าไปใหญ่ เรณูจึงเฉลยออกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ยายก้านตอง” คำสิงห์ถึงกับหลุดขำออกมา “นางมาทำไม” “นางบอกว่าท้องกับท่าน” พูดจบก็เตรียมจะลุกเดินออกไปทันที แต่คำสิงห์กลับคว้าร่างนางให้มานั่งบนตักได้ทัน พร้อมกับหอมแก้มนางหนึ่งฟอดใหญ่ “ข้าไม่ได้ทำนางท้องส
เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูนาง “เรื่องทำน้องให้กับพริกไง”เรณูผละตัวออกจากเขาแล้วทำตาเขียวใส่ “นี่พี่สิงห์ยังมีกะจิตกะใจคิดถึงเรื่องนี้อีกหรือเจ้าคะ”เขาพยักหน้าทำตาละห้อย “เจ้าไม่สงสารพี่หรือ หลายเดือนมากแล้วนะ” แค่ได้กอดภรรยาเขาก็แทบอดใจไม่ไหวแล้ว หากไม่เกรงใจนางเขาคงไม่ขออนุญาตก่อนเช่นนี้“แต่พี่ยังขาเจ็บอยู่จะทำได้ยังไงเล่า”“แต่เจ้าทำได้” เรณูถึงกับหน้าร้อนผ่าวเมื่อได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ “นะ ทำให้หน่อยนะคนดีของพี่”“ไม่ต้องมาพูดคำหวาน”เขาอุ้มนางมานั่งบนตัก หันหน้าเข้าหากันพลางเอ่ยออกเสียงแหบพร่า “เจ้าดูสิว่ามันพร้อมมากแค่ไหน”เรณูสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ดุนดันขึ้นมาตรงบั้นท้ายของนาง มือของเขาจับสะโพกนางให้ขยับย้ายไปมา เรณูรู้สึกสงสารจึงได้แต่ตามใจเขา “ทำให้ก็ได้” คนตัวโตจึงยิ้มออก สองแขนเรียวยกขึ้นโอบรอบคอเขาไว้แล้วรั้งลงมาหา ริมฝีปากสีเรื่อประกบเข้ากับริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาแต่ชวนให้รู้สึกวาบหวามยิ่งนักคำสิงห์ทนรอไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายจูบนางอย่างเร่าร้อนเอง เพียงเสี้ยวนาทีเสื้อผ้าของทั้งสองก็ถูกถอดออกจนพ้นกาย ไม่นานต่อจากนั้นร่างอรชรของนางจึงเป็นฝ่ายควบขี่อยู่บนตัวเขาเนิ่นนานกว่าเข
ภายในห้องพักผู้ป่วยที่โรงพยาบาลดงผักหวานคำสิงห์พลางขยับมือทั้งสองข้าง และเอ่ยออกเสียงแผ่วเบา “เรณู” ท่าทางเขาคล้ายกับคนนอนละเมอ พริมาได้ยินจึงบอกมารดาที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ว่า “ท่านแม่ ท่านพ่อฟื้นแล้วเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางมีความดีใจเป็นอย่างยิ่ง ได้ยินดังนั้นจากที่ง่วงนอนเพราะพักผ่อนน้อยเรณูจึงเบิกตากว้างขึ้นมองสามีทันที คำสิงห์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพูดออกเสียงแหบแห้ง “เรณู” เรณูยิ้มพรายพลางน้ำตาซึม “ข้าเอง” เขามองลูกสาวพร้อมกับเรียกชื่อนาง “พริกขี้หนูลูกพ่อ” “ท่านพ่อ พริกขี้หนูคิดถึงท่านพ่อเจ้าค่ะ” คนตัวเล็กใบหน้าบิดเบ้แล้วปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบแก้ม “พ่อก็คิดถึงเจ้า” ว่าพลางยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้บุตรสาว “ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ พ่อกลับมาหาเจ้าแล้ว” พริมาพยักหน้าหงึกหงักเรณูจึงเอื้อมมือไปกุมมือเขาไว้ “ข้าตามพยาบาลมาตรวจท่านก่อน” ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปกดกริ่งที่อยู่ข้างเตียงคนไข้ไม่นานพยาบาลก็เข้ามาในห้อง พยาบาลวัดไข้และความดันและซักถามอาการของเขาหลายอย่าง และดูเหมือนว่าร่างกายเขาจะตอบสนองการรักษาเป็นอย่างดี แต่หลังจากฟื้นขึ้นมาได้ร
คำพูดของดอกไม้ยิ่งตอกย้ำว่าเรณูคนนี้คือคนคนเดียวกันกับที่เขาเคยรู้จัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ปัดความอยากรู้อยากเห็นนั้นทิ้งไป “ลองกินดูก่อนเจ้าค่ะ แล้วนายสิงห์จะติดใจ จนร้องอยากกินทุกวันเลยเจ้าค่ะ” ก้านตองพูดขึ้นอีก “นี่ใบมะยมกับใบมะละกอก็กินได้รึ” ดำรงถาม “ได้สิ เด
ทุกคนลงมือกินอาหารแล้ว ฟ้าลั่นจึงเอ่ยขึ้นว่า “นึ่งปลาทับทิมกินกับส้มตำรสจัดจ้านเหมือนเมื่อตอนกลางวันก็คงดีนะ” คิดมาถึงตรงนี้เขาก็อยากกินอีกแล้ว “เออจริงด้วย ข้าก็คิดว่ามันต้องเข้ากันมากแน่ ๆ” ดำรงเสริมขึ้นอีก “ร้านเขาปิดตั้งแต่บ่ายสามแล้วเจ้าค่ะ” ก้านตองว่า “ทำไม
แต่เรณูก็ไม่กล้าเปิดปากถาม จึงพูดกับก้านตองว่า “วันนี้คิวยาว เจ้ากลับไปรอที่บ้านก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะให้กลดเอาไปส่งให้” “ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอดูอาหารสักหน่อยว่ายังมีอะไรเหลือบ้าง” ก้านตองชินแล้วที่ต้องรออาหารร้านนี้นาน ๆ แต่ก็รอนานไม่เกินยี่สิบนาที แต่เจ้าของร้านมีบริการส่งอาหารถึงที่
เมื่อบุตรชายทำงานหนักขึ้น ผาสุกจึงตอบแทนทุกคนในครอบครัวโดยการซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นทุกปี จนตอนนี้เขาเป็นเสี่ยไร่อ้อยไร่มันสำปะหลังที่มีพื้นที่กว่าหนึ่งพันสามร้อยไร่เลยทีเดียว แต่ที่เพิ่มมาด้วยอีกอย่างหนึ่งก็คือหนี้ธนาคาร เพราะเงินที่ได้จากการทำไร่ผาสุกนำไปซื้อที่ดินจนหมด ส่วนเงินที่กู้จากธนาคารนำมาใช้







