LOGINชิงหว่านพยักหน้ารับ นางเป็นหญิงในหอนางโลม เครื่องประทินโฉมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ คนที่มีเงินได้ซื้อของดีมาใช้แต่นางโลมระดับล่างต้องจำกัดจำเขี่ยการใช้จ่าย หลายครั้งหลายคราวที่ได้ของใช้ไม่ดี ทั้งผิวหน้าผิวกายกลายเป็นแผลเสียโฉมไปก็ไม่น้อย
“หากใช้ความสามารถของพี่รองมาทำประโยชน์ ย่อมเกิดกำไรและยังช่วยคนได้ทางอ้อมอีกด้วย พี่รองลองตรึกตรองดูเถิดเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น...พี่จะลองคิดดู”
เจียงเจิ้งเหวินไม่คาดคิดว่าน้องเล็กจะมีความคิดก้าวไกลเช่นนี้ เดิมทีคิดว่านางคงแค่อยากทำเล่นสนุกประเดี๋ยวก็คงเบื่อหน่ายเลิกสนใจ แต่ครั้งนี้เห็นชัดว่านางให้ความสำคัญและสนใจอย่างแท้จริง
“เรื่องนี้กลับบ้านค่อยคุยกัน” เจียงเจิ้งเหวินพูดตัดบทเสียก่อน “พาหว่านวานออกมาเที่ยวเล่นนานแล้ว พี่ต้องพากลับไปส่งแล้ว”
“เย็นนี้พี่รองอยากกินอะไร ข้าจะสั่งให้พ่อครัวเตรียมไว้เจ้าค่ะ”
“ข้าวเย็นรึ?” อยู่บ้านเดียวกันต่างมีงานต้องทำ เขาก็ไม่ค่อยได้กินมื้อเย็นพร้อมบิดามารดาบ่อยนัก โดยเฉพาะพร้อมกับน้องสาวคนเล็กที่ถูกตามใจจนแทบเสียนิสัยไปแล้ว
“หว่านวานอยากกินอะไรก็สั่งพ่อครัวเถิด พี่รองกินได้ทุกอย่าง”
“ลูกชิ้นหัวสิงโตน้ำแดง”
“แค่กๆ”
ทั้งพี่ใหญ่และพี่รองแทบสำลักน้ำลาย ชิงหว่านชอบกินลูกชิ้นหัวสิงโตน้ำแดงเป็นที่สุด หากให้นางเลือกอาหารสามจานที่ชอบ ก็คงเป็น ลูกชิ้นหัวสิงโตน้ำแดงทั้งสามจาน
“เอาเถิด กลับบ้านแล้วพี่จะสั่งพ่อครัวเอง”
ชิงหว่านแค่หยอกล้อพี่ชายทั้งสองเท่านั้น เจ้าของร่างนี้ต่างหากที่ชอบกิน ส่วนนางนั้นไม่เรื่องมาก มีอะไรก็กินเพราะเคยอดมื้อกินมื้อมาก่อน ทั้งสามพูดคุยกันอีกเล็กน้อยเจียงเจิ้งเหวินก็พาน้องสาวออกมาจากโรงหมออี้เหรินถัง เขาประคองชิงหว่านขึ้นรถม้าขณะนั้นเองที่เจียงเจิ้งหย่วนกระหืดกระหอบเข้ามาหา
“รอด้วยพี่ใหญ่” คุณชายสามตระกูลเจียงพูดขึ้นแล้วยืนหอบหายใจข้างรถม้า ใบหน้าชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อราวกับตากน้ำฝน
“เกิดสิ่งใดขึ้นรึ เหตุใดพี่สามสภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำเช่นนี้เจ้าคะ” ทุกครั้งที่ชิงหว่านอยู่กับเจียงเจิ้งหย่วนนั้น นางรู้สึกเหมือนอยู่กับน้องชายมากกว่า ทำให้อดหยอกล้อเขาไม่ได้
“เจ้า!” เขาขึงตาใส่แต่ไร้ความน่ากลัว “ขึ้นรถก่อน ประเดี๋ยวค่อยพูดกัน”
ชิงหว่านออกมาพร้อมพี่ใหญ่จึงไม่ได้พาสาวใช้ออกมาด้วย นางขึ้นรถม้าแล้วพี่สามและพี่ใหญ่ก็ตามขึ้นมา นางรินน้ำชาส่งให้พี่สามที่ยื่นมือมารับแล้วดื่มอย่างกระหาย นางรินน้ำชาให้พี่ใหญ่แล้วก็หยิบผ้าเช็ดหน้ายื่นให้พี่สาม เจียงเจิ้งหย่วนรับมือแล้วเช็ดเหงื่อแล้วจึงผ่อนลมหายใจคลายความตื่นตระหนกลงได้
หญิงสาวหันไปสบตากับเจียงเจิ้งเหรินที่ดื่มน้ำชาเงียบๆ ดูเหมือนว่าพี่ใหญ่ของนางจะชินกับสภาพพี่สามที่เป็นเช่นนี้
“พี่สามมีเรื่องกับผู้ใดมาหรือเจ้าคะ”
“เปล่าๆ ไม่มีๆ พี่สามของเจ้าจะไปมีเรื่องกับผู้ใดได้ แค่แรงมัดไก่ยังไม่มีเลย”
ยิ่งพูดยิ่งเห็นพิรุธ เจียงเจิ้งเหวินจึงยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามไม่ให้เจียงเจิ้งหย่วนเอ่ยสิ่งใดออกมาทั้งสิ้น
“หว่านวานไม่ต้องห่วง พี่สามเจ้าก็เป็นเช่นนี้เสมอ เสเพลไปวันๆ”
“พี่ใหญ่! ข้ามิได้เป็นเช่นนั้น” เขาโวยวายทวงความยุติธรรมให้ตนเอง “น้องเล็กคนดี เจ้าอย่าได้เชื่อวาจาเหลวไหลของพี่ใหญ่”
เจียงเจิ้งเหวินทนไม่ไหวยกหลังมือเคาะศีรษะน้องชายคนเล็กไปหนึ่งครั้ง “ว่าผู้ใดเหลวไหล เจ้าไม่เคยมาช่วยกิจการของสกุลเจียงเลยสักนิด ไม่เรียกเสเพลแล้วจะให้เรียกว่าอันใด”
“ข้า...” พูดไปก็เข้าตัวเองเปล่าๆ เจียงเจิ้งหย่วนได้แต่หน้าดำหน้าแดงทั้งโกรธทั้งน้อยใจ
“เอาน่าพี่สาม หากพี่สามเสเพล ข้าหว่านวานก็เป็นคนเสเพลเช่นกัน เพราะข้าไม่เคยช่วยกิจการของสกุลเจียงเลย”
“เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น” พี่ใหญ่เจิ้งเหวินรีบร้อนอธิบาย “เจ้าไม่เหมือนพี่สามของเจ้าเลยสักนิด ที่สำคัญเจ้าเป็นหญิงไม่ต้องทำการค้าก็ย่อมได้”
“พี่ใหญ่...หว่านวานไม่คิดออกเรือน” อย่างน้อยก็ตอนนี้... นางไม่ได้พูดทั้งหมดที่คิด “ข้าจะอยู่กับพี่ชายทั้งสามและปรนบัติดูแลท่านพ่อท่านแม่ ข้าตัดสินใจเช่นนี้แล้ว เรื่องในสกุลเจียงจะไม่เรียนรู้หรือช่วยงานย่อมไม่สมควร ถ้าพี่ใหญ่หวังดีกับข้าก็สอนข้าเถิด ให้ข้าช่วยงานพี่ใหญ่ หรือถ้าพี่ใหญ่เห็นว่าข้าไร้ความสามารถให้ข้าไปทำงานเล็กๆ น้อยๆ ที่ร้านผ้าไหมสูจิ่นก็ได้เจ้าค่ะ”
“หว่านวานเด็กดี เจ้าแค่ปรนนิบัติท่านพ่อท่านแม่ก็พอแล้ว” เจียงเจิ้งหย่วนพูดขึ้น “เจ้า...เจ้าหายไปในครั้งนั้น พี่สามก็ปวดใจมากเหลือเกิน เจ้าไม่โกรธเกลียดที่พี่ดูแลเจ้าไม่ดี พี่สามคนนี้ก็ดีใจแล้ว”
“คนชั่วคิดทำเรื่องชั่วช้า ต่อให้ระวังตัวมากเพียงใดก็ย่อมต้องเพลี่ยงพล้ำในสักวัน มิสู้ทำตัวให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อไม่ให้คนชั่วรังแกไม่ดีกว่ารึเจ้าคะ”
แววตาแน่วแน่และหยิ่งทะนงทฉายชัดจากดวงตาคู่งาม น้ำเสียงไร้ความหยอกล้อ ทำให้คนฟังถึงกับตะลึงไปทันที ไม่คิดว่าถ้อยคำที่ได้ยินจะออกมาจากปากของเด็กสาวอายุสิบห้าเท่านั้น
“หว่านวานพูดถูก” เจียงเจิ้งหย่วนยอมรับ “เจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดเหตุใดต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวด้วยเล่า”
“ใช่เจ้าค่ะ” ชิงหว่านคลี่ยิ้มออกมาใช้รอยยิ้มของเด็กสาวที่แสนสดใสทำให้พี่ชายทั้งสองยิ้มตามไปด้วย “แล้วเหตุใดพี่สามของหว่านวานถึงอยู่ในสภาพนี้ได้เจ้าค่ะ”
“เรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อย” เขายิ้มแหย จะให้น้องสาวที่ไร้เดียงสารู้เรื่องที่ไม่ควรรู้ไม่ได้เด็ดขาด เขาเหลือบตามองไปทางพี่ใหญ่ก็เห็นสายตาดุๆ จ้องมองอยู่ก็ห่อไหล่อย่างลืมตัว
‘ต้องมีอะไรแน่ๆ’ ชิงหว่านครุ่นคิดแต่ใบหน้ายังคงระบายยิ้มไร้เดียงสาแล้วบรรจงรินน้ำชาให้พี่ชายทั้งสอง
ท่าทางการรินน้ำชาอ่อนช้อยของชิงหว่านทำให้เจียงเจิ้งหย่วนเผลอขมวดคิ้ว ปากจึงถามไปอย่างลืมตัว
“เจ้าฝึกรินน้ำชาตั้งแต่เมื่อใด”
“......”
ชิงหว่านในชาติก่อนศาสตร์ศิลป์เชี่ยวชาญไม่เป็นรองผู้ใด นางเป็นคณิกาที่ขายศิลป์ไม่ขายเรือนร่างการชงชาหรือรินน้ำชาให้ดูงดงามชวนมองนั้นเป็นเรื่องปกติสามัญ แต่ไม่ใช่กับเจ้าของร่างนี้ที่มารดาหาอาจารย์มาสอนแต่เจียงชิงหว่านไร้ความอดทนจึงล้มเลิกไปทั้งที่เรียนได้ไม่กี่วัน
“โอ๊ย!” เสียงร้องเจ็บปวดแผ่วเบาแล้วยกมือขึ้นแตะศีรษะ ใบหน้าเจ็บปวดยิ่งทำให้พี่ชายทั้งสองแตกตื่น
“หว่านวานเจ้าเป็นอะไรไป!”
“ปวด...ปวดหัวเจ้าค่ะ” ชิงหว่านช้อนตาขึ้นมอง น้ำตาคลอเบ้าดูน่าสงสารนัก แต่พี่ชายสองคนตกใจจนหน้าซีด นางได้แต่ลอบขอโทษในใจ วิชามารยาทบีบน้ำตาก็เป็นหนึ่งในมารยาทขั้นพื้นฐานที่หญิงสาวในหอระบำจันทร์ต้องเป็นกันทุกคน แต่ยามนี้นางต้องใช้เพื่อไม่ให้พี่ใหญ่และพี่สามสงสัยในตัวนาง
ตั้งแต่กลับจากวังหลวง ชิงหว่านก็หลับมาตลอดทาง จนถึงจวนสกุลซ่งก็ถูกแม่สามีปลุกเบาๆ นางลืมตาแต่ดูงัวเงยและไร้เรี่ยวแรงแต่กระนั้นนางก็ฝืนรั้งสติไว้ให้สาวใช้ทั้งสองคนประคองนางเข้าไปถึงเตียงนอน “เกิดเรื่องใดขึ้น” ซ่งฉินหยีได้ยินที่บ่าวมารายงานก็รีบรุดเข้ามาดูลูกสะใภ้ทันที “มีคนทำร้ายชิงหว่านรึ” “เจ้าค่ะ” เจียวจูถอนหายใจหนักหน่วง “เป็นข้าที่ประมาทไม่คิดว่าตนเองไปด้วยและยังมีฝ่าบาทอยู่ที่นั้นก็ยังทำให้หว่านเอ๋อร์ของเราถูกรังแก” “คนมันจ้องทำร้ายก็ต้องหาช่องทางจนได้ ชิงหว่านเองก็จะได้รู้ว่าการอยู่ข้างกายอวี้หานต้องเจอสิ่งใดบ้าง แล้วนี่เชิญหมอมาหรือไม่” “หมอหลวงตรวจแล้วแจ้งแค่ว่านางพักผ่อนน้อย แต่ข้าเชื่อใจว่ามีเรื่องอื่นมากนั้น อวี้หานให้คนตามหมอของสำนักประจิมมาแล้ว ประเดี๋ยวคงมาถึง” “เสียดายที่พี่ชายของนางไม่อยู่ ไม่เช่นนั้นคงช่วยตรวจอาการให้ได้” “ท่านแม่” ชิงหว่านพยายามลืมตาขึ้น แต่นางง่วงเหลือเกิน อาจเพราะควันนั้นที่นางเผลอสูดเข้าไป และตอนที่เดินในทางลับ นางสูดลมหายใจลึกไปหลายครั้งทำให้พิษแทรกซึมในกาย
บุรุษที่มีใบหน้าสุขุมอยู่เสมอ แม้ในเวลานี้ที่รู้ว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป มีเพียงแววตาและกรุ่นไอสังหารที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ เมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องเล็กก็พบมารดานั่งอยู่ข้างเตียง “ท่านแม่ เกิดเรื่องใดขึ้น” ซ่งอวี้หานเอ่ยถามมารดา เขาเดินจากไปไม่นานก็มีคนมารายงานว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป “หมอหลวงมาตรวจแล้ว บอกว่าร่างกายอ่อนเพลียนเท่านั้น” แม่สามีมองลูกสะใภ้ที่ยังหลับอยู่ นางเองอยู่กับลี่กุ้ยเฟย เจียงชิงหว่านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่นาน นางกำนัลก็วิ่งมารายงานว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป ซ่งอวี้หานค่อยๆ นั่งลงริมเตียง มองใบหน้าที่ซีดเซียวของภรรยาแล้วก็ยกมือมือนางมากุมไว้ “หว่านวาน ตื่นเถิด ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน” เสียงเรียกอ่อนโยนอย่างที่ยากจะได้ยิน แม้แต่คนเป็นมารดาเองก็ตาม หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาตื่น เมื่อเห็นใบหน้าของซ่งอวี้หาน ความวิตกกังวลต่างๆ พลันหายไปหมดสิ้น “ข้าหลับไปหรือ?” “เหตุใดเจ้าขี้เซาถึงเพียงนี้” ซ่งอวี้หานรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเจียงชิงหว่าน แต่เขาไม่อาจแสดงออกได้ จึงทำได้เพียงแค
นางกำนัลเข้ามาช่วยชิงหว่านผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ ชิงหว่านเห็นรอยเลอะเพียงเล็กน้อยบนชุดเดิมที่สวมอยู่ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ สถานการณ์ไม่สู้ดีรอยเลอะแค่นี้แทบจะมองไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชุดใหม่ แต่กระนั้นทุกอย่างเป็นธรรมเนียมของชนชั้นสูง นางจะปฏิเสธก็ไม่ได้ หญิงสาวออกมาจากหลังฉากกั้นก็ไม่พบผู้ใด ดวงตางามกวาดมองรอบตัวอย่างงุนงง “เมื่อครู่ยังอยู่เลยนี่...นางกำนัลไปไหนแล้วนะ” ชิงหว่านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางกำลังคิดว่าจะรอให้มีคนมารับนาง หรือเดินออกไปด้วยตนเอง เส้นทางตำหนักลี่กุ้ยเฟยนั้นนางพอรู้ นั้นเพราะชาติก่อนติดตามเฟิงเยี่ยนหลงเข้าวัง มีเส้นทางลับเชื่อมระหว่างตำหนักบูรพาไปยังสถานที่ต่างๆ การเปิดเผยความลับนี้ทำให้นางหลงเชื่อไปว่าตนเป็นคนสำคัญ แท้จริงเป็นเพียงอุบายที่ทำให้นางตายใจ และนำความตายมาสู่ตนเอง หากนางเดินออกไปก็เกรงว่าผู้อื่นจะรู้ว่านางรู้เส้นทาง เช่นนั้นแกล้งโง่รอให้คนมารับก็แล้วกัน หากนางไม่ออกไปประเดี๋ยวแม่สามีก็ต้องส่งคนมาตาม ชิงหว่านคิดได้ดั่งนั้นจึงนั่งลงที่เก้าอี้ แม้มีน้ำชาวางอยู่แต่นางไม่กล้าแตะต้อง ควันสีขาวแทรกเข้ามาในห้องพ
เจียวจูยกน้ำชาขึ้นจิบ แม้หูฟังบทสนทนาของฮ่องเต้แต่อดปรายตามองไปยังสะใภ้ไม่ได้ นางรู้ว่าเจียงชิงหว่านเก่งกาจด้านการค้า ทั้งเรื่องเครื่องประทินโฉมและร้านผ้าไหม แต่เรื่องอื่นนั้นนางไม่มั่นใจนัก แต่ก็เชื่อว่า เจียงชิงหว่าจะทำเรื่องที่ไม่เกินตัว แต่ดูบุตรชายของนางสิ เห็นสีหน้าเรียบนิ่งเช่นนั้นคงเหงื่อเย็นไหลซึมแผ่นหลังแล้ว มือเรียวงามจับพู่กันตวัดอักษร สีหน้านางสงบนิ่งไร้ความกังวล เพียงไม่นานก็เสร็จสิ้น ชิงหว่านกวาดสายตามองอีกครั้งและรับรู้ได้ว่ามีคนยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ด้วยลักษณะความสูงนั้นนางคิดว่าเป็นซ่งอวี้หาน ทว่าเมื่อเอี้ยวใบหน้าไปมองก็พบว่าเป็น …. “เมล็ดงอกจากพื้นดินเติบโตจากกาลเวลาโรยร่วงสู่พื้นดินช่างมีความหมายยอดเยี่ยมนัก ข้าไม่คิดว่าภรรยาผู้บัญชาการซ่งจะสามารถเขียนกวีสามบรรทัดได้ให้ความหมายลึกซึ้งเช่นนี้”รัชทายาทเฟิงเยี่ยนหลงยืนอยู่ด้านหลังเข้าโน้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าเปื้อนยิ้มบางๆ แลดูสุภาพและอ่อนโยน ทว่าดวงตาคมกริบยิ่งกว่าใบมีดพลาดแล้ว! ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในวังหลวง นางไม่เห็นรัชทายาทเฟิงเยี่ยนหลงทำให้คิดว่าเขาคงไม่อยู่ที่นี่ การประชันเขียนบทกวี
เสียงขันทีรายงานทำให้ทุกคนลุกขึ้นแล้วรอต้อนรับ ชิงหว่านประคองแม่สามี นางหลุบตาลงจึงไม่เห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้ สิ่งที่นางเห็นก็เพียงฉลองพระองค์สีทองอร่ามตา“ตามสบาย” สุรเสียงฮ่องเต้ดังอยู่เหนือศีรษะของชิงหว่าน เมื่อได้รับอนุญาตจึงเงยหน้าขึ้น แต่สิ่งที่นางสนใจคือด้านหลังของฮ่องเต้คือบุรุษผู้สวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเหลือบดำ สีหน้าเขายังคงเรียบเฉย มีเพียงรอยยิ้มในแววตาที่ทำให้นางคาดเดาได้ไม่ยากว่าเป็นฝีมือใคร“ฝ่าบาท” เจียวจูทักทายด้วยรอยยิ้ม“กลับวังทั้งทีเหตุใดไม่บอกเรา”ฮ่องเต้ยื่นมือไปประคองไหล่เจียวจู เมื่อกาลก่อนยามที่เขายังเป็นเพียงองค์ชายมักถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งรังแก องค์หญิงเจียวจูมักคอยช่วยเหลืออย่างลับๆ แม้กระทั่งซ่งฉินหยีก็เช่นกัน เพียงแค่ทั้งครอบครัวมักไม่ชอบฉกฉวยความดีความชอบ และขอแค่เพียงได้ใช้ชีวิตสงบสุขนอกวังหลวง“หม่อมฉันกลับเมืองหลวงเพราะบุตรชายแต่งงาน เดิมทีก็คิดจะกลับบ้านชนบท แต่หว่านเอ๋อร์เพิ่งแต่งเข้าจวน เรื่องหลังบ้านหม่อมฉันต้องอบรมสั่งสอนจึงยังไม่ได้กลับไปเพคะ”“บ้านชนบทมีสิ่งใดดีรึถึงรั้งเจ้าไว้ได้” ฮ่องเต้ตรัสไม่จริงจังนักแล้วย้ายสายพระเนตรมองหญิงสาวที่ยืนข้าง
ซ่งอวี้หานมาส่งมารดาและภรรยาที่ตำหนักของลี่กุ้ยเฟย แม้ใบหน้าเขาเรียบนิ่งแต่ในใจเป็นกังวลไม่น้อย ทำให้เจียวจูยกพัดขึ้นป้องปากหัวเราะเบาๆ “มีแม่อยู่ใครจะกล้าทำอะไรหว่านเอ๋อร์” เจียวจูสวมชุดผ้าไหมสีเขียวเรียบง่ายแต่ตัดเย็บประณีต ปีนี้นางอายุสี่สิบแต่ยังคงความงามอยู่ไม่น้อย แม้จะออกจากวังหลวงไปนานแล้ว แต่ยังพอมีคนจดจำได้บ้างว่านางคือองค์หญิงเจียวจูที่เกิดจากพระสนมชั้นเฟยและนางเคยเป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งของอดีตฮ่องเต้ หลังจาก อดีตฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ รัชทายาทกลายเป็นฮ่องเต้ นางแต่งงานกับซ่งฉินหยีออกจากวังหลวง และแทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใดอีก จนเมื่อซ่งฉินหยีลาออกจากราชการไปพักฟื้นที่บ้านชนบท เรื่องของนางก็แทบไม่มีใครพูดถึงอีกเลย “ท่านแม่ ลูกต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ หากมีสิ่งใดให้คนตามลูกได้ทันที” “อย่าได้กังวลไป เจ้าทำหน้าที่ของเจ้า แม่จะดูแลหว่านเอ๋อร์เอง” ชิงหว่านไม่คิดว่าแค่การเข้าวังหลวงจะเป็นเรื่องที่ต้องกังวลถึงเพียงนี้ หรือเพราะฐานะของนางที่ตอนนี้เป็นซ่งฮูหยินแล้ว หญิงสาวหลุบตามองบนร่างที่สวมอาภรณ์งดงามสีชมพูกลีบบัวปักลายด







