Mag-log inนางลืมตาตื่นอีกครั้ง...ในร่างของหญิงสาวที่ไร้ค่าผู้มีชื่อเดียวกับนางราวกับว่าโชคชะตาเจตนาจะเล่นตลกกับเธอ ย้ำเตือนให้รู้ว่า...ต่อให้ตายไปแล้ว โลกนี้ก็ยังไม่คิดจะเมตตาร่างกายนี้ช่างอ่อนแอ บอบบางไร้แม้แต่ลมปราณไหลเวียนงดงามเพียงภายนอก แต่ไร้เกียรติในสายตาของผู้คนนางคือภาระ... คือเศษเสี้ยวที่ไม่มีใครต้องการ ในคืนที่ท้องฟ้ามืดมิด ไร้แสงดาว...จิตวิญญาณหนึ่งตื่นขึ้นไม่ใช่วิญญาณของหญิงอ่อนแอที่สิ้นใจหากแต่เป็นนักฆ่า จากโลกสมัยใหม่เธอเคยเป็นเงาแห่งความตายมือสังหารที่ไม่เคยพลาดบัดนี้ความทรงจำของทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่ง ไม่มีอีกแล้ว... หญิงอ่อนแอ เหลือเพียง นักฆ่าไร้หัวใจที่คราวนี้... มีลูกชายเป็นสิ่งเดียวที่นางจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องนางให้สัตย์สาบานไว้กับตนเองทุกความเจ็บปวดที่เคยได้รับ...นางจะคืนให้เป็นเท่าตัว
view moreกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปสิบสี่ปี… ชื่อเสียงของ นักฆ่าไร้นาม ค่อย ๆ กลายเป็นเพียงตำนานเล่าขานในหมู่ผู้คน ถึงแม้ในโลกมืดจะยังมีใบสั่งตายมากมาย แต่ไม่มีใครเคยเห็นพวกเขาออกมาเคลื่อนไหวอีก ราวกับได้หายลับไปจากยุทธภพ เหลือเพียงความเงียบงันที่แฝงไว้ด้วยปริศนาในเวลานี้ ภายในจวนตระกูลซู กลิ่นหอมอ่อนของชาอบอวลอยู่ในห้องโถง หลานเยว่ วัยสี่สิบปี นั่งอยู่ตรงหน้าต่าง แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องกระทบเรือนผมดำขลับที่ยังคงเงางาม ความงดงามของนางหาได้ลดทอนลงตามกาลเวลา หากแต่เพิ่มพูนด้วยเสน่ห์อันสงบเย็นและน่าเกรงขาม นางหันไปถามสามีด้วยเสียงอ่อนโยน แฝงด้วยความเย็นชาที่ไม่เคยเลือนหายไป“ท่านพี่… หลานจิ่วอวิ๋น ลูกของเราไปที่ใด?”คำถามของนางเหมือนหยดน้ำเย็นไหลผ่านกลางอก ซูจิ่งหลง ชายวัยหกสิบกว่า ที่แม้ร่างกายจะผ่านศึกและกาลเวลามานับไม่ถ้วน แต่ความสง่างามและอำนาจในแววตายังคงไม่เสื่อมคลาย เขายกยิ้มบาง ๆ ตอบเสียงนุ่ม แต่แฝงความเกรงใจ“เจ้าจะไปห่วงทำไมกัน… บัดนี้หลานจิ่วอวิ๋นเติบใหญ่แล้ว ไม่ใช่เด็กตัวน้อยอีกต่อไป”สายตาของ หลานเยว่ หันมาสบเขา ดวงตาคู่นั้นนิ่งสนิทและเย็นชา ราวกับคมดาบที่ซ่อนอยู่ใต้ฝัก คำตอบนั้นไม่ใช่สิ่งท
แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านซุ้มศาลาริมน้ำ เงาไม้ไหวระริกตามแรงลมเย็น เสียงน้ำกระทบฝั่งดังแผ่วเบา บรรยากาศรอบกายดูสงบสุขราวกับไม่มีคลื่นลมใด ๆ เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ซูจิ่งหลงนั่งนิ่ง สายตาเหม่อมองสตรีตรงหน้าอย่างไม่รู้จักเบื่อ หลานเยว่ ยังคงสงบนิ่งเช่นเคย มือเรียวยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างอ่อนช้อย แววตาเย็นชาไร้อารมณ์ ทำให้เขารู้สึกว่าผู้หญิงผู้นี้…ไม่เพียงแต่เป็นมือสังหาร แต่ราวกับเป็นผู้ชี้ขาดโชคชะตาของผู้คนเพียงแค่ปรายตามอง นางไม่จำเป็นต้องลงมือเองเสมอไป เพียงกำหนดเส้นทางให้ เรื่องราวก็จะดำเนินไปอย่างที่นางปรารถนาชายหนุ่มพยายามสลัดภาพชะตากรรมอันน่าสมเพชของจ้าวหย่งหยูออกจากใจ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสะท้านทั้งจากความโหดเหี้ยมของฟ้า และจากสตรีผู้ลึกลับตรงหน้า“เจ้ามองอะไร” เสียงของนางดังขึ้นเรียบเย็น แต่กลับกระทบเข้ากลางใจเขาราวกับใบมีดบางเฉียบซูจิ่งหลงสะดุ้งเล็กน้อย เขารีบยกยิ้มประดับใบหน้า พยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่าน “เปล่า… ข้าเพียงแค่รู้สึกดีที่มีเจ้าอยู่เคียงข้างเท่านั้น”รอยยิ้มของเขาดูจริงใจ แต่ดวงตากลับซ่อนความเขินอายไว้ไม่มิดหลานเยว่ไม่กล่าวสิ่งใด นางเพียงวางถ้วยชาลงบนโ
แรกเริ่ม จ้าวหย่งหยู ยังยกยิ้มเยาะบนใบหน้า มันแสดงสีหน้าถือดีนักที่ได้เห็นอดีตบ่าวรับใช้ทำตัวราวกับสุนัขเชื่อง ๆ ยอมหมอบคลานต่อหน้า ทว่ากาลเวลาไม่เคยเข้าข้างใคร การรอคอยที่เนิ่นนานเกินไปกลับค่อย ๆ เผาอารมณ์อันบิดเบี้ยวของมันให้พลุ่งพล่านมันมาถึงตั้งแต่ฟ้ายังไม่เปลี่ยนสี จนบัดนี้ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ คล้อยต่ำใกล้ตกดินแล้ว แต่เงาของเจ้าขี้ข้าก็ยังไม่กลับออกมาเสียที ใบหน้าที่เหยียดหยามในคราแรกจึงค่อย ๆ กลายเป็นความบิดเบี้ยวทั้งโกรธเกรี้ยวและน่าสมเพชเจ้าง่อยตะเบ็งเสียงพร่าหอบ ริมฝีปากสั่นกระตุก น้ำลายเหนียวไหลเลอะเป็นทาง“แค่กกก… อ่อกกก… เจ้า…เจ้าขี้-ชะ-ชั้นต่ำ! กล้าาา…ปล่อยให้ข้า…รอออ…นานถึงเพียงนี้เรอะะะ! ขะ-ข้ามาตั้งแต่ฟ้าา…ยังไม่ทันเปลี่ยนสี…จนตะวัน…จวนจะตกแล้ววว!”เสียงโวยวายแตกพร่า แผดก้องไปทั่วหน้าประตู ราวกับเด็กร่างพิการเอาแต่ใจในสลัมผู้ไม่รู้จักคำว่าอดทนหรือศักดิ์ศรีไม่นานนัก ประตูไม้เก่าโทรมค่อย ๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแล้วเปิดออกอย่างเชื่องช้า คล้ายเจตนาแอบทดสอบความอดกลั้นของนายเก่า อดีตบ่าวโค้งตัวลง น้ำเสียงราบเรียบคล้ายไร้เดียงสา“ขออภัยด้วยขอรับ… มันเป็นเพราะเรือนข้ารกและสกปรกมากเก
สำหรับบางคน…ความตายอาจเป็นเพียงการปลดปล่อย แต่สำหรับจ้าวหย่งหยู เศษเดนในร่างพิการผู้นี้ มันไม่ควรมีจุดจบที่เรียบง่ายถึงเพียงนั้นชีวิตของมันเต็มไปด้วยมลทินที่แม้ตัวมันเองยังจำไม่ได้ว่าก่อกรรมชั่วกับใครไปมากเท่าไรแล้วเคยสั่งลูกน้องรุมซ้อมบัณฑิตผู้ใฝ่ดีจนพิการ เพียงเพราะริษยาที่อีกฝ่ายมีสติปัญญาดีมากกว่าตนเคยฉุดคร่าสตรีงามที่สะดุดตา ไม่สนใจว่านางมีครอบครัวหรือฐานะเช่นไรเคยเหยียบย่ำชีวิตผู้คนจนพังพินาศนับครั้งไม่ถ้วนเพราะบารมีและอำนาจของบิดาอย่าง อัครเสนาบดีจ้าวเจี้ยนกั๋ว ที่คอยปกปิด เก็บกวาด และอุ้มชู ทำให้มันยังลอยหน้าลอยตาอยู่ได้จนถึงวันนี้แต่เมื่อเสาหลักล้มลงแล้ว โลกทั้งใบของมันก็ดิ่งลงเหวอย่างไร้ทางหนีค่ำคืนหนึ่ง ร่างพิการที่นั่งค่อมบนรถเข็นเก่า ๆ จมอยู่ในความมืด ดวงตาขุ่นหมองฉายแววโหยหวน น้ำเสียงแหบพร่าเล็ดลอดออกมาพร้อมหยาดน้ำตา“ท่ะ…ท่านพ่อ… ข้า…คึ-คิดถึงท่าน… เหลือเกิน…”เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของนายน้อยผู้เคยอหังการ แต่คือเสียงสะอื้นของเศษมนุษย์ที่ไร้ที่พึ่งตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่มีแม้แต่อาหารสักคำตกถึงปาก ความหิวกัดกินจนท้องไส้บิดเกร็ง แต่ถึงกระนั้น จ้าวหย่งหยู ก็ยังยึดมั่นในศักดิ์
สายฝนโหมกระหน่ำราวกับสวรรค์กรีดร้องเสียงฟ้าฟาดดังก้องข่มขวัญ ราวกับโลกทั้งใบกำลังส่งสัญญาณบางอย่างทั่วทั้งจวนที่เคยโอ่อ่าของตระกูลซ่ง บัดนี้เงียบงันและว่างเปล่าราวสุสานบานหน้าต่างไม้กระทบกันดัง ปัง ปัง ตามแรงลมส่วนภายในเรือนกลาง…มีเพียงแสงเทียนเล่มเดียวที่สั่นไหวอยู่ในความมืดร่างของซ่งอี้เฉินทรุดต
แต่เดิม ซ่งอี้เฉินเชื่อมั่นว่าเช้าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชัยชนะ เขาจะลืมตาขึ้นพร้อมแสงแรกของรุ่งอรุณ แล้วได้รับฟังข่าวดี ข่าวที่หลานเยว่พร้อมด้วยลูกในไส้ของนาง ได้ถูกกำจัดสิ้นและทรัพย์สมบัติทุกชิ้นที่บิดาเขาเคยยกให้หญิงแพศยาผู้นั้น...จะถูกส่งกลับคืนมาอย่างหมดจดเขาหลับลึกลงด้วยความสบายใจ นึกภาพว
ยังไม่ทันที่หลานเยว่จะได้เริ่มสืบหาความจริงอย่างเป็นทางการ ว่าซ่งอี้เฉินคือผู้บงการอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารบิดาของมันเองหรือไม่ชายผู้นั้นกลับเผยธาตุแท้ออกมาเสียก่อนเงากรรมชั่วที่ฝังลึกในใจเขาเริ่มกัดกินความสงบอย่างไม่หยุดหย่อนความหวาดระแวงบีบคั้นจิต จนในที่สุด...ความอำมหิตก็ปะทุออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
ช่วงสายของวันที่แสงอาทิตย์ยามสายส่องอาบผ่านผ้าม่านบางเบา ภายในห้องรับรองอันเงียบสงบของจวนหลานเยว่กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ตรึงเครียดและเรียบเย็นประหนึ่งสายน้ำใต้ผืนน้ำแข็งหลานเยว่นั่งอยู่เบื้องหน้าชุดน้ำชา สายตาราบเรียบไร้อารมณ์จ้องมองควันชาที่ลอยอ้อยอิ่ง ราวกับจิตใจมิได้อยู่ ณ ที่ตรงนั้น ทว่าในควา








![สองแม่ทัพขย่มกลีบโบตั๋น (3p) - [PWP] - [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


