Mag-log inบุรุษที่มีใบหน้าสุขุมอยู่เสมอ แม้ในเวลานี้ที่รู้ว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป มีเพียงแววตาและกรุ่นไอสังหารที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ เมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องเล็กก็พบมารดานั่งอยู่ข้างเตียง “ท่านแม่ เกิดเรื่องใดขึ้น” ซ่งอวี้หานเอ่ยถามมารดา เขาเดินจากไปไม่นานก็มีคนมารายงานว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป “หมอหลวงมาตรวจแล้ว บอกว่าร่างกายอ่อนเพลียนเท่านั้น” แม่สามีมองลูกสะใภ้ที่ยังหลับอยู่ นางเองอยู่กับลี่กุ้ยเฟย เจียงชิงหว่านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่นาน นางกำนัลก็วิ่งมารายงานว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป ซ่งอวี้หานค่อยๆ นั่งลงริมเตียง มองใบหน้าที่ซีดเซียวของภรรยาแล้วก็ยกมือมือนางมากุมไว้ “หว่านวาน ตื่นเถิด ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน” เสียงเรียกอ่อนโยนอย่างที่ยากจะได้ยิน แม้แต่คนเป็นมารดาเองก็ตาม หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาตื่น เมื่อเห็นใบหน้าของซ่งอวี้หาน ความวิตกกังวลต่างๆ พลันหายไปหมดสิ้น “ข้าหลับไปหรือ?” “เหตุใดเจ้าขี้เซาถึงเพียงนี้” ซ่งอวี้หานรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเจียงชิงหว่าน แต่เขาไม่อาจแสดงออกได้ จึงทำได้เพียงแค
นางกำนัลเข้ามาช่วยชิงหว่านผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ ชิงหว่านเห็นรอยเลอะเพียงเล็กน้อยบนชุดเดิมที่สวมอยู่ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ สถานการณ์ไม่สู้ดีรอยเลอะแค่นี้แทบจะมองไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชุดใหม่ แต่กระนั้นทุกอย่างเป็นธรรมเนียมของชนชั้นสูง นางจะปฏิเสธก็ไม่ได้ หญิงสาวออกมาจากหลังฉากกั้นก็ไม่พบผู้ใด ดวงตางามกวาดมองรอบตัวอย่างงุนงง “เมื่อครู่ยังอยู่เลยนี่...นางกำนัลไปไหนแล้วนะ” ชิงหว่านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางกำลังคิดว่าจะรอให้มีคนมารับนาง หรือเดินออกไปด้วยตนเอง เส้นทางตำหนักลี่กุ้ยเฟยนั้นนางพอรู้ นั้นเพราะชาติก่อนติดตามเฟิงเยี่ยนหลงเข้าวัง มีเส้นทางลับเชื่อมระหว่างตำหนักบูรพาไปยังสถานที่ต่างๆ การเปิดเผยความลับนี้ทำให้นางหลงเชื่อไปว่าตนเป็นคนสำคัญ แท้จริงเป็นเพียงอุบายที่ทำให้นางตายใจ และนำความตายมาสู่ตนเอง หากนางเดินออกไปก็เกรงว่าผู้อื่นจะรู้ว่านางรู้เส้นทาง เช่นนั้นแกล้งโง่รอให้คนมารับก็แล้วกัน หากนางไม่ออกไปประเดี๋ยวแม่สามีก็ต้องส่งคนมาตาม ชิงหว่านคิดได้ดั่งนั้นจึงนั่งลงที่เก้าอี้ แม้มีน้ำชาวางอยู่แต่นางไม่กล้าแตะต้อง ควันสีขาวแทรกเข้ามาในห้องพ
เจียวจูยกน้ำชาขึ้นจิบ แม้หูฟังบทสนทนาของฮ่องเต้แต่อดปรายตามองไปยังสะใภ้ไม่ได้ นางรู้ว่าเจียงชิงหว่านเก่งกาจด้านการค้า ทั้งเรื่องเครื่องประทินโฉมและร้านผ้าไหม แต่เรื่องอื่นนั้นนางไม่มั่นใจนัก แต่ก็เชื่อว่า เจียงชิงหว่าจะทำเรื่องที่ไม่เกินตัว แต่ดูบุตรชายของนางสิ เห็นสีหน้าเรียบนิ่งเช่นนั้นคงเหงื่อเย็นไหลซึมแผ่นหลังแล้ว มือเรียวงามจับพู่กันตวัดอักษร สีหน้านางสงบนิ่งไร้ความกังวล เพียงไม่นานก็เสร็จสิ้น ชิงหว่านกวาดสายตามองอีกครั้งและรับรู้ได้ว่ามีคนยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ด้วยลักษณะความสูงนั้นนางคิดว่าเป็นซ่งอวี้หาน ทว่าเมื่อเอี้ยวใบหน้าไปมองก็พบว่าเป็น …. “เมล็ดงอกจากพื้นดินเติบโตจากกาลเวลาโรยร่วงสู่พื้นดินช่างมีความหมายยอดเยี่ยมนัก ข้าไม่คิดว่าภรรยาผู้บัญชาการซ่งจะสามารถเขียนกวีสามบรรทัดได้ให้ความหมายลึกซึ้งเช่นนี้”รัชทายาทเฟิงเยี่ยนหลงยืนอยู่ด้านหลังเข้าโน้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าเปื้อนยิ้มบางๆ แลดูสุภาพและอ่อนโยน ทว่าดวงตาคมกริบยิ่งกว่าใบมีดพลาดแล้ว! ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในวังหลวง นางไม่เห็นรัชทายาทเฟิงเยี่ยนหลงทำให้คิดว่าเขาคงไม่อยู่ที่นี่ การประชันเขียนบทกวี
เสียงขันทีรายงานทำให้ทุกคนลุกขึ้นแล้วรอต้อนรับ ชิงหว่านประคองแม่สามี นางหลุบตาลงจึงไม่เห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้ สิ่งที่นางเห็นก็เพียงฉลองพระองค์สีทองอร่ามตา“ตามสบาย” สุรเสียงฮ่องเต้ดังอยู่เหนือศีรษะของชิงหว่าน เมื่อได้รับอนุญาตจึงเงยหน้าขึ้น แต่สิ่งที่นางสนใจคือด้านหลังของฮ่องเต้คือบุรุษผู้สวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเหลือบดำ สีหน้าเขายังคงเรียบเฉย มีเพียงรอยยิ้มในแววตาที่ทำให้นางคาดเดาได้ไม่ยากว่าเป็นฝีมือใคร“ฝ่าบาท” เจียวจูทักทายด้วยรอยยิ้ม“กลับวังทั้งทีเหตุใดไม่บอกเรา”ฮ่องเต้ยื่นมือไปประคองไหล่เจียวจู เมื่อกาลก่อนยามที่เขายังเป็นเพียงองค์ชายมักถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งรังแก องค์หญิงเจียวจูมักคอยช่วยเหลืออย่างลับๆ แม้กระทั่งซ่งฉินหยีก็เช่นกัน เพียงแค่ทั้งครอบครัวมักไม่ชอบฉกฉวยความดีความชอบ และขอแค่เพียงได้ใช้ชีวิตสงบสุขนอกวังหลวง“หม่อมฉันกลับเมืองหลวงเพราะบุตรชายแต่งงาน เดิมทีก็คิดจะกลับบ้านชนบท แต่หว่านเอ๋อร์เพิ่งแต่งเข้าจวน เรื่องหลังบ้านหม่อมฉันต้องอบรมสั่งสอนจึงยังไม่ได้กลับไปเพคะ”“บ้านชนบทมีสิ่งใดดีรึถึงรั้งเจ้าไว้ได้” ฮ่องเต้ตรัสไม่จริงจังนักแล้วย้ายสายพระเนตรมองหญิงสาวที่ยืนข้าง
ซ่งอวี้หานมาส่งมารดาและภรรยาที่ตำหนักของลี่กุ้ยเฟย แม้ใบหน้าเขาเรียบนิ่งแต่ในใจเป็นกังวลไม่น้อย ทำให้เจียวจูยกพัดขึ้นป้องปากหัวเราะเบาๆ “มีแม่อยู่ใครจะกล้าทำอะไรหว่านเอ๋อร์” เจียวจูสวมชุดผ้าไหมสีเขียวเรียบง่ายแต่ตัดเย็บประณีต ปีนี้นางอายุสี่สิบแต่ยังคงความงามอยู่ไม่น้อย แม้จะออกจากวังหลวงไปนานแล้ว แต่ยังพอมีคนจดจำได้บ้างว่านางคือองค์หญิงเจียวจูที่เกิดจากพระสนมชั้นเฟยและนางเคยเป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งของอดีตฮ่องเต้ หลังจาก อดีตฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ รัชทายาทกลายเป็นฮ่องเต้ นางแต่งงานกับซ่งฉินหยีออกจากวังหลวง และแทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใดอีก จนเมื่อซ่งฉินหยีลาออกจากราชการไปพักฟื้นที่บ้านชนบท เรื่องของนางก็แทบไม่มีใครพูดถึงอีกเลย “ท่านแม่ ลูกต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ หากมีสิ่งใดให้คนตามลูกได้ทันที” “อย่าได้กังวลไป เจ้าทำหน้าที่ของเจ้า แม่จะดูแลหว่านเอ๋อร์เอง” ชิงหว่านไม่คิดว่าแค่การเข้าวังหลวงจะเป็นเรื่องที่ต้องกังวลถึงเพียงนี้ หรือเพราะฐานะของนางที่ตอนนี้เป็นซ่งฮูหยินแล้ว หญิงสาวหลุบตามองบนร่างที่สวมอาภรณ์งดงามสีชมพูกลีบบัวปักลายด
หวนคืนพลิกลิขิตชะตารักตอนที่ 98 ฝนหยุดตกเสียที แม้ว่าฝนจะหยุดหรือไม่หยุดชิงหว่านก็ยังทำงานไปตามปกติ นางให้คนที่ร้านนำบัญชีมาส่งที่จวนให้นางอ่านและตรวจสอบตามปกติ สองวันก่อนพูดกับพี่สามเรื่องสำนักศึกษาหญิง พี่สามกระตื้อรื้อร้นส่งข่าวมาให้นางว่ามีสถานที่น่าสนใจและยังมีคนที่เต็มใจสอนอีกด้วย เฝ่ยชุ่นและเฝ่ยชิงเห็นเจียงชิงหว่านอารมณ์ดีก็พลอยแย้มยิ้มไปด้วย ครู่หนึ่งพ่อบ้านนำเทียบเชิญมามอบให้ ชิงหว่านมาเมื่อเปิดอ่านแล้วรอยยิ้มจึงเลือนไป “มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ” เฝ่ยชิงอดถามไม่ได้ “ลี่กุ้ยเฟยส่งเทียบเชิญเข้าวังหลวง” “เข้าวังหลวง” เฝ่ยชุ่นอ้าปากกว้าง “ข้าเข้าวังไม่ได้รึ” ชิงหว่านถามยิ้มๆ แล้วลุกขึ้นยืน “ท่านแม่อยู่ที่ห้องหรือไม่”" “เวลานี้น่าจะอยู่ที่ห้องหนังสือเจ้าค่ะ ได้ยินบ่าวคุยกันว่าฮูหยินเกรงว่าฝนตกติดกันหลายวัน ตำราที่เก็บไว้จะชื้น ให้คนไปจุดกำยานเจ้าค่ะ”“เหตุใดท่านแม่ไปทำเองเล่า เรื่องนี้ให้ข้าทำให้ก็ได้” หญิงสาวเดินตรงไปยังห้องหนังสือก็ซ่งฉินหยีและเจียวจูอยู่ที่ห้องหนังสือก่อนแล้ว“ท







