Mag-log inเจียงเจิ้งฮ่าวประหลาดใจที่รู้ว่าน้องสาวคนเดียวแวะมาหาถึงโรงหมอ ใบหน้าที่เคร่งขรึมมีความตื่นตระหนก เขาละทิ้งงานที่ทำอยู่แล้วสาวเท้าเร็วๆ ออกมาที่ห้องโถงของโรงหมอ ร่างบอบบางในชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนยืนโดดเด่นท่ามกลางคนป่วย เจียงเจิ้งฮ่าวรู้ดีว่าน้องสาวของเขานั้นงดงามประหนึ่งดอกไม้ที่ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ แม้เขาสามคนพี่น้องปกป้องนางยิ่งกว่าไข่ในหิน ก็ยังพลาดท่าเสียทีทำให้น้องสาวถูกคนชั่วจับไปทำลายชื่อเสียงของนางย่อยยับหมดสิ้น แต่เวลานี้ได้เห็นรอยยิ้มทั้งปากและแววตา ทำให้เขามีความสุขอีกครั้ง
“พี่รอง” ชิงหว่านเห็นเจียงเจิ้งฮ่าวยืนนิ่งเหม่อลอยก็ยกมือขึ้นกางนิ้วทั้งห้าออกแล้วโบกไปมา “พี่ใหญ่...พี่รองเป็นอะไรไปเจ้าคะ”
เจียงเจิ้งเหวินหัวเราะในลำคอ ยกนิ้วขึ้นหมายจะดีดหน้าผากเหมือนตอนที่ยังเป็นเด็ก เจียงเจิ้งฮ่าวได้สติเอียงศีรษะหลบได้อย่างรวดเร็ว ชิงหว่านที่มองอยู่ก็นึกเอะใจ ‘หรือว่าพี่รองที่ดูอ่อนแอและจิตใจประเสริฐจะมีวรยุทธ์?’
“เหตุใดเจ้ามาที่นี่ เจ็บป่วยหนักหนาไยไม่ให้คนมาตามเล่า” เจียงเจิ้งฮ่าวยกมือขึ้นจับไหล่สองของน้องสาวแล้วเอียงหน้ามองหาสิ่งผิดปกติ
“หว่านวานไม่ได้เป็นอะไร แค่อยากมีเยี่ยมพี่รองเจ้าค่ะ”
หญิงสาวหัวเราะเสียงหวานใสดุจระฆังเงิน ดึงดูดสายตาหลายคู่ให้หันไปมอง ปกตินางก็น่ารักอ่อนหวานชวนมองอยู่แล้ว คนเป็นพี่ถึงกับต้องใช้ตัวเองบังสายตาผู้อื่น แต่คนเยอะเกินไป เจียงเจิ้งฮ่าวจึงจับข้อมือชิงหว่านพาไปด้านใน
“เอาล่ะ ที่นี่ไม่มีผู้อื่น บอกมาได้แล้วน้องสาวคนดีมาทำอะไรที่โรงหมอที่แสนอัตคัดได้” เจียงเจิ้งฮ่าวมีน้ำเสียงราบเรียนแฝงความอ่อนโยนอยู่เป็นนิจ ต่อให้เขาต่อว่าหรือประชดประชันก็ยังฟังอ่อนโยนเปี่ยมเมตตา
“โรงหมออี้เหรินถังมีคนป่วยมารอรับการรักษาเนื่องแน่นขนาดนี้ จะเรียกว่าอัตคัดได้อย่างไรกัน”
เจียงเจิ้งเหวินถึงกับหลุดหัวเราะพรืดออกมาในขณะที่ชิงหว่านมีสีหน้างุนงง ในชาติก่อนก็ยังเคยได้ยินเหล่าพี่สาวน้องสาวในหอระบำจันทร์พูดกันว่า ถ้าเจ็บป่วยก็ให้ไปโรงหมออี้เหรินถัง แต่นางไม่เคยมาจึงไม่เคยพบหน้าหรือรู้จักเจียงเจิ้งฮ่าว
“พี่ใหญ่ ไว้หน้าข้าด้วย” เจียงเจิ้งฮ่าวลอบถอนหายใจเบาๆ
“มีเรื่องใดกันแน่ พวกพี่ปิดบังเรื่องใดรึ”
“ไม่มีสิ่งใดหรอก เพียงแค่พี่รองของเจ้าเป็นหมอที่จิตใจดีงาม คนเจ็บคนป่วยไม่มีเงินก็เต็มใจรักษา ซ้ำยังเจียดยาให้ไปอีกด้วยที่เห็นคนเนืองแน่นก็เพราะเหตุนี้ อย่าได้ถามว่าได้ค่ารักษาหรือไม่ แค่ค่ายาสมุนไพรยังไม่พอเลย”
เจียงเจิ้งเหวินอธิบาย เจียงเจิ้งฮ่าวก็พยักหน้ายอมรับ
“หากไม่ได้พี่ใหญ่คอยช่วยเหลือก็เกรงว่าโรงหมออี้เหรินถังคงปิดกิจการไปนานแล้ว”
“พี่รองจิตใจดีมีเมตตาดั่งพระโพธิสัตว์ อยากช่วยเหลือผู้คนย่อมเป็นเรื่องดี แต่ช่วยจนล่มจมนั้นไม่ควรอย่างยิ่ง”
พรืดดดดดด
เป็นเสียงหลุดหัวเราะของพี่ใหญ่เจิ้งเหวิน แต่เจียงเจิ้งฮ่าวมีสีหน้ากระอักกระอ่วนจนทำให้ชิงหว่านงุนงง นางยกมือตีแขนพี่ใหญ่ไม่แรงนัก ต่อให้ใช้แรงมากกว่านี้พี่ใหญ่ก็ไม่สะเทือน
“พี่ใหญ่! ท่านอย่าหัวเราะพี่รองสิ”
“ขอบใจเจ้ามาก” เจียงเจิ้งฮ่าวลูบศีรษะน้องสาวอย่างเอ็นดู “แค่เจ้าเข้าใจพี่ก็พอ แต่พี่ใช่พระโพธิสัตว์หรอกนะ พี่ก็แค่สนใจเรื่องการแพทย์เท่านั้น”
“พี่รองถ่อมตัวมากไปแล้ว ถ้าพี่รองไม่ใช่หมอที่ดีคงไม่มีคนมารักษามากขนาดนี้” ชิงหว่านส่งยิ้มให้กำลังใจ “อันที่จริงพี่รองชอบศึกษาการแพทย์เป็นเรื่องดี โรงหมออี้เหรินถังเป็นที่พึ่งพาของคนยากจนก็เป็นเรื่องดี แต่เราก็ควรมีรายได้เพื่อให้โรงหมออี้เหรินถังอยู่รอดเช่นกัน”
“หว่านวานพูดมีเหตุผล แต่พี่ใหญ่หว่านล้อมพี่รองของเจ้ามาไม่รู้ตั้งเท่าไรแล้ว เขาไม่เคยฟังความหวังดีของพี่ใหญ่เลย” เจียงเจิ้งเหวินส่ายหน้าระอาใจ
“ข้าทำเพื่อรักษาชีวิตคน จะให้ทำเป็นการค้าอย่างพี่ใหญ่พูดนั้น ข้าทำไม่ได้จริงๆ”
“พี่รองไม่ต้องทำ ให้หว่านวานทำเองเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ!” พี่ชายทั้งสองส่งเสียงพร้อมกัน นางไม่เคยสนใจเรื่องใดในตระกูลเจียงเลยสักอย่าง แม้แต่การเรียนก็ยังไม่เอา แต่จู่ๆ นางกลับ...
“พวกพี่ไม่เชื่อใจข้ารึ” นางทำปากยื่นใส่ดูแง่งอนแสนน่ารัก “ข้าแค่เสนอให้พี่รองเป็นผู้คิดค้นสูตรยาส่วนข้ากับพี่ใหญ่จะหาคนปรุงยาแล้วเราก็ขายยาให้ผู้คนที่สามารถซื้อได้ในราคาย่อมเยาว์ กำไรไม่ต้องมากแต่ถ้าขายได้ปริมากมากก็จะเป็นเงินจำนวนหนึ่งเลยทีเดียว ทำให้โรงหมออี้เหรินถังไม่ต้องอัตคัด”
“ก็น่าสนใจ” เจียงเจิ้งฮ่าวเอนเอียงไปทางน้องสาว “แต่เจ้าต้องการยาประเภทใดรึ”
“จะเรียกยาก็ไม่ถูก จริงแล้วข้าสนใจเครื่องประทินโฉมต่างหาก”
“.........” เป็นอีกครั้งที่พี่ชายทั้งสองมองหน้ากันอย่างงุนงง
“มีผู้สตรีใดไม่รักสวยรักงามบ้าง ต่อให้ยาจกหรือร่ำรวยก็ต้องล้วนห่วงรูปโฉมด้วยกันทั้งนั้น แต่เครื่องประทินโฉมในตลาดมีมากมาย แต่หลายครั้งที่ซื้อมาใช้แล้วลายผิวเป็นภัยกับผู้ใช้ หากพี่รองช่วยคิดค้นเครื่องประทินโฉมที่ปราศจากสารพิษได้ ต้องยอดเยี่ยมมากอย่างแน่นอน”
“แต่พี่...” เจียงเจิ้งฮ่าวก็พอมีความรู้ด้านสมุนไพรเหล่านี้ แน่นอนว่าที่ผ่านมามีสตรีมาให้รักษาเพราะเครื่องประทินโฉมเหล่านั้นมีฤทธิ์แรงเกินไป
“ข้าจำได้ว่าพี่รองทำขี้ผึ้งรักษารอยแผลเป็น ขี้ผึ้งรักษาแผลฟกช้ำ ของเหล่านี้นอกจากเป็นยารักษาแล้วยังช่วยรักษาจิตใจของผู้ป่วยอีกด้วย พี่รองเป็นหมอย่อมเข้าใจดี ไม่เช่นนั้นคงไม่ลองผิดลองถูกจนสามารถคิดค้นยาดีออกมาได้ตั้งหลายชนิด เราแค่เปลี่ยนตลับก็เพิ่มราคาได้แล้ว พี่รองไม่ต้องกลัวว่าจะผิดต่อคุณธรรมในใจ ท่านแค่ยกเรื่องนี้ให้ข้ากับพี่ใหญ่จัดการก็พอ”
“ความคิดของน้องเล็กไม่เลว เดิมทีพี่คิดแค่เรื่องผลิตยา แต่เรื่องเครื่องประทินโฉมนั้นน่าสนใจยิ่ง ลูกค้าร้านผ้าไหมสู่จิ่นเป็นสตรีเสียส่วนใหญ่ เราสามารถแนะนำสินค้าให้ลูกค้าของเราได้”
“ใช่เจ้าค่ะ”
บุรุษที่มีใบหน้าสุขุมอยู่เสมอ แม้ในเวลานี้ที่รู้ว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป มีเพียงแววตาและกรุ่นไอสังหารที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ เมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องเล็กก็พบมารดานั่งอยู่ข้างเตียง “ท่านแม่ เกิดเรื่องใดขึ้น” ซ่งอวี้หานเอ่ยถามมารดา เขาเดินจากไปไม่นานก็มีคนมารายงานว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป “หมอหลวงมาตรวจแล้ว บอกว่าร่างกายอ่อนเพลียนเท่านั้น” แม่สามีมองลูกสะใภ้ที่ยังหลับอยู่ นางเองอยู่กับลี่กุ้ยเฟย เจียงชิงหว่านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่นาน นางกำนัลก็วิ่งมารายงานว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป ซ่งอวี้หานค่อยๆ นั่งลงริมเตียง มองใบหน้าที่ซีดเซียวของภรรยาแล้วก็ยกมือมือนางมากุมไว้ “หว่านวาน ตื่นเถิด ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน” เสียงเรียกอ่อนโยนอย่างที่ยากจะได้ยิน แม้แต่คนเป็นมารดาเองก็ตาม หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาตื่น เมื่อเห็นใบหน้าของซ่งอวี้หาน ความวิตกกังวลต่างๆ พลันหายไปหมดสิ้น “ข้าหลับไปหรือ?” “เหตุใดเจ้าขี้เซาถึงเพียงนี้” ซ่งอวี้หานรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเจียงชิงหว่าน แต่เขาไม่อาจแสดงออกได้ จึงทำได้เพียงแค
นางกำนัลเข้ามาช่วยชิงหว่านผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ ชิงหว่านเห็นรอยเลอะเพียงเล็กน้อยบนชุดเดิมที่สวมอยู่ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ สถานการณ์ไม่สู้ดีรอยเลอะแค่นี้แทบจะมองไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชุดใหม่ แต่กระนั้นทุกอย่างเป็นธรรมเนียมของชนชั้นสูง นางจะปฏิเสธก็ไม่ได้ หญิงสาวออกมาจากหลังฉากกั้นก็ไม่พบผู้ใด ดวงตางามกวาดมองรอบตัวอย่างงุนงง “เมื่อครู่ยังอยู่เลยนี่...นางกำนัลไปไหนแล้วนะ” ชิงหว่านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางกำลังคิดว่าจะรอให้มีคนมารับนาง หรือเดินออกไปด้วยตนเอง เส้นทางตำหนักลี่กุ้ยเฟยนั้นนางพอรู้ นั้นเพราะชาติก่อนติดตามเฟิงเยี่ยนหลงเข้าวัง มีเส้นทางลับเชื่อมระหว่างตำหนักบูรพาไปยังสถานที่ต่างๆ การเปิดเผยความลับนี้ทำให้นางหลงเชื่อไปว่าตนเป็นคนสำคัญ แท้จริงเป็นเพียงอุบายที่ทำให้นางตายใจ และนำความตายมาสู่ตนเอง หากนางเดินออกไปก็เกรงว่าผู้อื่นจะรู้ว่านางรู้เส้นทาง เช่นนั้นแกล้งโง่รอให้คนมารับก็แล้วกัน หากนางไม่ออกไปประเดี๋ยวแม่สามีก็ต้องส่งคนมาตาม ชิงหว่านคิดได้ดั่งนั้นจึงนั่งลงที่เก้าอี้ แม้มีน้ำชาวางอยู่แต่นางไม่กล้าแตะต้อง ควันสีขาวแทรกเข้ามาในห้องพ
เจียวจูยกน้ำชาขึ้นจิบ แม้หูฟังบทสนทนาของฮ่องเต้แต่อดปรายตามองไปยังสะใภ้ไม่ได้ นางรู้ว่าเจียงชิงหว่านเก่งกาจด้านการค้า ทั้งเรื่องเครื่องประทินโฉมและร้านผ้าไหม แต่เรื่องอื่นนั้นนางไม่มั่นใจนัก แต่ก็เชื่อว่า เจียงชิงหว่าจะทำเรื่องที่ไม่เกินตัว แต่ดูบุตรชายของนางสิ เห็นสีหน้าเรียบนิ่งเช่นนั้นคงเหงื่อเย็นไหลซึมแผ่นหลังแล้ว มือเรียวงามจับพู่กันตวัดอักษร สีหน้านางสงบนิ่งไร้ความกังวล เพียงไม่นานก็เสร็จสิ้น ชิงหว่านกวาดสายตามองอีกครั้งและรับรู้ได้ว่ามีคนยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ด้วยลักษณะความสูงนั้นนางคิดว่าเป็นซ่งอวี้หาน ทว่าเมื่อเอี้ยวใบหน้าไปมองก็พบว่าเป็น …. “เมล็ดงอกจากพื้นดินเติบโตจากกาลเวลาโรยร่วงสู่พื้นดินช่างมีความหมายยอดเยี่ยมนัก ข้าไม่คิดว่าภรรยาผู้บัญชาการซ่งจะสามารถเขียนกวีสามบรรทัดได้ให้ความหมายลึกซึ้งเช่นนี้”รัชทายาทเฟิงเยี่ยนหลงยืนอยู่ด้านหลังเข้าโน้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าเปื้อนยิ้มบางๆ แลดูสุภาพและอ่อนโยน ทว่าดวงตาคมกริบยิ่งกว่าใบมีดพลาดแล้ว! ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในวังหลวง นางไม่เห็นรัชทายาทเฟิงเยี่ยนหลงทำให้คิดว่าเขาคงไม่อยู่ที่นี่ การประชันเขียนบทกวี
เสียงขันทีรายงานทำให้ทุกคนลุกขึ้นแล้วรอต้อนรับ ชิงหว่านประคองแม่สามี นางหลุบตาลงจึงไม่เห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้ สิ่งที่นางเห็นก็เพียงฉลองพระองค์สีทองอร่ามตา“ตามสบาย” สุรเสียงฮ่องเต้ดังอยู่เหนือศีรษะของชิงหว่าน เมื่อได้รับอนุญาตจึงเงยหน้าขึ้น แต่สิ่งที่นางสนใจคือด้านหลังของฮ่องเต้คือบุรุษผู้สวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเหลือบดำ สีหน้าเขายังคงเรียบเฉย มีเพียงรอยยิ้มในแววตาที่ทำให้นางคาดเดาได้ไม่ยากว่าเป็นฝีมือใคร“ฝ่าบาท” เจียวจูทักทายด้วยรอยยิ้ม“กลับวังทั้งทีเหตุใดไม่บอกเรา”ฮ่องเต้ยื่นมือไปประคองไหล่เจียวจู เมื่อกาลก่อนยามที่เขายังเป็นเพียงองค์ชายมักถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งรังแก องค์หญิงเจียวจูมักคอยช่วยเหลืออย่างลับๆ แม้กระทั่งซ่งฉินหยีก็เช่นกัน เพียงแค่ทั้งครอบครัวมักไม่ชอบฉกฉวยความดีความชอบ และขอแค่เพียงได้ใช้ชีวิตสงบสุขนอกวังหลวง“หม่อมฉันกลับเมืองหลวงเพราะบุตรชายแต่งงาน เดิมทีก็คิดจะกลับบ้านชนบท แต่หว่านเอ๋อร์เพิ่งแต่งเข้าจวน เรื่องหลังบ้านหม่อมฉันต้องอบรมสั่งสอนจึงยังไม่ได้กลับไปเพคะ”“บ้านชนบทมีสิ่งใดดีรึถึงรั้งเจ้าไว้ได้” ฮ่องเต้ตรัสไม่จริงจังนักแล้วย้ายสายพระเนตรมองหญิงสาวที่ยืนข้าง
ซ่งอวี้หานมาส่งมารดาและภรรยาที่ตำหนักของลี่กุ้ยเฟย แม้ใบหน้าเขาเรียบนิ่งแต่ในใจเป็นกังวลไม่น้อย ทำให้เจียวจูยกพัดขึ้นป้องปากหัวเราะเบาๆ “มีแม่อยู่ใครจะกล้าทำอะไรหว่านเอ๋อร์” เจียวจูสวมชุดผ้าไหมสีเขียวเรียบง่ายแต่ตัดเย็บประณีต ปีนี้นางอายุสี่สิบแต่ยังคงความงามอยู่ไม่น้อย แม้จะออกจากวังหลวงไปนานแล้ว แต่ยังพอมีคนจดจำได้บ้างว่านางคือองค์หญิงเจียวจูที่เกิดจากพระสนมชั้นเฟยและนางเคยเป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งของอดีตฮ่องเต้ หลังจาก อดีตฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ รัชทายาทกลายเป็นฮ่องเต้ นางแต่งงานกับซ่งฉินหยีออกจากวังหลวง และแทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใดอีก จนเมื่อซ่งฉินหยีลาออกจากราชการไปพักฟื้นที่บ้านชนบท เรื่องของนางก็แทบไม่มีใครพูดถึงอีกเลย “ท่านแม่ ลูกต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ หากมีสิ่งใดให้คนตามลูกได้ทันที” “อย่าได้กังวลไป เจ้าทำหน้าที่ของเจ้า แม่จะดูแลหว่านเอ๋อร์เอง” ชิงหว่านไม่คิดว่าแค่การเข้าวังหลวงจะเป็นเรื่องที่ต้องกังวลถึงเพียงนี้ หรือเพราะฐานะของนางที่ตอนนี้เป็นซ่งฮูหยินแล้ว หญิงสาวหลุบตามองบนร่างที่สวมอาภรณ์งดงามสีชมพูกลีบบัวปักลายด
หวนคืนพลิกลิขิตชะตารักตอนที่ 98 ฝนหยุดตกเสียที แม้ว่าฝนจะหยุดหรือไม่หยุดชิงหว่านก็ยังทำงานไปตามปกติ นางให้คนที่ร้านนำบัญชีมาส่งที่จวนให้นางอ่านและตรวจสอบตามปกติ สองวันก่อนพูดกับพี่สามเรื่องสำนักศึกษาหญิง พี่สามกระตื้อรื้อร้นส่งข่าวมาให้นางว่ามีสถานที่น่าสนใจและยังมีคนที่เต็มใจสอนอีกด้วย เฝ่ยชุ่นและเฝ่ยชิงเห็นเจียงชิงหว่านอารมณ์ดีก็พลอยแย้มยิ้มไปด้วย ครู่หนึ่งพ่อบ้านนำเทียบเชิญมามอบให้ ชิงหว่านมาเมื่อเปิดอ่านแล้วรอยยิ้มจึงเลือนไป “มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ” เฝ่ยชิงอดถามไม่ได้ “ลี่กุ้ยเฟยส่งเทียบเชิญเข้าวังหลวง” “เข้าวังหลวง” เฝ่ยชุ่นอ้าปากกว้าง “ข้าเข้าวังไม่ได้รึ” ชิงหว่านถามยิ้มๆ แล้วลุกขึ้นยืน “ท่านแม่อยู่ที่ห้องหรือไม่”" “เวลานี้น่าจะอยู่ที่ห้องหนังสือเจ้าค่ะ ได้ยินบ่าวคุยกันว่าฮูหยินเกรงว่าฝนตกติดกันหลายวัน ตำราที่เก็บไว้จะชื้น ให้คนไปจุดกำยานเจ้าค่ะ”“เหตุใดท่านแม่ไปทำเองเล่า เรื่องนี้ให้ข้าทำให้ก็ได้” หญิงสาวเดินตรงไปยังห้องหนังสือก็ซ่งฉินหยีและเจียวจูอยู่ที่ห้องหนังสือก่อนแล้ว“ท







