Mag-log inบทที่ ๒
มู่เซี่ยหยาง เกรงว่าสวรรค์คงกลั่นแกล้งให้นางได้หวนกลับมาพบเจอบุรุษต่ำทรามผู้นี้กระมัง เมื่อได้ยินน้ำเสียงนี้อีกครั้ง จู้ซูเหยียนหยุดชะงักฝีเท้าหยุดอยู่ที่หน้าประตูพลางกำมือแน่นด้วยความเคียดแค้น นัยน์ตาเมล็ด ซิ่งดูแข็งกร้าวขึ้นมาทันที มู่เซี่ยหยาง…บุรุษใจร้าย ที่ผ่านมานางล้วนเป็นภรรยาที่ดีหวังว่ากลายเป็นภรรยาแล้วเขาจะให้ความสนใจนางบ้าง ทว่าทุกอย่างที่จู้ซูเหยียนกระทำลงไปนั้นในสายตาของมู่เซี่ยหยางย่อมมองว่าไร้ค่าอยู่ดี แม้จะแต่งงานหลายปีแล้วอย่างไรกัน ความสัมพันธ์ของนางและมู่เซี่ยหยางห่างเหินยิ่งกว่าคนแปลกหน้าเสียอีก ‘หึ!’ มู่เซี่ยหยางแค่นเสียงออกมา สายตาคมกริบปรายมองสตรีตรงหน้านิ่งๆ ‘ภายในใจของข้าย่อมไม่เคยและไม่มีวันมีเจ้าอยู่ข้างในจู้ซูเหยียน’ ‘เหลวไหลมู่เซี่ยหยาง! ท่านแต่งกับข้าแล้วซ้ำยังเป็นสามีของข้า…หากไม่มีข้าในใจแล้วจะมีสตรีอื่นได้งั้นหรือ’ จู่ๆ จู้ซูเหยียนก็นึกถึงเหตุการณ์ในครานั้นขึ้นมา นางในตอนนั้นช่างนางสมเพชเวทนาไม่น้อย เหตุใดนางถึงได้โง่งมไปร้องขอความรักจากเขากันหรือเพียงเพราะว่านางมีใจให้เขา…เขาจำต้องมีใจให้นางเช่นกันงั้นรึ ช่างเป็นความคิดที่โง่เขลาสิ้นดี จู้ซูเหยียนหัวเราะเยาะออกมาเล็กน้อย “ท่านและข้าสิ้นสุดกันเพียงเท่านี้เถิด” การกระทำของอีกฝ่ายนับว่าเอาแต่ใจไม่น้อย จู่ๆ เมื่อสองสามวันก่อนนายท่านจากสกุลจู้เข้าวังหลวงไปด้วยความเร่งรีบพร้อมทั้งยังเขียนฎีการ้องทุกข์ถวายของฮ่องเต้ว่าคุณชายสกุลมู่นามมู่เซี่ยหยางทำให้บุตรสาวต้องเจ็บช้ำน้ำใจได้โปรดให้ความเป็นธรรมด้วย พอมู่เซี่ยหยางได้ยินก็พลันเกิดความโมโหโกรธเคืองอีกฝ่าย ไม่น้อย ผู้คนสกุลจู้ย่อมนิสัยเหมือนกันหมด! มู่เซี่ยหยางปรายสายตามองสตรีเบื้องหน้าด้วยสายตานิ่งๆ มุมปากหนาโค้งยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย หากอยากจะตายจริงๆ ไฉนถึงได้ไปกระโดดสระบัวตื้นๆ เล่า “ซูเออร์…” จู้ฮูหยินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จู้ซูเหยียนเดินเข้ามาข้างในห้องโถง ใบหน้าคนงามเชิดขึ้นเล็กน้อยไม่แม้แต่จะปรายสายตาเอ่ยทักทายบุรุษอีกคนที่อยู่ในห้องราวกับว่ามองไม่เห็น นางระบายยิ้มจางๆ ก่อนจะยอบกายลงคารวะบิดาและมารดาที่อยู่ตรงหน้า “ซูเออร์เสียมารยาทแล้วทำให้พวกท่านต้องรอ” นางกล่าวออกมาอย่างนุ่มนวล จู้ฮูหยินปรายสายตามองสามีข้างกายเล็กน้อยจากนั้นจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา บุตรสาวของนางดูเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง…หากเป็นเมื่อหลายวันก่อนมีหรือจู้ซูเหยียนจะมีท่าทางสงบนิ่งเย็นยะเยือกปานน้ำแข็งเช่นนี้ นายท่านจู้พยักหน้า “พ่อและแม่ของเจ้าหาได้ต้องการพบแต่ทว่าเป็นคนผู้นั้นต่างหาก” จู้ซูเหยียนย่อมคุ้นเคยกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างดี มือทั้งสองมือของนางที่ประสานกันพลันบีบแน่น รอยยิ้มบนใบหน้าคนงามเจื่อนลงทันที “งั้นหรือเจ้าคะ…” สายตาคมกริบเพ่งมองสตรีตรงหน้านิ่งๆ นานครู่หนึ่งทว่ากลับไม่ปริปากกล่าวอันใดออกมา มู่เซี่ยหยางสังเกตเห็นว่าจู้ซูเหยียนเปลี่ยนไป เมื่อสิบวันก่อนนางยังทำตัวเป็นสตรีน่ารำคาญเอาแต่พร่ำพูดเรียกร้องความสนใจจากเขาไม่ขาดแล้วไฉนยามนี่นั้น…กลับไม่แม้แต่จะปรายตามองซ้ำยังไม่แสดงท่าทางใดๆ ออกมาที่บ่งบอกถึงความยินดีหรือความตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของมู่เซี่ยหยางพลันขมวดคิ้วมุ่น จู้ฮูหยินพลางชำเลืองมองมู่เซี่ยหยางก่อนจะหันมากล่าวกับบุตรสาวแทน ใบหน้าของนางระบายยิ้มกว้าง “หันหลังกลับไปดูให้เห็นกับตาเสียซูเออร์” เกรงว่าบุตรสาวของนางคงไม่ทันได้สังเกตมองเห็นอีกฝ่ายกระมัง จู้ซูเหยียนเม้มริมฝีปากแน่นราวกับว่ากำลังอดทนกับความรู้สึกบางอย่างในใจ ในตอนที่จู้ซูเหยียนหันหลังกลับก็พลันเข้ากับดวงตาคมกริบของอีกฝ่ายราวกับเพ่งมองอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว นางมองเขานานอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจกล่าวออก มา “รบกวนเวลาของคุณชายมู่แล้ว” จู้ซูเหยียนกล่าวเสียงเรียบ มือทั้งสองข้างกันมือกันแน่นอย่างไม่รู้ตัว นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบเขาอีกครั้งหลังจากหวนคืน… หัวใจของจู้ซูเหยียนพลางเต้นกระหน่ำด้วยความตื่นเต้น หวาดกลัวและความรู้สึกต่างๆ มากมายที่ปะทุเข้ามาในอก “นี่เป็นเจตนาของคุณหนูจู้หากข้าไม่มางันนี้เกรงว่าคงถูกนายท่านจู้ร้องทุกข์ให้ทหารวังหลวงมาจับกุมข้าเหตุข้อหาทำให้คุณหนูจู้ต้องเจ็บช้ำน้ำใจกระมัง” มู่เซี่ยหยางกล่าวออกมาเสียงเรียบ มุมปากโค้งยกขึ้นคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม พอจู้ฮูหยินและนายท่านได้ยินแล้ว ใบหน้าของคนทั้งคู่ต่างสลดซีดเผือดลงไปทันที เพราะนี่อย่างไรพวกเขาถึงไม่ต้องการให้บุตรสาวเกี่ยวข้องกับบุรุษผู้นี้ วาจาที่ตรงไปตรงมาไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น หากกล่าวตามตรงแล้วมู่เซี่ยหยางดูร้ายกาจและแข็งกระด้างไร้ความรู้สึกมิต่างจากก้อนน้ำแข็ง จู้ซูเหยียนได้ยินแล้ว หัวเราะออกมาเล็กน้อย นางปรายสายตากลับไปมองบิดามารดากล่าว “ ต่อจากนี้ได้โปรดท่านพ่อและท่านแม่อย่าได้ไปรบกวนหรือทำให้คุณชายมู่ต้องรู้สึกลำบากใจอันใดเถอะเจ้าคะ” นางและเขาได้ตัดขาดสิ้นสุดกันไปแล้ว จู้ซูเหยียนไม่มีทางยอมให้ตกอยู่ในชะตากรรมเช่นเดิมอีกเป็นครั้งที่สองแน่! “ซูเออร์หมายความว่าอย่างไร” จู้ฮูหยินร้องตกใจ นางรู้ว่าบุตรสาวมีท่าทางเพียงไปแต่ก็ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ “หากข้าและคุณชายมู่ไร้ซึ่งวาสนาต่อกัน แม้อยู่ห่างเพียงพันลี้…ข้าย่อมไม่คิดไขว่คว้าให้มาเคียงข้างเจ้าค่ะ” จู้ซูเหยียนกล่าวพลางหันกลับไปสบตาอีกฝ่าย นัยน์ตาคู่งามฉายแววสั่นไหวเพียงครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันราวสายน้ำไร้คลื่นลม ข้าและท่าน…สิ้นสุดกันเพียงเท่านี้เถิดมู่เซี่ยหยาง สายตาคมกริบดูลึกล้ำของมู่เซี่ยหยางเพ่งมองสตรีตรงหน้า เขาพลันมองเห็นความรู้สึกบางอย่างวูบผ่านดวงตางามคู่นั้นก่อนจะลับเลือนหายไปในพริบตาราวกับต้องการเก็บซ่อนเอาไว้ พอเห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ จู่ๆ มู่เซี่ยหยางก็พลันเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา “การกระทำที่เอาแต่ใจเช่นนี้ของคุณหนูจู้ทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนและลำบากใจรู้หรือไม่” ยามนี้บรรยากาศภายในห้องโถงเงียบสงัดมีเพียงสายลมอ่อนโยนพัดผ่านโชยมาจึงทำให้ปลายแขนเสื้อของทั้งสองพลิ้วไหวตามแรงลม ทว่าในความเงียบสงบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความอึดอัดที่ยากจะเอื้อนเอ่ย เกรงว่าหากผู้ใดไม่รู้จักคนทั้งคู่มาก่อนก็คงคิดว่าเป็นคู่สามีภรรยาที่เคยมีเรื่องบาดหมางใจกันมาก่อนแน่ จู้ซูเหยียนและมู่เซี่ยหยางต่างจ้องมองสบตากันไม่กระพริบโดยไม่ปริปากพูดอันใดออกมาสักครึ่งคำ เดิมทีนั้นมู่เซี่ยหยางเพียงปรายตามองก็สามารถหยั่งรู้จิตใจของสตรีผู้นี้ได้โดยง่ายทว่าครานี้กลับแตกต่างกันออกไป นัยน์ตาของนางดูว่างเปล่าราวกับจงใจปิดกั้นทุกความรู้สึกคล้ายผืนน้ำที่เคยกระจ่างใสแต่บัดนี้กลับลึกล้ำจนยากหยั่งถึง เพียงแค่ตกลงไปเพียงคราเดียวนางถึงกับเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ…? ภายในใจของจู้ซูเหยียนบีบรัดแน่นแทบหายใจไม่ออกราวกับว่ามีภูผาหลายพันชั่งกดทับเอาไว้อยู่ข้างใน “ขออภัยด้วยหากข้าทำให้คุณชายมู่ลำบากใจถึงเพียงนี้” จู้ซูเหยียนเอ่ยขึ้นหลังจากความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง น้ำเสียงของนางแผ่วเบาแฝงไปด้วยความรู้สึกขมขื่น ขอบตาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาจนจู้ซูเหยียนต้องเบือนหลบไปทางอื่นแทน ในตอนนั้นนางเอาแต่ใจไม่น้อย ไม่ว่าจะถูกมู่เซี่ยหยางข่มขู่อย่างไรก็หาได้หวาดกลัวมิหนำซ้ำกลับยืนหยัดดื้อรั้นจะแต่งเป็นภรรยาของเขาโดยไม่ยอมฟังคำตักเตือนของผู้ใดทั้งสิ้น จู้ซูเหยียนในวันวานช่างโง่เขลาเสมือนกับดักแด้ที่กลายเป็นผีเสื้อไม่รู้จักอันใดแต่กลับหลงใหลในเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนมุ่งหน้าเข้าหาเขาโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด หวนคืนครานี้จู้ซูเหยียนย่อมไม่เดินตามเส้นทางเดิมอีก “หากคุณหนูจู้กล่าวคำขอโทษข้าย่อมให้อภัย” จู้ซูเหยียนระบายยิ้มจางๆ “คุณชายมู่วางใจเถอะเจ้าคะ…ข้าและท่านย่อมไม่ข้องเกี่ยวกันอีกแล้ว” จู่ๆ มู่เซี่ยหยางรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้พบจู้ซูเหยียน เขากระแอมไอทีหนึ่งก่อนที่น้ำเสียงทุ้มจะเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา “ข้าและคุณหนูจู้ย่อมไม่มีอันใดข้องเกี่ยวกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” “คุณชายมู่!” นายท่านจู้ตวาดลั่นเสียงดังด้วยความไม่พอใจหลังจากนั่งฟังอยู่นาน “ได้โปรดคุณชายมู่ระวังคำพูดของท่านจะกระทบถึงความ รู้สึกของบุตรสาวข้าด้วย” แน่นอนย่อมว่าจู้ฮูหยินย่อมไม่อาจทนได้หากต้องเห็นบุตรสาวกระโดดน้ำอีกครั้ง เกรงว่าคราวนี้จากสระบัวจะกลายเป็นทะเลสาบลึกได้ จู้ซูเหยียนยืนเหยียดหลังตรง ใบหน้าคนงามเชิดขึ้นเล็กน้อย ท่วงท่าสงบนิ่งดั่งสายลมฤดูหนาวทว่ากลับแฝงความเย็นชาเอาไว้ นางกล่าว “คุณชายมู่พูดถูกแล้วเจ้าค่ะ...ที่ผ่านมาเป็นข้าที่โง่งมและดื้อรั้นอยากเอาตัวเองไปวางไว้ข้างกายผู้อื่นแต่สุดท้ายกลับถูกมิต่างจากเศษก้อนกรวด…” หัวคิ้วของมู่เซี่ยหยางขมวดมุ่น น้ำเสียงหวานที่เอ่ยออกมาแต่ละประโยคนั้นดูเรียบเฉยแต่กลับแฝงความรู้สึกต่างๆ กดซ่อนเอาไว้มากมาย “วางใจเถอะเจ้าค่ะ…พิธีกราบไหว้ฟ้าดินระหว่างข้าและท่านย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นแน่” ไม่ว่าเรื่องต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรทว่านางไม่มีทางยอมให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีกแน่ราวกับว่าสวรรค์ได้กำหนดโชคชะตาของนางเอาไว้แล้วพอเวลาผ่านพ้นไปได้ไม่นานหลังจากนั้น จู้ซูเหยียนก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา…นางกำลังจะได้เป็นมารดาอีกครั้ง ร่างอวบอิ่มของนางก้าวเดินออกจากเรือนอย่างเชื่องช้า มือหนึ่งประคองหน้าท้องไว้ด้วยความทะนุถนอม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าคนงาม“สายปานนี้แล้วไฉนยังอยู่ที่เรือนอีกเล่า” น้ำเสียงหวานเอ่ยถามด้วยความงุนงงช่วงนี้นางขี้เซายิ่งนัก แม้จะได้พักผ่อนเต็มอิ่มไม่มีผู้ใดรบกวนแต่ก็พลันเกียจคร้านจะลืมตาตื่นขึ้นมาและกว่าจะแต่งกายทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เกือบเที่ยงวันแล้ว ไร้โอกาสพูดคุยกับ มู่เซี่ยหยางที่ออกไปดูแลกิจการตั้งแต่เช้าตรู่ทว่าไฉนวันนี้กลับเห็นเขายังอยู่ในจวนอีกเล่าจู้ซูเหยียนก้าวเดินช้าๆ มีเหล่าสาวใช้คอยประคองอยู่ข้างกายไม่ห่าง เกรงว่านางจะก้าวพลาดแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ภายในใจล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกน้อยในชาติที่แล้วยังไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก กลับต้องดับสิ้นไปตั้งแต่ยังเป็นเพียงก้อนเลือด...ดังนั้น...ครรภ์นี้นางจึงทะนุถนอมยิ่งกว่าชีวิตมู่เซี่ยหยางพอเห็นร่างออกมาจากเรือนเสียที ใบหน้าขเขาก็พลันระบายยิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยน สายตาคม
มู่เซี่ยหยางปรายสายตามองจู้ซูเหยียนนิ่งๆ ไม่พูดอันใดออกมาราวหนึ่งก้านธูป ฝ่ามือหนาพลางยกขึ้นลูบไล้เรือนผมนางด้วยความอ่อนโยน “ยังไม่ตื่นอีกหรือ”จู้ซูเหยียนส่ายหน้าก่อนจะซุกไซร้เข้าไปในอ้อมกอดของอีกฝ่ายอย่างเอาแต่ใจ“ไม่” น้ำเสียงหวานเอ่ยออกมางัวเงียเขาแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ มุมปากหนาโค้งยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยพูดออกมา “หากเป็นเช่นนี้เกรงว่ากิจการของสกุลมู่คงขาดทุนเสียแล้ว”เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงได้ขี้เซ้าเพียงนี้ ทั้งที่นอนหลับไปหลายชั่ว“สกุลมู่มีเพียงท่านทำงานอยู่ผู้เดียวหรือไร” นางพึมพำพูดเสียงอู้อี้อย่างเกียจคร้านไม่คิดจะลืมตาตื่นจากที่นอนพอจัดการสะสางเรื่องทุกอย่างแล้วสิ้นนั้นคล้ายกับว่าความรู้สึกหนักอึ้งในใจที่เสมือนถูกก้อนหินทับเอาไว้ถูกยกออกเสียที ยามนี้นางไม่มีเรื่องอันใดให้ต้องระแวงและกังวลใจอีกแล้วจากนี้นางขอใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเกียจคร้านไม่ต้องมีเรื่องอันใดให้ต้องคิดหนักใจหน่อยเถอะนิ้วมือเรียวยาวพลันยกขึ้นมาเกลี่ยแก้มนวลของนางแผ่วเบาราวกับกำลังหยอกล้อ สายตาของมู่เซี่ยหยางที่มองนางล้วนเต็มไปด้วยความเอ็นดูไม่น้อยเหตุใดถึงคล้ายลูกแมวน้อยขี้เซ้านัก“อื้ออ…” จู้ซูเหยียนครางอ
เมื่อมู่เซี่ยหยางเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา จู้ซูเหยียนพลันชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาคมกริบของเขาโดยไม่อาจหลบเลี่ยง สีหน้าของนางฉายแววครุ่นคิดอย่างชัดเจน ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรเชื่อคำพูดของบุรุษตรงหน้าหรือไม่“…”มู่เซี่ยหยางเพียงจ้องมองนางนิ่งๆ ไม่บุ่มบ่ามหรือทำอันใดให้นางต้องรู้สึกไม่ดีสายตาคมกริบจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่งาม เห็นได้ชัดว่ายามนี่นางกำลังสับสนและลังเลไม่น้อย เขาเอ่ยออกมาเสียงเรียบ “ดึกเพียงนี้แล้วดับตะเกียงนอนเถอะ”จู้ซูเหยียนขยับริมฝีปากพูด “มู่เซี่ยหยาง…” นางถอนพลางหายใจเฮือกใหญ่ออกมา“หื้ม?”“ท่านและไป๋เจียวเหม่ยนั้น…” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ชั่งใจว่าควรจะเอ่ยถามออกมาหรือไม่ มือทั้งสองข้างกำแน่นก่อนจะรู้สึกว่ามีฝ่ามือหนาของเขามากอบกุมเอาไว้มู่เซี่ยหยางระบายยิ้มจางๆ เขาเข้าใจได้ว่านางกำลังจะพูดสิ่งใดออกมา “คุณหนูไป๋และข้าได้มีความสัมพันธ์อันใดกันทั้งสิ้น” หากไม่ใช่เพราะคุณหนูผู้นั้นเป็นสหายกับจู้ซูเหยียนมานาน เขาเองก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวมีเรื่องสตรีให้นางต้องรู้สึกลำบากใจเห็นได้ชัดว่าสายตาของจู้ซูเหยียนฉายแววความลังเลอย่างไรในอดีตคนทั้งคู่ก็เคยมีความสัม
หานเฟิ่งยกน้ำชาขึ้นมาจิบพลางเหลือบสายตามองบุรุษตรงหน้าก่อนจะวางจอกน้ำชาลงพลางถอนหายใจออกมาแทน ท่าทางกลัดกลุ้มใจเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดมองเห็นแล้วก็คงคิดว่าคนผู้นี้ทะเลาะกับภรรยามาเป็นแน่“เปลี่ยนจากโรงเตี๊ยมเป็นหอคณิกาดีหรือไม่” หานเฟิ่งเลิกคิ้วเอ่ยถาม ดูแล้วบรรยากาศเช่นนี้คงไม่เหมาะที่จะดื่มชานัก มิสู้เปลี่ยนเป็นสุราแรงคงจะดีไม่น้อย“ก่อนหน้านี้ข้าทำอันใดให้นางไม่พอใจกัน” จู่ๆ มู่เซี่ยหยางที่เอาแต่นั่งเงียบอยู่จึงพูดขึ้น ใบหน้าของเขาขมวดคิ้วท่าทางครุ่นคิดหนักเหตุใดนางถึงไม่เชื่อใจเขา…เช่นนี้แล้วเขาควรทำอย่างไรดีมู่เซี่ยหยางอดย้อนคิดกลับไปไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว มีสิ่งใดที่เขาทำลงไปโดยไม่รู้ตัวไม่นึกถึงความรู้สึกของนางหรือไม่แน่นอนว่าย่อมมี! ทว่าเหตุการณ์เหล่านั้นล้วนเกิดก่อนที่เขาจะร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับนางทั้งสิ้น“…”“ต้องทำอย่างไรนางถึงจะคุยกับข้า”น้ำเสียงทุ้มของมู่เซี่ยหยางที่เอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับกำลังพึมพำพูดอยู่ในความคิดของตัวเอง ถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมาเมื่อวานนี้ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาซ้ำๆ“พูดกับข้าหรือ…?” หานเฟิ่งเลิกคิ้วถามกลับ“ตรงนี้ยังมีผู้ใดอีกนอกจากเจ้า” ม
ความรู้สึกของผู้อื่นหรือจะสำคัญเท่าภรรยา…หากนางทำผิดเขาก็จะหลับตาข้างหนึ่งเสแสร้งตาบอดมองไม่เห็นคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้องมู่เซี่ยหยางยังคงยืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม ในขณะที่จู้ซูเหยียรเดินไปล้มตัวนอนบนเตียงคลุมผ้าห่มปกปิดทั่วทั้งร่างทันทีเขามองเห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาก่อนจะโบกมือไล่สาวใช้ในเรือนให้ออกไปก่อนจะปิดประตูลงทันที ยามนี้จึงเหลือเพียงแค่เขาและนางเท่านั้น…มู่เซี่ยหยางเดินไปนั่งอยู่ข้างเตียง น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามออก มาอย่างอ่อนโยน “เป็นอันใดไปหรือ” “อย่ามายุ่งกับข้า!”“จู้ซูเหยียน…” เขากดเสียงทุ้มต่ำก่อนจะยื่นมือไปเลิกผ้าห่มออกแต่ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายชักดึงกลับทันที มู่เซี่ยหยางไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ สตรีผู้นี้ถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้จู้ซูเหยียนพูดเสียงอู้อี้ “ออกไปให้พ้น!”“เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่มิใช่หรือ” มู่เซี่ยหยางถามอย่างใจเย็น สายตามคมกริบมองก้อนผ้าห่มตรงหน้านิ่งๆจู้ซูเหยียนไม่มีทางยอมโผล่หน้าออกไปคุยกับบุรุษผู้นี้แน่ เดิมทีนั้นไม่ว่านางจะผิดถูกหรือไม่ มู่เซี่ยหยางไม่เคยถามไถ่เหตุผลว่าเพราะเหตุใดและทำไม เขาเอาแต่ด่าทอนางด้วยถ้อยคำที่ฟังแล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจทั้ง
พอเห็นท่าทางของสตรีตรงหน้าผู้นี้โมโหเดือดดาลมิต่างจากน้ำต้มในกา ไป๋เจียวเหม่ยพลางยกมือปิดปากหัวเราะเยาะ สายตาปรายมองสตรีตรงหน้าอย่างดูแคลน นึกไม่ถึงว่าเรื่องเช่นนี้จะนำมาข่มขู่จู้ซูเหยียนได้“แท้จริงแล้วเจ้าต้องการอันใดกันแน่ไป๋เจียวเหม่ย”จู้ซูเหยียนขมวดคิ้วมุ่นปรายสายตามองอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ…แท้จริงแล้วไป๋เจียวเหม่ยต้องการอันใดจากนางกันแน่หรือเพียงเพราะต้องการยั่วยวนโทสะเท่านั้นไป๋เจียวเหม่ยยังหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี นางพลางโบกมือส่ายหน้าไปมาท่าทางเหนื่อยหน่าย“ข้าเพียงนำข่าวลือในวังหลวงมาแจ้งให้เจ้าทราบเท่านั้น”จู้ซูเหยียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความรำคาญ ข่าวลือจากวังหลวงหรือข่าวลือจากลมปากของสตรีผู้นี้กันแน่ มีหรือนางจะเชื่อ… “เจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กสามขวบที่โง่งมจนเชื่อคำพูดของเจ้าเช่นนั้นหรือไป๋เจียวเหม่ย”ไป๋เจียวเหม่ยเลิกคิ้วถาม “เคยเชื่อมิใช่หรือ”คราวก่อนนั้นหากนางบอกว่าไปซ้าย...จู้ซูเหยียนก็เชื่อฟังเดินไปทางซ้ายโดยไร้ข้องกังหาและหากนางบอกว่าไปขวาแล้วจะดี มีหรือว่าสตรีโง่เขลาผู้นี้จะไม่หลงเชื่อ“ไป๋เจียวเหม่ย!” จู้ซูเหยียนกัดฟันกรอด ถลึงตามองด้วยความโกรธ ไม่ว่าจะเ




![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


