FAZER LOGINบทที่ 7
หานเฟยเจี้ยออกจากจวนสกุลหลัว หลังจากนั้นเขาก็รีบก้าวขึ้นรถม้า หมอที่ทุกคนเข้าใจว่ากลับไปแล้ว ตอนนี้กับนั่งรอเขาอยู่บนรถม้า
“หลานสาวของข้า อาการเป็นเช่นไรบ้าง” เขาถามขึ้นด้วยความอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วหลานสาวเขาเป็นอะไรกันแน่
“ร่างกายของคุณหนูปกติดีทุกอย่างขอรับ ด้านจิตใจก็ไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วง”
เมื่อได้ยินหมอพูดออกมาเช่นนั้นเขาก็เบาใจลงมาได้บ้าง แล้วเพราะอะไรนางถึงได้เปลี่ยนไป หรือเพราะเหตุการณ์นั้นจึงทำให้นางเข้มแข็งขึ้น หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ดี เขาจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลเพราะนางอีก
หลัวอี๋อิ่งพักผ่อนอยู่ในจวนอีกหลายวัน เมื่อเห็นว่าในจวนนี้ไม่มีอะไรให้ทำนอกจาก ฝึกศาสตร์ต่าง ๆ จึงคิดหาวิธีที่จะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีก
“อิงอิง ไปตามน้องสามมาพบข้าหน่อย บอกว่าข้าจะพานางออกไปเที่ยวเล่นด้านนอก และพาไปพบพี่อีเฟยด้วย” หญิงสาวพูดขึ้นในขณะที่ตายังคงหลับอยู่
“เจ้าค่ะ” นางตอบรับแล้วเดินออกไปทำตามคำสั่งทันที
“ลั่วลั่ว เจ้ามาช่วยข้าแต่งตัว” ตอนนี้นางได้ให้ลั่วลั่วมาดูแลนางอีกคน ส่วนสาวใช้สามคนที่ได้มาใหม่นางก็ให้ดูแลเรือน และจับตาดูซือซือ เห็นว่าหลายวันนี้นางพยายามจะออกจากเรือนไปหลายครั้ง แต่สาวใช้เหล่านั้นก็ห้ามเอาไว้ได้ ช่างสุขใจยิ่งนัก
นางเปลี่ยนใจแล้ว ที่ว่าจะให้ทั้งสองได้คู่กัน แต่หากพวกเขามีวาสนาต่อกันจริง นางก็จะเป็นคนตัดด้ายแดงนั้นด้วยมือของนางเอง
ชุดที่นางไปสั่งตัดวันนั้นได้ส่งมาที่จวนแล้ว นางจึงเลือดใส่ชุดสีชมพูหวานหยาดเยิ้ม ยิ่งทำให้ความงามของนางเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน จากนั้นก็แต่งหน้าบาง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับวัย
รอได้ไม่นานหลัวลู่ชิงก็มาถึง
“คารวะท่านพี่รอง” หลัวลู่ชิงที่พึ่งมาถึง นางได้เอ่ยทำความเคารพผู้เป็นพี่สาวด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป หญิงสาวมองสำรวจพี่สาว ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านพี่รองรู้จักแต่งตัวแบบนี้แล้วหรือ มิใช่ว่าชอบใส่แต่ชุดสีขาวที่ดูเหมือนกับคนป่วยอยู่ตลอดเวลาหรอกหรือ”
“หึ เป็นเจ้าที่ชอบว่าพี่เช่นนี้เสมอ” นางหัวเราะออกมาเบา ๆ น้องสาวผู้นี้ชอบว่านางเรื่องแต่งตัวตลอดเวลา แต่นางก็ไม่เคยฟัง
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าไปอยู่กับสาวใช้ผู้นั้นให้มาก นางชอบสอนเรื่องไม่เป็นเรื่องให้ท่าน” สาวใช้ผู้นั้นชอบพูดให้พี่สาวนางทำแต่เรื่องไร้สาระ ชุดสีขาวนี่ก็เช่นกัน ไม่รู้ว่านางทำเช่นไร พี่สาวผู้นี้ของนางจึงได้เชื่อมากมายเช่นนั้น
“เอาเถิด เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว วันนี้เราออกไปข้างนอกกันดีหรือไม่ เจ้าก็ช่วยเลือกชุดให้พี่หลายชุดหน่อย” นางพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ น้องสาวผู้นี้ดูแล้วก็หาใช่คนที่เลวร้ายอย่างที่หลัวอี๋อิ่งคนก่อนคิดไม่ ออกจะจริงใจกับนาง
“เจ้าค่ะ” นางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พร้อมกับมองพี่สาวด้วยสายตาแปลกใจ นางเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้เลยหรือ แต่ก่อนเคยพูดเช่นนี้กับนางเสียเมื่อไหร่
“เช่นนั้นเราไปกันเถิด”
สองพี่น้องพากันเดินทางไปตลาดเพื่อซื้อของ
“ข้าว่าชุดนี้เหมาะกับพี่รอง” หลัวลู่ชิงพูดขึ้นขณะกำลังเลือกชุดให้พี่สาว
“เจ้าช่างเลือกได้ดียิ่งนัก” นางคงจะมองน้องสาวผู้นี้ผิดไปจริง ๆ นางก็หวังดีอยู่ไม่ใช่น้อย
“ข้ารอเวลาที่จะช่วยท่านแต่งตัวเช่นนี้นานแล้ว” แม้จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ แต่ความหมายกับมีแต่ความหวังดี
“เจ้าก็เลือกให้ข้าอีกหลาย ๆ ชุดหน่อยสิ” นางพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มออกมาน้อย ๆ พร้อมกับมองน้องสาวด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
ดูแล้วนางก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เพียงแค่บังเอิญชอบบุรุษที่เป็นคู่หมั้นของพี่สาว จึงไม่ชอบใจที่พี่สาวได้ครองบุรุษที่ตนเองรัก
เป็นเช่นนี้นางคงไม่อาจปล่อยให้น้องสาวไปเผชิญเรื่องที่ร้ายแรงได้ แต่ถ้านางอยากจะครอบครองบุรุษผู้นั้น นางก็จะหาทางให้น้องสาวได้ครอบครองเอง
เมื่อเลือกซื้อชุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็พากันไปทานอาหารที่โรงเตี๊ยมชื่อดังของเมืองหลวง
เมื่อสั่งอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลัวอี๋อิ่ง จึงตัดสินใจที่จะบอกเรื่องซือซือกับถางอีเฟยให้น้องสาวได้รู้
“พี่มีเรื่องจะบอกเจ้า” นางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” หญิงสาวถามขึ้นด้วยความสงสัย เหตุใดจึงต้องพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเพียงนี้
“พี่อีเฟยลอบคบหากับซือซือ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่มีวี่แววของความเสียใจอยู่แม้แต่น้อย
“พี่รองพูดจริงหรือ” หญิงสาวถามขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน นางว่าแล้วเชียว ซือซือผู้นี้ต้องไม่ใช่คนดีอย่างที่แสดงออก
“จริงสิ พี่เห็นด้วยตาของพี่เองในวันงานปักปิ่น” นางไม่อยากให้น้องสาวต้องมาเจ็บช้ำเพราะบุรุษมากรักเช่นนั้น
“แล้วพี่รองจะทำเช่นไรต่อ”
“พี่จะตัดทางรักของพวกเขาเอง” นางยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเดิม
“พี่รองไม่คิดเสียใจบ้างหรือ” นางถามด้วยน้ำเสียงสงสัยปนโมโห คู่หมั้นกับสาวใช้ทำเช่นนี้ ยังพูดราวกับไม่มีอะไรเกิด
“โกรธแล้วพี่จะทำอันใดได้ หลักฐานก็ไม่มี คงทำได้เพียงอย่างเดียวคือร้องไห้” นางพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เมื่อเห็นท่าทีของน้องสาวที่มีต่อเรื่องนี้จึงคิดแผนการขึ้นมาได้
“เดี๋ยวข้าจัดการให้พี่รองเอง” นางพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
ในขณะที่ซือซือกำลังรินชาอยู่นั้น หลัวลู่ชิงก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปชมวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ก็พลันมองไปเห็นศาลาริมน้ำ ที่พี่สาวของนางได้ตกลงไป ก็พลันนึกแผนการดี ๆ ขึ้นได้ จึงเอ่ยขึ้น“ข้าว่าเราออกไปนั่งที่ศาลาริมน้ำตรงนั้นดีหรือไม่เจ้าคะพี่รอง”“ไปนั่งรับลมตรงนั้นก็ดี” นางพูดขึ้นพร้อมกับยิ้ม ๆ จากนั้นก็หันหน้าไปสั่งซือซือที่ยืนอยู่ “ซือซือ... ไปเตรียมสถานที่ให้พวกข้า”“เจ้าค่ะคุณหนู” ซือซือจำต้องก้มหน้ารับคำสั่ง อย่าให้ข้าได้มีอำนาจบ้างก็แล้วกัน“เจ้าคิดที่จะทำอันใด” นางถามน้องสาว แม้จะรู้ว่าในใจของน้องสาวต้องมีแผนการอะไรซ่อนอยู่ แต่นางก็ยอมที่จะเดินตามแผนการนั้น“พี่รองรอดูเถิด นางทำให้ท่านต้องตกน้ำเกือบตาย ข้าก็จะทำให้นางต้องตกลงไปในน้ำนั้นบ้าง” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างมีโทสะ หากไม่เพราะสองคนนั้น พี่สาวของนางคงไม่ต้องประสบเคราะห์เช่นนั้นหลัวอี๋อิ่งไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงแค่ส่งยิ้มไปให้น้องสาวเท่านั้นทางด้านซือซือที่ถูกใช้ให้มาจัดสถานที่ ก็จัดด้วยความเกรี้ยวกราด ให้นางม
บทที่ 8เมื่อสองพี่น้องเดินเข้านั่งในห้อง หลัวอี๋อิ่งก็ได้เรียกสาวใช้ที่ท่านตาส่งมาเข้ามาในห้อง เอ่ยว่า “พวกเจ้าทั้งสามคน ท่านตาเรียกพวกเจ้าให้ไปพบที่จวนสกุลหาน” นางแจ้งเรื่องให้พวกนางรู้ พร้อมกับยื่นเงินและจดหมายหนึ่งฉบับให้พวกนางตอบรับพร้อมกับรับเงินและจดหมายก่อนจะเดินออกไป อย่างรวดเร็วหลังจากนั้นนางก็หันไปพูดกับสาวใช้อีกสองคน “ส่วนพวกเจ้าสองคน ออกไปซื้อขนมมาให้กับข้ากับน้องสาม” พูดพร้อมกับยื่นเงินให้พวกนาง นางนั้นกล่าวต่อว่า “แล้วก็ไปตามซือซือมาคอยรับใช้พวกข้าสองคนด้วย”หลังจากที่สาวใช้ออกไปแล้ว หลัวอี๋อิ่งก็หันไปพูดกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “เจ้าอยากทำอะไรก็ทำเถิด”“ข้าจะทำอันใดได้เล่า” นางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ภายในใจกับมีแผนการอยู่มากมาย แม้นางจะยอมตัดใจจากบุรุษผู้นั้น แต่บัญชีแค้นนี้ นางไม่อาจปล่อยวางได้ คอยดูเถิดว่าข้าจะทำอะไรได้บ้างไม่นานซือซือก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์นั้น แต่นางก็ยังคงเก็บอาการได้เป็นอย่างดี“คุณหนูเรียกบ่าวมาพบมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลัวอี๋อิ่งก็ได้แต่ลอบยิ้มในใจ นางไม่สามารถออกหน้าเรื่องซือซือได้ มีน้องสาวผู้นี้จัดการให้ก็ถือว่าไม่เลว“แล้วเจ้าเล่า จะเอาเช่นไรต่อไปเรื่องของถางอีเฟย” นางรู้เช่นนี้แล้วยังจะมีใจรักต่อเขาอีกหรือ หญิงสาวได้แต่คิดในใจ“หากเขามีสตรีที่รักอยู่แล้ว ข้าก็ไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยว” นางคิดมาตลอดว่าตัวเองยังคงมีหวัง เพราะเขาและพี่สาวไม่ได้รักกัน แต่วันนี้เมื่อรู้ว่าเขานั้นมีสตรีที่ชอบพออยู่แล้ว ก็เกิดอาการเสียใจอยู่ไม่น้อย“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี บุรุษที่ทำตัวเช่นนั้น เจ้าก็อย่าไปให้ใจเลย” ยังดีที่น้องสาวของนางไม่ได้งมงายในรักมากเกินไป“ข้าคิดมาตลอดว่าพวกท่านไม่ได้มีใจให้กัน ข้าอาจจะพอมีหวังที่จะได้หัวใจของเขามาครอบครองอยู่บ้าง แต่เมื่อได้มารู้ว่าเขามีสตรีในดวงใจอยู่แล้ว จึงคิดว่ายอมตัดใจเสียแต่ตอนนี้ ดีกว่าจะต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย“เราเปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่า ไว้วันหน้าเราออกมาเที่ยวเช่นนี้ดีอีกดีหรือไม่”“ดีเจ้าค่ะ”สอ
บทที่ 7หานเฟยเจี้ยออกจากจวนสกุลหลัว หลังจากนั้นเขาก็รีบก้าวขึ้นรถม้า หมอที่ทุกคนเข้าใจว่ากลับไปแล้ว ตอนนี้กับนั่งรอเขาอยู่บนรถม้า“หลานสาวของข้า อาการเป็นเช่นไรบ้าง” เขาถามขึ้นด้วยความอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วหลานสาวเขาเป็นอะไรกันแน่“ร่างกายของคุณหนูปกติดีทุกอย่างขอรับ ด้านจิตใจก็ไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วง”เมื่อได้ยินหมอพูดออกมาเช่นนั้นเขาก็เบาใจลงมาได้บ้าง แล้วเพราะอะไรนางถึงได้เปลี่ยนไป หรือเพราะเหตุการณ์นั้นจึงทำให้นางเข้มแข็งขึ้น หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ดี เขาจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลเพราะนางอีกหลัวอี๋อิ่งพักผ่อนอยู่ในจวนอีกหลายวัน เมื่อเห็นว่าในจวนนี้ไม่มีอะไรให้ทำนอกจาก ฝึกศาสตร์ต่าง ๆ จึงคิดหาวิธีที่จะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีก“อิงอิง ไปตามน้องสามมาพบข้าหน่อย บอกว่าข้าจะพานางออกไปเที่ยวเล่นด้านนอก และพาไปพบพี่อีเฟยด้วย” หญิงสาวพูดขึ้นในขณะที่ตายังคงหลับอยู่“เจ้าค่ะ” นางตอบรับแล้วเดินออกไปทำตามคำสั่งทันที&ldq
หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความอิ่มเอม โดยไม่รู้เรื่องเลยว่าปัญหากำลังเดินทางมาหาตนเองเมื่อทานอาหารเช้าเสร็จก็มานอนเล่นอย่างสบายอารมณ์ ในยุคนี้ไม่มีอะไรทำมากนัก นอกจากฝึกศาสตร์ต่าง ๆ แล้ว ก็ไม่มีอะไรทำอีก ซึ่งนางจึงเลือกที่จะนอน มากกว่าจะฝึกฝนศาสตร์เหล่านั้นในขณะที่นางกำลังนอนพักผ่อนอยู่นั้น อิงอิงก็เดินเข้ามาแจ้งถึงการมาของคนที่นางคาดไม่ถึง“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านผู้เฒ่าหานมาหาเจ้าค่ะ”“เจ้าว่าอย่างไรนะ!! ท่านตามาหาข้าหรือ” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างตกใจ พร้อมกับดีดตัวขึ้นจากที่นอนทันที ท่านตาไม่เคยมาหานางที่จวน มีแต่นางที่เดินทางไปหา หรือว่าสองคนนี้จะไปเล่าอะไรให้ท่านฟัง เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็หันไปถามอิงอิงที่นั่งก้มหน้าอยู่ ด้วยสายตาจับผิด “เจ้าไปเล่าอันใดให้ท่านตาของข้าฟังหรือไม่”“บ่าวไม่ได้เล่าอันใดเลยเจ้าค่ะ บางที่นายท่านผู้เฒ่าอาจจะเป็นห่วงสุขภาพคุณหนูก็ได้นะเจ้าค่ะ” นางเลือกที่จะโกหกออกไป เพราะหากคุณหนูรู้อาจจะไม่ยอมให้นางคอยอยู่รับใช้ข้างกายต่อ เช่นนั้นจะยิ่งไม่แย่ไปกันใหญ่หรือ“เช่นนั้น
บทที่ 6ในเวลาช่วงพลบค่ำ สามนายบ่าวพากันพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่นั้น ทางด้านซือซือก็ได้ลอบออกไปพบกับถางอีเฟย ที่ประตูด้านหลังจวน ประตูนี้ไม่มีคนใช้ สร้างไว้เพื่อขนของเท่านั้น จึงสะดวกต่อการแอบลอบพบกัน“ซือซือคิดถึงคุณชายเหลือเกินเจ้าค่ะ” เมื่อพบหน้ากัน หญิงสาวก็โผเข้ากอดชายคนรักด้วยความคิดถึง ทำให้ชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธได้“ข้าจะมาที่จวนนี้ให้บ่อยขึ้นดีหรือไม่” เขาเอ่ยขึ้น เพราะหลังวันปักปิ่นของหลัวอี๋อิ่ง เขายังไม่ได้พูดคุยกับนางอย่างจริงเลย วันที่เขามาเยี่ยมหลัวอี๋อิ่งวันนั้น ก็ได้พูดคุยกันเพียงแค่นิดเดียว“หากเราไม่ลอบพบกันเช่นนี้ ซือซือคงจะไม่ได้พบหน้าคุณชายอีกแล้ว” นางพูดขึ้นด้วยท่าทีน่าสงสาร“ทำไมหรือ?” ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างสงสัย หากนางยังอยู่ในจวน เหตุใดจะไม่ได้พบหน้ากันเล่า“คุณหนูให้ซือซือเฝ้าที่เรือนเจ้าค่ะ ไม่ให้ออกไปข้างนอก” นางแสร้งบอกด้วยนำเสียงตัดพ้อ ช่างน่าตายนัก คิดที่จะขังนางเอาไว้แต่ในเรือน“เหตุใดต้องให้เจ้าเฝ้าเรือน คนที่เคยทำหน้าที่ไปไหนเสียเล่า”“คุ







