LOGINในขณะที่ทุกคนกำลังรอหมออยู่ด้านนอกด้วยความกระวนกระวายใจ ส่วนด้านในก็ยังคงมีเสียงร้องไห้ของฮูหยินใหญ่ ดังออกมาปริ่มจะขาดใจ โดยมีนายท่านของจวนคอยปลอบประโลมอยู่ข้าง ๆ
“ลูกสาวของข้าเป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ” หลัวจื่อโจวร้องถามท่านหมอด้วยความร้อนใจ เพราะเป็นห่วงบุตรสาวที่ตอนนี้ก็ยังคงไม่ได้สติ
“อาการของคุณหนูหลัว ปลอดภัยดีแล้วขอรับ เพียงแต่ว่า...” เว้นวรรคไปครู่หนึ่ง “เพียงแต่ยังมิรู้ว่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อใดขอรับ” ท่านหมอหวังที่ถูกเรียกตัวให้มารักษาคุณหนูของจวนเอ่ยขึ้นอย่างจนใจ เพราะอาการของนางนั้น แม้ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่เหตุใดถึงยังมิรู้สึกตัวเขาเองก็ยังหาสาเหตุไม่ได้
“เหตุใดถึงไม่รู้ว่าจะฟื้นเมื่อไหร่” หลัวจื่อโจวเอ่ยเสียงเข้ม
“ร่างกายของคุณหนูหลัวนั้น ในเวลานี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าสาเหตุใดนางจึงยังไม่ฟื้น” เขาตอบออกไปอย่างจนใจ
“เช่นนั้นเราควรจะทำอย่างไร” หลัวจื่อโจวเอ่ยถาม ก่อนจะมองไปที่ร่างของบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง
“คงต้องรอให้คุณหนูฟื้นเองขอรับ หากท่านราชครูไม่สบายใจจะเชิญหมอหลวงมาตรวจดูอีกทีก็ได้นะขอรับ” เขาเอ่ยขึ้น แต่เขามั่นใจว่าอย่างไรเขาก็ไม่ได้ตรวจคุณหนูผู้นี้ผิดแน่
“จะอย่างไรข้าก็ต้องขอขอบคุณท่านหมอหวังเป็นอย่างมาก” หลัวจื่อโจวเอ่ยขอบคุณหมอที่มาทำการรักษาบุตรสาวของตน หมอหวังผู้นี้ถือเป็นหมอที่เก่งกาจ หากจะให้หาหมอที่มีความสามารถมากกว่านี้เขาว่าคงจะยากอยู่ไม่น้อย
“ไม่เป็นไรขอรับ ถ้าเช่นนั้นข้าคงจะต้องขอตัวก่อน พรุ่งนี้ข้าจะเข้ามาดูอาการของคุณหนูอีกที” เมื่อเห็นว่าถึงเวลาอันสมควรแล้วเขาจึงได้ขอตัวกลับ
“ขอบคุณ ขอบคุณ” ผู้เป็นเจ้าของจวนเอ่ยขอบคุณออกไปอย่างจริงใจ ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้พ่อบ้านมอบเงินเพื่อเป็นการตอบแทน
“ขอบคุณท่านราชครู ข้าขอตัวก่อน” เขาเอ่ยขอบคุณพร้อมกับรับเงินจากพ่อบ้าน ก่อนจะเดินจากไป
เมื่อท่านหมอกลับไปแล้ว หานเจียหนิง ก็รีบเข้าไปดูอาการของบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง เหตุใดบุตรสาวของนางถึงยังไม่ฟื้นขึ้นมาเสียที หัวอกของคนเป็นแม่หัวใจแทบจะแตกสลายอยู่แล้ว
“โถ่!! ลูกแม่ เหตุใดเจ้าถึงได้โชคร้ายถึงเพียงนี้” หญิงสาวร่ำไห้ออกมาปริ่มจะขาดใจ พร้อมกับกุมมือของบุตรสาวเอาไว้แนบอก พลันน้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้งด้วยความสงสารบุตรสาวของตน
“น้องหญิงอย่าได้เป็นกังวล ท่านหมอก็บอกแล้วว่าบุตรสาวของเรานั้นมิได้เป็นอันใด” ผู้เป็นสามีเอ่ยปลอบภรรยารักพร้อมกับเข้าไปประคองนางให้ลุกขึ้น ก่อนจะพานางเดินออกไปจากเรือนเพื่อให้บุตรสาวได้พักผ่อน
“หากนางไม่เป็นอันใด เหตุใดถึงยังไม่ฟื้นล่ะเจ้าคะ” เมื่อเดินพ้นห้องของบุตรสาวแล้ว นางจึงได้เอ่ยถามขึ้น หากนางมิเป็นอันใดจริงคงจะต้องฟื้นแล้ว
“หากเจ้าไม่วางใจ อีกสองวัน หากนางยังมิฟื้น ข้าจะไปเชิญหมอหลวงมาตรวจอีกครา” เขาเอ่ยขึ้น ใช่ว่าเขาจะวางใจ แต่หมอหลวงหาใช่ผู้ที่เขาจะเชิญมาได้ง่าย พูดจบแล้วเขาก็ประคองภรรยารักไปยังเรือนของตนเพื่อพักผ่อน
ตลอดสองวันที่ผ่านมาฮูหยินของจวนมาเฝ้าบุตรสาวแทบจะไม่ได้กลับไปพักที่เรือนของตน แต่นางก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาสักนิด น้ำตาของผู้เป็นมารดาค่อย ๆ ไหลออกมาอีกครั้ง นี่บุตรสาวของนางจะไม่ฟื้นขึ้นมาจริง ๆ หรือ หากเป็นเช่นนั้นจริง นางคงจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
ในขณะที่หานเจียหนิงกำลังเช็ดมือให้บุตรสาว มือเรียวบางที่นิ่งไม่ได้ขยับมาหลายวันกับมีการขยับ ทำให้ผู้เป็นแม่ดีใจเป็นอย่างยิ่ง
“อิ่งเอ๋อร์เจ้าฟื้นแล้วหรือ ลูกแม่เจ้าฟื้นแล้ว” นางเอ่ยออกมาด้วยความดีใจเมื่อเห็นบุตรสาวที่หลับใหลไปหลายวันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“ท่านแม่?” หญิงสาวที่นอนอยู่เอ่ยขึ้นด้วยความมึนงง ก่อนที่ภาพความทรงจำต่าง ๆ จะหลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างมิขาดสาย นางรีบยกมือขึ้นมากุมศีรษะเพื่อให้บรรเทาอาการปวดหัว ไม่นานนางก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่สติของนางจะดับวูบลงอีกครั้ง
“อิ่งเอ๋อร์! อิ่งเอ๋อร์!! เจ้าเป็นอันใดไป” เมื่อเห็นอาการของบุตรสาวก็ร้องออกมาอย่างตกใจ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับสาวใช้ข้างกาย “เจ้าไปเรียนนายท่าน แล้วไปตามท่านหมอหวังมาให้เร็วที่สุด”เมื่อเอ่ยจบแล้วก็หันไปดูอาการขอบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง
ในขณะที่ซือซือกำลังรินชาอยู่นั้น หลัวลู่ชิงก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปชมวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ก็พลันมองไปเห็นศาลาริมน้ำ ที่พี่สาวของนางได้ตกลงไป ก็พลันนึกแผนการดี ๆ ขึ้นได้ จึงเอ่ยขึ้น“ข้าว่าเราออกไปนั่งที่ศาลาริมน้ำตรงนั้นดีหรือไม่เจ้าคะพี่รอง”“ไปนั่งรับลมตรงนั้นก็ดี” นางพูดขึ้นพร้อมกับยิ้ม ๆ จากนั้นก็หันหน้าไปสั่งซือซือที่ยืนอยู่ “ซือซือ... ไปเตรียมสถานที่ให้พวกข้า”“เจ้าค่ะคุณหนู” ซือซือจำต้องก้มหน้ารับคำสั่ง อย่าให้ข้าได้มีอำนาจบ้างก็แล้วกัน“เจ้าคิดที่จะทำอันใด” นางถามน้องสาว แม้จะรู้ว่าในใจของน้องสาวต้องมีแผนการอะไรซ่อนอยู่ แต่นางก็ยอมที่จะเดินตามแผนการนั้น“พี่รองรอดูเถิด นางทำให้ท่านต้องตกน้ำเกือบตาย ข้าก็จะทำให้นางต้องตกลงไปในน้ำนั้นบ้าง” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างมีโทสะ หากไม่เพราะสองคนนั้น พี่สาวของนางคงไม่ต้องประสบเคราะห์เช่นนั้นหลัวอี๋อิ่งไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงแค่ส่งยิ้มไปให้น้องสาวเท่านั้นทางด้านซือซือที่ถูกใช้ให้มาจัดสถานที่ ก็จัดด้วยความเกรี้ยวกราด ให้นางม
บทที่ 8เมื่อสองพี่น้องเดินเข้านั่งในห้อง หลัวอี๋อิ่งก็ได้เรียกสาวใช้ที่ท่านตาส่งมาเข้ามาในห้อง เอ่ยว่า “พวกเจ้าทั้งสามคน ท่านตาเรียกพวกเจ้าให้ไปพบที่จวนสกุลหาน” นางแจ้งเรื่องให้พวกนางรู้ พร้อมกับยื่นเงินและจดหมายหนึ่งฉบับให้พวกนางตอบรับพร้อมกับรับเงินและจดหมายก่อนจะเดินออกไป อย่างรวดเร็วหลังจากนั้นนางก็หันไปพูดกับสาวใช้อีกสองคน “ส่วนพวกเจ้าสองคน ออกไปซื้อขนมมาให้กับข้ากับน้องสาม” พูดพร้อมกับยื่นเงินให้พวกนาง นางนั้นกล่าวต่อว่า “แล้วก็ไปตามซือซือมาคอยรับใช้พวกข้าสองคนด้วย”หลังจากที่สาวใช้ออกไปแล้ว หลัวอี๋อิ่งก็หันไปพูดกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “เจ้าอยากทำอะไรก็ทำเถิด”“ข้าจะทำอันใดได้เล่า” นางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ภายในใจกับมีแผนการอยู่มากมาย แม้นางจะยอมตัดใจจากบุรุษผู้นั้น แต่บัญชีแค้นนี้ นางไม่อาจปล่อยวางได้ คอยดูเถิดว่าข้าจะทำอะไรได้บ้างไม่นานซือซือก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์นั้น แต่นางก็ยังคงเก็บอาการได้เป็นอย่างดี“คุณหนูเรียกบ่าวมาพบมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลัวอี๋อิ่งก็ได้แต่ลอบยิ้มในใจ นางไม่สามารถออกหน้าเรื่องซือซือได้ มีน้องสาวผู้นี้จัดการให้ก็ถือว่าไม่เลว“แล้วเจ้าเล่า จะเอาเช่นไรต่อไปเรื่องของถางอีเฟย” นางรู้เช่นนี้แล้วยังจะมีใจรักต่อเขาอีกหรือ หญิงสาวได้แต่คิดในใจ“หากเขามีสตรีที่รักอยู่แล้ว ข้าก็ไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยว” นางคิดมาตลอดว่าตัวเองยังคงมีหวัง เพราะเขาและพี่สาวไม่ได้รักกัน แต่วันนี้เมื่อรู้ว่าเขานั้นมีสตรีที่ชอบพออยู่แล้ว ก็เกิดอาการเสียใจอยู่ไม่น้อย“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี บุรุษที่ทำตัวเช่นนั้น เจ้าก็อย่าไปให้ใจเลย” ยังดีที่น้องสาวของนางไม่ได้งมงายในรักมากเกินไป“ข้าคิดมาตลอดว่าพวกท่านไม่ได้มีใจให้กัน ข้าอาจจะพอมีหวังที่จะได้หัวใจของเขามาครอบครองอยู่บ้าง แต่เมื่อได้มารู้ว่าเขามีสตรีในดวงใจอยู่แล้ว จึงคิดว่ายอมตัดใจเสียแต่ตอนนี้ ดีกว่าจะต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย“เราเปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่า ไว้วันหน้าเราออกมาเที่ยวเช่นนี้ดีอีกดีหรือไม่”“ดีเจ้าค่ะ”สอ
บทที่ 7หานเฟยเจี้ยออกจากจวนสกุลหลัว หลังจากนั้นเขาก็รีบก้าวขึ้นรถม้า หมอที่ทุกคนเข้าใจว่ากลับไปแล้ว ตอนนี้กับนั่งรอเขาอยู่บนรถม้า“หลานสาวของข้า อาการเป็นเช่นไรบ้าง” เขาถามขึ้นด้วยความอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วหลานสาวเขาเป็นอะไรกันแน่“ร่างกายของคุณหนูปกติดีทุกอย่างขอรับ ด้านจิตใจก็ไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วง”เมื่อได้ยินหมอพูดออกมาเช่นนั้นเขาก็เบาใจลงมาได้บ้าง แล้วเพราะอะไรนางถึงได้เปลี่ยนไป หรือเพราะเหตุการณ์นั้นจึงทำให้นางเข้มแข็งขึ้น หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ดี เขาจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลเพราะนางอีกหลัวอี๋อิ่งพักผ่อนอยู่ในจวนอีกหลายวัน เมื่อเห็นว่าในจวนนี้ไม่มีอะไรให้ทำนอกจาก ฝึกศาสตร์ต่าง ๆ จึงคิดหาวิธีที่จะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีก“อิงอิง ไปตามน้องสามมาพบข้าหน่อย บอกว่าข้าจะพานางออกไปเที่ยวเล่นด้านนอก และพาไปพบพี่อีเฟยด้วย” หญิงสาวพูดขึ้นในขณะที่ตายังคงหลับอยู่“เจ้าค่ะ” นางตอบรับแล้วเดินออกไปทำตามคำสั่งทันที&ldq
หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความอิ่มเอม โดยไม่รู้เรื่องเลยว่าปัญหากำลังเดินทางมาหาตนเองเมื่อทานอาหารเช้าเสร็จก็มานอนเล่นอย่างสบายอารมณ์ ในยุคนี้ไม่มีอะไรทำมากนัก นอกจากฝึกศาสตร์ต่าง ๆ แล้ว ก็ไม่มีอะไรทำอีก ซึ่งนางจึงเลือกที่จะนอน มากกว่าจะฝึกฝนศาสตร์เหล่านั้นในขณะที่นางกำลังนอนพักผ่อนอยู่นั้น อิงอิงก็เดินเข้ามาแจ้งถึงการมาของคนที่นางคาดไม่ถึง“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านผู้เฒ่าหานมาหาเจ้าค่ะ”“เจ้าว่าอย่างไรนะ!! ท่านตามาหาข้าหรือ” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างตกใจ พร้อมกับดีดตัวขึ้นจากที่นอนทันที ท่านตาไม่เคยมาหานางที่จวน มีแต่นางที่เดินทางไปหา หรือว่าสองคนนี้จะไปเล่าอะไรให้ท่านฟัง เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็หันไปถามอิงอิงที่นั่งก้มหน้าอยู่ ด้วยสายตาจับผิด “เจ้าไปเล่าอันใดให้ท่านตาของข้าฟังหรือไม่”“บ่าวไม่ได้เล่าอันใดเลยเจ้าค่ะ บางที่นายท่านผู้เฒ่าอาจจะเป็นห่วงสุขภาพคุณหนูก็ได้นะเจ้าค่ะ” นางเลือกที่จะโกหกออกไป เพราะหากคุณหนูรู้อาจจะไม่ยอมให้นางคอยอยู่รับใช้ข้างกายต่อ เช่นนั้นจะยิ่งไม่แย่ไปกันใหญ่หรือ“เช่นนั้น
บทที่ 6ในเวลาช่วงพลบค่ำ สามนายบ่าวพากันพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่นั้น ทางด้านซือซือก็ได้ลอบออกไปพบกับถางอีเฟย ที่ประตูด้านหลังจวน ประตูนี้ไม่มีคนใช้ สร้างไว้เพื่อขนของเท่านั้น จึงสะดวกต่อการแอบลอบพบกัน“ซือซือคิดถึงคุณชายเหลือเกินเจ้าค่ะ” เมื่อพบหน้ากัน หญิงสาวก็โผเข้ากอดชายคนรักด้วยความคิดถึง ทำให้ชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธได้“ข้าจะมาที่จวนนี้ให้บ่อยขึ้นดีหรือไม่” เขาเอ่ยขึ้น เพราะหลังวันปักปิ่นของหลัวอี๋อิ่ง เขายังไม่ได้พูดคุยกับนางอย่างจริงเลย วันที่เขามาเยี่ยมหลัวอี๋อิ่งวันนั้น ก็ได้พูดคุยกันเพียงแค่นิดเดียว“หากเราไม่ลอบพบกันเช่นนี้ ซือซือคงจะไม่ได้พบหน้าคุณชายอีกแล้ว” นางพูดขึ้นด้วยท่าทีน่าสงสาร“ทำไมหรือ?” ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างสงสัย หากนางยังอยู่ในจวน เหตุใดจะไม่ได้พบหน้ากันเล่า“คุณหนูให้ซือซือเฝ้าที่เรือนเจ้าค่ะ ไม่ให้ออกไปข้างนอก” นางแสร้งบอกด้วยนำเสียงตัดพ้อ ช่างน่าตายนัก คิดที่จะขังนางเอาไว้แต่ในเรือน“เหตุใดต้องให้เจ้าเฝ้าเรือน คนที่เคยทำหน้าที่ไปไหนเสียเล่า”“คุ







