เข้าสู่ระบบบทที่ 1
“หลัวอี๋อิ่ง หลัวอี๋อิ่ง”
“คะ... ใครเรียกข้า” เสียงดังในความมืดดังขึ้น ทำให้หญิงสาวที่ถูกเรียกเกิดความสับสน เธอตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงยังได้ยินคนเรียกชื่ออยู่ หรือเธอยังไม่ตาย ความงุนงงเกิดขึ้นในหัวของหญิงสาว
“ชีวิตหนึ่งของเจ้าได้ตายไปแล้ว แต่ร่างกายที่เจ้าเข้ามาอาศัยอยู่นั้นยังไม่สิ้นอายุขัย เจ้าคงได้เห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับตอบเรื่องที่นางสงสัย
“ข้าเห็นแล้ว แต่ข้าไม่อยากมาอยู่ในร่างของคนโง่ ๆ แบบนี้หรอกนะ คนอะไรเจอเรื่องแค่นี้ก็ฆ่าตัวตาย” หญิงสาวพูดออกไปอย่างไม่คิด แต่นางโมโหที่ตัวเอง ต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ เธอตายแล้วควรจะต้องได้ไปเกิดใหม่ ทำไมต้องมาใช้ชีวิตต่อจากใครก็ไม่รู้ เธอไม่ยอมหรอกนะ
“หึหึ หากเจ้าว่าเป็นเรื่องเพียงเท่านั้นก็มิผิด แต่สตรีที่เจ้าดูหมิ่นว่าโง่งมนั้นก็คือเจ้าเอง เห็นทีเจ้าเองก็เป็นสตรีที่โง่งมเช่นกัน” เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ พร้อมกับอธิบายเรื่องราวทั้งหมด
“เธอคนนั้นคือข้า จะเป็นไปได้ยังไง” นางยังเอ่ยขึ้นอย่างงุนงง
“นางก็คือครึ่งชีวิตของเจ้า เจ้าก็คือครึ่งชีวิตของนาง ทุกการตัดสินใจของนางส่วนหนึ่งล้วนมาจากเจ้า” เขาอธิบายต่อ
“จากข้า อย่างนั้นหรือ?”เธอจะตัดสินใจทำแบบนั้นจริงเหรอ
“เจ้าอาจจะไม่เชื่อ แต่นั่นคือเรื่องจริง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “เจ้าต้องอยู่ในร่างนี้ต่อไป นางมิอาจทำใจได้และมิอยากกลับมา แต่ร่างกายนี้ยังมิสิ้นอายุขัย ข้าจึงได้ดึงเจ้าที่เป็นส่วนหนึ่งของนางมาอยู่ในร่างนี้แทน”
“ไม่ ข้าอยากไปเกิดใหม่ ข้าอยากใช้ชีวิตของข้า” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างโมโห จะให้เธอมาใช้ชีวิตแบบนี้ เธอทำไม่ได้หรอกนะ คู่หมั้นก็แสนชั่วช้า สาวใช้ก็เลว ถ้าเธอมาอยู่ในร่างนี้ เธอจะทำยังไงต่อไป
“เรื่องนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรเจ้าก็ต้องอยู่ในร่างนี้ต่อไป จงใช้ชีวิตต่อไปให้ดี” พูดจบเสียงเหล่านั้นก็หายไป พร้อมกับสติของหญิงสาวค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับภาพความทรงจำต่าง ๆ ของร่างนี้ไหลเข้ามาในหัวอย่างไม่ขาดสาย
หลายชั่วยามผ่านไปหญิงสาวที่สติดับไป ลืมตาขึ้นอย่างลำบากเปลือกตาที่ปิดอยู่ขยับขึ้นอย่างช้า ๆ เสียงเอะอะดังขึ้นอยู่รอบ ๆ ตัวหญิงสาว
“อิ่งเอ๋อร์ เจ้าฟื้นแล้ว” หานเจียหนิงเมื่อเห็นบุตรสาวลืมตาขึ้นก็เอ่ยขึ้นอย่างดีใจ
“ท่านแม่” หญิงสาวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ตอนนี้หัวของนางมีแต่ความทรงจำของร่างเดิม
“เป็นอย่างไรบ้าง ปวดหัวหรือไม่” มารดาถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง น้ำตาของนางก็ไหลออกมาอย่างช้า ๆ ด้วยความดีใจ หากบุตรสาวนางเป็นอะไรไป นางคงจะทนอยู่ต่อไปไม่ได้
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่อย่าได้กังวล” นางพูดเพื่อให้มารดาคลายกังวล จากนั้นก็ยื่นมือเรียวบางไปเช็ดน้ำตาของมารดาอย่างแผ่วเบา
“อย่าให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้อีก รู้หรือไม่ เมื่อแม่รู้ว่าเจ้าตกน้ำ หัวใจของแม่แทบแหลกสลาย” พูดจบก็ยื่นมือไปลูบผมของบุตรสาวอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “หากเจ้าเป็นอะไรไป แม่คงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้”
“ต่อไปลูกจะระวังให้มากกว่านี้”
“เอาเถิด เจ้าพักผ่อนให้หายดีก่อน เรื่องอื่นเราค่อยมาพูดกันทีหลัง” นางพูดขึ้น ก่อนจะยกถ้วยยาที่สาวใช้นำเข้ามาส่งให้กับบุตรสาวดื่ม
หญิงสาวรับถ้วยยาจากมารดาขึ้นมาดื่ม ไม่นานนักนางก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย หานเจียหนิงนั่งมองบุตรสาวด้วยความเป็นห่วงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่นางจะตัดสินใจเดินออกจากห้องไป
เมื่อเดินออกจากเรือนของบุตรสาว นางก็เห็นผู้เป็นสามีและหมอหวังเดินตรงเข้ามาหา
หลัวจื่อโจวเมื่อเห็นว่าภรรยา เขาก็รีบเข้ามาสอบถามอาการของบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง
“น้องหญิง ลูกของเราเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าให้ลูกดื่มยาตามที่หมอหวังสั่งแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้หลับไปแล้ว” นางเอ่ยบอกผู้เป็นสามีด้วยน้ำเสียงที่เบาใจอยู่หลายส่วน
“ดีขอรับ ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยขอเข้าไปตรวจดูคุณหนูอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อดูให้แน่ชัดว่าไม่ได้เป็นอะไรแล้ว”
“เชิญท่านหมอหวัง” นายท่านของจวนราชครูรีบพูดขึ้น พร้อมกับเดินนำเข้าไปในเรือนของบุตรสาว เพื่อให้ท่านหมอหวังได้ตรวจร่างกายของบุตรสาวอีกครั้ง
สองสามีภรรยายืนรอหมอตรวจดูอาการของบุตรสาวด้วยความเป็นห่วงบุตรสาว
“เป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ”
“ฮูหยินอย่างได้กังวล คุณหนูไม่เป็นอันใดมาก เพียงแค่อ่อนเพลียเท่านั้น อีกไม่นานก็จะดีขึ้น”
“ขอบคุณท่านหมอหวังมาก” หลัวจื่อโจวเอ่ยขอบคุณท่านหมอ จากนั้นก็หันไปสั่งให้พ่อบ้านมอบสินน้ำใจกับหมอหวัง
“ขอบคุณขอรับนายท่าน” เขารับเงินแล้วเดินออกไปทันที
“ท่านพี่จะเข้าไปดูอิ่งเอ๋อร์หรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร ปล่อยให้นางได้พักผ่อนเถิด”ก่อนจะหันไปพูดกับภรรยาของตนด้วยเป็นห่วง “เจ้าเองก็กลับไปพักผ่อนที่เรือนเถิด เดี๋ยวจะล้มป่วยไปด้วยอีกคน ส่วนทางนี้เดี๋ยวให้บ่าวรับใช้คอยดูแลก็แล้วกัน” หลังจากนั้นเขาก็เดินประคองภรรยากลับเรือนไปพักผ่อน
ในขณะที่ซือซือกำลังรินชาอยู่นั้น หลัวลู่ชิงก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปชมวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ก็พลันมองไปเห็นศาลาริมน้ำ ที่พี่สาวของนางได้ตกลงไป ก็พลันนึกแผนการดี ๆ ขึ้นได้ จึงเอ่ยขึ้น“ข้าว่าเราออกไปนั่งที่ศาลาริมน้ำตรงนั้นดีหรือไม่เจ้าคะพี่รอง”“ไปนั่งรับลมตรงนั้นก็ดี” นางพูดขึ้นพร้อมกับยิ้ม ๆ จากนั้นก็หันหน้าไปสั่งซือซือที่ยืนอยู่ “ซือซือ... ไปเตรียมสถานที่ให้พวกข้า”“เจ้าค่ะคุณหนู” ซือซือจำต้องก้มหน้ารับคำสั่ง อย่าให้ข้าได้มีอำนาจบ้างก็แล้วกัน“เจ้าคิดที่จะทำอันใด” นางถามน้องสาว แม้จะรู้ว่าในใจของน้องสาวต้องมีแผนการอะไรซ่อนอยู่ แต่นางก็ยอมที่จะเดินตามแผนการนั้น“พี่รองรอดูเถิด นางทำให้ท่านต้องตกน้ำเกือบตาย ข้าก็จะทำให้นางต้องตกลงไปในน้ำนั้นบ้าง” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างมีโทสะ หากไม่เพราะสองคนนั้น พี่สาวของนางคงไม่ต้องประสบเคราะห์เช่นนั้นหลัวอี๋อิ่งไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงแค่ส่งยิ้มไปให้น้องสาวเท่านั้นทางด้านซือซือที่ถูกใช้ให้มาจัดสถานที่ ก็จัดด้วยความเกรี้ยวกราด ให้นางม
บทที่ 8เมื่อสองพี่น้องเดินเข้านั่งในห้อง หลัวอี๋อิ่งก็ได้เรียกสาวใช้ที่ท่านตาส่งมาเข้ามาในห้อง เอ่ยว่า “พวกเจ้าทั้งสามคน ท่านตาเรียกพวกเจ้าให้ไปพบที่จวนสกุลหาน” นางแจ้งเรื่องให้พวกนางรู้ พร้อมกับยื่นเงินและจดหมายหนึ่งฉบับให้พวกนางตอบรับพร้อมกับรับเงินและจดหมายก่อนจะเดินออกไป อย่างรวดเร็วหลังจากนั้นนางก็หันไปพูดกับสาวใช้อีกสองคน “ส่วนพวกเจ้าสองคน ออกไปซื้อขนมมาให้กับข้ากับน้องสาม” พูดพร้อมกับยื่นเงินให้พวกนาง นางนั้นกล่าวต่อว่า “แล้วก็ไปตามซือซือมาคอยรับใช้พวกข้าสองคนด้วย”หลังจากที่สาวใช้ออกไปแล้ว หลัวอี๋อิ่งก็หันไปพูดกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “เจ้าอยากทำอะไรก็ทำเถิด”“ข้าจะทำอันใดได้เล่า” นางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ภายในใจกับมีแผนการอยู่มากมาย แม้นางจะยอมตัดใจจากบุรุษผู้นั้น แต่บัญชีแค้นนี้ นางไม่อาจปล่อยวางได้ คอยดูเถิดว่าข้าจะทำอะไรได้บ้างไม่นานซือซือก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์นั้น แต่นางก็ยังคงเก็บอาการได้เป็นอย่างดี“คุณหนูเรียกบ่าวมาพบมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลัวอี๋อิ่งก็ได้แต่ลอบยิ้มในใจ นางไม่สามารถออกหน้าเรื่องซือซือได้ มีน้องสาวผู้นี้จัดการให้ก็ถือว่าไม่เลว“แล้วเจ้าเล่า จะเอาเช่นไรต่อไปเรื่องของถางอีเฟย” นางรู้เช่นนี้แล้วยังจะมีใจรักต่อเขาอีกหรือ หญิงสาวได้แต่คิดในใจ“หากเขามีสตรีที่รักอยู่แล้ว ข้าก็ไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยว” นางคิดมาตลอดว่าตัวเองยังคงมีหวัง เพราะเขาและพี่สาวไม่ได้รักกัน แต่วันนี้เมื่อรู้ว่าเขานั้นมีสตรีที่ชอบพออยู่แล้ว ก็เกิดอาการเสียใจอยู่ไม่น้อย“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี บุรุษที่ทำตัวเช่นนั้น เจ้าก็อย่าไปให้ใจเลย” ยังดีที่น้องสาวของนางไม่ได้งมงายในรักมากเกินไป“ข้าคิดมาตลอดว่าพวกท่านไม่ได้มีใจให้กัน ข้าอาจจะพอมีหวังที่จะได้หัวใจของเขามาครอบครองอยู่บ้าง แต่เมื่อได้มารู้ว่าเขามีสตรีในดวงใจอยู่แล้ว จึงคิดว่ายอมตัดใจเสียแต่ตอนนี้ ดีกว่าจะต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย“เราเปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่า ไว้วันหน้าเราออกมาเที่ยวเช่นนี้ดีอีกดีหรือไม่”“ดีเจ้าค่ะ”สอ
บทที่ 7หานเฟยเจี้ยออกจากจวนสกุลหลัว หลังจากนั้นเขาก็รีบก้าวขึ้นรถม้า หมอที่ทุกคนเข้าใจว่ากลับไปแล้ว ตอนนี้กับนั่งรอเขาอยู่บนรถม้า“หลานสาวของข้า อาการเป็นเช่นไรบ้าง” เขาถามขึ้นด้วยความอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วหลานสาวเขาเป็นอะไรกันแน่“ร่างกายของคุณหนูปกติดีทุกอย่างขอรับ ด้านจิตใจก็ไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วง”เมื่อได้ยินหมอพูดออกมาเช่นนั้นเขาก็เบาใจลงมาได้บ้าง แล้วเพราะอะไรนางถึงได้เปลี่ยนไป หรือเพราะเหตุการณ์นั้นจึงทำให้นางเข้มแข็งขึ้น หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ดี เขาจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลเพราะนางอีกหลัวอี๋อิ่งพักผ่อนอยู่ในจวนอีกหลายวัน เมื่อเห็นว่าในจวนนี้ไม่มีอะไรให้ทำนอกจาก ฝึกศาสตร์ต่าง ๆ จึงคิดหาวิธีที่จะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีก“อิงอิง ไปตามน้องสามมาพบข้าหน่อย บอกว่าข้าจะพานางออกไปเที่ยวเล่นด้านนอก และพาไปพบพี่อีเฟยด้วย” หญิงสาวพูดขึ้นในขณะที่ตายังคงหลับอยู่“เจ้าค่ะ” นางตอบรับแล้วเดินออกไปทำตามคำสั่งทันที&ldq
หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความอิ่มเอม โดยไม่รู้เรื่องเลยว่าปัญหากำลังเดินทางมาหาตนเองเมื่อทานอาหารเช้าเสร็จก็มานอนเล่นอย่างสบายอารมณ์ ในยุคนี้ไม่มีอะไรทำมากนัก นอกจากฝึกศาสตร์ต่าง ๆ แล้ว ก็ไม่มีอะไรทำอีก ซึ่งนางจึงเลือกที่จะนอน มากกว่าจะฝึกฝนศาสตร์เหล่านั้นในขณะที่นางกำลังนอนพักผ่อนอยู่นั้น อิงอิงก็เดินเข้ามาแจ้งถึงการมาของคนที่นางคาดไม่ถึง“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านผู้เฒ่าหานมาหาเจ้าค่ะ”“เจ้าว่าอย่างไรนะ!! ท่านตามาหาข้าหรือ” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างตกใจ พร้อมกับดีดตัวขึ้นจากที่นอนทันที ท่านตาไม่เคยมาหานางที่จวน มีแต่นางที่เดินทางไปหา หรือว่าสองคนนี้จะไปเล่าอะไรให้ท่านฟัง เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็หันไปถามอิงอิงที่นั่งก้มหน้าอยู่ ด้วยสายตาจับผิด “เจ้าไปเล่าอันใดให้ท่านตาของข้าฟังหรือไม่”“บ่าวไม่ได้เล่าอันใดเลยเจ้าค่ะ บางที่นายท่านผู้เฒ่าอาจจะเป็นห่วงสุขภาพคุณหนูก็ได้นะเจ้าค่ะ” นางเลือกที่จะโกหกออกไป เพราะหากคุณหนูรู้อาจจะไม่ยอมให้นางคอยอยู่รับใช้ข้างกายต่อ เช่นนั้นจะยิ่งไม่แย่ไปกันใหญ่หรือ“เช่นนั้น
บทที่ 6ในเวลาช่วงพลบค่ำ สามนายบ่าวพากันพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่นั้น ทางด้านซือซือก็ได้ลอบออกไปพบกับถางอีเฟย ที่ประตูด้านหลังจวน ประตูนี้ไม่มีคนใช้ สร้างไว้เพื่อขนของเท่านั้น จึงสะดวกต่อการแอบลอบพบกัน“ซือซือคิดถึงคุณชายเหลือเกินเจ้าค่ะ” เมื่อพบหน้ากัน หญิงสาวก็โผเข้ากอดชายคนรักด้วยความคิดถึง ทำให้ชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธได้“ข้าจะมาที่จวนนี้ให้บ่อยขึ้นดีหรือไม่” เขาเอ่ยขึ้น เพราะหลังวันปักปิ่นของหลัวอี๋อิ่ง เขายังไม่ได้พูดคุยกับนางอย่างจริงเลย วันที่เขามาเยี่ยมหลัวอี๋อิ่งวันนั้น ก็ได้พูดคุยกันเพียงแค่นิดเดียว“หากเราไม่ลอบพบกันเช่นนี้ ซือซือคงจะไม่ได้พบหน้าคุณชายอีกแล้ว” นางพูดขึ้นด้วยท่าทีน่าสงสาร“ทำไมหรือ?” ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างสงสัย หากนางยังอยู่ในจวน เหตุใดจะไม่ได้พบหน้ากันเล่า“คุณหนูให้ซือซือเฝ้าที่เรือนเจ้าค่ะ ไม่ให้ออกไปข้างนอก” นางแสร้งบอกด้วยนำเสียงตัดพ้อ ช่างน่าตายนัก คิดที่จะขังนางเอาไว้แต่ในเรือน“เหตุใดต้องให้เจ้าเฝ้าเรือน คนที่เคยทำหน้าที่ไปไหนเสียเล่า”“คุ







