LOGINรุ่งเช้า แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านยอดไม้ในป่าลึก เมิ่งเหยาค่อย ๆ ออกจากมิติด้วยสีหน้าสงบก่อนมองไปรอบ ๆ จุดที่นางเข้ามิติเมื่อวันก่อน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
นางหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะเรียกเข็มทิศออกมาจากมิติ เป็นเข็มทิศโลหะสีดำที่ดูเรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกหนักแน่นในมือ เมิ่งเหยาจ้องมองเข็มที่ชี้ไปทางทิศเหนือพลางสูดหายใจลึก ใช้สัญชาตญาณและความรู้สึกของร่างนี้นำทางออกจากป่า
“ข้าต้องไปให้ถึงแดนเหนือ ชีวิตของข้าจะได้เริ่มต้นที่นั่น!”
นางพึมพำเบา ๆ ในใจ แม้จะไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
การเดินทางผ่านป่าไม่ได้ง่ายดาย นางเดินผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยหญ้าสูงและต้นไม้ใหญ่ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเมื่อเวลาล่วงเลยเกือบถึงเย็น ในที่สุดนางก็พ้นชายป่า
สิ่งแรกที่เมิ่งเหยาเห็นคือ ถนนเส้นทางเดินรถม้าที่ทอดยาวออกไป นางยิ้มออกมาอย่างโล่งใจขณะที่เดินไปตามเส้นทางนั้น ไม่ไกลนักเสียงฝีเท้าม้าก็ดังกึกก้องขึ้น เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากทำให้นางต้องหยุดเดิน รีบหลบเข้าข้างทางหลังต้นไม้ใหญ่
หากเป็นกลุ่มของแม่ทัพจ้าว...ข้าคงต้องเข้ามิติหนีอีกครั้ง นางคิดพลางถอนลมหายใจเพื่อสงบสติ
หลังต้นไม้ใหญ่ เมิ่งเหยามองไปยังขบวนรถม้าขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ นางยิ้มออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่ากลุ่มคนตรงหน้าไม่ใช่กลุ่มของแม่ทัพจ้าว แต่เป็นคาราวานพ่อค้า
ก่อนที่ขบวนจะมาถึงตัว นางเดินออกไปยืนริมถนนเพื่อขอความช่วยเหลือ ผู้คุ้มกันในขบวนสั่งให้หยุดขบวนทันทีเมื่อเห็นนาง พวกเขาระวังตัวอย่างมาก ระยะห่างระหว่างตัวนางกับขบวนยังพอสมควร
เมิ่งเหยาโค้งคำนับอย่างจอมยุทธ์ พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ไม่ทราบว่าพวกท่านกำลังเดินทางขึ้นเหนือใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ชายหนุ่มผู้คุ้มกันที่ยืนอยู่ข้างหน้าพยักหน้าเล็กน้อย แต่ยังคงระมัดระวัง
“ใช่ แม่นางมีสิ่งใด?”
แม้ทุกคนจะตกตะลึงในความงดงามของสตรีตรงหน้า แต่ก็ยังระแวงว่านางอาจเป็นโจรที่มาใช้เล่ห์เหลี่ยม เมิ่งเหยามองพวกเขาด้วยแววตาสงบ ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม
“ข้าขอติดขบวนไปด้วยได้ไหมเจ้าคะ ท่านจะคิดค่าเดินทางก็ได้ ม้าของข้าหนีเตลิดไป จึงได้แต่รอความช่วยเหลือจากผู้ผ่านทาง”
ผู้คุ้มกันหันไปมองหน้ากัน ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะปลีกตัวไปหานายท่านของพวกเขา นายท่านเจียง คหบดีผู้เป็นผู้นำขบวนคาราวานเดินเข้ามาพร้อมกับบุตรสาวของเขา เมิ่งเหยาโค้งคำนับอีกครั้งด้วยท่าทางนอบน้อม
“นายท่าน ข้าชื่อเมิ่งเหยาเจ้าค่ะ ข้ากำลังเดินทางไปแดนเหนือ แต่หลงกลุ่มและม้าก็หนีเตลิดไป จึงอยากขอติดตามขบวนของท่านไปด้วย”
นายท่านเจียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใจเขาเต็มไปด้วยความสงสาร หากบุตรสาวของเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาก็หวังจะได้รับความช่วยเหลือเช่นกัน
“คุณหนูเมิ่งเหยาไม่ต้องเกรงใจ ท่านจะไปเมืองใดในแดนเหนือหรือ?”
“ข้าจะไปเมืองหนิงอานเจ้าค่ะ”
เมิ่งเหยาตอบ
“ช่างบังเอิญ เราก็จะไปที่นั่นเช่นกัน”
นายท่านเจียงยิ้มเล็กน้อย
“เชิญคุณหนูร่วมขบวนเราได้ รถม้าคันหลังอาจมีสัมภาระเล็กน้อย แต่ไม่น่าจะทำให้คุณหนูลำบาก”
เมิ่งเหยายิ้มอย่างขอบคุณ
“ไม่เลยเจ้าค่ะ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ขอบคุณนายท่าน ขอบคุณคุณหนู และขอบคุณทุกท่านเจ้าค่ะ”
คำขอบคุณของนางทำให้ผู้คุ้มกันต่างชะงัก ปกติไม่ค่อยมีใครใส่ใจที่จะกล่าวขอบคุณพวกเขา แต่คำพูดที่สุภาพของเมิ่งเหยาทำให้หลายคนมองนางด้วยความประทับใจ
เมิ่งเหยาถูกพาไปยังรถม้าคันเล็กที่อยู่ท้ายขบวน ภายในมีหีบและผ้าจำนวนหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นสัมภาระที่ล้นมาจากรถม้าคันอื่น นางนั่งลงอย่างเรียบร้อย ก่อนที่ขบวนจะเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง
การเดินทางผ่านไปสามชั่วยามรถม้าก็หยุดพักอีกครั้ง เมิ่งเหยาลงจากรถม้าเพื่อยืดเส้นยืดสาย นางเดินไปนั่งรวมกลุ่มกับผู้คนในขบวน
เจียงลี่ลี่แอบมองเมิ่งเหยาด้วยความประทับใจ ใบหน้าของนางแดงระเรื่อก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเขินอาย
“เอ่อ...ข้าชื่อเจียงลี่ลี่เจ้าค่ะ”
เมิ่งเหยาหันมามองและยิ้มบาง
“ข้าชื่อเมิ่งเหยาเจ้าค่ะ”
เจียงลี่ลี่ดูมีความสุขมาก ที่ได้เพื่อนร่วมทางใหม่
“ข้าเรียกว่าพี่เหยานะเจ้าคะ”
เมิ่งเหยาพยักหน้า ยิ้มตอบเบา ๆ
“ได้เจ้าค่ะ”
“พี่เหยาไม่ต้องสุภาพกับข้าก็ได้เจ้าค่ะ ท่านน่าจะอายุมากกว่าข้า”
“รบกวนลี่ลี่แล้ว”
เมิ่งเหยาตอบด้วยรอยยิ้ม แต่กลับทำให้ใจของเจียงลี่ลี่เต้นแรง ระหว่างการเดินทางขบวนหยุดพักตามเมืองต่าง ๆ เมิ่งเหยามักเดินไปพร้อมกับเจียงลี่ลี่เพื่อสำรวจตลาด ทุกสิ่งในตลาดดูน่าสนใจสำหรับนาง ขนมและของกินที่แปลกตาทำให้นางอยากลองชิมไปซะทุกอย่าง
“พี่เหยา นี่คือขนมเปี๊ยะ ลองสิ!”
เจียงลี่ลี่ส่งขนมให้ เมิ่งเหยาหยิบขึ้นมาลองชิม แล้วดวงตาของนางต้องเบิกกว้าง
“อร่อยมาก! ลี่ลี่เจ้าก็ลองชิมดู”
ทั้งสองหัวเราะและเดินชมตลาดไปด้วยกัน ความสนิทสนมระหว่างสองสาวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
กลางดึกคืนที่สาม ความเงียบแปลกประหลาดปกคลุมคาราวานที่กำลังหยุดพักกลางป่า เมิ่งเหยานอนอยู่ในรถม้าที่กว้างขวางของลี่ลี่ หลังจากที่ถูกชักชวนให้มาร่วมพักด้วยเพราะความสะดวกสบาย แต่ค่ำคืนนี้ความสงบกลับแฝงด้วยความตึงเครียดล่องลอยในอากาศ
ทันใดนั้น เสียงดาบปะทะกันดังลั่นท่ามกลางความมืด เสียงฝีเท้าหนักเดินวนรอบรถม้าของลี่ลี่อย่างน่าขนลุก บรรยากาศตึงเครียดปกคลุมไปทั่วบริเวณ ในตอนนั้นประตูรถม้าถูกกระชากอย่างแรง!
เมิ่งเหยาลุกพรวดขึ้นมาทันที ความระแวดระวังปรากฏในดวงตา ก่อนที่ดาบยาวแหลมคมจะพุ่งเข้ามาในพริบตา เธอขยับตัวอย่างรวดเร็ว คว้าตัวลี่ลี่เข้ามากอดไว้แนบแน่น ใช้ร่างของตัวเองปกป้องหญิงสาวอย่างไม่ลังเล
ดาบวูบวาบเฉียดเข้าใกล้ เมิ่งเหยาหมุนตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว ทุกการเคลื่อนไหวของเธอเต็มไปด้วยความชำนาญที่ดูราวกับได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี แม้สถานการณ์จะคับขันแต่ท่าทางของเธอกลับสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
‘อะไรกัน! ทำไมร่างกายฉันถึงขยับไปเอง!’
เมิ่งเหยารู้สึกได้ถึงเลือดในกายที่ร้อนระอุ มือเท้าขยับอย่างคล่องแคล่วราวกับเคยฝึกมานับร้อยครั้ง เธอนึกไปถึงดาบซามูไรที่แขวนอยู่บนผนังบ้าน ดาบที่เธอเคยซื้อมาแค่ประดับตกแต่งซึ่งไม่รู้ว่ามันจะคมไหม?
“เอาวะ! จะคมหรือไม่ก็ต้องลอง!”
เธอเรียกดาบออกมาจากมิติ ปลดปลอกฝักอย่างรวดเร็ว และถีบตัวพุ่งออกจากในรถม้าทันที
เสียงดาบปะทะกันดังกังวานในยามค่ำคืน เมิ่งเหยาสะบัดดาบปัดการโจมตีอย่างคล่องแคล่ว ร่างกายเธอขยับราวกับเป็นยอดยุทธที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มข้น แม้จะยังตกตะลึงในความสามารถของร่างนี้ แต่เธอไม่มีเวลาคิด เมื่อโจรหลายคนกรูเข้ามาพร้อมกัน
เมิ่งเหยาต่อสู้ในเชิงตั้งรับ เพราะในใจหนึ่งก็ค้านว่าจะฆ่าคนจริง ๆ เหรอ? จนกระทั่งดาบของโจรคนหนึ่งเฉือนเข้าที่แขนของเธอจนเลือดไหลอาบเสื้อผ้า แต่แทนที่ความเจ็บปวดจะทำให้เธอถอยหลัง ดวงตาของเมิ่งเหยากลับลุกวาว
“หากเจ้าไม่สังหารมัน มันก็จะสังหารเจ้า!”
เสียงตะโกนจากหนึ่งในผู้คุ้มกันดังก้องอยู่ใกล้ ๆ คำพูดนั้นกระแทกเข้าไปในใจของเมิ่งเหยา มันทำให้เธอรู้สึกได้ว่าโลกนี้แตกต่างจากโลกเดิมที่เธอเคยอยู่ ในที่แห่งนี้คนอ่อนแอต้องตายไม่มีข้อยกเว้น
“ไอ้บ้า...คิดจะฆ่าสาวงามอย่างฉัน! ฝันไปเถอะ!!ฉันไม่ยอมตายง่าย ๆ หรอกโว้ย”
เสียงโวยวายดังลั่น แต่คำพูดกลับกลายเป็นภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ…เพราะเธอเผลอพูดภาษาไทย!
เสียงตะโกนนั้นไม่ได้ทำให้โจรหยุด แต่กลับกระตุ้นจิตวิญญาณนักสู้ในตัวเมิ่งเหยา เธอพุ่งเข้าปะทะด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง
“มาเลย! แม่จะสอนให้รู้ว่าอย่าล้อเล่นกับเจ๊!”
เธอกำดาบในมือแน่น ตัดสินใจรวบรวมความกล้าก่อนจะฟันดาบลงไปอย่างเฉียบขาด ร่างของโจรล้มลงเลือดกระเซ็นบนพื้นดิน เมิ่งเหยามองร่างที่ไร้ชีวิตนั้นด้วยสายตานิ่งสงบ ตอนแรกเธอคิดว่าเธอจะรู้สึกหวาดกลัวหรือใจสั่นแต่กลับไม่ใช่ ความแข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวของร่างนี้เหมือนจะกลืนกินทุกความกลัวไปจนหมดสิ้น
เมื่อมีคนแรก... ก็ต้องมีคนที่สอง! เจ๊ปูเริ่มผสานเข้ากับร่างนี้อย่างสมบูรณ์ เธอพุ่งตัวเข้าสู้กับโจรที่กรูกันเข้ามา ดาบในมือฟาดฟันออกไปด้วยความแม่นยำและทรงพลัง แต่ละคนที่เข้ามาล้วนถูกจัดการด้วยดาบคมกริบอย่างไม่ทันตั้งตัว
ทันใดนั้น เธอก็เหลือบเห็นโจรคนหนึ่งพุ่งตรงไปยังรถม้าที่ลี่ลี่หลบอยู่ เมิ่งเหยาพุ่งตัวไปขวางในทันที ความเร็วของเธอเหนือชั้นจนดูเหมือนสายลม ดาบในมือปัดการโจมตีของโจรอย่างง่ายดาย ก่อนที่เธอจะหมุนตัวและแทงดาบตรงไปยังหัวใจของมัน
“อย่าได้คิดจะแตะต้องเพื่อนข้าเชียว!”
เสียงของเธอดังลั่นในยามค่ำคืน ทุกสายตาของคนคุ้มกันในขบวนต่างจับจ้องมายังเมิ่งเหยา ทุกการเคลื่อนไหวของเธอสร้างความตกตะลึงในความสามารถที่น่าทึ่ง โจรที่เหลือเริ่มตื่นตระหนกและแตกกระเจิงเมื่อเห็นทักษะการต่อสู้ที่ราวกับนักรบชั้นยอดของหญิงสาวคนนี้
ในที่สุดโจรทั้งหมดก็ล่าถอยไป ขบวนคาราวานรอดพ้นจากอันตรายในค่ำคืนนี้ ทิ้งไว้เพียงความเงียบและกลิ่นคาวเลือดที่ยังลอยอยู่ในอากาศ
คนคุ้มกันในขบวนต่างมองหน้ากันด้วยความโล่งอกและประหลาดใจในเวลาเดียวกัน เมิ่งเหยาเช็ดดาบของเธอด้วยผ้าผืนเล็กอย่างใจเย็น ก่อนจะหันกลับมามองลี่ลี่ที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างรถม้า
“เจ้าปลอดภัยแล้ว”
เธอกล่าวเสียงเรียบ ราวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องธรรมดาแต่ในใจลึก ๆ เธอกลับคิด... เมิ่งเหยาคนเดิมเก่งกาจมากจริง ๆ แล้วเหตุใดจึงตกผาตายง่าย ๆ?
ค่ำคืนนี้ทำให้ทุกคนรู้ว่า เมิ่งเหยาไม่ใช่หญิงสาวธรรมดา นางมีทักษะการต่อสู้ที่หาได้ยาก
หลังจากเหตุการณ์สงบลงเมิ่งเหยาไม่รีรอ เธอหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมาก่อนอมยิ้มเมื่อกล่องพลาสติกถูกเปลี่ยนเป็นกล่องไม้ ขวดพลาสติกกลายเป็นขวดหยก นางนั่งลงข้างบรรดาคนคุ้มกันที่ได้รับบาดเจ็บ
“เจ็บหน่อยนะ แต่แผลจะหายไว”
เธอพูดพลางหยิบขวดน้ำสีฟ้าแปลกตาออกมา แล้วเทลงบนแผลของยอดบุรุษคนหนึ่ง เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังลั่นจนเมิ่งเหยาถึงกับหลุดหัวเราะ
“แสบ แต่หายเร็วแน่นอน!”
เมื่อล้างแผลเสร็จ จึงแจกยาแก้อักเสบให้ทุกคนพร้อมคำแนะนำสั้น ๆ ก่อนที่จะกลับมาทำแผลให้ตัวเอง
แม้จะไม่ได้รับคำขอบคุณที่ชัดเจนจากใคร เพราะพวกเขาคงไม่แน่ใจว่านางมาช่วยทำแผลหรือซ้ำเติมแผลพวกเขากันแน่ แต่เมิ่งเหยาไม่ได้สนใจ นางเพียงลุกขึ้นยืนหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ
“ขบวนรีบเดินทางต่อเถอะเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่ามันจะไปตามพักพวกมาหรือไม่?”
น้ำเสียงเย็น ๆ ของเธอกลับเปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว คนในขบวนต่างมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครพูดอะไร แต่ต่างคนต่างคิดเหมือนกันในใจว่า…
‘คุณหนูเมิ่งเหยาคนนี้ ไม่ธรรมดาจริง ๆ!’
ใช้เวลาถึงเจ็ดวันเต็มกว่าขบวนจะเข้าสู่แดนเหนือ ต้องเดินทางต่ออีกสามวันกว่าจะถึงเมืองหนิงอาน นี่เพียงแค่เมืองแรกอากาศก็หนาวจนสะท้านไปถึงกระดูก เมิ่งเหยาดึงเสื้อคลุมมาห่อตัวแน่น นางหายใจออกมาเป็นไอพลางสงสัยในใจ
‘เหตุใดบิดาข้าจึงเลือกมาตั้งรกรากที่นี่กัน?’
ดินแดนเหนือซึ่งเคยถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบและความแร้นแค้น บัดนี้กลับกลายเป็นดินแดนทองคำที่ผู้คนต่างแย่งชิงอยากเข้ามาใช้ชีวิตอาคารโรงเรือนเพาะปลูกขยายตัวไปอีกนับสิบเรือน ท้องทุ่งที่เคยถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งยามฤดูหนาว บัดนี้กลับอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารเมล็ดพันธุ์ที่พระชายานำมาในตอนแรกถูกชาวบ้านมองว่าเป็นเพียงความฝัน แต่ในวันนี้พวกเขากำลังเก็บเกี่ยวพืชผลด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะดังทั่วท้องตลาด แม่ค้าต่างส่งเสียงเรียกขานลูกค้ากันอย่างคึกคัก ขณะที่แรงงานของทางการนั่งล้อมวงกอดเงินก้อนแรกของตนเองไว้แน่น รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาแสดงถึงความปลื้มปิติ"ฮือ...ข้ามีเงินแล้ว!" ชายวัยกลางคนคนหนึ่งสะอื้นออกมา สายตาของเขาเปล่งประกาย"โชคดีเหลือเกิน ที่วันนั้นพวกเขาทิ้งเรามาให้นายหญิง!"หญิงชราคนหนึ่งพึมพำ พร้อมยกแขนเสื้อซับน้ำตา"สวรรค์ ขอบคุณท่านที่ส่งพระชายามาให้พวกเรา!"เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ไปทั่วลานกว้าง ทุกคนรู้ดีว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยถูกทอดทิ้ง ให้มองเป็นเพียงแรงงานที่ไร้ค่าของครอบครัว แต่ตอนนี้พวกเขากลับกลายเป็นผู้มีชีวิตที่มั่นคง ได้รับค่าแรงอย่างเป็นธรรม ไม่มีผู้ใดกล้าหยามหมิ่นพวกเขาอีกต่อไปแ
ข่าวการตั้งครรภ์ของพระชายาดังกระฉ่อนไปทั่วแดนเหนือเร็วยิ่งกว่าลมหนาว ชาวบ้านพากันออกมาโค้งคำนับขอบคุณสวรรค์กันที่หน้าประตูเรือนเสียงสวดอวยพรดังกระหึ่ม บ้างก็ตื่นเต้นเสียจนเผลอจุดประทัดน้อย ๆ ฉลองกันเองโดยไม่ต้องรอประกาศจากวังเมิ่งเหยาถูกดูแลประคบประหงมราวกับไข่ทองคำที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ หัวจะโขกโต๊ะหน่อยก็มีมือมารับ ผ้าห่มหล่นจากไหล่ก็มีคนพร้อมจะเข้ามาคลุมให้เหนื่อยหน่อยก็มีหมอนนุ่มวางให้พิงอย่างกับราชินี แม้แต่น้ำชาในถ้วยก็ยังมีคนทดสอบอุณหภูมิให้ก่อนดื่ม! และที่สำคัญที่สุด ท่านอ๋องไท่เฟิงก็ประกบติดนางราวเงา มีดวงตาคมกริบจับจ้องไม่ให้คลาดสายตา เหมือนกับว่าตัวเองเป็นนักโทษชั้นสูง ในเรือนจำแดนเหนือเสียจริง ๆนางเข้าใจอยู่หรอกว่าสามีรักมาก แต่จะเฝ้าไม่ให้ห่างถึงขนาดนี้มันมากไปไหม!? แค่เดินไปล้างหน้าล้างตา นางก็ต้องถูกพยุงขึ้นลงราวกับเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ของโลกนี้! ดีที่นางมีมิติเป็นที่หลบภัยเวลาจะถ่ายหนัก! คิดแล้วก็สะท้านใจ ถ้านางไม่มีมิติต้องแย่แน่ ๆ ! แค่คิดว่าจะต้องนั่งปลดทุกข์โดยมีคนหล่อเฝ้ามองอยู่ข้าง ๆ นางก็อยากกลั้นไปจนชาติหน้าแล้ว!หากเป็นเช่นนั้น สักวันนางคงได้เป็นโรคริ
แดนเหนือยามนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านหิมะขาวโพลน อุณหภูมิที่หนาวเหน็บทำให้บรรยากาศรอบด้านดูเงียบสงบ ราวกับทั้งเมืองต้องมนตร์ในฤดูหนาวแต่ปีนี้นั้นแตกต่างออกไป ชาวบ้านทุกครัวเรือนได้รับของแจกจากพระชายาแห่งแดนเหนือ ทุกคนต่างซาบซึ้งในพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ ผ้าห่มผืนใหญ่หนานุ่มที่แต่เดิมมีเพียงขุนนางหรือคนร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถครอบครอง บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวได้รับ ชาวบ้านที่เคยต้องอดทนต่ออากาศหนาวกัดกระดูก ยามนี้สามารถหลับตาลงอย่างอบอุ่นภายในเรือนของตนเองแม้พระชายาจะยังไม่ได้เข้าพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกนางเป็นอื่นไปได้นอกจากพระชายาหรือนายหญิง ทุกคำเรียกขานเต็มไปด้วยความเคารพและสำนึกในบุญคุณในตำหนักของท่านอ๋องแห่งแดนเหนือ ไฟในเตาผิงลุกโชนให้ความอบอุ่น เมิ่งเหยานั่งเอนกายพิงอกแกร่งของไท่เฟิง ขณะที่ดวงตาคู่งามจับจ้องจดหมายในมือ นางอ่านข้อความของบิดาอย่างตั้งใจ[เหยาเอ๋อร์ลูกรัก ลูกเป็นเช่นไรบ้าง สบายดีหรือไม่ พ่อสบายดี เจ้าไม่ต้องกังวล พ่ออยากขอบคุณลูกนับร้อยนับพันครั้ง วันที่ลูกบอกกับพ่อวันนั้นพ่อยังไม่เข้าใจ แต่วันนี้พ่อได้เข้าใจแล้ว พ่อได้พบนางแล้ว แม
เมิ่งเหยาตั้งตารอคอยการกลับมาของไท่เฟิงมาถึงเจ็ดวันแล้ว แต่เขากลับไร้ซึ่งข่าวคราว นางที่เริ่มกระวนกระวายจึงไม่อาจรอได้อีกต่อไป"ฉีคัง รายงานมาเดี๋ยวนี้" นางเอ่ยเสียงเย็น สายตาจับจ้ององครักษ์หนุ่มที่ยืนตรงหน้าอย่างเคร่งขรึม ฉีคังก้มศีรษะก่อนตอบ"นายหญิง พวกเราไม่ได้รับการติดต่อจากท่านอ๋องเลยขอรับ เมื่อสองวันก่อนข้าส่งคนไปแล้ว วันนี้น่าจะได้ข่าวแน่ขอรับ""ที่ที่เขาไปนั้น ไกลมากหรือไม่?"เมิ่งเหยาถามต่อ"ใช้ม้าเดินทางหนึ่งวันขอรับ"เมิ่งเหยาพยักหน้าแม้ใจจะยังร้อนรุ่ม แต่ความเชื่อมั่นในตัวเขายังไม่เสื่อมคลายบ่ายวันนั้นคนของฉีคังก็กลับมาพร้อมข่าวดี"นายหญิง ท่านอ๋องเสด็จมาถึงแล้วขอรับ"ดวงตาของเมิ่งเหยาฉายแววโล่งใจ นางยกยิ้มบางก่อนจะรีบสาวเท้าออกไปยังลานหน้าตำหนัก ทว่าเมื่อขบวนของไท่เฟิงมาถึง นางกลับต้องชะงัก‘สตรีนางนั้นเป็นใคร?’ดวงตาคมของนางจับจ้องไปยังร่างบอบบางที่ก้าวลงมาจากรถม้า‘นี่สินะ...เหตุผลที่ทำให้เขาต้องกลับมาช้า’ไท่เฟิงลงจากหลังม้าและเดินตรงเข้ามาหานางทันที แขนแกร่งคว้าร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างแน่นหนา ราวกับต้องการปลอบโยนนางให้คลายกังวล“พี่คิดถึงเจ้ายิ่งนัก”เมิ่งเหยาเอง
รถม้าของเมิ่งเหยาวิ่งเข้าไปภายในวังหลวงอย่างราบรื่น ด้านข้างมีทหารรักษาการณ์ที่เฝ้าดูอยู่ตลอดทาง ไม่มีใครกล้าหยุดรถม้าที่ประทับตราสัญลักษณ์ของไท่เฟิงล้อรถหมุนอย่างมั่นคง ตรงไปยังเขตชั้นกลางของวังหลวง จุดที่สูงศักดิ์เพียงพอให้ขุนนางระดับสูงเข้าถึงได้ แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงเขตชั้นในซึ่งเป็นที่พำนักขององค์จักรพรรดิเมิ่งเหยาลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้ในใจจะร้อนรนแต่นางยังคงรักษาความสงบไว้ดั่งเดิมเมื่อเท้าแตะพื้น หญิงสาวก้าวเดินไปยังตำหนักฮองเฮาโดยไม่หยุดชะงัก องครักษ์และนางกำนัลที่เฝ้าตำหนักต่างก้มหัวคำนับทันทีที่เห็นเมิ่งเหยาเข้ามา"เหยาเอ๋อร์ ทำไมกลับมาไว?"เสียงหวานของตานชิงดังขึ้น ก่อนที่ร่างของฮองเฮาผู้สูงศักดิ์จะเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าประหลาดใจ เมิ่งเหยาไม่รอช้าเข้าไปจับมือนางแน่น ดวงตาฉายแววจดจ่อและหนักแน่น"ชิงชิง ข้ามีเรื่องต้องแจ้งเจ้า"น้ำเสียงของนางจริงจังจนตานชิงชะงักไปรอยยิ้มจางลง ก่อนจะพยักหน้าแล้วดึงเมิ่งเหยาเข้าไปด้านในนางเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ที่นางพบเด็กขอทาน คำโกหกของเถ้าแก่ร้านขายข้าว และกระท่อมเก่าของปู่หลานที่แทบไม่มีข้าวกรอกหม้อนางบอกเล่าถึงสายต
เด็กน้อยกอดถุงข้าวแน่นจนมือน้อย ๆ เกร็งขึ้น เขาวิ่งตรงไปที่ท้ายประตูเมืองทางทิศตะวันตก ราวกับกลัวว่าหากช้ากว่านี้ สิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนจะสูญหายไปสายตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล ทุกย่างก้าวรีบเร่งขาเล็กเล็กที่ผอมแห้งแทบจะไม่มีแรงพยุงร่าง แต่เขากลับไม่หยุด เด็กน้อยหลบเลี้ยวหายเข้าไปในซอกกำแพงแคบแคบ จนร่างเล็ก ๆ ของเขากลืนหายไปกับเงามืดเมิ่งเหยามองตามร่างนั้นด้วยสายตาครุ่นคิด ความสงสัยในใจนางทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีเงื่อนงำบางอย่างถูกซ่อนไว้ นางไม่ลังเลที่จะก้าวตามเข้าไปมุมหลืบเล็ก ๆ นี้ ดูเหมือนจะเป็นเพียงทางตัน แต่จากท่าทางเร่งรีบของเด็กน้อย นางมั่นใจว่าต้องมีเส้นทางลับบางอย่างอาเปี่ยวรับรู้ความต้องการของนายหญิงโดยไม่ต้องเอ่ยคำ เขาตรวจสอบบริเวณรอบรอบอย่างละเอียด ก่อนจะพบช่องลับเล็ก ๆ ทางหมารอด ที่เด็กน้อยมุดออกไปนอกกำแพงเมือง เมิ่งเหยาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต เอวบางของนางถูกโอบประคองโดยองครักษ์หนุ่ม ก่อนที่ร่างทั้งสองจะทะยานข้ามกำแพงเมืองไปอย่างรวดเร็วทันทีที่เท้าของพวกเขาสัมผัสพื้นด้านนอก สายลมเย็นยะเยือกจากป่ารกชัฏกรีดผ่านผิวกาย บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกั
สองชั่วยามต่อมา"ไปเอารถม้ามาที่นี่"เสียงทุ้มสั่งการอย่างเฉียบขาด ฉีคังที่ยืนรออยู่ด้านนอกสะดุ้ง รีบโค้งตัวรับคำสั่งเมื่อรถม้ามาเทียบหน้ากระโจมเรียบร้อย ร่างบางที่สลบไหลด้วยความอ่อนแรงถูกอุ้มขึ้นแนบอก ไท่เฟิงกวาดตามองรอบ ๆ อย่างเย็นชา สายตาคมตรวจสอบทุกซอกทุกมุมเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดบังอาจแอบม
"นายหญิงถึงกับกล้าใช้พระนามของฝ่าบาท!" หนึ่งในองค์รักษ์กระซิบกระซาบ"นางไม่รู้หรือไรว่าเป็นข้อห้าม!" อีกคนกล่าวอย่างตกตะลึง ความตระหนกก็พุ่งทะลุขีดสุดเมื่อเสียงของนายเหนือหัวดังขึ้นอย่างเรียบเฉย"พี่แล้วแต่เจ้า"องค์รักษ์ทั้งหลายแทบจะลืมหายใจไปชั่วขณะเมิ่งเหยาหัวเราะขำ "ไม่ห้ามข้าหรือเจ้าคะ ที่
ทางด้านเมิ่งเหยาและตานชิงต่างช่วยกันจัดสินค้าลงร้านอย่างขะมักเขม้นโดยมีครอบครัวชิงเป็นลูกมือ นางตรวจสอบรายชื่อสินค้าอย่างละเอียดขณะที่ตานชิงคอยคุมจัดเรียงของลงชั้นด้วยความคล่องแคล่ว บรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและคำพูดหยอกล้อของทุกคน“เหยาเหยา เจ้าคิดว่าของพวกนี้จะขายหมดไหม?”ตานชิงถามพลาง
“อ๊ะ! ท่าน… บีบสะโพกข้าทำไม?”ดูเหมือนไท่เฟิงจะลืมตัวไปครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินคำว่าประมูลชายอื่น สีหน้าเขาเคร่งขรึมขึ้นก่อนถามกลับ“เจ้ายัง…บริสุทธิ์อยู่ แล้วเหตุใดจึงต้องการประมูลบุรุษอื่นมาร่วมหลับนอน?”เมิ่งเหยานิ่งไปเล็กน้อย แววตาที่มองกลับมาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและจริงใจ“ข้ามีความจำเป็นบางอย







