Masuk“ได้… เจ๊จะใช้ชีวิตของหวัง เมิ่งเหยาต่อเอง…แต่ไม่ใช่แบบตัวร้ายโง่ ๆ หลงรักพระเอกแน่นอน!”
เจ๊ปูประกาศกับตัวเองอย่างมุ่งมั่น แล้วนั่งเปิดแอปอ่านนิยาย ซึ่งยังพอเปิดแบบออฟไลน์ได้ ไล่ตั้งแต่บทแรกจนถึงบทล่าสุด เพื่ออยากจะให้แน่ใจว่าไม่พลาดเนื้อหาตรงไหน
พระเอก จ้าว จื่อฮ่าว และนางเอกเจอกันตั้งแต่เด็ก มีใจรักมั่นต่อกันแล้ว แต่ติดปัญหาสัญญาหมั้นหมายกับ หวัง เมิ่งเหยา พวกเขาจึงต้องเก็บความรู้สึกนั้นไว้ …
จนกระทั่งตัวร้ายอย่างเมิ่งเหยาตกหน้าผาตาย ไรท์ตัดจบเรื่องราวไว้เท่านี้ แต่เรื่องราวก็คงจะดำเนินต่อไปแบบนิยายรักทั่วไปแน่ ๆเจ๊ปูคิดในใจ
ในบทที่30ล่าสุด มีการแจ้งเตือนอัพเดทเพิ่มเติมเนื้อหาจากนักเขียน เจ๊ปูรีบกดอ่านทันที หวัง เมิ่งเหยาตกหน้าผาหายสาบสูญ หนึ่งปีให้หลัง พ่อของนาง ท่านแม่ทัพใหญ่ตัดสินใจย้ายไปอยู่เมืองหนิงอานที่แดนเหนือ และยกเลิกหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ..
‘เนื้อเรื่องหลังจากนี้พอเดาได้ พระนางในเรื่องได้ครองรักกันอย่างเปิดเผยสินะ’
“ดีล่ะ… ถ้าพล็อตเป็นแบบนี้ ฉันควรหายตัวไปสักหนึ่งปี ให้พวกเขาได้สมหวังกัน แต่ท่านพ่อของร่างนี้ก็แสนดีเหลือเกิน ฉันควรจะหาทางติดต่อท่าน แต่หากท่านรู้ก็ต้องตามตัวเรากลับไปแน่ ๆ นั้นต้องบอกว่าฉันเสียความบริสุทธิ์แล้วไม่สามารถกลับไปได้ ให้ยกเลิกการหมั้นหมายดีไหมนะ!”
เจ๊ปูหัวเราะคิกคักอย่างคนที่คิดแผนเหนือชั้น
‘ชีวิตต่อจากนี้ฉันวางเป้าหมายง่าย ๆ ในเมื่อท่านพ่อจะย้ายมาแดนเหนือหลังจากนี้อีกหนึ่งปี สู้ฉันไปตั้งรกรากที่นั่นก่อนเลย ระหว่างนี้ก็รอท่านพ่อส่งข่าวว่า พอยกเลิกการหมั้นแล้ว เราก็เป็นอิสระ จบปิ๊ง! ใช้ชีวิตสวย ๆ แอ่วผู้ ดีจะตาย’
“แต่…เอ๊ะ! แล้วตี้ตี้ล่ะ? นังตี้หายไปไหน?”
ณ วังหลวง
ทันทีที่ลืมตา ตี้ตี้ก็พบตัวเองบนเตียงขนาดใหญ่ในห้องหรูหราใหญ่โต ผ้าห่มปักลายหงส์คู่กับหมอนปักดิ้นทองลายมังกร
“นี่มัน…ที่ไหน?”
ตี้ตี้พึมพำเสียงสั่น ๆ สัมผัสได้ว่าตัวเองใส่ชุดแพรไหมสีอ่อนผ่าข้าง และภายในอาภรณ์ยังมีลายมังกรกับหงส์ที่ไม่เคยเห็นในชีวิตจริง แค่จะลุกขึ้นก็ยังมึนหัวอยู่เล็กน้อย
“ฮองเฮาทรงฟื้นแล้ว”
เสียงหวานของหญิงสาวนางหนึ่งดังขึ้นข้างเตียง เธอแต่งชุดนางกำนัลสีกรมท่าแต่เป็นผ้าอย่างดี ดูจะเป็นผู้ติดตามใกล้ชิดสีหน้าเหมือนทั้งดีใจและเป็นห่วง
“ฮองเฮา? …ข้าหรือ?”
ตี้ตี้หลุดปากพูดอย่างงงงวย ไม่ทันหายสงสัยบุรุษร่างสูงใหญ่เค้าโครงคมสันสวมอาภรณ์ทองคำปักมังกรเด่นชัด ดวงตาดูดุกร้าวและเย็นชาอย่างน่าประหลาดก็ก้าวเดินเข้ามาในห้อง
“ฟื้นแล้วหรือ? ถ้าเจ้าฟื้นแล้วก็ตอบข้ามา… เจ้าต้องการอะไร ถึงกล้าเรียกร้องความสนใจจากข้าด้วยวิธีนี้อีก!”
เสียงเข้มติดจะเหี้ยมเกรียมเอ่ยใส่เธอทันที ตี้ตี้ทั้งตกใจทั้งงง เพราะไม่รู้ที่มาที่ไป ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้
“ท่าน… หมายถึงข้าหรือ?”
เธอถามอย่างไม่เข้าใจ น้ำเสียงแฝงความกลัว ทำให้เขากลับยิ่งสบตาเธออย่างเหยียด ๆ
“หึ… ฮองเฮา ที่นี่ไม่มีใครจะเสแสร้งไปทำไม?”
จบคำ เขาเดินตรงมาจับคางเธออย่างแรง จนตี้ตี้ร้องลั่นด้วยความเจ็บ
“โอ๊ย! เจ็บนะ…ปล่อยสิ! ไอ้บ้า!!”
ตี้ตี้หลุดคำด่าในโลกปัจจุบันออกมาอย่างเผลอตัว เธอสะบัดมือปัดมือหนา ๆ ของอีกฝ่ายออก แล้วถอยกรูดไปสุดเตียงนอน ร่างทั้งสองผละออกจากกันในทันที
ฮ่องเต้หนุ่ม หยาง เฟยหยาง ขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิมปนแปลกใจปกติฮองเฮาของเขาเป็นหญิงเจ้าเล่ห์สุขุม ใช้มารยาสารพัดเพื่อเอาชนะใจเขา แต่ไม่เคยพูดคำหยาบหรือแสดงความหวาดกลัวอย่างชัดเจนเช่นนี้
“ฝ่าบาทเพคะ… ฮองเฮาเพิ่งฟื้น ขอทรงเมตตาด้วยเพคะ!”
เสียงนางกำนัลพูดอ้อนวอนพลางคุกเข่า นางเป็นคนสนิทของฮองเฮา เมื่อเห็นสีหน้าของนายเหนือหัวทั้งสองฝ่ายแล้วก็หวาดหวั่นไปหมด หยาง เฟยหยาง กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดขึ้น แต่ก็ยั้งใจอยู่บ้าง ก่อนจะสะบัดชายอาภรณ์เดินออกจากไปด้วยความหงุดหงิด
ตี้ตี้หอบหายใจแรงทั้งตกใจและงุนงง มองไปรอบห้องก็ยิ่งเห็นความฟู่ฟ่า ทุกสิ่งสะท้อนถึงระดับสูงสุดของอำนาจ ดูเหมือนเธอจะกลายเป็นฮองเฮาขึ้นมาจริง ๆ แต่ฮ่องเต้กลับไม่เป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย
หลี่หยูรีบเข้ามาประคอง แต่ตี้ตี้ปัดมือออกตามสัญชาตญาณ
“เจ้าเป็นใคร…อย่ามาจับข้านะ! ฮือ… เจ๊ปู… เจ๊ปูอยู่ไหน?!”
ดวงตาคู่สวยเริ่มเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา เธอรู้สึกกลัวจริง ๆ ไม่มีแม้ผู้ใดรู้จักเธอในที่แห่งนี้ และที่สำคัญเธอไม่ได้อยากเป็นฮองเฮา ผู้หญิงที่ต้องแข่งขันแย่งชิงความรัก หรือต้องเข้าไปพัวพันกับการเมืองในวังหลังอย่างที่เคยอ่านในนิยาย
หยาง เฟยหยาง ยังยืนนิ่งอยู่ด้านนอกตำหนัก มองผ่านรอดช่องของประตู เขาไม่ได้จากไปไหนไกลแต่ยืนหลบมุมแอบมองอาการของนางจากตรงนี้อย่างเงียบ ๆ
“แววตาของนาง…ดูลนลานจริง ๆ ไม่เหมือนการเสแสร้งอย่างที่เคยทำ”
เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด ต่อให้ไม่เชื่อว่าฮองเฮาเปลี่ยนไป แต่ก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ กลายเป็นว่าเขายิ่งรู้สึกคาใจในตัวนางมากกว่าเดิม ก่อนจะตัดสินใจผละไปเนื่องจากมีภารกิจมากมายในราชสำนักรออยู่
ตี้ตี้รีบขบคิดหาวิธีหลุดพ้นจากตำแหน่งบ้า ๆ นี่ทันที ในหัวมีแต่ภาพของการหาวิธีออกตามหาเจ๊ปู และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขด้วยกันแทนที่จะต้องทนอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและการแก่งแย่ง เธอมั่นใจว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธออย่างแน่นอน!
“ไม่เอานะ! ฉันไม่อยากแย่งชิงผู้ชายกับใคร!”
เธอบ่นพึมพำเสียงเบาราวกับกำลังปลอบใจตัวเอง แต่ทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น
“ใช่ ๆ ชีวิตพวกเรานั้นเกิดมาเพื่อให้ผู้ชายแย่งชิงต่างหาก!”
คำพูดนั้นหลุดออกมาพร้อมกับแววตาที่เปล่งประกายราวกับได้รับพลังใจใหม่ ตี้ตี้ฮึดขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่เธอต้องทำคือ..ตามหาเจ๊ปูให้เจอ!
ดินแดนเหนือซึ่งเคยถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบและความแร้นแค้น บัดนี้กลับกลายเป็นดินแดนทองคำที่ผู้คนต่างแย่งชิงอยากเข้ามาใช้ชีวิตอาคารโรงเรือนเพาะปลูกขยายตัวไปอีกนับสิบเรือน ท้องทุ่งที่เคยถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งยามฤดูหนาว บัดนี้กลับอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารเมล็ดพันธุ์ที่พระชายานำมาในตอนแรกถูกชาวบ้านมองว่าเป็นเพียงความฝัน แต่ในวันนี้พวกเขากำลังเก็บเกี่ยวพืชผลด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะดังทั่วท้องตลาด แม่ค้าต่างส่งเสียงเรียกขานลูกค้ากันอย่างคึกคัก ขณะที่แรงงานของทางการนั่งล้อมวงกอดเงินก้อนแรกของตนเองไว้แน่น รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาแสดงถึงความปลื้มปิติ"ฮือ...ข้ามีเงินแล้ว!" ชายวัยกลางคนคนหนึ่งสะอื้นออกมา สายตาของเขาเปล่งประกาย"โชคดีเหลือเกิน ที่วันนั้นพวกเขาทิ้งเรามาให้นายหญิง!"หญิงชราคนหนึ่งพึมพำ พร้อมยกแขนเสื้อซับน้ำตา"สวรรค์ ขอบคุณท่านที่ส่งพระชายามาให้พวกเรา!"เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ไปทั่วลานกว้าง ทุกคนรู้ดีว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยถูกทอดทิ้ง ให้มองเป็นเพียงแรงงานที่ไร้ค่าของครอบครัว แต่ตอนนี้พวกเขากลับกลายเป็นผู้มีชีวิตที่มั่นคง ได้รับค่าแรงอย่างเป็นธรรม ไม่มีผู้ใดกล้าหยามหมิ่นพวกเขาอีกต่อไปแ
ข่าวการตั้งครรภ์ของพระชายาดังกระฉ่อนไปทั่วแดนเหนือเร็วยิ่งกว่าลมหนาว ชาวบ้านพากันออกมาโค้งคำนับขอบคุณสวรรค์กันที่หน้าประตูเรือนเสียงสวดอวยพรดังกระหึ่ม บ้างก็ตื่นเต้นเสียจนเผลอจุดประทัดน้อย ๆ ฉลองกันเองโดยไม่ต้องรอประกาศจากวังเมิ่งเหยาถูกดูแลประคบประหงมราวกับไข่ทองคำที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ หัวจะโขกโต๊ะหน่อยก็มีมือมารับ ผ้าห่มหล่นจากไหล่ก็มีคนพร้อมจะเข้ามาคลุมให้เหนื่อยหน่อยก็มีหมอนนุ่มวางให้พิงอย่างกับราชินี แม้แต่น้ำชาในถ้วยก็ยังมีคนทดสอบอุณหภูมิให้ก่อนดื่ม! และที่สำคัญที่สุด ท่านอ๋องไท่เฟิงก็ประกบติดนางราวเงา มีดวงตาคมกริบจับจ้องไม่ให้คลาดสายตา เหมือนกับว่าตัวเองเป็นนักโทษชั้นสูง ในเรือนจำแดนเหนือเสียจริง ๆนางเข้าใจอยู่หรอกว่าสามีรักมาก แต่จะเฝ้าไม่ให้ห่างถึงขนาดนี้มันมากไปไหม!? แค่เดินไปล้างหน้าล้างตา นางก็ต้องถูกพยุงขึ้นลงราวกับเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ของโลกนี้! ดีที่นางมีมิติเป็นที่หลบภัยเวลาจะถ่ายหนัก! คิดแล้วก็สะท้านใจ ถ้านางไม่มีมิติต้องแย่แน่ ๆ ! แค่คิดว่าจะต้องนั่งปลดทุกข์โดยมีคนหล่อเฝ้ามองอยู่ข้าง ๆ นางก็อยากกลั้นไปจนชาติหน้าแล้ว!หากเป็นเช่นนั้น สักวันนางคงได้เป็นโรคริ
แดนเหนือยามนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านหิมะขาวโพลน อุณหภูมิที่หนาวเหน็บทำให้บรรยากาศรอบด้านดูเงียบสงบ ราวกับทั้งเมืองต้องมนตร์ในฤดูหนาวแต่ปีนี้นั้นแตกต่างออกไป ชาวบ้านทุกครัวเรือนได้รับของแจกจากพระชายาแห่งแดนเหนือ ทุกคนต่างซาบซึ้งในพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ ผ้าห่มผืนใหญ่หนานุ่มที่แต่เดิมมีเพียงขุนนางหรือคนร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถครอบครอง บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวได้รับ ชาวบ้านที่เคยต้องอดทนต่ออากาศหนาวกัดกระดูก ยามนี้สามารถหลับตาลงอย่างอบอุ่นภายในเรือนของตนเองแม้พระชายาจะยังไม่ได้เข้าพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกนางเป็นอื่นไปได้นอกจากพระชายาหรือนายหญิง ทุกคำเรียกขานเต็มไปด้วยความเคารพและสำนึกในบุญคุณในตำหนักของท่านอ๋องแห่งแดนเหนือ ไฟในเตาผิงลุกโชนให้ความอบอุ่น เมิ่งเหยานั่งเอนกายพิงอกแกร่งของไท่เฟิง ขณะที่ดวงตาคู่งามจับจ้องจดหมายในมือ นางอ่านข้อความของบิดาอย่างตั้งใจ[เหยาเอ๋อร์ลูกรัก ลูกเป็นเช่นไรบ้าง สบายดีหรือไม่ พ่อสบายดี เจ้าไม่ต้องกังวล พ่ออยากขอบคุณลูกนับร้อยนับพันครั้ง วันที่ลูกบอกกับพ่อวันนั้นพ่อยังไม่เข้าใจ แต่วันนี้พ่อได้เข้าใจแล้ว พ่อได้พบนางแล้ว แม
เมิ่งเหยาตั้งตารอคอยการกลับมาของไท่เฟิงมาถึงเจ็ดวันแล้ว แต่เขากลับไร้ซึ่งข่าวคราว นางที่เริ่มกระวนกระวายจึงไม่อาจรอได้อีกต่อไป"ฉีคัง รายงานมาเดี๋ยวนี้" นางเอ่ยเสียงเย็น สายตาจับจ้ององครักษ์หนุ่มที่ยืนตรงหน้าอย่างเคร่งขรึม ฉีคังก้มศีรษะก่อนตอบ"นายหญิง พวกเราไม่ได้รับการติดต่อจากท่านอ๋องเลยขอรับ เมื่อสองวันก่อนข้าส่งคนไปแล้ว วันนี้น่าจะได้ข่าวแน่ขอรับ""ที่ที่เขาไปนั้น ไกลมากหรือไม่?"เมิ่งเหยาถามต่อ"ใช้ม้าเดินทางหนึ่งวันขอรับ"เมิ่งเหยาพยักหน้าแม้ใจจะยังร้อนรุ่ม แต่ความเชื่อมั่นในตัวเขายังไม่เสื่อมคลายบ่ายวันนั้นคนของฉีคังก็กลับมาพร้อมข่าวดี"นายหญิง ท่านอ๋องเสด็จมาถึงแล้วขอรับ"ดวงตาของเมิ่งเหยาฉายแววโล่งใจ นางยกยิ้มบางก่อนจะรีบสาวเท้าออกไปยังลานหน้าตำหนัก ทว่าเมื่อขบวนของไท่เฟิงมาถึง นางกลับต้องชะงัก‘สตรีนางนั้นเป็นใคร?’ดวงตาคมของนางจับจ้องไปยังร่างบอบบางที่ก้าวลงมาจากรถม้า‘นี่สินะ...เหตุผลที่ทำให้เขาต้องกลับมาช้า’ไท่เฟิงลงจากหลังม้าและเดินตรงเข้ามาหานางทันที แขนแกร่งคว้าร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างแน่นหนา ราวกับต้องการปลอบโยนนางให้คลายกังวล“พี่คิดถึงเจ้ายิ่งนัก”เมิ่งเหยาเอง
รถม้าของเมิ่งเหยาวิ่งเข้าไปภายในวังหลวงอย่างราบรื่น ด้านข้างมีทหารรักษาการณ์ที่เฝ้าดูอยู่ตลอดทาง ไม่มีใครกล้าหยุดรถม้าที่ประทับตราสัญลักษณ์ของไท่เฟิงล้อรถหมุนอย่างมั่นคง ตรงไปยังเขตชั้นกลางของวังหลวง จุดที่สูงศักดิ์เพียงพอให้ขุนนางระดับสูงเข้าถึงได้ แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงเขตชั้นในซึ่งเป็นที่พำนักขององค์จักรพรรดิเมิ่งเหยาลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้ในใจจะร้อนรนแต่นางยังคงรักษาความสงบไว้ดั่งเดิมเมื่อเท้าแตะพื้น หญิงสาวก้าวเดินไปยังตำหนักฮองเฮาโดยไม่หยุดชะงัก องครักษ์และนางกำนัลที่เฝ้าตำหนักต่างก้มหัวคำนับทันทีที่เห็นเมิ่งเหยาเข้ามา"เหยาเอ๋อร์ ทำไมกลับมาไว?"เสียงหวานของตานชิงดังขึ้น ก่อนที่ร่างของฮองเฮาผู้สูงศักดิ์จะเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าประหลาดใจ เมิ่งเหยาไม่รอช้าเข้าไปจับมือนางแน่น ดวงตาฉายแววจดจ่อและหนักแน่น"ชิงชิง ข้ามีเรื่องต้องแจ้งเจ้า"น้ำเสียงของนางจริงจังจนตานชิงชะงักไปรอยยิ้มจางลง ก่อนจะพยักหน้าแล้วดึงเมิ่งเหยาเข้าไปด้านในนางเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ที่นางพบเด็กขอทาน คำโกหกของเถ้าแก่ร้านขายข้าว และกระท่อมเก่าของปู่หลานที่แทบไม่มีข้าวกรอกหม้อนางบอกเล่าถึงสายต
เด็กน้อยกอดถุงข้าวแน่นจนมือน้อย ๆ เกร็งขึ้น เขาวิ่งตรงไปที่ท้ายประตูเมืองทางทิศตะวันตก ราวกับกลัวว่าหากช้ากว่านี้ สิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนจะสูญหายไปสายตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล ทุกย่างก้าวรีบเร่งขาเล็กเล็กที่ผอมแห้งแทบจะไม่มีแรงพยุงร่าง แต่เขากลับไม่หยุด เด็กน้อยหลบเลี้ยวหายเข้าไปในซอกกำแพงแคบแคบ จนร่างเล็ก ๆ ของเขากลืนหายไปกับเงามืดเมิ่งเหยามองตามร่างนั้นด้วยสายตาครุ่นคิด ความสงสัยในใจนางทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีเงื่อนงำบางอย่างถูกซ่อนไว้ นางไม่ลังเลที่จะก้าวตามเข้าไปมุมหลืบเล็ก ๆ นี้ ดูเหมือนจะเป็นเพียงทางตัน แต่จากท่าทางเร่งรีบของเด็กน้อย นางมั่นใจว่าต้องมีเส้นทางลับบางอย่างอาเปี่ยวรับรู้ความต้องการของนายหญิงโดยไม่ต้องเอ่ยคำ เขาตรวจสอบบริเวณรอบรอบอย่างละเอียด ก่อนจะพบช่องลับเล็ก ๆ ทางหมารอด ที่เด็กน้อยมุดออกไปนอกกำแพงเมือง เมิ่งเหยาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต เอวบางของนางถูกโอบประคองโดยองครักษ์หนุ่ม ก่อนที่ร่างทั้งสองจะทะยานข้ามกำแพงเมืองไปอย่างรวดเร็วทันทีที่เท้าของพวกเขาสัมผัสพื้นด้านนอก สายลมเย็นยะเยือกจากป่ารกชัฏกรีดผ่านผิวกาย บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกั
รุ่งเช้า แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านยอดไม้ในป่าลึก เมิ่งเหยาค่อย ๆ ออกจากมิติด้วยสีหน้าสงบก่อนมองไปรอบ ๆ จุดที่นางเข้ามิติเมื่อวันก่อน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงนางหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะเรียกเข็มทิศออกมาจากมิติ เป็นเข็มทิศโลหะสีดำที่ดูเรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกหนักแน่นในมือ เมิ่งเหย
“กรี๊ดดดดด!!!”เสียงหวีดร้องของสองวิญญาณสาวดังสะท้อนก้องไปในความมืด ก่อนที่ทิวทัศน์สีดำขมุกขมัวจะสว่างวาบขึ้นมาราวกับมีม่านหมอกบาง ๆ ถูกเปิดออกภาพเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนกลายเป็นห้องโถงสีขาวบริสุทธิ์ ห้อมล้อมด้วยเสาสูงเสียดเพดานประดับลวดลายศิลปะจีนโบราณ เป็นลายมังกรคดโค้งตวัดไปมา บ้างก็เป็นลายกลีบดอกโ
ท้องฟ้าของเช้าวันนี้เป็นสีฟ้าอ่อนเจือด้วยเมฆขาวระเรื่อ สายลมเย็น ๆ พัดผ่านบริเวณวัดแห่งหนึ่งในย่านชานเมือง วัดนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นศูนย์กลางของการกุศลและการเลี้ยงดูเด็กกำพร้า บริเวณรอบ ๆ วัดมีต้นไม้สูงใหญ่มากมายให้ร่มเงาเสียงนกพิราบเกาะริมกำแพงบ้าง เสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ที่
“ใบหน้าของพวกเจ้าจะงดงามหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่ความตั้งมั่นของพวกเจ้าเอง จงตั้งจิตให้แน่วแน่คิดถึงรูปโฉมที่ต้องการให้ชัดเจน แล้วขณะอัญเชิญพลังแห่งการข้ามภพ รูปลักษณ์ของพวกเจ้าจะถูกกำหนดตามนั้น!”สิ้นเสียงขององค์มหาเทพ บรรยากาศรอบข้างเหมือนถูกเติมเต็มด้วยพลังงานมหาศาล พื้นที่ลานพิพากษาเริ่มส่องแสงวิบว







