Masukย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อนในวันแรกที่ตี้ตี้ลืมตาตื่นขึ้นในร่างใหม่แล้วเจอกับบุรุษที่น่ากลัว นางรีบตั้งหลักทันที ตี้ตี้เริ่มประมวลปรับตัวกับชีวิตใหม่ในร่างของหลินตานชิงฮองเฮาผู้เลอโฉม น่าแปลกที่ความทรงจำของนางนั้นไม่ปะติดปะต่อ เธอจึงต้องสอบถามหลี่หยู นางกำนันคนสนิทเกี่ยวกับตัวตนของนางเพิ่มเติม
เมื่อได้รับข้อมูลว่าเธอเป็นฮองเฮาผู้ทรงอำนาจ แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ตี้ตี้ให้หลี่หยูออกไปนางอยากพักผ่อนขออยู่เงียบ ๆ คนเดียว และเมื่อนึกขึ้นได้จึงรีบลุกไปส่องกระจกดูตัวเองทันที
“โอ้แม่เจ้า! สวยมากกก!”
เธอแทบกรี๊ดออกมาเมื่อเห็นใบหน้าในกระจก
“นี่มันตี้เล่อปาตัวเป็นเป็นชัดชัด ฮ่า ๆ ๆ!”
นางหัวเราะลั่นพร้อมขอบคุณสวรรค์ ก่อนจะรวบรวมสติ
“เอาล่ะ จากนี้ข้าคือหลินตานชิง”
หลังจากนั้นผ่านไปสี่วันนางใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบเพื่อปรับตัว ความทรงจำที่เหลือของร่างนี้เริ่มกลับมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นางรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจ
เมื่อได้รู้ว่าครอบครัวของตานชิงถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมเพื่อเปิดทางให้จักรพรรดิหยางเฟยหยางขึ้นครองบัลลังก์ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนให้นางได้เป็นฮองเฮา ทั้งที่ความผิดนั้นครอบครัวนางไม่ได้ก่อเลยแม้แต่น้อย!
“ข้าขอโทษ… พวกท่านคงต้องผิดหวังแล้ว เพราะข้าไม่ใช่ตานชิง! และข้าไม่อยากอยู่ในกรงทองนี่อีกต่อไป!”
ตี้ตี้เอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น จากความทรงจำฮ่องเต้รังเกียจนางมากเพราะนางนั้นร้ายกาจ แต่นั่นก็ดีแล้วนางจะได้ออกจากวังง่ายขึ้น
‘หากพูดกับฝ่าบาทตามตรงเขาจะอนุญาตไหม? น่าจะอนุญาตนะ เพราะเขาก็รังเกียจร่างนี้อยู่แล้ว’
‘อืมมม...แต่อยู่ดี ๆ จะไปขอหย่า มันจะได้ใช่ไหม? คงต้องลองดู แต่คงต้องบอกว่าเราความจำเสื่อม เพราะไม่แน่ใจว่าความทรงจำที่ได้มานั้นครบถ้วนหรือไม่’
วันรุ่งขึ้น ตี้ตี้ในร่างของตานชิงตัดสินใจขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้หยางเฟยหยางทันที นางเดินเข้าไปด้วยท่าทีที่สงบนิ่งดุจนางพญาที่ตี้ตี้เคยเห็นในซีรี่ส์จีน นางย่อตัวคารวะอย่างงดงามก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ฝ่าบาท หม่อมฉันมีเรื่องจะกราบทูลเพคะ”
“ว่ามา อย่าให้เราต้องเสียเวลา”
ตานชิงเงยหน้าสบตา สายตาของนางแน่วแน่ในหัวคิดถึงบทละครในชาติก่อนที่พอจะเข้ากับสถาณการณ์ในตอนนี้
“ขอกราบทูลฝ่าบาทตามตรง หม่อมฉันความจำเสื่อมบางส่วนเพคะ ตอนนี้ไร้ความสามารถจะดำรงตำแหน่งฮองเฮา จึงอยากมาขอความเมตตาจากฝ่าบาทได้โปรดปลดหม่อมฉันจากฮองเฮาเป็นเพียงสามัญชน หม่อมฉันจะไปใช้ชีวิตเงียบ ๆ จากนี้จะไม่สร้างความวุ่นวายให้พระองค์อีก และ… หากเป็นไปได้หม่อมฉันขอเวลาเก็บของสามวันเพคะ”
คำพูดของนางทำให้หยางเฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาเงยหน้ามองนางด้วยสายตาเย็นเยียบที่ยากจะคาดเดา ตี้ตี้เองก็จ้องหน้าเขาเพื่อรอคำตอบ
“เราจะคิดเรื่องนี้อีกที ระหว่างนี้เจ้าคงไม่กระโดดน้ำตายอีกรอบกระมัง?”
ตี้ตี้หลุบตาต่ำ พลางคิดในใจ ทำไมต้องคิด? ไม่ชอบข้าก็หย่าให้เลยสิ โอ้ย…งง!ก่อนจะตอบด้วยเสียงเรียบนิ่ง
“ฝ่าบาทไม่ต้องห่วงเพคะ หม่อมฉันจะดูแลตัวเองอย่างดี จะไม่มีเรื่องอย่างที่แล้วมาแน่นอน ตอนนี้หม่อมฉันมีความปรารถนาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่จริง ๆ ขอฝ่าบาทส่งเสริมด้วยเพคะ”
นางกล่าวจบพร้อมย่อตัวอย่างงดงามและหมุนตัวเดินออกไป หยางเฟยหยางมองตามจนร่างบางลับสายตา ก่อนจะกล่าวเบา ๆ
“ตามดูนางทุกฝีก้าว ว่านางติดต่อกับใคร?”
“พะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
หยางเฟยหยางถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
“นางในแบบนี้กลับรับมือยากกว่าเดิม แต่...เจ้าอยากไปจากเราจริง ๆ หรือตานชิง? หรือนี่จะเป็นแผนใหม่ของเจ้าอีก?”
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้า เมื่อกลับถึงตำหนัก ตานชิงครุ่นคิดถึงสิ่งที่เจ๊ปูเคยพูดเกี่ยวกับมิติพิเศษ นางลองหลับตาและนึกถึงมัน ทันใดนั้นภาพของห้องนอนในมิติก็ปรากฏขึ้นในหัว ห้องนอนที่มีเพียงของสะสมบางอย่างที่ไม่ควรให้ใครเห็น
ตี้ตี้ลองเรียกของสะสมขึ้นมาก่อนจะลืมตา เมื่อเห็นแท่งอวัยวะเพศชายจำลองขนาดใหญ่อยู่ในมือ นางก็แทบล้มทั้งยืน
“ฮือ...สมบัติติดตัว...เราไม่มีเงินนี่หน่า เพราะเอาไปเปย์ผู้ชายและซื้อของพวกนี้มาสะสมไว้!”
นางรีบเก็บของสะสมเข้าที่เดิมทันที เพราะกลัวว่าใครจะมาเห็นเข้า โดยไม่รู้เลยว่าไม่ทันแล้ว เงามืดที่แอบสอดส่องอยู่นอกตำหนักก็ถึงกับสะดุ้ง รีบเร้นกายกลับไปอย่างรวดเร็วเพื่อรายงานสิ่งที่เห็น
รุ่งเช้าวันต่อมา ตานชิงรีบสั่งการทันทีหลังจากตื่นจากความคิดที่หนักอึ้งในใจเมื่อคืน นางยืนอย่างสง่างามในตำหนักฮองเฮา น้ำเสียงเฉียบขาดที่ไม่เปิดโอกาสให้ใครโต้แย้งก็ดังขึ้น
“อาหยู! ไปเอาสมบัติของข้ามาให้หมดทุกชิ้น!”
หลี่หยูมองนางด้วยความลังเล ก่อนจะถามอย่างระมัดระวัง
“ที่เก็บไว้ในคลังหลวงด้วยหรือเพคะ?”
หลี่หยูถามด้วยน้ำเสียงลังเล ขณะมองตานชิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความกังวล ตานชิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น น้ำเสียงเฉียบขาดดังขึ้นอีกครั้ง
“ใช่ หากเป็นของ ๆ ข้า เอามาให้หมด! อย่าให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว!”
หลี่หยูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล้าถามคำถามที่อยู่ในใจมานาน
“ฮองเฮา หลี่หยูขอถามได้ไหมเพคะ ว่าท่านกำลังทรงคิดจะทำสิ่งใด?”
ตานชิงมองหลี่หยูด้วยสายตาที่อ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ เธอเลือกที่จะตอบ เพราะหลี่หยูคือคนสนิทที่โตมากับเธอและเป็นคนที่เธอไว้ใจที่สุด
“ข้ากำลังจะหย่ากับฝ่าบาท”
คำพูดนี้ทำให้หลี่หยูถึงกับดวงตาเบิกกว้าง นางรีบถามด้วยความตกใจ
“ทรงจะเสด็จไปที่ใดเพคะ?”
ตานชิงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
“ข้ากำลังคิดอยู่ เพราะข้าตามหาคนสำคัญอยู่ผู้หนึ่ง”
หลี่หยูรู้สึกได้ถึงความจริงจังในน้ำเสียงของตานชิง นางจึงรีบพูดด้วยความกระตือรือร้น
“ฮองเฮาได้โปรด พาหลี่หยูไปด้วยนะเพคะ”
ตานชิงเผยรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เจ้าเป็นคนของข้า ..ข้าก็ต้องพาเจ้าไปด้วยอยู่แล้ว”
หลี่หยูยิ้มกว้างด้วยความดีใจ นางโค้งตัวอย่างนอบน้อมก่อนจะรีบขอตัวไปทำตามคำสั่งด้วยความกระตือรือร้น ในใจของนางเต็มไปด้วยความยินดี
‘ในที่สุดคุณหนูของข้าก็กล้าที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเสียที’
คำสั่งนี้ทำให้ตำหนักฮองเฮาเข้าสู่ความวุ่นวายทันที บรรดาข้ารับใช้ต่างเร่งรีบขนสมบัติจากทุกมุมของตำหนักมา รวมถึงสมบัติในคลังหลวง งานนี้ใช้เวลาถึงสองวันเต็มแต่ในที่สุดสมบัติทุกชิ้นที่เป็นของตานชิงก็ถูกนำมารวบรวมไว้เรียบร้อย
ตานชิงเก็บทุกอย่างเข้ามิติของตนด้วยความละเอียดลออ นางพบว่าห้องในมิติของตนสามารถขยายขนาดได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้พื้นที่จะใหญ่ขึ้น แต่รูปแบบของห้องยังคงเดิม
ในขณะที่ตานชิงสำรวจมิติอยู่นั้น นางก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ ห้องนอนของนางอยู่ในตัวบ้านของเจ๊ปู! นางรีบพยายามเปิดประตู แต่ประตูนั้นกลับเปิดออกไปไม่ได้ นางครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจหยิบกระดาษและปากกามาเขียนข้อความลงไปด้วยลายมือที่มั่นคง
‘สาธุ ขอให้เป็นอย่างที่คิดทีเถอะ!’
นางภาวนาในใจ ก่อนจะสอดกระดาษออกไปใต้ประตูและเฝ้ารอคำตอบด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง และออกมิติไปเพราะเกรงว่าจะมีคนเห็นว่านางหายตัวไป
ทางด้านเมิ่งเหยานั้นอาศัยเข้ามิติตอนอยู่ในรถม้า ช่วงวันหลัง ๆนางบอกลี่ลี่ว่า นางจะพักที่รถม้าคันหลังเพราะเกรงว่าลี่ลี่จะติดไข้จากนางได้ จึงมีเวลาอยู่คนเดียวค่อนข้างนาน
เมื่อเมิ่งเหยาจะเดินไปที่ครัวเพื่อหาอะไรกิน ดวงตาของนางก็สะดุดเข้ากับกระดาษที่ถูกวางไว้หน้าห้อง นางหยิบมันขึ้นมาดวงตาเบิกกว้างเมื่ออ่านข้อความบนกระดาษ
[เจ๊ ตอนนี้เจ๊อยู่ที่ไหน? หนูได้เกิดใหม่ในร่างฮองเฮา กำลังหาทางหย่าขาดกับผัวอยู่ เพราะร่างนี้ไม่เป็นที่รักของผัวเลยแม้แต่น้อย ถ้าเจ๊ได้อ่านแล้ว เจ๊ตอบข้อความแล้วสอดกระดาษเข้ามาในห้องนะคะ หนูเปิดประตูออกไปไม่ได้]
เมิ่งเหยาขมวดคิ้วแน่น ก่อนรีบเปิดประตูห้องนอนของตี้ตี้เข้าไป ภายในห้องนั้นเหมือนเดิมทุกอย่าง เธอลองหยิบของทุกอย่างในนี้กลับหยิบได้ทั้งหมดยกเว้นเพียงของสะสมของตี้ตี้เท่านั้น เมิ่งเหยากวาดตาอ่านข้อความจากตี้ตี้อีกครั้ง
“เปิดประตูออกไปไม่ได้ แต่ฉันเข้ามาได้?”
เมิ่งเหยารีบเดินไปยังโต๊ะหนังสือของตี้ตี้ หยิบกระดาษและปากกาขึ้นมา ก่อนจะเขียนตอบกลับด้วยความเร่งรีบ
[ตี้ตี้! อ่านข้อความนี้ช้า ๆ ชัดชัดและทำความเข้าใจให้ดี ตอนนี้เจ๊อยู่ในร่างของหวังเมิ่งเหยาเป็นบุตรสาวแม่ทัพ เราอยู่ในนิยายเรื่องแม่ทัพพ่ายรัก ตามเนื้อเรื่องตอนนี้เมิ่งเหยาต้องตายเพื่อให้พระเอกและนางเอกได้ลงเอยกัน ดังนั้นเจ๊กลับเมืองหลวงตอนนี้ไม่ได้ เจ๊กำลังเดินทางไปที่แดนเหนือ ต้องรอให้ผ่านบทสำคัญในอีกหนึ่งปีถึงจะกลับเมืองหลวงได้]
[ ในเนื้อเรื่องฮ่องเต้ถูกพูดถึงว่าโหดเหี้ยมมาก เจ้าต้องระวังตัวให้มาก ฝากไปบอกบิดาของร่างเจ๊ด้วยว่าเจ๊ยังไม่ตาย แต่เจ๊ไม่ได้บริสุทธิ์แล้ว ขอให้ท่านแม่ทัพส่งคำขอยกเลิกหมั้นหมายทันที หากบิดาไม่เชื่อให้บอกเขาว่าดอกเหมยผลิบานในหน้าฝน ซึ่งเป็นรหัสลับที่เขาจะเข้าใจและเชื่อแน่นอน ย้ำ! ว่าแกต้องทำให้สำเร็จนะ! หากบิดาไม่เชื่อ บอกเขาว่า ดอกเหมยผลิบานในหน้าฝน มันเป็นรหัสลับเขาจะเชื่อแน่นอน]
[และพรุ่งนี้ ยามห้าย (22.00 น.) เราลองเข้ามิติพร้อมกัน เผื่อเราจะเจอกันได้]
เมิ่งเหยาเขียนจบก็ทวนข้อความอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เธอวางกระดาษลงพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ แต่หัวใจก็เต้นแรงด้วยความดีใจที่สวรรค์ยังเมตตาให้เธอสามารถติดต่อกับตี้ตี้ได้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่พลิกผันเช่นนี้...
ดินแดนเหนือซึ่งเคยถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบและความแร้นแค้น บัดนี้กลับกลายเป็นดินแดนทองคำที่ผู้คนต่างแย่งชิงอยากเข้ามาใช้ชีวิตอาคารโรงเรือนเพาะปลูกขยายตัวไปอีกนับสิบเรือน ท้องทุ่งที่เคยถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งยามฤดูหนาว บัดนี้กลับอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารเมล็ดพันธุ์ที่พระชายานำมาในตอนแรกถูกชาวบ้านมองว่าเป็นเพียงความฝัน แต่ในวันนี้พวกเขากำลังเก็บเกี่ยวพืชผลด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะดังทั่วท้องตลาด แม่ค้าต่างส่งเสียงเรียกขานลูกค้ากันอย่างคึกคัก ขณะที่แรงงานของทางการนั่งล้อมวงกอดเงินก้อนแรกของตนเองไว้แน่น รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาแสดงถึงความปลื้มปิติ"ฮือ...ข้ามีเงินแล้ว!" ชายวัยกลางคนคนหนึ่งสะอื้นออกมา สายตาของเขาเปล่งประกาย"โชคดีเหลือเกิน ที่วันนั้นพวกเขาทิ้งเรามาให้นายหญิง!"หญิงชราคนหนึ่งพึมพำ พร้อมยกแขนเสื้อซับน้ำตา"สวรรค์ ขอบคุณท่านที่ส่งพระชายามาให้พวกเรา!"เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ไปทั่วลานกว้าง ทุกคนรู้ดีว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยถูกทอดทิ้ง ให้มองเป็นเพียงแรงงานที่ไร้ค่าของครอบครัว แต่ตอนนี้พวกเขากลับกลายเป็นผู้มีชีวิตที่มั่นคง ได้รับค่าแรงอย่างเป็นธรรม ไม่มีผู้ใดกล้าหยามหมิ่นพวกเขาอีกต่อไปแ
ข่าวการตั้งครรภ์ของพระชายาดังกระฉ่อนไปทั่วแดนเหนือเร็วยิ่งกว่าลมหนาว ชาวบ้านพากันออกมาโค้งคำนับขอบคุณสวรรค์กันที่หน้าประตูเรือนเสียงสวดอวยพรดังกระหึ่ม บ้างก็ตื่นเต้นเสียจนเผลอจุดประทัดน้อย ๆ ฉลองกันเองโดยไม่ต้องรอประกาศจากวังเมิ่งเหยาถูกดูแลประคบประหงมราวกับไข่ทองคำที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ หัวจะโขกโต๊ะหน่อยก็มีมือมารับ ผ้าห่มหล่นจากไหล่ก็มีคนพร้อมจะเข้ามาคลุมให้เหนื่อยหน่อยก็มีหมอนนุ่มวางให้พิงอย่างกับราชินี แม้แต่น้ำชาในถ้วยก็ยังมีคนทดสอบอุณหภูมิให้ก่อนดื่ม! และที่สำคัญที่สุด ท่านอ๋องไท่เฟิงก็ประกบติดนางราวเงา มีดวงตาคมกริบจับจ้องไม่ให้คลาดสายตา เหมือนกับว่าตัวเองเป็นนักโทษชั้นสูง ในเรือนจำแดนเหนือเสียจริง ๆนางเข้าใจอยู่หรอกว่าสามีรักมาก แต่จะเฝ้าไม่ให้ห่างถึงขนาดนี้มันมากไปไหม!? แค่เดินไปล้างหน้าล้างตา นางก็ต้องถูกพยุงขึ้นลงราวกับเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ของโลกนี้! ดีที่นางมีมิติเป็นที่หลบภัยเวลาจะถ่ายหนัก! คิดแล้วก็สะท้านใจ ถ้านางไม่มีมิติต้องแย่แน่ ๆ ! แค่คิดว่าจะต้องนั่งปลดทุกข์โดยมีคนหล่อเฝ้ามองอยู่ข้าง ๆ นางก็อยากกลั้นไปจนชาติหน้าแล้ว!หากเป็นเช่นนั้น สักวันนางคงได้เป็นโรคริ
แดนเหนือยามนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านหิมะขาวโพลน อุณหภูมิที่หนาวเหน็บทำให้บรรยากาศรอบด้านดูเงียบสงบ ราวกับทั้งเมืองต้องมนตร์ในฤดูหนาวแต่ปีนี้นั้นแตกต่างออกไป ชาวบ้านทุกครัวเรือนได้รับของแจกจากพระชายาแห่งแดนเหนือ ทุกคนต่างซาบซึ้งในพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ ผ้าห่มผืนใหญ่หนานุ่มที่แต่เดิมมีเพียงขุนนางหรือคนร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถครอบครอง บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวได้รับ ชาวบ้านที่เคยต้องอดทนต่ออากาศหนาวกัดกระดูก ยามนี้สามารถหลับตาลงอย่างอบอุ่นภายในเรือนของตนเองแม้พระชายาจะยังไม่ได้เข้าพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกนางเป็นอื่นไปได้นอกจากพระชายาหรือนายหญิง ทุกคำเรียกขานเต็มไปด้วยความเคารพและสำนึกในบุญคุณในตำหนักของท่านอ๋องแห่งแดนเหนือ ไฟในเตาผิงลุกโชนให้ความอบอุ่น เมิ่งเหยานั่งเอนกายพิงอกแกร่งของไท่เฟิง ขณะที่ดวงตาคู่งามจับจ้องจดหมายในมือ นางอ่านข้อความของบิดาอย่างตั้งใจ[เหยาเอ๋อร์ลูกรัก ลูกเป็นเช่นไรบ้าง สบายดีหรือไม่ พ่อสบายดี เจ้าไม่ต้องกังวล พ่ออยากขอบคุณลูกนับร้อยนับพันครั้ง วันที่ลูกบอกกับพ่อวันนั้นพ่อยังไม่เข้าใจ แต่วันนี้พ่อได้เข้าใจแล้ว พ่อได้พบนางแล้ว แม
เมิ่งเหยาตั้งตารอคอยการกลับมาของไท่เฟิงมาถึงเจ็ดวันแล้ว แต่เขากลับไร้ซึ่งข่าวคราว นางที่เริ่มกระวนกระวายจึงไม่อาจรอได้อีกต่อไป"ฉีคัง รายงานมาเดี๋ยวนี้" นางเอ่ยเสียงเย็น สายตาจับจ้ององครักษ์หนุ่มที่ยืนตรงหน้าอย่างเคร่งขรึม ฉีคังก้มศีรษะก่อนตอบ"นายหญิง พวกเราไม่ได้รับการติดต่อจากท่านอ๋องเลยขอรับ เมื่อสองวันก่อนข้าส่งคนไปแล้ว วันนี้น่าจะได้ข่าวแน่ขอรับ""ที่ที่เขาไปนั้น ไกลมากหรือไม่?"เมิ่งเหยาถามต่อ"ใช้ม้าเดินทางหนึ่งวันขอรับ"เมิ่งเหยาพยักหน้าแม้ใจจะยังร้อนรุ่ม แต่ความเชื่อมั่นในตัวเขายังไม่เสื่อมคลายบ่ายวันนั้นคนของฉีคังก็กลับมาพร้อมข่าวดี"นายหญิง ท่านอ๋องเสด็จมาถึงแล้วขอรับ"ดวงตาของเมิ่งเหยาฉายแววโล่งใจ นางยกยิ้มบางก่อนจะรีบสาวเท้าออกไปยังลานหน้าตำหนัก ทว่าเมื่อขบวนของไท่เฟิงมาถึง นางกลับต้องชะงัก‘สตรีนางนั้นเป็นใคร?’ดวงตาคมของนางจับจ้องไปยังร่างบอบบางที่ก้าวลงมาจากรถม้า‘นี่สินะ...เหตุผลที่ทำให้เขาต้องกลับมาช้า’ไท่เฟิงลงจากหลังม้าและเดินตรงเข้ามาหานางทันที แขนแกร่งคว้าร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างแน่นหนา ราวกับต้องการปลอบโยนนางให้คลายกังวล“พี่คิดถึงเจ้ายิ่งนัก”เมิ่งเหยาเอง
รถม้าของเมิ่งเหยาวิ่งเข้าไปภายในวังหลวงอย่างราบรื่น ด้านข้างมีทหารรักษาการณ์ที่เฝ้าดูอยู่ตลอดทาง ไม่มีใครกล้าหยุดรถม้าที่ประทับตราสัญลักษณ์ของไท่เฟิงล้อรถหมุนอย่างมั่นคง ตรงไปยังเขตชั้นกลางของวังหลวง จุดที่สูงศักดิ์เพียงพอให้ขุนนางระดับสูงเข้าถึงได้ แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงเขตชั้นในซึ่งเป็นที่พำนักขององค์จักรพรรดิเมิ่งเหยาลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้ในใจจะร้อนรนแต่นางยังคงรักษาความสงบไว้ดั่งเดิมเมื่อเท้าแตะพื้น หญิงสาวก้าวเดินไปยังตำหนักฮองเฮาโดยไม่หยุดชะงัก องครักษ์และนางกำนัลที่เฝ้าตำหนักต่างก้มหัวคำนับทันทีที่เห็นเมิ่งเหยาเข้ามา"เหยาเอ๋อร์ ทำไมกลับมาไว?"เสียงหวานของตานชิงดังขึ้น ก่อนที่ร่างของฮองเฮาผู้สูงศักดิ์จะเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าประหลาดใจ เมิ่งเหยาไม่รอช้าเข้าไปจับมือนางแน่น ดวงตาฉายแววจดจ่อและหนักแน่น"ชิงชิง ข้ามีเรื่องต้องแจ้งเจ้า"น้ำเสียงของนางจริงจังจนตานชิงชะงักไปรอยยิ้มจางลง ก่อนจะพยักหน้าแล้วดึงเมิ่งเหยาเข้าไปด้านในนางเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ที่นางพบเด็กขอทาน คำโกหกของเถ้าแก่ร้านขายข้าว และกระท่อมเก่าของปู่หลานที่แทบไม่มีข้าวกรอกหม้อนางบอกเล่าถึงสายต
เด็กน้อยกอดถุงข้าวแน่นจนมือน้อย ๆ เกร็งขึ้น เขาวิ่งตรงไปที่ท้ายประตูเมืองทางทิศตะวันตก ราวกับกลัวว่าหากช้ากว่านี้ สิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนจะสูญหายไปสายตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล ทุกย่างก้าวรีบเร่งขาเล็กเล็กที่ผอมแห้งแทบจะไม่มีแรงพยุงร่าง แต่เขากลับไม่หยุด เด็กน้อยหลบเลี้ยวหายเข้าไปในซอกกำแพงแคบแคบ จนร่างเล็ก ๆ ของเขากลืนหายไปกับเงามืดเมิ่งเหยามองตามร่างนั้นด้วยสายตาครุ่นคิด ความสงสัยในใจนางทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีเงื่อนงำบางอย่างถูกซ่อนไว้ นางไม่ลังเลที่จะก้าวตามเข้าไปมุมหลืบเล็ก ๆ นี้ ดูเหมือนจะเป็นเพียงทางตัน แต่จากท่าทางเร่งรีบของเด็กน้อย นางมั่นใจว่าต้องมีเส้นทางลับบางอย่างอาเปี่ยวรับรู้ความต้องการของนายหญิงโดยไม่ต้องเอ่ยคำ เขาตรวจสอบบริเวณรอบรอบอย่างละเอียด ก่อนจะพบช่องลับเล็ก ๆ ทางหมารอด ที่เด็กน้อยมุดออกไปนอกกำแพงเมือง เมิ่งเหยาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต เอวบางของนางถูกโอบประคองโดยองครักษ์หนุ่ม ก่อนที่ร่างทั้งสองจะทะยานข้ามกำแพงเมืองไปอย่างรวดเร็วทันทีที่เท้าของพวกเขาสัมผัสพื้นด้านนอก สายลมเย็นยะเยือกจากป่ารกชัฏกรีดผ่านผิวกาย บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกั
ท้องฟ้าของเช้าวันนี้เป็นสีฟ้าอ่อนเจือด้วยเมฆขาวระเรื่อ สายลมเย็น ๆ พัดผ่านบริเวณวัดแห่งหนึ่งในย่านชานเมือง วัดนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นศูนย์กลางของการกุศลและการเลี้ยงดูเด็กกำพร้า บริเวณรอบ ๆ วัดมีต้นไม้สูงใหญ่มากมายให้ร่มเงาเสียงนกพิราบเกาะริมกำแพงบ้าง เสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ที่
“กดผิดไปเป็นหนึ่งแสนเหรียญ!!!”ดวงตาเบิกกว้าง พร้อมสูดปากร้อง“ฮือ ๆ ๆ… ไม่น่าเลย!”แล้วก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจ ปล่อยให้มันผ่านไปแบบเจ็บ ๆ คันคัน เมื่อทำใจได้แล้ว เธอฮึดลุกขึ้นจากเตียงแต่งตัวและเดินลงไปชั้นล่างอีกครั้ง“นังตี้ นี่แกหลับหรือแกตายหะ!”“ตื่นแล้วเจ๊…”เสียงตอบเบา ๆ พร้อมร่างที่ขยับตัว
ค่ำคืนนี้ที่บาร์โฮสระดับหรูในย่านใจกลางเมืองเต็มไปด้วยเสียงเพลงจังหวะเร้าใจและแสงไฟที่สะท้อนความเย้ายวนของผู้คน เจ๊ปูเดินเข้าสถานที่แห่งนี้ด้วยชุดราตรีสีดำ ที่ปักคริสตัลวาววับไปทั้งตัว พร้อมส้นสูงคู่โปรดที่เสริมให้เธอดูสง่าและทรงพลังสายตาทุกคู่ในบาร์ต่างจับจ้องเธอราวกับราชินีผู้ก้าวสู่บัลลังก์ เธอ
ณ ตลาดบางปี อาณาจักรค้าขายที่เปรียบดังไข่มุกแห่งท้องทะเล ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมาจับจ่ายใช้สอย ทั้งเสียงเรียกของแม่ค้าพ่อค้า เสียงเจรจาต่อรองและกลิ่นหอมของอาหารร้อน ๆ ที่ลอยมาปะทะจมูก ทำให้ตลาดแห่งนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา หากที่ใดมีตลาดที่นั่นย่อมมีเจ๊ปู!เจ๊ปู บางปลา ณ ตลาดบางปี คือชื่อท







