Masukฮูหยินผู้เฒ่าหลิวขยับเข้าช่วยประคองให้คนบนเตียงได้ลุกขึ้นนั่งหากแต่มือแกร่งกลับยกขึ้นไปจับยังดวงตาทั้งสองข้างของตนเสียแทน
"ท่านยาย...ตาของข้า...ตาของข้าไยจึงมองเห็นเพียงความมืด...หรือว่ายามนี้ดึกแล้ว...เช่นนั้นทำไมท่านยายยังไม่กลับหอนนอนกันเล่า?..."
ความปวดแสบปวดร้อนยังดวงตาทั้งคู่ต่อให้เขาฝืนขยี้แล้วลืมขึ้นมาใหม่ที่เขาสัมผัสได้ก็ยังเป็นความมืดภายในใจหานหย่งไท่จึงทบทวนว่าก่อนจะหลับไปเขาทำอันใดหรืออยู่ที่ใดกันแน่
ส่วนฮูหยินผู้เฒ่านางก็ถึงกับใบหน้าเปลี่ยนสีด้วยยามนี้หาใช่ค่ำคืนดึกดื่นหากแต่เป็นยามอู่ที่แดดภายนอกเรือนนี้ร้อนแรงสว่างเจิดจ้าเป็นยิ่งนัก นางหันไปมองท่านหมอเกาคล้ายอยากเอ่ยคำบางอย่าง
"ท่านอ๋องเก้าขอกระหม่อมตรวจอาการของพระองค์อีกสักหน่อยพ่ะย่ะค่ะ"
กล่าวแล้วก็ขยับกายเข้าไปนั่งแทนที่หญิงชราที่บัดนี้ใบหน้าทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนหานหย่งไท่นั้นสติของเขายังไม่นับว่าตื่นตัวเต็มที่จึงมิได้เอ่ยตอบ ท่านหมอเกาตรวจดูดวงตาทั้งคู่ก็ให้ใจหายจากสีภายในเป็นสีดำแวววาวบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีเขียวชวนขวัญเสียอย่างยิ่ง
...พิษนี้แทรกอยู่สู่ดวงตาเสียแล้ว...
ท่านหมอเกาถึงกับเผลอยกหลังมือขึ้นซับหยาดเหงื่อยังหน้าผากกว้าง เพียงเท่านั้นคนที่ผ่านมาทั้งร้อนและหนาวเช่นฮูหยินผู้เฒ่าหลิวก็รับรู้ได้หลานของนางลำบากแล้วในยามนี้
"ทำไมเงียบไปเล่าท่านหมอ...ดวงตาของข้าเป็นเช่นไรกันแน่"
หานหย่งไท่ที่พบว่ามือซึ่งสัมผัสยังใบหน้าตนเองเงียบหายไปครู่หนึ่งแล้ว
"เอ่อ..."
ถึงท่านหมอเกานั้นจะอยู่ใกล้ชิดรับใช้เหล่าเชื้อพระวงศ์มานานแต่เหตุการณ์ลำบากใจเช่นนี้ท่านหมอชรามิเคยพบเลย หากตอบว่าท่านอ๋องเก้านั้นตาบอดไปแล้วใครเลยจะรับรองต่อเขาว่าท่านอ๋องเก้าจะมิลุกขึ้นคว้าดาบใกล้มือมาสับเขาให้ร่างกายแหลกยับเสียเป็นหมื่นชิ้นในยามนี้ แต่หากเขาไม่พูดออกไปก็อาจยิ่งเพิ่มโทสะ ท่านหมอเกาจึงคิดแล้วคิดอีกกว่าตนเองเอ่ยปากอย่างไรมิให้ตนเองถึงแก่ความตายไปได้
ซึ่งอาจจะนับเป็นโชคยังเข้าข้างท่านหมอผู้เฒ่าเมื่อยามนี้สติของหานหย่งไท่กลับคืนมาเกือบทั้งหมดแล้วดังนั้นภาพก่อนที่เขาจะหลับไปจึงพุ่งเข้าถาโถม จากที่เขาเข้าวัง จากนั้นก็ไปพบคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัว หลัวหรั่นเหยียนคู่หมั้นของตนเองและภาพสุดท้าย...
...สตรีชั่วช้า...อสรพิษในร่างกายโฉมงาม...
กรามแกร่งบดเบียดกันแน่นจนแลเห็นสันขึ้นนูนเด่น แต่เขายังบาดเจ็บหนักหากเอ่ยความจริงท่านยายของเขาจะยิ่งคิดมากหานหย่งไท่จึงมิปริปากบอกความจริง
"ท่านอ๋องเก้า..."
ท่านหมอเกายังอึกอัก
"กล่าวมาเถิด"
ในน้ำเสียงของท่านหมอชราบอกแก่หานหย่งไท่ให้เขาสะกิดหัวใจว่ายามนี้ที่มืดมนเห็นจะมิใช่บรรยากาศโดยรอบกายของเขาทว่าเห็นทีอาจเป็นดวงตาทั้งสองนี่ต่างหากคิดได้ดังนั้นมือแกร่งก็เผลอยกขึ้นแตะสัมผัสอย่างเผลอไผล
"ยามนี้ดวงตาของท่านอ๋องเก้ามีพิษไปตกค้างโดยรอบจึงทำให้เอ่อ...ท่านอ๋องเก้ามิอาจมองเห็นสิ่งใดได้ไปจวบจนจะพบตัวยาสมุนไพรมาถอนพิษออกไปพ่ะย่ะค่ะ"
ได้ฟังเพียงนั้นมือทั้งสองข้างของหานหย่งไท่ก็กำแน่น
...หึ...
"กล่าวเสียสวยหรูอันที่จริงก็คือดวงตาของข้านี้ได้มืดบอดไปแล้วใช่หรือไม่!? "
เพล้ง! ...
"อาไท่! "
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวกรีดร้องทันใดเมื่อกายสูงใหญ่ขยับปัดปายเอาถ้วยยาถ้วยน้ำตกลงมาแตกกระจายเกลื่อนพื้น
"ออกไป! ...ออกไปให้หมด!...ข้าต้องการอยู่เพียงลำพัง...ออกไป..."
ถึงยามนี้เขาจะมองไม่เห็นแต่นิ้วเรียวยาวก็หันชี้ไปยังทิศที่เขาคาดเดาเอาว่าเป็นประตู กายใหญ่โตยามนี้สั่นสะท้านหญิงชรามิอาจคาดเดาได้เลยว่าหลานชายนั้นแท้จริงเขาเจ็บแค้นหรือเสียใจมากกันแน่แต่ที่เร่งทำคือสะบัดมือให้ทั้งเหล่าพ่อบ้านและท่านหมอกับเด็กรับใช้ออกไปให้พ้น
"อาไท่..."
หญิงชราค่อยๆ โอบประคองกายของหลานรักแผ่วเบาอย่างสื่อให้เขารับรู้ตรงนี้ยังมียัยแก่ผู้หนึ่งที่ทั้งรักและห่วงใยเขาอยู่"ท่านยาย...ตาของข้า...ดวงตาของข้า...อ๊าก! "
เพราะเกินจะทนยอมรับได้ในทันทีว่าตนเองต้องพิการดวงตามืดมนบอดสนิทหานหย่งไท่จึงยากจะควบสติให้นิ่งสงบเช่นปกตินิสัยแต่เดิมผ่านมาบัดนี้จึงได้แต่กรีดเสียงโหยหวนนั้นยังดังต่อเนื่องร่วมหนึ่งชั่วยามช่างทำให้ผู้เคยคุ้นต่อท่านอ๋องเก้าที่ถึงเขาจะมิอ่อนโยนด้วยเป็นแม่ทัพกรำศึกแต่ยังเด็กทว่าเขาก็ยังถือได้ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ที่มีน้ำใจงดงาม ยามนี้เขาต้องสิ้นทุกสิ่งเช่นนี้บ่าวไพร่ล้วนโศกเศร้ากันทั่วหน้า
หลังจากฮูหยินผู้เฒ่าหลิวห่มผ้าให้แก่หลานชายที่หลับลงไปอีกครั้งด้วยฤทธิ์ยาของท่านหมอเกานางก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าอย่างไรที่จะช่วยหลานชายได้คงมีเพียงตกแต่งหญิงคนรักที่หมั้นหมายกันมานานให้มาคอยเคียงข้างนั่นอาจพอช่วยเป็นแรงใจให้คนที่กำลังบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ
"พ่อบ้านเจียงส่งม้าเร็วไปแจ้งยังจวนกั๋วกงว่าอีกเจ็ดราตรีข้าจะไปเยี่ยมว่าที่หลานสะใภ้ของข้า"
ต่อให้นางต้องใช้ทุกสิ่งที่มีเพื่อต่อรองเอาตัวของหลัวหรั่นเหยียนกลับมาตกแต่งให้แก่หลานชายจนได้ นางก็จะทำขอเพียงเอาตัวนางมาอยู่เป็นแรงใจให้หานหย่งไท่ได้ต่อให้นางต้องคืนป้ายทองคำให้เจ้าเขยชั่วผู้นั้นในครานี้ ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวก็บอกตนเองว่าไม่เสียดายสักนิด
จวนสกุลหลัวของ ไค่กั๋วกง
หลัวถงหยินกำลังบังเกิดความตึงเครียดอย่างรุนแรงที่ห้องหนังสือที่ใต้เท้าหลัวใช้เป็นห้องทำงานยามเมื่ออยู่ยังจวนไค่กั๋วกงแห่งนี้
...ปัง!...
ฝ่ามือหนาตบโต๊ะตัวใหญ่อย่างพลั้งเผลอกายใจว่ายามนี้ตนเองกำลังพูดคุยอยู่กับผู้ใดไปชั่วขณะจนบังเกิดเสียงดังสะท้อนก้องไปจนถึงภายนอกซึ่งมีผู้แอบฟังอยู่ถึงสองผู้มีผลให้พวกนางสะดุ้งกันตัวลอย
“ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวท่านต้องการจะกล่าวอันใดกันแน่!...ก็บอกไปจนชัดแจ้งว่าหรั่นเอ๋อร์นางยังป่วยมิอาจตกแต่งให้ผู้ใดได้ในยามนี้ทั้งสิ้นอย่างไรเล่า”
ชายสูงวัยที่เส้นผมทั้งสิ้นกลายเป็นสีขาวไปแล้วเกือบค่อนใบหน้านั้นก็ขึ้นสีแดงเข้มจัดย่อมแจ่มชัดว่าเขานั้นกำลังมากมายไปด้วยไฟโทสะต่อหญิงชราผู้ซึ่งยังคงนั่งกดรอยยิ้มเยือกเย็นยังเก้าอี้ฝั่งซ้ายมือของเขา
“เช่นนั้นข้าก็มิคิดกล่าวอ้อมค้อมแล้ว...บุตรสาวของท่านนั้นข้าต้องการนางไปเป็นภรรยาของหลานชายข้า!...ต่อให้ต้องรับนางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวทั้งที่ไร้สติข้าก็มิเปลี่ยนใจ”
ผู้กล่าวอย่างมิอาทรว่าผู้ฟังนั้นแทบล้มลงไปทั้งยืนยามเมื่ออีกฝ่ายที่เหนือกว่าเอ่ยความต้องการจริงแท้ออกมาเขาหรือจะมิแจ้งใจสัญญาหมั้นหมายมีมาแต่อดีตฮ่องเต้ยังทรงมีชีวิต แต่ตอนนี้ทุกสิ่งเปลี่ยนไปแล้วที่สำคัญหลัวหรั่นเหยียนเป็นตายนางก็จะแต่งให้แก่ไท่จื่อเท่านั้นเขาที่เป็นบิดาเองก็เห็นดีเห็นงามเพราะไหนจะอนาคตของบุตรชายคนโตที่จะต้องก้าวหน้าหากมีน้องสาวภายภาคหน้าได้เป็นฮองเฮาหรือต่อให้ไปไม่ถึงตำแหน่งนั้นอย่างน้อยก็คงไม่ทิ้งตำแหน่งกุ้ยเฟยแล้วหากกลับกันนางแต่งออกไปกับบุรุษที่ยามนี้ข่าวแจ้งชัด นอกจากเป็นอ๋องสิ้นอำนาจแม้แต่ดวงตามืดบอดใบหน้าที่เคยหล่อเหล่าก็กลายเป็นอัปลักษณ์ส่งนางไปก็เท่ากับส่งลูกรักไปลงขุมนรกใครจะตัดใจไปได้ลงกัน
"นี่น้องเขย...เร่งพาน้องสาวข้าไปนอนเถิดเมาจนมองเปลวเทียนก็หัวเราะได้เช่นนั้นเกรงว่าสามีชื่ออันใดนางคงลืมจนสิ้นเสียแล้ว" คนที่เคยพบพานเหตุการณ์เช่นนี้ร่วมกันเช่นหานหย่งไท่และหานหย่งคังถึงกับหันมองสบตากันอย่างมิได้นัดหมายเมื่อถูกคำกล่าวนั้นของไท่จื่อจ้าวเทียนเฉิงสะกิดปมเก่าในอดีตเมื่อ7หนาวก่อน ส่วนหลี่เพ่ยหนิงกับหานซื่อหลางอีกทั้งองค์ฮ่องเต้แห่งเป่ยเหลียวและไท่จื่อแห่งสุ่ยโจวผู้พูดประโยคคุ้นเคยนั้นกลับมิรู้ความหมายที่2พี่น้องเขามองหน้ากันก็มิได้คิดมาก เมื่อเห็นว่าไม่มิอันใดก็หันกลับไปชวนกันนั่งดื่มกินพูดคุยกันสนุกสนานเช่นคนคุ้นเคยที่นานครั้งจะได้พบเจอปล่อยให้บรรดาสามีทั้งหลายร่วม"เก็บ"ภรรยาคออ่อนทั้งหลายเข้าห้องพักไป "เช่นนั้นอาหลาง เจ้าดูเป็นธุระ รับรองพี่หยางกับน้องเฉิงด้วยก็แล้วกันข้าจะพาต้าซ้อเข้านอนก่อน" หานซื่อหลางที่ปกติจะยิ่งใหญ่อยู่ภายนอกทว่ายามอยู่กันแต่เพียงในจวนสกุลหลิวหรือตำหนักฉีหวางเขากลับเป็น"อาหลาง"ของพี่น้องเช่นเดิมมิเปลี่ยนผันก็รับคำ แล้วพูดคุยด้วยเรื่องทั่วไปต่อมิได้เข้าไปขัดขวางทั้งต้าเกอและเอ๋อร์เกอที่ดูจะวุ่นวายดูแลพา...หวางเฟย...ของตนเองเข้านอน...จิ้งถีเองท
หานเฟยฉีคือธิดาองค์โตของเยี่ยนหวางกับหวางเฟย และยิ่งเติบโตทั้งใบหน้าและดวงตากลับแจ่มชัดให้หลัวเหม่ยเหยานางคิดถึงพี่สาวผู้วายชนย์ เช่นหลัวเหม่ยฉี นางเอาความฝันกับเรื่องที่เกิดมาผูกกันนับแต่เฟยฉีนางคลอดเช่นไรบางสิ่งก็คอยสะกิดใจไท่เฮาหานเฟิ่งเหยามิจากว่าเด็กน้อยผู้นี้อาจเป็นพี่สาวของนางที่มาเกิดหวังใกล้ชิดจนเองอีกครั้ง ดังนั้นแล้วส่วนใหญ่หานเฟยฉีท่านหญิงน้อยวัยร่วม7หนาวจึงมักพักอยู่เสียที่ตงอี๋เป็นหลักมิค่อยได้กลับแคว้นฉู่ที่บิดาและมารดากับน้องชายและหญิงทั้ง2พักพิงอยู่ "ฉีเอ๋อร์ถวายพระพรไท่เฮาเพคะ" กายเล็กสองแก้มแดงปลั่งดังผลลูกท้อโน้มศีรษะเต็มพิธีการเช่นปกติต่อให้หลัวเหม่ยเหยากำชับแล้วกำชับอีกว่ายามอยู่กันเพียงคนในครอบครัวมิต้องมากพิธีนางก็เป็นท่านน้าเหยาเท่านั้น "ฉีเอ๋อร์ๆ ...คิดถึงจังเลย" ห้าแสบโถมกายเข้าใส่"พี่ฉีเอ๋อร์"ที่กายก็ไม่ได้โตกว่าทั้งห้าคนแต่อย่างใดจึงเป็นภาพซานลาเปาห้าก้อน"ทับ"ลูกท้อเล็กๆ ชวนขบขันอีกทั้งยังชวนสงสารอีกด้วย "หยุดเลยเจ้าห้าแสบ...ถอยออกมาจากพี่ฉีเอ๋อร์เดี๋ยวนี้" เป็นหลี่เพ่ยหนิงที่ตรงมาช่วยจับกายกลมป้อมทั้งห้าออกจากลูกท้อน้อยอีกแรงเพราะเกรงว่าคนตั
บทส่งท้าย เมื่อจัดการปัญหาทุกอย่างที่สำคัญก่อน ไปทีละเปลาะนั่นก็คือเริ่มประกาศลดภาษี ในเหล่าพ่อค้าระหว่างแคว้นส่วนชาวนาและชาวสวนที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของต้าเหลียง หานหย่งไท่ประกาศงดเว้นภาษีเป็นเวลาสองหนาว กับจะเริ่มค่อยๆ จัดแจงแต่งตั้งขุนนางที่เหมาะสม โดยมีท่านเอกอัครมหาเสนาบดีซ่งขึ้นมานั่งตำแหน่งเอกอัครมหาเสนาบดีเพียงหนึ่งเดียว ส่วนขุนนางที่เคยเป็นฝ่ายของอดีตองค์ฮ่องเต้หานหย่งสือก็ค่อยๆ ถูกลดทอนหรือบางคนก็ถูกถอดถอนตำแหน่งด้วยการอนุญาตให้พวกเขาปลดตนเองลากลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตสงบสุขซึ่งความจริงก็คือการบีบบังคับและลดทอนอำนาจ ของคนไม่ซื่อตรง ต้องให้เวลาทอดยาวไปจน3หนาว หานหย่งไท่จึงสามารถ สละราชบัลลังก์แล้วส่งต่อให้แก่องค์ไท่จื่อหานซื่อหลาง แล้วตนเองก็ขึ้นนั่งตำแหน่งไท่ซางหวงสืบไป โดยที่ประทับของไท่ซางหวงและไท่เฮาก็คือแคว้นตงอี๋นั่นเอง เมื่อบ้านเมืองปลอดขุนนางโฉดชั่ว สิ้นผู้นำคลั่งอำนาจ ทุกสิ่งก็เริ่มดีขึ้นราวพลิกแผ่นฟ้า ชาวประชาล้วนเริ่มลืมตาอ้าปากกันได้ ผลผลิตก็งอกงาม ความเป็นอยู่ก็อิ่มหนำ หานหย่งไท่จึงชี้แนะแนวทางให้ องค์จักรพรรดิจินเหลียงตี้ที่2เริ่มเปิดเส้นทางการค้ากับทั้ง
ตอนที่ 95ยามได้ยินเสียงกายเล็กทำเสียงคล้ายอยากอาเจียนอยู่เบื้องหลังหานหย่งไท่จึงหยุดเท้าแล้วหันกลับมาดูจึงพบว่าใบหน้าของภรรยาเด็กยามนี้ซีดขาวชวนตกใจ "ต้าซ้อไม่สบายหรือ ขอข้าตรวจสักหน่อย" ยามอยู่กันเพียงลำพังทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางก็ยังคงเรียกทั้งหานหย่งไท่และหลัวเหม่ยเหยาเช่นเดิมมิแปลเปลี่ยน "ต้าซ้อ!!!" เพียงครู่ที่แตะยังชีพจรใบหน้าของเยี่ยนหวางในวันนี้กลับประเดี๋ยวแดงเดี๋ยวม่วงจะยิ้มก็มิใช่จะร้องให้กลับยิ่งไม่เชิงเห็นเช่นนั้นหานหย่งไท่บุรุษผู้รักภรรยาเด็กยิ่งกว่าชีวิตของตนเองก็เริ่มใจคอไม่ดี "คังเอ๋อร์ เสี่ยวเหยาป่วยเป็นอันใด...เร่งบอกมา" จากที่วันนี้ตั้งใจจะไปชำระความกับครอบครัวแซ่หลัวสายหลักหานหย่งไท่มิสนใจเร่งช้อนอุ้มภรรยาเด็กแล้วมุ่งหน้ากลับเรือนม่านพิรุณทันที ตลอดทางเดินก็ออกคำสั่งตามท่านหมอเกาเรียกหาจื่อหลัน เรียกหาพ่อบ้างเจิงจนหานหย่งคังนั้นมิอาจพูดสิ่งที่ติดค้างได้เลย ...ต้าเกอท่านถามแล้วไยมิรอคำตอบให้กระจ่างกันเล่า?... เยี่ยนหวางให้หนักใจต่อความห่วงภรรยาจนเกินพอดีของผู้เป็นพี่ชาย "ฝ่าบาท..." ใบหน้าอวบอูมของท่านหมอเกาบัดนี้แดงจัดเต็มไปด้วยความยินดี
ตอนที่ 94ทั้ง4ชีวิตดูสั่นเทางกเงิ่นผู้ใดเล่าจะคิดเลือกหนทางตาย ยามนี้ต่อให้มีเงินทองมากมายสูงมากกว่ายอดเขาขุนนางใหญ่ทั้งหมดก็มิสนใจเท่าได้โอกาศหายใจนานอีกสักหน่อยเท่านั้นเช่นนี้มีหรือที่พวกเขาจะขัดขืน หานหย่งไท่เปิดรอยยิ้มหยามเหยียด ในใจก็วางแผนกำจัดคนเหล่านี้ให้พ้นไปจากราชสำนักทันทีหากทุกสิ่งเป็นไปดังเป้าหมายของพวกเขา "เช่นนั้น...สองพ่อลูกนี้ต้าเกอยกให้พวกเจ้าก็แล้วกัน...ต้าเกอจะทำเพียงดูชมเท่านั้น" กล่าวจบเขาก็ถอยกายไปทรุดลงยังโต๊ะด้านข้างด้วยกิริยาสงบนิ่งเช่นเดิม ทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางจึงกดรอยยิ้มเหี้ยมโหด ถอดพิมพ์เดียวกับผู้เป็นต้าเกอ "จับตัวมันเอาไว้ให้ดีๆ" หานหย่งคังสั่งคนของตนเองทหารรูปร่างสูงใหญ่ทว่าคล่องแคล่วจึงตรงเข้ากดศีรษะและล็อกแขนและขาของหานหย่งสือ กายในอาภรณ์หรูหราถึงกับดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ผู้ใดจะใส่ใจหรือก็เปล่าดาย... "อาหลางลงมือ" ในเมื่ออดีตคนผู้นี้ทรมานมารดาของพวกเขาตายลงต่อหน้าวันนี้จะมีโทษใดร้ายกาจเท่าพวกเขาทรมานบุตรรักของเจ้าคนชั่วช้าผู้นี้ไปได้ "ตัดนิ้วมัน!" เสียงโหยหวนเริ่มต้นขึ้นในต้นยามห้ายและสิ้นสุดลงในปลายยามโฉ่ว กับสภาพร่างกายสิ้น
ตอนที่ 93…ตำหนักลี่เสวี่ยน… บรรยากาศแสนจะอึมครึมและกดดันอย่างยิ่ง ต่อให้มีทั้งขุนนางและเชื้อพระวงศ์รวมตัวกันอยู่ร่วมสิบชีวิตทว่ากับเงียบงันมีแต่เพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่บ่งบอกว่ายังมีผู้คนอยู่ภายในโถงกว้างแห่งนี้ “คนของเจ้าไยจึงเดินทางช้าอย่างยิ่งหย่งเต๋อ นี่หากเจ้าหย่งไท่ผู้นั้นตีตลบเข้ามายังเมืองหลวงได้เพียงทหารองครักษ์สองพันจะต้านไหวได้อย่างไร” บุรุษวัยราว 48 หนาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ทูลเสด็จพ่อท่านแม่ทัพฝูแจ้งข่าวมาแล้วว่ามิเกินต้นยามอู่พรุ่งนี้กำลังทั้งหมดของค่ายหนานจีหนึ่งแสนมาถึงประตูด้านทิศใต้พร้อมตลบหลังกองทัพกฏบอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” หานหย่งเต๋อองค์ไท่จื่อวัย 21 หนาว กล่าวรายงานผู้เป็นบิดาด้วยน้ำเสียงแสนจะมั่นคงเพราะเขาแน่ใจว่ากำลังพลในมือนั้นย่อมเหนือกว่าฝ่ายหานหย่งไท่และสองแม่ทัพตระกูลหลิ่วอย่างแน่นอน “แล้วเรื่องที่เจ้าพวกชาวนาสมควรตายเหล่านั้นเล่าเสนาบดีเสวี่ย บัดนี้จัดการให้พวกมันพ้นไปจากลานด้านเหนือของพระราชวังได้หรือไม่” เพราะบัดนี้ชาวนาและเหล่าชาวสวนต่างหมดความเชื่อถือกับการปกครองของหานหย่งสือเพียง 6 หนาว พวกเขาล้วนสิ้นเนื้อประดาตัวที่นาที่ไร่
ตอนที่ 49"เช่นนั้นขอองค์หญิงหลี่เพ่ยหนิงทรงโปรดระวังพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะประตูเมืองคนพลุกพล่านนักอาจมีคนร้ายแฝงตัวอยู่ได้มากถึงสิบส่วนพ่ะย่ะค่ะ"เขาจำต้องน้อมศีรษะตามรับสั่งแต่โดยดี เพราะยามใดที่กงจู่ผู้นี้ระเบิดโทสะมักนองไปด้วยหยาดโลหิตเสมอ..."ลำบากท่านหัวหน้าซ่งต้องเป็นกังวลแล้ว "มือเรียวถูกโบ
ตอนที่ 48"เพคะองค์หญิง”กายทะมัดทะแมงในอาภรณ์ดำรับคำแข็งขัน น้ำเสียงที่ถูกบีบจนฟังดูห้าวกว่าสตรีทั่วไปซ่งหยวนเค่อได้ยินก็สะดุดใจอย่างประหลาด หากกงจู่จะมีบุรุษบำเรอล้วนมิใช่เรื่องแปลกเขาพบเจอจนชาชินแต่สตรีชมชอบสตรีในต้าเหลียงล้วนไม่ยอมรับและฝ่ายเป่ยเหลียวเองก็มีกำหนดโทษต่อเชื้อพระวงศ์ที่บังอาจสร้าง
ตอนที่ 35แต่ที่ต้าซ้อกล่าวนั้นพวกเขาช่างชมชอบยิ่งอย่างน้อยพวกเขาก็รู้แล้วว่าภายใต้ท่าทีเหนือก็ไม่เคยรู้ตะวันออกนางก็คล้ายจะไม่แจ้งใจแท้ที่จริงนางรู้ดีทีเดียวเพียงแค่นางเลือกที่จะ'รู้'หรือว่าเลือกจะ'วางเฉย'เท่านั้นเอง"เด็กน้อย...กินข้าวเถอะ"จากพายุใหญ่พร้อมเก็บกวาดทุกสิ่งที่ขวางหน้ากลับกลายเป็นสา
เมื่อรู้แล้วว่าภรรยาตัวน้อยของตนเองนางไม่กลัวเลือดและไม่เหม็นจึงให้นางได้ลงมือตรวจอาการเจ้าสองคนตรงหน้า"คนนี้น่าจะทนได้อีกไม่เกินหนึ่งชั่วยามส่วนผู้นี้ยังพอรักษาชีวิตได้เพคะท่านอ๋องจะให้เหยาเอ๋อร์ห้ามเลือดเตรียมรักษาเขาหรือไม่เพคะ"ใบหน้าเล็กๆ แหงนเงยขึ้นมาถามเขาแล้วนิ่งรอคำสั่งมิได้ต่างจากเหล่าอง







