Masuk“...ท่าน...ท่านฮูหยินผู้เฒ่าหลิว! ท่านเสียสติไปแล้วเช่นนั้นหรือจึงต้องการหรั่นเอ๋อร์ของข้าไปตกแต่งให้แก่ฉีหวางที่...หึ...ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าอันใดเป็นอันใด...เช่นไรข้าก็ยืนยันคำเดิมบุตรสาวของข้านางยังร่างกายอ่อนแอตกแต่งออกไปให้บุรุษใดมิได้ทั้งสิ้น”
...เกรงว่ามิเกินสิบวันให้หลังคนที่อ้างว่าเจ็บป่วนสาหัสก็คงเร่งตกแต่งขึ้นเกี้ยวเขาตำหนักตงกงมิผิดไปเป็นแน่...
นั่นกลับยิ่งส่งให้ใบหน้าที่ยังเยาว์กว่าอายุจริงของฮูหยินผู้เฒ่าหลิวเปิดรอยยิ้มเยือกเย็นไปอีกเจ็ดส่วนนางนึกย้อนไปก่อนออกเดินทางมาเมืองหลวงเพียงไม่กี่ชั่วยาม
ทุกสิ่งที่ออกมาจากปากของหานหย่งไท่ทำให้นางยิ่งกว่าเจ็บแค้นต่อคนตระกูลหลัวกับฝ่ายของไท่จื่อและอาจเผื่อแผ่ไปถึงองค์ฮ่องเต้ที่เป็นอดีตลูกเขยอีกด้วย เพราะแผนคิดสังหารหลานของนางหากไม่มีคนอยู่เบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่พอไฉนเลยจะหาญกล้าลงมือยังกลางเมืองหลวงเช่นนั้น
แต่แผนที่นางวางไว้ว่าจะมาทวงเอาคำสัญญาหมั้นหมายแต่แรกกลับถูกหานหย่งไท่ทัดทานมิให้ยกเลิกหากแต่คนที่จะถูกนำกลับไปหาใช่อสรพิษเช่นหลัวหรั่นเหยียนหากแต่เป็น...สองพี่น้องหลัวเหม่ยฉีและหลัวเหม่ยเหยานั่นต่างหาก
ยามแรกนางเองถึงกับงงงันว่าเหตุใดหลานชายจึงยังคิดเกี่ยวดองกับคนตระกูลหลัวที่ถึงกับร่วมมือกับฝ่ายไท่จื่อสังหารเขาโดยแท้หากตกแต่งคนจากตระกูลนี้เข้าไปร่วมห้องหอจะมิต่างจากนำงูพิษมาชุบเลี้ยงไว้ขบกัดหรืออย่างไร?
'ท่านยายฟังเหตุผลสำคัญอาไท่สักเล็กน้อย ที่ต้องแต่งสองพี่น้องนั่นเข้ามาให้ได้ก็เพราะตระกูลฝ่ายมารดาของเด็กสองคนนั้นมีตำราการแพทย์สำคัญยิ่งและเพราะเหตุผลนี้คนใจอำมหิตเช่นหลัวถงหยินจึงชุบเลี้ยงหลานสองคนมาจนถึงป่านนี้แล้วหากเราชิงพวกนางมาท่านยายคิดว่าอย่างไรเล่า? '
และนี่จึงเป็นที่มาของวันนี้ที่ฮูหยินผู้เฒ่านางมิได้ก้าวเข้าวังไปท้าตีกับเจ้าคนสมควรตายผู้นั้นแต่นางเลือกจะตรงมาแสร้งทวงสัญญาซึ่งย่อมแน่แท้เจ้าคนชั่วตรงหน้าคงมิยินยอม
"นั่นสินะ...หากข้าเป็นท่านก็คงทำเช่นนี้...ยกเลิกสัญญาเสีย..."
หญิงชราเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลแสดงให้เห็นว่านางนั้นแสนจะเห็นใจจริงแท้ทั้งที่ภายในใจอยากฆ่าคนตรงหน้าให้ตายลงด้วยมือตนเองแทบแย่
"แต่...ท่านอย่าลืมว่าการหมั้นหมายนี้อดีตฮ่องเต้ประทานหากบิดเบือนท่านย่อมรู้...โทษก็มิใช่เบานัก...กั๋วกงคิดว่าคนตระกูลหลัวจะรับไหวหรือไม่เล่า"
นางวางหมากรุกฆาตอย่างใจเย็นเช่นไรนางกับอดีตฮ่องเต้ก็เติบโตเป็นสหายร่วมสำนักเรียนกันมาย่อมต้องมีความรู้อ่านเกมกลโกงพอประมาณ แล้วยิ่งสุดท้ายต้องกลายเป็นหญิงหม้าย ต้องปกป้องคนตระกูลหลิวหลายร้อยชีวิตหากนางมิเท่าทันคนเกรงว่าคงสิ้นชื่อไปนานแล้ว
ซึ่งก็เป็นไปตามแผนการยามนี้ใบหน้าของหลัวถงหยินซีดเซียวจนเห็นได้ชัดเจนฮูหยินผู้เฒ่าหลิวนางจึงแสร้งยกถ้วยน้ำชาขึ้นแตะยังริมฝีปากหากทว่านางมิได้ดื่มลงไปนางเพียงรอเวลา...รอเวลาที่เจ้าคนชั่วผู้นี้ทนต่อความกดดันต่อไปไม่ไหว
"ข้ากล่าวตามตรงก็ได้ยามนี้บุตรสาวข้าเตรียมเข้าวังไปถวายตัวต่อองค์ไท่จื่อแล้วหากท่านอยากได้นางจริงก็ให้ไปทูลขอต่อฝ่าบาทเถิด
หึ...ช่างกล่าวออกมาได้โง่เง่าและฆ่าตนเองโดยแท้
"เช่นนั้น...ข้าก็คงจะมิอาจขัดกั๋วกงได้สินะ"
นางแสร้งระบายลมหายใจหนักหน่วงก่อนขยับกายเตรียมลุกขึ้นด้วยกิริยาเนิบช้ามิเร่งร้อนก้าวไปจนเกือบถึงประตูด้านหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจึงทำเป็นเพิ่งนึกบางสิ่งขึ้นมาได้เล็กน้อยหันกลับไปหาหลัวถงหยินอีกครั้ง
"อ้อ...ข้าลืมไปจนสิ้นว่าจะสอบถามท่านกั๋วกงสักเล็กน้อย...มิทราบว่าท่านยังพอจดจำสิ่งนี้ได้อยู่หรือไม่มันเป็นของสามีข้าส่งมอบเอาไว้นานแล้ว...เข้าวังครั้งนี้เลยคิดนำมาสอบถามความสำคัญของป้ายนี้กับฝ่าบาทสักหน่อยแต่คิดไปคิดมาหญิงชราบ้านนอกบ้านนาเช่นข้าอาจทำขายหน้าจึงคิดว่าลองถามเอากับท่านกั๋วกงคงจะพอมิทำให้ขายหน้าไปถึงสามีบนสวรรค์"
ป้ายทองที่สลักลวดลายมังกรเหยียบเมฆาเป็นผู้ใดที่จะมิรู้ค่าของมันบ้างเล่าและเช่นกันหลัวถงหยินได้เห็นก็กายสั่นเทาต่อให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันออกหน้าช่วยเขาเกรงว่าโทษประหารสิ้นสกุลที่ขัดราชโองการอดีตองค์ฮ่องเต้ คงยากแล้วกายสูงใหญ่มีอันเซถลาทรุดลงนั่งด้วยขาเกิดสิ้นแรง รอยยิ้มเหี้ยมโหดของฮูหยินผู้เฒ่าหลิวจึงเปิดขึ้นเล็กน้อยหากแต่ผู้แลเห็นก็พลันหายใจสะดุด
...ยัยเฒ่าร้ายกาจ! ...
ชายวัยหกสิบหนาวตะโกนก้องภายในใจด้วยความแค้นเคืองเพราะแน่ชัดเช่นไรบุตรสาวตนเองมิอาจหนีพ้นเจ้าคนตาบอดแสนอัปลักษณ์เช่นหานหย่งไท่อย่างแน่แท้
"ว่าอย่างไรเล่าท่านกั๋วกงท่านจะช่วยอธิบายถึงความสำคัญของป้ายทองนี้ให้แก่ยัยเฒ่าบ้านนอกเช่นข้าได้พอแจ้งใจสักหน่อยได้หรือไม่"
มือสองข้างของหลัวถงหยินกำแน่นจนสั่นสะท้านยิ่งแลเห็นฮูหยินผู้เฒ่าก็ให้สาแก่ใจยิ่งนักหึ...หลานข้าอัปลักษณ์แล้วอย่างไร...ดวงตามืดบอดแล้วอย่างไร...เพราะเช่นไรจิตใจของหานหย่งไท่ก็ยังสูงส่งกว่าสตรีงดงามล่มเมืองเช่นหลัวหรั่นเ่หยียนอยู่หลายส่วน คนเช่นนั้นแต่งไปกับคนเช่นไท่จื่อก็นับว่าเหมาะสมกันดังศพเน่ากับโลงผุแล้วนางมิคิดอยากได้มาร่วมเรือนแม้สักน้อย
"เฮ้อ...เอาเถิดหากแม้แต่ท่านกั๋วกงยังไขความกระจ่างให้แก่ยัยเฒ่าบ้านนอกเช่นข้ามิได้ก็ไม่คิดรบกวนแล้วเพียงแต่ยามที่ข้าเข้าผ่านสวนด้านหน้าเกิดเอ็นดูแม่หนูผู้หนึ่งจึงสอบถามได้ความว่านางเป็นหลานสาวของท่านกั๋วกง"
ฮูหยินผู้เฒ่านางก้าวเดินไปยังบานหน้าต่างที่หันเปิดไปยังทิศทางของสวนสวยพอดีซึ่งยามนี้ก็เหมือนสวรรค์เปิดทางนางพบเข้ากับเป้าหมายที่ตนเองเดินทางมาในวันนี้เข้าพอดีเด็กสาวตัวเล็กแต่งกายมิแตกต่างจากสาวใช้ในจวนสักนิดหากว่าก่อนเดินทางหานหย่งไท่มิได้มอบภาพวาดคล้ายตัวจริงมานางเองก็อาจมองไม่แจ้งใจเป็นแน่ว่าคนที่หลานชายนางต้องการคือผู้ใดในจวนนี้
"หากว่าท่านกั๋วกงยืนยันจะส่งบุตรสาวตนเองเข้าวังให้ได้ข้าเองก็เจียมตัวเจียมใจมิอาจเอื้อมไปดึงคุณหนูหลัวลงมาให้มัวหมองแต่ในเมื่อสัญญาเองก็ยากจะผิดไปได้เช่นนั้น...หลานสาวของท่านทั้งสองคนยกมันให้ตกแต่งกับฉีหวางเถิด"
กายที่คราวแรกยังนั่งสิ้นแรงถึงกับดีดเด้งลุกขึ้นว่องไว หลานสาวของเขาอย่างนั้นหรือ?
จะได้อย่างไร
หลัวถงหยินกู้ก้องด้วยเดือดดาลเพราะที่รับเลี้ยงดูสองพี่น้องลูกของน้องชายก็เพียงหวังสิ่งสำคัญซึ่งนี่ก็สิบหนาวเขายังมิสมใจแล้วจะปล่อยไปได้เช่นไรกันปล่อยมิได้เด็ดขาดยิ่งยามนี้หลานคนโตนางตายลงเหลือเพียงหลานคนเล็กเท่านั้นและหลัวเหม่ยเหยาก็เป็นความหวังเดียวของเขายามใดนางครบวัยยี่สิบหนาวเขาก็สามารถนำเอาโลหิตของนางไปเปิดกล่องเก็บตำราแพทย์ล้ำค่านั่นได้แล้วนี่อีกเพียงห้าหนาวเขาจะยอมได้อย่างไร
"ไม่ได้! "
เขาเผลอตวาดออกไปดุดันหากแต่ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวนางเพียงยืนจับจ้องไปยังภาพของเด็กสาวที่ถึงมิได้งดงามมากมายแต่ดวงตาของนางกลับโศกเศร้าจนนางที่ผ่านโลกมานานยังคล้ายจะสะเทือนใจในความเศร้านั้นของนาง เด็กผู้นี้ดูบริสุทธิ์ยิ่งนัก นางจะรู้หรือไม่เล่าว่าที่ผู้เป็นลุงเลี้ยงดูนางเพื่อประโยชน์ทั้งสิ้น พลันนั้นความคิดอยากช่วยเหลือกลับพุ่งถาโถมหัวใจของหญิงชราจากที่ยามแรกก็เพียงอยากช่วงชิ่งเอานางไปเป็นเครื่องมือสะสางบัญชีแค้นเท่านั้น
"เห็นทีท่านกั๋วกงคงต้องเลือกแล้ว...ระหว่างหลานสาวไร้ค่า...กับอนาคตของตระกูลหลัวและบุตรสาวสุดที่รักของท่าน...คงต้องคิดเลือกให้ดีแล้วจริงๆ เพราะยัยเฒ่าเช่นข้าก็ยอมถอยให้ท่านมากถึงเพียงนี้แล้ว"
แน่นอนว่าหากเป็นหลานสาวทั่วไปหลัวถงหยินคงเร่งรับปากไปแต่แรกแล้วแต่เพราะตำราโบราณเล่มนั้นมีค่าสูงส่งที่คนได้ครอบครองอาจมีอำนาจต่อรองได้แม้แต่องค์ฮ่องเต้เช่นนี้เขาจึงมิอาจปล่อยวางโดยง่ายเพราะคนเช่นพวกเขาวันนี้ยังมีประโยชน์องค์ฮ่องเต้ก็ดูโปรดปรานทว่าวันใดไร้ค่าแม้แต่ชีวิตก็อาจมิคงไว้เช่นนั้นย่อมต้องคิดหาสิ่งปกป้องตนเองทั้งสิ้น
...และที่สำคัญกว่าตำราแพทย์ก็คือป้ายอาญาสิทธิ์แห่งดินแดนสุ่ยโจวที่สืบทอดมาเนิ่นนานนั่นต่างหากเล่า....
"เอาเป็นว่าข้าจะให้ท่านกั๋วกงคิดคำตอบสักสามราตรีก็แล้วกัน"
ฮูหยินผู้เฒ่าทิ้งหมากตัวสุดท้ายแล้วเปิดยิ้มอ่อนโยนที่ดูเช่นไรก็มิจริงใจ
"ขอตัวลา...อีกสามวันข้าจะมาพร้อมเกี้ยวเจ้าสาว"
นางทิ้งประโยคเด็ดที่สื่อว่าอย่างไรอีกสามวันคำตอบก็ต้องเป็นไปตามที่นางเรียกร้องซึ่งย่อมแน่อยู่แล้วระหว่างตำราแพทย์ที่มีเพียงคำกล่าวอ้างกับอนาคตของลูกสาวลูกชายกับชีวิตคนทั้งตระกูลหากมิใช่คนโง่เช่นไรย่อมต้องเลือกส่งคนให้นาง!
"นี่น้องเขย...เร่งพาน้องสาวข้าไปนอนเถิดเมาจนมองเปลวเทียนก็หัวเราะได้เช่นนั้นเกรงว่าสามีชื่ออันใดนางคงลืมจนสิ้นเสียแล้ว" คนที่เคยพบพานเหตุการณ์เช่นนี้ร่วมกันเช่นหานหย่งไท่และหานหย่งคังถึงกับหันมองสบตากันอย่างมิได้นัดหมายเมื่อถูกคำกล่าวนั้นของไท่จื่อจ้าวเทียนเฉิงสะกิดปมเก่าในอดีตเมื่อ7หนาวก่อน ส่วนหลี่เพ่ยหนิงกับหานซื่อหลางอีกทั้งองค์ฮ่องเต้แห่งเป่ยเหลียวและไท่จื่อแห่งสุ่ยโจวผู้พูดประโยคคุ้นเคยนั้นกลับมิรู้ความหมายที่2พี่น้องเขามองหน้ากันก็มิได้คิดมาก เมื่อเห็นว่าไม่มิอันใดก็หันกลับไปชวนกันนั่งดื่มกินพูดคุยกันสนุกสนานเช่นคนคุ้นเคยที่นานครั้งจะได้พบเจอปล่อยให้บรรดาสามีทั้งหลายร่วม"เก็บ"ภรรยาคออ่อนทั้งหลายเข้าห้องพักไป "เช่นนั้นอาหลาง เจ้าดูเป็นธุระ รับรองพี่หยางกับน้องเฉิงด้วยก็แล้วกันข้าจะพาต้าซ้อเข้านอนก่อน" หานซื่อหลางที่ปกติจะยิ่งใหญ่อยู่ภายนอกทว่ายามอยู่กันแต่เพียงในจวนสกุลหลิวหรือตำหนักฉีหวางเขากลับเป็น"อาหลาง"ของพี่น้องเช่นเดิมมิเปลี่ยนผันก็รับคำ แล้วพูดคุยด้วยเรื่องทั่วไปต่อมิได้เข้าไปขัดขวางทั้งต้าเกอและเอ๋อร์เกอที่ดูจะวุ่นวายดูแลพา...หวางเฟย...ของตนเองเข้านอน...จิ้งถีเองท
หานเฟยฉีคือธิดาองค์โตของเยี่ยนหวางกับหวางเฟย และยิ่งเติบโตทั้งใบหน้าและดวงตากลับแจ่มชัดให้หลัวเหม่ยเหยานางคิดถึงพี่สาวผู้วายชนย์ เช่นหลัวเหม่ยฉี นางเอาความฝันกับเรื่องที่เกิดมาผูกกันนับแต่เฟยฉีนางคลอดเช่นไรบางสิ่งก็คอยสะกิดใจไท่เฮาหานเฟิ่งเหยามิจากว่าเด็กน้อยผู้นี้อาจเป็นพี่สาวของนางที่มาเกิดหวังใกล้ชิดจนเองอีกครั้ง ดังนั้นแล้วส่วนใหญ่หานเฟยฉีท่านหญิงน้อยวัยร่วม7หนาวจึงมักพักอยู่เสียที่ตงอี๋เป็นหลักมิค่อยได้กลับแคว้นฉู่ที่บิดาและมารดากับน้องชายและหญิงทั้ง2พักพิงอยู่ "ฉีเอ๋อร์ถวายพระพรไท่เฮาเพคะ" กายเล็กสองแก้มแดงปลั่งดังผลลูกท้อโน้มศีรษะเต็มพิธีการเช่นปกติต่อให้หลัวเหม่ยเหยากำชับแล้วกำชับอีกว่ายามอยู่กันเพียงคนในครอบครัวมิต้องมากพิธีนางก็เป็นท่านน้าเหยาเท่านั้น "ฉีเอ๋อร์ๆ ...คิดถึงจังเลย" ห้าแสบโถมกายเข้าใส่"พี่ฉีเอ๋อร์"ที่กายก็ไม่ได้โตกว่าทั้งห้าคนแต่อย่างใดจึงเป็นภาพซานลาเปาห้าก้อน"ทับ"ลูกท้อเล็กๆ ชวนขบขันอีกทั้งยังชวนสงสารอีกด้วย "หยุดเลยเจ้าห้าแสบ...ถอยออกมาจากพี่ฉีเอ๋อร์เดี๋ยวนี้" เป็นหลี่เพ่ยหนิงที่ตรงมาช่วยจับกายกลมป้อมทั้งห้าออกจากลูกท้อน้อยอีกแรงเพราะเกรงว่าคนตั
บทส่งท้าย เมื่อจัดการปัญหาทุกอย่างที่สำคัญก่อน ไปทีละเปลาะนั่นก็คือเริ่มประกาศลดภาษี ในเหล่าพ่อค้าระหว่างแคว้นส่วนชาวนาและชาวสวนที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของต้าเหลียง หานหย่งไท่ประกาศงดเว้นภาษีเป็นเวลาสองหนาว กับจะเริ่มค่อยๆ จัดแจงแต่งตั้งขุนนางที่เหมาะสม โดยมีท่านเอกอัครมหาเสนาบดีซ่งขึ้นมานั่งตำแหน่งเอกอัครมหาเสนาบดีเพียงหนึ่งเดียว ส่วนขุนนางที่เคยเป็นฝ่ายของอดีตองค์ฮ่องเต้หานหย่งสือก็ค่อยๆ ถูกลดทอนหรือบางคนก็ถูกถอดถอนตำแหน่งด้วยการอนุญาตให้พวกเขาปลดตนเองลากลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตสงบสุขซึ่งความจริงก็คือการบีบบังคับและลดทอนอำนาจ ของคนไม่ซื่อตรง ต้องให้เวลาทอดยาวไปจน3หนาว หานหย่งไท่จึงสามารถ สละราชบัลลังก์แล้วส่งต่อให้แก่องค์ไท่จื่อหานซื่อหลาง แล้วตนเองก็ขึ้นนั่งตำแหน่งไท่ซางหวงสืบไป โดยที่ประทับของไท่ซางหวงและไท่เฮาก็คือแคว้นตงอี๋นั่นเอง เมื่อบ้านเมืองปลอดขุนนางโฉดชั่ว สิ้นผู้นำคลั่งอำนาจ ทุกสิ่งก็เริ่มดีขึ้นราวพลิกแผ่นฟ้า ชาวประชาล้วนเริ่มลืมตาอ้าปากกันได้ ผลผลิตก็งอกงาม ความเป็นอยู่ก็อิ่มหนำ หานหย่งไท่จึงชี้แนะแนวทางให้ องค์จักรพรรดิจินเหลียงตี้ที่2เริ่มเปิดเส้นทางการค้ากับทั้ง
ตอนที่ 95ยามได้ยินเสียงกายเล็กทำเสียงคล้ายอยากอาเจียนอยู่เบื้องหลังหานหย่งไท่จึงหยุดเท้าแล้วหันกลับมาดูจึงพบว่าใบหน้าของภรรยาเด็กยามนี้ซีดขาวชวนตกใจ "ต้าซ้อไม่สบายหรือ ขอข้าตรวจสักหน่อย" ยามอยู่กันเพียงลำพังทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางก็ยังคงเรียกทั้งหานหย่งไท่และหลัวเหม่ยเหยาเช่นเดิมมิแปลเปลี่ยน "ต้าซ้อ!!!" เพียงครู่ที่แตะยังชีพจรใบหน้าของเยี่ยนหวางในวันนี้กลับประเดี๋ยวแดงเดี๋ยวม่วงจะยิ้มก็มิใช่จะร้องให้กลับยิ่งไม่เชิงเห็นเช่นนั้นหานหย่งไท่บุรุษผู้รักภรรยาเด็กยิ่งกว่าชีวิตของตนเองก็เริ่มใจคอไม่ดี "คังเอ๋อร์ เสี่ยวเหยาป่วยเป็นอันใด...เร่งบอกมา" จากที่วันนี้ตั้งใจจะไปชำระความกับครอบครัวแซ่หลัวสายหลักหานหย่งไท่มิสนใจเร่งช้อนอุ้มภรรยาเด็กแล้วมุ่งหน้ากลับเรือนม่านพิรุณทันที ตลอดทางเดินก็ออกคำสั่งตามท่านหมอเกาเรียกหาจื่อหลัน เรียกหาพ่อบ้างเจิงจนหานหย่งคังนั้นมิอาจพูดสิ่งที่ติดค้างได้เลย ...ต้าเกอท่านถามแล้วไยมิรอคำตอบให้กระจ่างกันเล่า?... เยี่ยนหวางให้หนักใจต่อความห่วงภรรยาจนเกินพอดีของผู้เป็นพี่ชาย "ฝ่าบาท..." ใบหน้าอวบอูมของท่านหมอเกาบัดนี้แดงจัดเต็มไปด้วยความยินดี
ตอนที่ 94ทั้ง4ชีวิตดูสั่นเทางกเงิ่นผู้ใดเล่าจะคิดเลือกหนทางตาย ยามนี้ต่อให้มีเงินทองมากมายสูงมากกว่ายอดเขาขุนนางใหญ่ทั้งหมดก็มิสนใจเท่าได้โอกาศหายใจนานอีกสักหน่อยเท่านั้นเช่นนี้มีหรือที่พวกเขาจะขัดขืน หานหย่งไท่เปิดรอยยิ้มหยามเหยียด ในใจก็วางแผนกำจัดคนเหล่านี้ให้พ้นไปจากราชสำนักทันทีหากทุกสิ่งเป็นไปดังเป้าหมายของพวกเขา "เช่นนั้น...สองพ่อลูกนี้ต้าเกอยกให้พวกเจ้าก็แล้วกัน...ต้าเกอจะทำเพียงดูชมเท่านั้น" กล่าวจบเขาก็ถอยกายไปทรุดลงยังโต๊ะด้านข้างด้วยกิริยาสงบนิ่งเช่นเดิม ทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางจึงกดรอยยิ้มเหี้ยมโหด ถอดพิมพ์เดียวกับผู้เป็นต้าเกอ "จับตัวมันเอาไว้ให้ดีๆ" หานหย่งคังสั่งคนของตนเองทหารรูปร่างสูงใหญ่ทว่าคล่องแคล่วจึงตรงเข้ากดศีรษะและล็อกแขนและขาของหานหย่งสือ กายในอาภรณ์หรูหราถึงกับดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ผู้ใดจะใส่ใจหรือก็เปล่าดาย... "อาหลางลงมือ" ในเมื่ออดีตคนผู้นี้ทรมานมารดาของพวกเขาตายลงต่อหน้าวันนี้จะมีโทษใดร้ายกาจเท่าพวกเขาทรมานบุตรรักของเจ้าคนชั่วช้าผู้นี้ไปได้ "ตัดนิ้วมัน!" เสียงโหยหวนเริ่มต้นขึ้นในต้นยามห้ายและสิ้นสุดลงในปลายยามโฉ่ว กับสภาพร่างกายสิ้น
ตอนที่ 93…ตำหนักลี่เสวี่ยน… บรรยากาศแสนจะอึมครึมและกดดันอย่างยิ่ง ต่อให้มีทั้งขุนนางและเชื้อพระวงศ์รวมตัวกันอยู่ร่วมสิบชีวิตทว่ากับเงียบงันมีแต่เพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่บ่งบอกว่ายังมีผู้คนอยู่ภายในโถงกว้างแห่งนี้ “คนของเจ้าไยจึงเดินทางช้าอย่างยิ่งหย่งเต๋อ นี่หากเจ้าหย่งไท่ผู้นั้นตีตลบเข้ามายังเมืองหลวงได้เพียงทหารองครักษ์สองพันจะต้านไหวได้อย่างไร” บุรุษวัยราว 48 หนาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ทูลเสด็จพ่อท่านแม่ทัพฝูแจ้งข่าวมาแล้วว่ามิเกินต้นยามอู่พรุ่งนี้กำลังทั้งหมดของค่ายหนานจีหนึ่งแสนมาถึงประตูด้านทิศใต้พร้อมตลบหลังกองทัพกฏบอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” หานหย่งเต๋อองค์ไท่จื่อวัย 21 หนาว กล่าวรายงานผู้เป็นบิดาด้วยน้ำเสียงแสนจะมั่นคงเพราะเขาแน่ใจว่ากำลังพลในมือนั้นย่อมเหนือกว่าฝ่ายหานหย่งไท่และสองแม่ทัพตระกูลหลิ่วอย่างแน่นอน “แล้วเรื่องที่เจ้าพวกชาวนาสมควรตายเหล่านั้นเล่าเสนาบดีเสวี่ย บัดนี้จัดการให้พวกมันพ้นไปจากลานด้านเหนือของพระราชวังได้หรือไม่” เพราะบัดนี้ชาวนาและเหล่าชาวสวนต่างหมดความเชื่อถือกับการปกครองของหานหย่งสือเพียง 6 หนาว พวกเขาล้วนสิ้นเนื้อประดาตัวที่นาที่ไร่
ตอนที่ 8“หึ!...คงคิดว่าจะส่งศพให้ข้าสินะเจ้าเฒ่าถงหยินผู้นั้น”น้ำเสียงที่กดต่ำฟังแล้วย่อมรู้บัดนี้ฉีหวางโกรธมากเพียงใด “ข้าเกรงว่าหากยังมิถึงมือท่านหมอในค่ำคืนนี้ยามรุ่งเช้ามาเยือนเราอาจต้องส่งศพฉีหวางเฟยไปยังสุสานแทนที่จะเป็นห้องหอเป็นแน่”ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวเอ่ยกับหลานชายด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาบ
ตอนที่ 7ทั้งที่เป็นฝ่ายตนเองโดยแท้บิดเบือนสัญญาเก่าก่อนจับเอาเพียงหลานสาวสายรองส่งขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไปทดแทนบุตรของตนเองแต่กลับไม่สำนึกแล้วยังมาพานโกรธเคืองผู้อื่นว่ามิรักษาหน้าให้พวกตนเอง"มิทราบว่าในเมื่อท่านอ๋องเก้ากล่าวว่าวันนี้คิดให้เกียรติคนตระกูลหลัวมารับตัวเจ้าสาวด้วยตนเองแต่เหตุใดจึงทรงปิดห
ตอนที่ 6...กลัวแล้วอย่างไร...ไม่กลัวแล้วอย่างไร...เพราะสุดท้ายนางจะเจ็บจนสิ้นสติไปอยู่ดีหนีก็ไม่ได้ยิ่งต่อสู้ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงดังนั้นแล้วหลัวเหม่ยเหยานางจึงมีเพียงยินดีเผชิญหน้าต่อความเจ็บปวดนี้เสียให้มันจบสิ้นไป"จับนางเอาไว้! "น้ำเสียงกลับร้ายกว่า...บ่าวชายทั้งสี่คนตรงเข้ามาจับยึดจับข้อมือแ
ตอนที่ 5"ท่านป้าสะใภ้....เหยาเอ๋อร์มีความผิดใดกัน"น้ำเสียงแผ่วเบาเอ่ยถามจากหัวใจเพราะนางไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองจึงถูกนำมามัดแล้วตบตีทั้งที่นางก็ทำงานตามหน้าที่ตนเองมิขาดตกบกพร่องถึงจะคุ้นเคยดีกับการถูกทุบตีหากแต่วันนี้มันช่างร้ายแรงนักร้ายแรงจนหลัวเหม่ยเหยาจะแบกรับความเจ็บปวดไม่ไหวแล้ว"กั๋วกงฟูเหริ







