ชุยซินอี๋ลงจากรถมาอย่างเงียบๆ เธอมองซ้ายมองขวาเพื่อหาจักรยานของตนเอง รอบด้านมีเพียงต้นไม้ทั้งสองฝั่ง ไม่รู้ว่าเธอถูกพามาที่ไหน หญิงสาวตัวสั่นลนลาน รีบเดินย้อนกลับมาทางเดิม ก่อนจะพบกับจักรยานของตัวเองที่จอดอยู่ข้างทาง เธอรีบคว้ามันขึ้นมาและปั่นจักรยานกลับบ้านตนเองทันที
สือชิงแม่ของเธอกำลังรอลูกสาวด้วยความร้อนใจ เมื่อคืนชุยซินอี๋ไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน เธอคิดจะไปตามหาที่ภัตตาคาร แต่ทว่าอยู่ๆ ก็หน้ามืดเวียนหัว คงเพราะว่าช่วงนี้เธอทำงานหนักเกินไป จึงทำได้เพียงแค่รอเท่านั้น
ไม่นานก็มีรถจักรยานขี่มาจอดที่หน้าบ้าน สือชิงรีบวิ่งออกไปดู ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลนลาน
"ซินซิน ลูกไปที่ไหนมา ทำไมไม่กลับบ้าน!!!"
ชุยซินอี๋ยังอยู่ในอาการตกใจ เมื่อได้ยินแม่ตะโกนถามแบบนั้นก็สะดุ้งเล็กน้อย เธอพยายามตั้งสติและหาทางตอบคำถาม เรื่องนี้เธอไม่กล้าบอกแม่เลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี
ชุยซินอี๋สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดขึ้นมา
"แม่คะ หนูขอโทษนะคะ พอดีว่าเมื่อคืนดื่มเหล้าไปแก้วหนึ่งแล้วรู้สึกมึนๆ ตอนที่เดินออกมาจากภัตตาคารหนูไปเจอผู้ชายไม่น่าไว้ใจสองคนยืนอยู่ หนูเลยไม่กล้ากลับ จึงขอนอนที่ภัตตาคาร โชคดีที่พ่อครัวจ้าวยังไม่ได้ปิดประตูล็อกกุญแจ เลยให้หนูไปนอนในห้องเก็บของน่ะค่ะ"
สือชิงมองดูลูกสาวด้วยแววตาที่สงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป เธอคิดเพียงแค่ว่าขอเพียงชุยซินอี๋กลับมาอย่างปลอดภัย เธอก็เบาใจแล้ว การที่ชุยซินอี๋ขอนอนที่ภัตตาคาร อย่างไรก็ปลอดภัยกว่าการเสี่ยงกลับมาดึกดื่นแล้วพบเจออันตรายเข้า ลูกสาวของเธอคงไม่ได้ไปเกเรที่ไหนอย่างที่พูดมาจริงๆ เมื่อคิดได้แบบนั้นเธอจึงเอ่ยกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงไม่น้อย
"อืม อย่างนั้นลูกก็รีบไปพักเถอะ นอนหลับสักหน่อยแล้วรีบตื่นไปทำงาน"
"ค่ะแม่"
ชุยซินอี๋รับคำ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง หลังจากอาบน้ำแล้วเธอก็กลับเข้ามานั่งคุดคู้อยู่บนเตียง เธอรู้สึกแย่มาก ไม่รู้ว่าเรื่องราวแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง เป็นเพราะเธอไม่ระวังตัว และเป็นเพราะว่าเธอทำตัวเหมือนผู้หญิงใจง่ายที่ไปไหนกับผู้ชายง่ายๆ มันจึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา
ยิ่งคิดชุยซินอี๋ก็ยิ่งหวาดกลัว เธอร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้น หญิงสาวพยายามกลั้นเสียงเอาไว้เพื่อไม่ให้แม่ที่นั่งอยู่ข้างนอกได้ยิน มันทรมานเหลือเกิน เธอสับสนไปหมด
เขาเป็นใครก็ไม่รู้ แม้แต่ชื่อเธอก็ยังไม่รู้เลย เรื่องนี้มันเหลวไหลเกินไปแล้ว!!!
ชุยซินอี๋ทำได้เพียงเก็บเงียบไม่กล้าพูดให้ใครฟัง ถึงพูดไปใครก็ช่วยเธอไม่ได้ ตอนนี้เธอจะต้องตั้งสติเสียก่อน
สือชิงที่เห็นว่าลูกสาวเงียบไปก็เป็นห่วง จึงคิดจะเข้ามาดูในห้อง เมื่อเข้ามาก็พบว่าชุยซินอี๋กำลังนอนหลับอยู่ เธอยกมือขึ้นแตะบนหน้าผากของชุยซินอี๋ดู ก็พบว่าเหมือนจะมีไข้อ่อนๆ เธอจึงให้ลูกสาวนอนพักและไม่ต้องไปทำงานวันนี้จะลาคุณนายเฝิงให้เอง อีกทั้งก่อนที่เธอไปจะไปทำงานยังปลุกชุยซินอี๋ให้ลุกมากินยาอีกด้วย
วันนั้นทั้งวันชุยซินอี๋ไม่ยอมลุกมากินข้าวเลย เธอรู้สึกแย่เหลือเกิน
ด้านเฝิงอี้นั้นเมื่อเขาตื่นมาก็รู้สึกปวดไปหมดทั้งตัว เขาก้มมองดูตนเองที่ร่างกายเปลือยเปล่าก็ขมวดคิ้วมุ่น รีบหาเสื้อผ้ามาสวมใส่อย่างลวกๆ ก่อนจะหวนคิดถึงเรื่องราวเมื่อคืนนี้
เขาจำได้ว่าเจอกับหญิงสาวที่งดงามเหมือนดาราคนนั้น และ...
เกิดความสัมพันธ์กันในชั่วข้ามคืน
เมื่อคิดได้แบบนั้นเฝิงอี้จึงหันมามองที่เบาะข้างๆ ทันที แต่กลับไม่พบใครเสียแล้ว พบเพียงรอยเลือดจางๆ ที่เปื้อนอยู่บนเสื้อสีขาวของเขาซึ่งวางอยู่บนเบาะที่นั่งเพียงเท่านั้น
ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนแรกของหล่อนเสียด้วย
แล้วตอนนี้หล่อนหนีหายไปอยู่ที่ใดกันนะ?
เฝิงอี้รีบควานหาเสื้อผ้ามาสวมใส่แล้วเดินลงมาจากรถ ก่อนจะมองไปโดยรอบ ให้ตายเถอะ ดูเหมือนว่าเขาจะเมาหนักจนขับรถสะเปะสะปะมาที่ไหนก็ไม่รู้ซึ่งมันไม่ใช่ทางกลับบ้าน ซ้ำยังไปทำมิดีมิร้ายกับหญิงสาวที่ไหนก็ไม่รู้เข้า
เขาจำใบหน้าสวยหวานของเธอได้แม่นยำ ไม่รู้ทำไมใจของเขามันถึงได้เต้นแรงแบบนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนเลยสักครั้ง
เมื่อหาเธอคนนั้นไม่พบ เฝิงอี้จึงขับรถกลับมาที่บ้าน เขาโดนแม่ต่อว่าไม่น้อยที่ทำตัวเหลวไหลแบบนี้
“อาอี้ ลูกไปที่ไหนมาถึงไม่กลับบ้าน หรือว่าไปนอนกับผู้หญิงคนไหนมา อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้นะ พฤติกรรมชอบหิ้วผู้หญิงกลับมานอนด้วยของลูกน่ะ ป้าลูกรายงานแม่หมดแล้ว”
เฝิงอี้เม้มริมฝีปากแน่นไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก คุณนายเฝิงเองก็ไม่อยากจะเซ้าซี้ลูกชาย จึงพูดกับเฝิงอี้ต่ออีกเล็กน้อย
"อาอี้ รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แม่จะพาลูกไปที่ภัตตาคารด้วย ไปดูงานที่บ้านเราเสียหน่อย ลูกคงอยากเจอซินซินใช่ไหมล่ะ เด็กหญิงผมเปียตัวน้อยที่แบกลูกกลับมาที่บ้านเมื่อหลายปีก่อนน่ะ"
เฝิงอี้ที่ได้ยินว่าจะได้พบกับชุยซินอี๋ เขาก็เลิกคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไปก่อนชั่วคราว และรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในทันที ตอนนี้พ่อของเขาคงนอนพักอยู่ ส่วนเฝิงอินก็กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง
เขาตามแม่ไปที่ภัตตาคารตระกูลเฝิง คนงานทุกคนต่างให้ความเคารพเขาเป็นอย่างมาก ในขณะที่เฝิงอี้กำลังนั่งมองอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก็มีหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาแม่ของเขา เขาจำได้ว่าเธอคือแม่ของชุยซินอี๋ แม้ตอนนี้จะแก่ชราลงไปไม่น้อยแล้ว แต่เขาก็ยังจำได้
"คุณนายเฝิงคะ ฉันมาลางานให้ซินซินน่ะค่ะ แกป่วย ไม่คิดว่าจะเหลวไหลขนาดนี้ ถึงกับดื่มเหล้าไปด้วย เมื่อคืนก็นอนที่นี่ไม่ได้กลับบ้านอีกต่างหาก กว่าจะกลับก็เกือบเช้า ฉันก็ตักเตือนแกไปแล้วค่ะ"
เฝิงอี้ที่ได้ยินแบบนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้สนใจสิ่งใดมากนัก ในใจเหมือนเกิดความรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างแปลกประหลาด
คุณนายเฝิงที่ได้ยินก็รีบเอ่ยถามทันที
"ตายแล้ว ซินซินเป็นอะไรมากหรือไม่ เธอมีเงินซื้อยาให้ลูกไหม ฉันให้เบิกเงินล่วงหน้าก่อนได้นะ น่าสงสารจัง เรียนจบก็ต้องมาทำงานไม่ได้เที่ยวเหมือนใครเขา ให้หล่อนพักเถอะ หายเมื่อไหร่ค่อยกลับมาทำงาน น่าเสียดายไม่ได้พบกับเฝิงอี้เลย แต่ก่อนเด็กสองคนนี่แทบจะตัวติดกันตลอดเวลา"
สือชิงมองดูเฝิงอี้ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย เฝิงอี้เองก็ยิ้มตอบเช่นกัน
“คุณป้าสบายดีนะครับ”
“สบายดีค่ะคุณชาย”
“เสียดายไม่ได้เจอซินซินเลย ฝากบอกเธอด้วยนะครับว่า ขอให้เธอหายป่วยเร็วๆ ไว้กลับมาครั้งหน้าคงได้พบกัน”
“ขอบคุณมากค่ะคุณชาย ไว้จะบอกซินซินให้นะคะ ป้าขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะคะ”
"ครับป้า"
เมื่อสือชิงไปแล้ว คุณนายเฝิงจึงหันมามองลูกชายของตน ก่อนจะเอ่ยถาม
"อาอี้ เป็นยังไง ภัตตาคารของเราใหญ่โตมากเลยนะ วันหน้าหากลูกกลับมาก็มาบริหารต่อได้เลย"
เฝิงอี้เพียงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยอะไร คุณนายเฝิงที่เห็นแบบนั้นก็เอ่ยถามลูกชายอีกครั้ง
"ตกลงแล้วเมื่อคืนลูกไปที่ไหนมา"
เธอเป็นแม่มีหรือจะไม่รู้ทันลูกชาย เธอผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนอายุขนาดนี้ เธอพอเดาออกว่าเมื่อคืนเฝิงอี้อาจจะพาผู้หญิงเข้าโรงแรมมาแล้วไม่กล้าบอกเธอ
เฝิงอี้ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ย
"ไม่มีอะไรครับแม่ ผมแค่ง่วง"
"จริงเหรอ"
"ครับแม่"
คุณนายเฝิงถอนหายใจออกมาพลางจ้องมองลูกชายตนเอง ก่อนจะเอ่ย
"ดีแล้ว อีกไม่นานลูกก็จะต้องหมั้นหมายกับสวีเพ่ยนะ ทั้งสองบ้านเองก็ตกลงกันเอาไว้นานแล้ว"
เฝิงอี้ที่ได้ยินแบบนั้นสีหน้าก็เย็นชาขึ้นมาในทันที
"ผมไม่อยากหมั้นครับ ผมไม่ได้ชอบสวีเพ่ย หากแม่ยังบังคับผมอีก ผมก็จะไม่กลับมาที่กวานซีอีก"
เขาพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินออกไปทันที คุณนายเฝิงเองก็ลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย คิดไม่ตกกับความดื้อรั้นของลูกชาย
เมื่อผ่านช่วงไว้ทุกข์มาแล้ว เฝิงอี้และชุยซินอี๋ก็แต่งงานกัน งานแต่งนี้ไม่ได้จัดใหญ่โตมากนัก เน้นเพียงความสะดวกและเรียบง่าย เติ้งเทียนอวี้และกวงจือหลินเพราะติดงานที่ต้องสะสางจึงไม่ได้มาร่วมงาน เพียงโทรมาแสดงความยินดีและส่งของขวัญแต่งงานมาให้เท่านั้น เฝิงอี้เองก็เข้าใจและเอ่ยขอบคุณเพื่อนรักทั้งสองอย่างเต็มใจหยางตงและสวีเพ่ยนั้นก็มาร่วมงานด้วย คนทั้งสองนำของขวัญมามอบให้ และอยู่ร่วมงานจนถึงเย็น ก่อนจะกลับไป เพราะสวีเพ่ยยืนนานไม่ค่อยไหว เนื่องจากเธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ เฝิงอี้และชุยซินอี๋มองดูหยางตงที่แบกสวีเพ่ยขึ้นหลังและเดินจากไปด้วยแววตาที่มีความสุขนับว่าพวกเขาทั้งสองเป็นคู่ที่สวรรค์บันดาลจริงๆ"พ่อครับ แม่ครับ ผมหิวอีกแล้ว"เฝิงอี้และชุยซินอี๋ที่ได้ยินอย่างนั้นก็หันไปมอง ก่อนจะพบกับเฝิงเป่าที่วิ่งเข้ามาหาเขาทั้งสอง เจ้าเด็กอ้วนตัวสูงขึ้นอีกแล้ว อีกทั้งยังชอบกิน วันๆ ถามหาแต่ของกิน แล้วยังบ่นว่าเหงามากอีกต่างหาก ชุยซินอี๋ย่อตัวลงไป ก่อนจะยื่นมือไปบีบแก้มของเฝิงเป่าอย่างมันเขี้ยว"แม่จะอุ้มลูกไม่ไหวแล้วนะรู้ไหม"เฝิงเป่าเบ้ปาก ก่อนจะเงยหน้าไปมองเฝิงอี้"พ่อครับ ผมอยากได้น้องสาวตัวอ้วนๆ
เฝิงอี้หลับตาลงรอรับลูกปืนจากเซวียนซาน แต่ทว่าเขากลับไม่พบกับความเจ็บปวดใดๆ เลยแม้แต่น้อย เมื่อลืมตามองดูก็พบว่าตอนนี้ที่หน้าท้องของเซวียนซานมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด เขาถูกยิง!!!เฝิงหลงหันไปมองก่อนจะพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนั่นเอง อีกทั้งยังมีภรรยาของเขา แม่ของชุยซินอี๋ และหยางตงกับสวีเพ่ยก็มาด้วย ตำรวจเล็งปลายกระบอกปืนเข้าหาเซวียนซานอีกครั้ง เฝิงหลงที่เห็นอย่างนั้นก็ตกใจก่อนจะเอ่ย"อย่ายิง!!! นี่ลูกชายของผมเอง"ปัง ปัง ปัง"พ่อ!!!"เฝิงอี้ตะโกนเรียกพ่อของตนเองสุดเสียง คุณนายเฝิงเองก็แทบจะล้มทั้งยืนเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าเฝิงหลงใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระเสือกกระสนไปบังลูกกระสุนแทนเซวียนซาน ร่างของคนทั้งสองล้มลงไปบนพื้นพร้อมกัน เฝิงหลงจับมือของเซวียนซานเอาไว้แน่น ก่อนจะเอ่ย "พ่อขอโทษ พ่อผิดไปแล้ว พ่อที่เห็นแก่ตัวคนนี้สำนึกเสียใจแล้ว หวังว่าชีวิตนี้ของพ่อจะชดใช้ความแค้นทั้งหมดในใจของแกได้ อย่าทำร้ายใครอีกเลยนะ อาซาน"เซวียนซานหลับตาลงช้าๆ เขารู้สึกว่าทุกอย่างมันมืดมนไปหมด เขาส่งเสียงเหอะในลำคอก่่อนจะร้องไห้ออกมาแผนการสำเร็จแล้ว แต่ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกดีใจเลยล่ะ!!!คนชั่วคนนี้กำลังจะตาย แต่
เซวียนซานตอนนี้เหมือนกับคนเสียสติไปแล้ว ก่อนหน้านี้เซวียนชวนเตือนเท่าไรเขาก็ไม่ฟัง ในใจของเขามีแต่ความแค้นที่ฝังลึก เขาถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจจนมันบิดเบี้ยวเกินจะเยียวยาแล้วชุยซินอี๋จ้องมองเฝิงอี้และเฝิงเป่าด้วยแววตาที่แดงก่ำ หากวันนี้เธอเป็นอะไรไป เธอเชื่อว่าเฝิงอี้จะสามารถดูแลเฝิงเป่าได้เป็นอย่างดีแต่สำหรับเฝิงอี้แล้วเขาไม่คิดเช่นนั้น เขาคิดเพียงว่าจะต้องช่วยชุยซินอี๋ออกมาให้ได้ หากช่วยไม่ได้เขาก็ไม่ไปไหนทั้งนั้นเซวียนซานลั่นไกปืนเตรียมจะยิงทุกคนที่ขวางหน้า เขาหัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยกับชุยซินอี๋"เป็นยังไงล่ะซินซิน ไอ้คนที่เธอรักนักรักหนามันช่วยอะไรเธอได้ จะตายกันหมดอยู่แล้ว!!! เลือกฉันสิ แล้วเราจะมีความสุขไปด้วยกัน"ชุยซินอี๋ปรายตามองเซวียนซานด้วยความเย็นชา ก่อนจะยกยิ้มมุมปากและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูแคลน"คนที่ไม่เห็นใครเป็นคนในสายตา ไม่คู่ควรที่จะได้ความรักจากใครหรอก ปล่อยให้ความแค้นบังตาจนมืดบอด ไม่ละอายแก่ใจตัวเอง""ซินซิน!!! โอ๊ย!!!"ชุยซินอี๋อาศัยจังหวะที่เซวียนซานเผลอใช้เศษกระเบื้องที่เธอถือเอาไว้ในมือแทงเข้าไปที่หน้าท้องของเขาอย่างแรง เซวียนซานร้องไม่เป็นภาษา ใบหน้าหล
ก่อนหน้านี้ชุยซินอี๋ได้สติตื่นขึ้นมา เมื่อตั้งสติได้และคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเธอก็ถึงกับลนลานรีบมองหาเฝิงเป่าทันที ก่อนจะพบว่าเฝิงเป่ากำลังนอนหลับอยู่ข้างๆ เธอ ชุยซินอี๋หันมองซ้ายขวาพบว่ามือของตนเองถูกมัดเอาไว้ด้วยเชือก "ไม่ต้องดิ้นไปหรอก ถึงเวลาผมจะปล่อยคุณเอง"เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ชุยซินอี๋จึงเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะพบว่าเป็นเซวียนซานนั่นเองภาพก่อนหน้านี้คือเขายื่นขวดน้ำให้เธอ จากนั้นเธอรู้สึกเหมือนกับถูกอะไรบางอย่างฟาดเข้ามาที่ต้นคอและสลบไปไม่ได้สติ จนเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองกำลังอยู่ในที่เก่าๆ เหมือนกับโรงงานร้างอย่างไรอย่างนั้น ชุยซินอี๋ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเอ่ยถาม“คุณจับฉันมาเหรอ"เซวียนซานยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่ทว่ารอยยิ้มของเขามันดูเยือกเย็นจนน่าหวาดกลัว ชุยซินอี๋ขยับตัวเข้าไปใกล้เฝิงเป่า พร้อมกับระแวดระวังเซวียนซานเอาไว้ด้วยเขาจะจับตัวเธอและลูกมาทำไมกัน ทั้งที่พวกเราไม่เคยมีเรื่องผิดใจอะไรต่อกันมาก่อนเลยด้วยซ้ำเซวียนซานมองดูท่าทีของชุยซินอี๋ ก่อนจะถอนหายใจออกมา ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเขาชอบเธอเข้าเสียแล้ว เขาคิดทบทวนมาหลายคืนแล้วก็ได้คำตอบที่แน่ชัด เขาชอบชุย
หลังจากที่ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ก็ถึงเวลาที่เฝิงอี้และชุยซินอี๋จะจัดงานแต่งงานกันอย่างมีความสุขเสียทีเช้านี้อากาศค่อนข้างแจ่มใส เฝิงอี้พาชุยซินอี๋มาตัดชุดแต่งงาน เดิมทีคนทั้งสองคิดจะประวิงเวลาออกไปก่อน เพราะตอนนี้สถานการณ์ในบ้านตระกูลเฝิงก็ยังไม่ดีเท่าใดนัก แม่ของเฝิงอี้ยังคงเย็นชากับพ่อของเขาอยู่ แต่ทว่าคุณนายเฝิงกลับบอกว่า จะให้ความทุกข์ที่พ่อแม่เป็นคนก่อ มาทำให้ลูกไม่มีความสุขได้ยังไงกัน จึงไม่ให้คนทั้งสองประวิงเวลาออกไปอีก บอกเพียงว่าจะต้องรีบจัดงานให้เร็วที่สุดชุยซินอี๋มองดูเฝิงเป่าที่กำลังนั่งกินขนมอยู่กับพี่เลี้ยง ไม่นานมานี้เฝิงอี้จ้างพี่เลี้ยงเด็กคนหนึ่งมาดูแลเฝิงเป่า เฝิงเป่าเองก็ดูจะเข้ากันได้ดีกับพี่เลี้ยงคนใหม่ อีกทั้งยังช่างพูดช่างเจรจา ยิ่งพูดได้ก็พูดไม่หยุด จนบางครั้งเธอเองยังตอบคำถามของเฝิงเป่าไม่ทันกิจการร้านบะหมี่ยังคงไปได้ดี เฝิงอี้ได้แม่ครัวคนใหม่มา แรกเริ่มชุยซินอี๋ยังคงไปสอนและแนะนำสูตรบะหมี่เดิมที่เธอทำเอาไว้ให้แม่ครัวคนใหม่ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว จึงได้ปล่อยให้คนงานทำงานกันเองต่อไปด้านภัตตาคารก็สร้างเสร็จแล้ว และเปิดทำการขายได้เหมือนเดิมแล้ว โดย
หยางตงที่ได้ยินอย่างนั้นก็จ้องมองซ่งชางอย่างเย็นชา ก่อนจะเดินเข้าไปดึงตัวของสวีเพ่ยกลับมาหาตนเอง แต่คนของซ่งชางก็ยกเท้าถีบเขาจนกระเด็นลงไปกองกับพื้น หยางตงไอออกมาอย่างรุนแรง รู้สึกจุกแน่นที่หน้าท้องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"อาตง!!!"สวีเพ่ยเอ่ยขึ้นมาด้วยความตกใจ เธอถูกจับตัวเอาไว้จนไม่อาจเข้าไปหาเขาได้ สวีเพ่ยหันไปมองซ่งชางด้วยแววตาที่เย็นชา ก่อนจะเอ่ย"อย่าแตะต้องเขา เขาเป็นคนรักของฉัน!!!"ซ่งชางที่ได้ยินอย่างนั้นก็ส่งเสียงเหอะออกมา ก่อนจะเดินเข้ามาหาสวีเพ่ย และยื่นมือขึ้นมาเชยปลายคางของเธอให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาชัดๆ"คนรักอย่างนั้นเหรอ เธอไม่มีสิทธิ์ไปรักกับใครได้หรอก เธอจะต้องไปที่ตระกูลซ่ง ไปเป็นเมียขัดดอกให้ฉัน คอยรับใช้คนตระกูลซ่งเพื่อชดใช้หนี้ บ้านของเธอและกิจการของพ่อเธอ ฉันจะยึดมาเป็นของฉันให้หมด เธอรู้ไหมว่าบ้านและกิจการของพ่อเธอมันยังไม่พอใช้หนี้ให้บ้านฉันเลยด้วยซ้ำ"สวีเพ่ยที่ได้ยินอย่างนั้นก็เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ย"นายอยากได้อะไรก็เอาไปให้หมดเลย ฉันไม่ยึดติดกับของพวกนี้แล้ว ส่วนเงินที่เหลือฉันจะหางานทำมาผ่อนจ่ายให้นายเอง""ผ่อนจ่ายเหรอ น้ำหน้าอย่างเธอเนี่ยนะจะทำงา
เมื่อเฝิงอี้จากไปแล้ว สวีเพ่ยจึงรีบเดินกลับเข้ามาในบ้านทันที หญิงสาวทำตัวปกติเหมือนทุกครั้งเพื่อไม่ให้มีพิรุธ ก่อนจะกลับเข้าห้องและล็อกประตูห้องอย่างแน่นหนา แล้วจึงรีบลนลานเปิดอ่านจดหมายที่หยางตงส่งมาในทันทีเพ่ยเพ่ย ฉันอาตงนะ เธอสบายดีไหม ฉันคิดถึงเธอมากเหลือเกิน ฉันมีหลายเรื่องที่อยากจะเล่าให้เธอฟัง มีหลายที่ที่อยากจะชวนเธอไปดูด้วยกัน ฉันตกปลามาได้หลายตัวเลย อยากให้เธอได้มากินปลาเผาฝีมือฉัน ร้านเหล้าตอนนี้ไม่มีคนมากนัก เหมาะที่จะชวนเธอไปนั่งดื่มด้วยกันเหมือนทุกครั้ง เพ่ยเพ่ย ฉันมีเรื่องสำคัญที่อยากบอกเธอ ฉันชอบเธอเข้าแล้ว มันคงดูตลกมากเลยใช่ไหม เธอเองคงไม่ได้คิดแบบเดียวกับฉันสินะ แต่ไม่่เป็นไรหรอก ฉันรู้เรื่องที่เธอต้องแต่งงานแล้วนะ เฝิงอี้พอจะคาดเดาเรื่องนี้ออก เขาบอกว่าคนโรคจิตอย่างเธอคงไม่ยอมถูกจับแต่งงานกับคนที่ไม่ชอบง่ายๆ หรอก แล้วที่เธอยอมแต่งก็เพราะถูกพ่อบังคับ ฉันจะหาทางช่วยเธอเองนะสวีเพ่ย เราจะหนีไปด้วยกัน ฉันจะพาเธอหนี หลังจากนั้นเธออยากจะใช้ชีวิตยังไงฉันจะสนับสนุนเธอเอง เธอไม่ต้องชอบฉันก็ได้ ฉันจะคิดเพียงว่าฉันได้ช่วยเพื่อนรักอย่างเธอก็แล้วกัน เธอจะไปกับฉันไหม อีกสามวันฉั
ด้านสวีเยี่ยนนั้นตอนนี้เขากำลังมีความสุขกับเงินมากมายตรงหน้าที่ได้มาจากสินสอดของสวีเพ่ย ซึ่งทางตระกูลซ่งเป็นคนส่งมอบให้ เงินก้อนนี้นับว่าได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ไม่น้อย นอกจากคนตระกูลซ่งจะยกหนี้ก่อนหน้านี้ให้เขาเป็นโมฆะเพราะเกี่ยวดองกันแล้วแล้ว ยังมอบเงินอีกก้อนเพื่อเป็นสินสอดให้เขาอีกด้วย เมื่อสวีเยี่ยนนำเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายหนี้พนันจนหมดแล้ว ส่วนที่เหลือเขาก็นำมันไปต่อยอดเล่นการพนันเพิ่มอีกเล็กน้อยสวีเยี่ยนยิ้มกริ่ม ก่อนจะครุ่นคิดถึงเรื่องราวในคืนนั้นคืนที่ภัตตาคารตระกูลเฝิงเกิดไฟไหม้เดิมทีเขาเป็นคนส่งคนเข้าไปวางเพลิงที่นั่นเอง เป้าหมายก็คือต้องการเผาทำลายภัตตาคารตระกูลเฝิง แหล่งทำเงินมากที่สุดของตระกูลเฝิงให้มันพังพินาศไปเสีย ที่ผ่านมาเขาพยายามคิดมาตลอดว่า เฝิงหลงเป็นเพื่อนรักที่ดีที่สุดของเขามาโดยตลอด ก่อนหน้านี้คนทั้งสองเป็นเพียงคนงานที่ทำงานในบาร์เหล้าทั่วไปเท่านั้น แต่เฝิงหลงกลับโชคดีมากกว่า ได้พบรักกับเสิ่นเยี่ย หญิงสาวที่เดินทางมาจากปักกิ่ง หล่อนมีเงินไม่น้อยเลย อีกทั้งตอนนั้นที่กวานซีกิจการของเสิ่นเยี่ยก็ทำเงินได้มากกว่าใคร เขาจึงหาทางทำให้เฝิงหลงได้เข้าไปใกล้ชิดกับเสิ่นเยี่ย
เมื่อหยางตงกลับไปแล้ว ชุยซินอี๋ก็กลับบ้านพร้อมกับเฝิงอี้ ระหว่างทางคนทั้งสองพูดคุยสนทนากันไปเรื่อยเปื่อย พูดถึงเรื่องแต่งงานแล้ว อีกไม่นานก็คงจะถึงงานแต่งงานของพวกเขาทั้งสอง เฝิงอี้คิดว่าหลังจากที่ภัตตาคารเฝิงกลับมาเปิดใหม่และเรื่องราวคลี่คลายแล้ว เขาจะแต่งงานกับชุยซินอี๋ทันทีเช้าวันต่อมาเป็นวันที่เฝิงหลงจะต้องไปพบหมอตามนัด เฝิงอี้เป็นคนขับรถพาพ่อและแม่ไปที่โรงพยาบาลด้วยตนเอง ด้านเฝิงเป่านั้นก็มีสือชิงดูแลอยู่ ชุยซินอี๋เองก็วุ่นวายอยู่กับการดูแลร้านบะหมี่ ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำไม่ต่างกัน หลังจากตรวจงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณนายเฝิงก็บอกให้สามีนั่งรออยู่ที่หน้าห้องตรวจ ก่อนที่เธอเองจะไปจัดการเรื่องเอกสาร อีกไม่นานเฝิงอี้คงจะมารับเธอและสามีตามที่นัดหมายกันเอาไว้แล้วเฝิงหลงไม่ได้ให้คนติดตามมาด้วย เขาไม่ชอบความวุ่นวายมากนัก ระหว่างที่รอภรรยาก็นั่งมองอะไรไปเรื่อยเปื่อย ผู้คนที่มาตรวจเริ่มจะบางตาลงไปมากแล้ว เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย รู้สึกสมเพชตัวเองที่กลายมาเป็นเช่นนี้ เพราะหลายปีก่อนเขาเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ เขาจำได้ว่าตอนนั้นร่างกายขยับไม่ได้ โชคดีที่ได้พ่อของชุยซินอี๋มาช่วยพยุงเขาออกมา