登入นายพลหยางเฟยคือบิดาของว่าที่สามีเธอ เขาแต่งงานใหม่หลังจากที่แม่ของหยางซีห่าวตายไป ทว่าทั้งคู่กลับไม่มีลูกด้วยกัน เนื่องจากนายพลหยางประสบอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่จนทำให้ไม่สามารถมีลูกได้อีก แต่ความจริงเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ นอกจากตัวของท่านนายพลและคนในตระกูลหยาง
ทำให้แม่เลี้ยงอย่างเพ่ยจิงหลันต้องพาหลานสาวมาอยู่ด้วย เพราะต้องการให้หลานสาวแต่งกับลูกเลี้ยงของตน เนื่องจากรู้ดีว่าตนเองนั้นหมดหวังที่จะมีทายาทเพิ่มให้กับตระกูลหยาง
เพ่ยจีทำตัวไม่ต่างจากคุณหนูตระกูลใหญ่ ทั้ง ๆ ที่พื้นเพของเธอเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา โดยที่ตัวของเพ่ยจีเป็นลูกสาวของน้องชายเพ่ยจิงหลัน
“น่าสนุกไม่น้อยนะ แต่งเข้าตระกูลหยางไปฉันคงไม่เหงาแล้วละ”
หว่านซูฉียิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ถ้าสองคนนี้ไม่เข้ามาก้าวก่ายและวุ่นวายกับชีวิตเธอมากนัก ก็จะปล่อยให้อยู่อย่างสุขสบาย แต่ถ้าเมื่อไรที่ทั้งสองคนล้ำเส้นเข้ามา เธอจะทำให้อยู่ไม่สู้ตายเอง
แต่ถ้าสามีในอนาคตเกิดชอบพอกับหลานสาวแม่เลี้ยงขึ้นมาจริง ๆ เธอจะหาทางให้ทั้งสองได้ครองคู่กัน แถมด้วยใบหย่าและออกมาใช้ชีวิตกับครอบครัว ซึ่งเวลานี้เธอเหลือเพียงพี่ใหญ่และพี่สะใภ้เท่านั้น รวมถึงพี่จื่อหานและพี่ตู้หมิงที่เธอนับรวมเข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกัน
“แล้วบ้านที่ฉันให้พี่หาให้เป็นอย่างไรบ้าง ขอน้ำขอไฟแล้วหรือยัง” หว่านซูฉีนึกเรื่องบ้านขึ้นได้จึงเอ่ยถามคนสนิท
หลังจากที่เธอแต่งเข้าตระกูลหยางแล้ว จึงไม่ต้องการให้พี่ชายและพี่สะใภ้อยู่บ้านหว่านอีก ต่อให้จะต้องแลกกับเงินสินสอดไม่กี่ร้อยหยวนก็ตาม
“เรียบร้อยแล้วครับ บ้านหลังนั้นพร้อมเข้าอยู่ได้ทันที แต่ทำไมนายหญิงไม่ให้คุณเหวินเปียวไปอยู่ที่คฤหาสน์ล่ะครับ น่าจะสะดวกสบายกว่า”
ตู้หมิงถามกลับ ในเมื่อคิดจะออกจากบ้านหว่าน ทำไมไม่ย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ของนายหญิงเลยล่ะ ที่นั่นมีทั้งคนรับใช้ แม่บ้าน รวมถึงคนดูแล ย่อมสะดวกสบายกว่าจะมาอยู่บ้านหลังขนาดกลางข้างบ้านเขา
“อยู่ใกล้พี่นั่นแหละดีแล้ว ฉันยังไม่กล้าบอกพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ว่าฉันคือนายหญิงซู กลัวทั้งสองจะตกใจ อีกทั้งพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใช้ชีวิตแบบชาวบ้านมาตลอด หากจะเปลี่ยนการใช้ชีวิตแบบปุบปับคงตั้งตัวไม่ทัน”
หว่านซูฉีตั้งใจว่าจะบอกพี่ชายเรื่องย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง และให้พี่จื่อหานอ้างว่าจะให้สหายฝากเข้าทำงานกับนายหญิงซู โดยให้ตู้หมิงออกหน้าแทนเธอ ส่วนเรื่องจะบอกความจริงเมื่อไรนั้นคงต้องรออีกสักระยะ เวลานี้หว่านซูฉีไม่ต้องการให้พี่ชายและพี่สะใภ้เป็นกังวลในตัวตนของเธอ
“ครับ นายหญิง” ตู้หมิงเข้าใจในสิ่งที่เจ้านายต้องการ เลยไม่คิดจะโต้แย้งอะไรอีก
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ฉันกลับก่อนก็แล้วกัน เฮ้อ...ต้องแกล้งเป็นคนอ่อนแอและไม่สู้คนนี่มันลำบากเหมือนกันนะพี่ตู้หมิง”
หว่านซูฉีหันมายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากสำนักงานในทางเข้าออกลับสำหรับเธอและคนสนิททั้งสอง เพื่อกลับไปหมู่บ้านและเป็นหว่านซูฉีผู้อ่อนแอเช่นเดิม
ขณะเจ้านายเดินกลับไป ตู้หมิงมองตามแผนหลังของเธอคล้ายจะเป็นกังวล เขาเห็นหญิงสาวมาหลายปีแล้ว และเขาไม่เคยเห็นว่าจะมีสักครั้งที่หว่านซูฉีได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กสาวคนอื่น
เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา นายหญิงของเขามีความคิดที่ล้ำลึก ไม่แน่ว่าบางความคิดนั้นผู้ใหญ่อายุเช่นเขาก็ยังคิดไม่ได้ แต่หว่านซูฉีกลับคิดได้ และเริ่มทำการค้าตั้งแต่อายุยังน้อย
“หวังว่านายหญิงจะมีความสุขกับสิ่งที่เลือกนะครับ”
ตู้หมิงพึมพำออกมา เขาเชื่อว่าไม่มีใครสามารถบังคับนายหญิงของเขาได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม รวมถึงเรื่องแต่งงานในครั้งนี้ด้วย
การที่นายหญิงยอมแต่งเข้าตระกูลหยาง คงเป็นเพราะพี่ชายที่เธอรักมากขอร้อง ไม่เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าหว่านซูฉีจะยอมทำตาม
หว่านซูฉีเดินเลียบข้างทาง เธอไม่คิดจะขึ้นเกวียนในเวลานี้ เนื่องจากต้องการให้มีเหงื่อโซมกายเพราะจะได้นำมาเป็นข้ออ้าง ไม่เช่นนั้นจะเป็นที่สงสัยของครอบครัวได้ เวลานี้ทุกคนรู้ว่าเธอต้องขึ้นไปเก็บผักป่าเพื่อนำมาให้วัวของคอมมูนกิน หากไม่มีเหงื่อโซมกายเลยคงไม่ดีแน่
ทว่าเรื่องผักป่าหว่านซูฉีไม่กังวล ในเมื่อเธอมีมิติและก่อนหน้านี้ก็เก็บไว้เยอะแล้ว ในขณะเดินทางกลับเข้าหมู่บ้าน เธอรู้สึกว่ามีคนคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อไม่ได้รับรู้ถึงอันตรายจึงปล่อยไป และแสร้งทำตัวเป็นหญิงสาวที่อ่อนแอเช่นเดิม
แค่ก ๆๆ เสียงไอของหว่านซูฉีดังขึ้นเล็กน้อย หญิงสาวร่างบอบบางอยู่แล้วการไอของเธอจึงดูน่าสงสารไม่น้อย เธอหยุดเดินและใช้ฝ่ามือทุบอกตนเองเบา ๆ ก่อนจะปาดเหงื่อเล็กน้อย เมื่อรู้สึกดีขึ้นจึงค่อยเดินต่อ โดยด้านหลังยังคงสะพายตะกร้าไว้เพื่อพรางสายตาของคนที่จ้องจับผิด
สายตาคมเข้มของชายหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งกำลังมองหว่านซูฉีโดยไม่ละสายตา แม้หญิงสาวตรงหน้าที่เดินผ่านไปจะดูอ่อนแอและน่าทะนุถนอม จนผู้คนที่พบเห็นอดสงสารไม่ได้ แต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่
“นี่คือหว่านซูฉี?” เสียงทุ้มเอ่ยถามลูกน้องคนสนิท ด้วยความแปลกใจ ไม่คิดมาก่อนเลยว่าหญิงสาวที่เขาต้องแต่งงานด้วยจะดูอ่อนแอเช่นนี้
ใช่แล้ว ! ชายคนนี้ก็คือ หยางซีห่าว คนที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับน้องสาวของผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ และเจ้าสาวคนนั้นก็คือ หว่านซูฉี !!
“ครับ ท่านผู้พันเพิ่งกลับมาเลยยังไม่ได้เจอหน้าของว่าที่คุณนายในวันที่ท่านนายพลมาสู่ขอ เธอคนนี้ละครับคือหญิงสาวที่ท่านผู้พันต้องแต่งงานด้วย”
“แล้วคุณพ่อว่าอย่างไรบ้าง” หยางซีห่าวไม่ได้กังวลเลยว่าพ่อจะทำกิริยาไม่ดีต่อบ้านผู้มีพระคุณของลูกชายคนนี้ขณะที่เดินทางมาพูดคุยเรื่องหมั้นหมายและการแต่งงาน แต่ชายหนุ่มกลับกังวลภรรยาของพ่อต่างหากล่ะ กลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาวุ่นวายกับเรื่องนี้น่ะสิ
“วันนั้นท่านนายพลยิ้มแย้มและอัธยาศัยดีครับ มีเพียงคุณนายเท่านั้นที่ดูไม่ค่อยพอใจกับการหมั้นหมายและการแต่งงานที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ของท่านผู้พัน”
แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมท่านผู้พันถึงยอมแต่งงานกับหญิงสาวที่ดูอ่อนแอปวกเปียกเช่นนี้ ด้วยฐานะบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านนายพลหยาง น่าจะหาคู่ครองที่เหมาะสมได้ไม่ยาก ประโยคนี้เขาไม่ได้พูดออกไปเพราะกลัวจะโดนเจ้านายเตะเข้าให้
“ผู้หญิงคนนั้นจะรู้สึกยังไงฉันไม่สนใจ เพราะเธอไม่ได้มีค่ามากพอที่ฉันต้องทำตามความประสงค์หรือความต้องการของเธอ แต่เวลานี้ฉันสนใจว่าที่ภรรยามากกว่า” ชายหนุ่มตอบกลับคนสนิท และกระตุกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงว่าที่ภรรยา
หยางซีห่าวมองแผ่นหลังบอบบางของหว่านซูฉีจนลับสายตา จากนั้นจึงหมุนตัวกลับไปตามทางเดิม ในใจคิดว่าเขาคงต้องหาเวลามาทำความรู้จักกับว่าที่ภรรยาคนนี้สักหน่อยแล้ว
ทางด้านหว่านซูฉี ทันทีที่เดินเข้ามาในหมู่บ้านเธอยังคงมีท่าทางเช่นเดิม นั่นคือการแสร้งเป็นคนอ่อนแอ เมื่อชาวบ้านเอ่ยทักทาย เธอก็ทำเพียงยิ้มรับและตอบกลับอย่างอ่อนน้อม ท่าทางเช่นนี้ดูเหมือนคนว่าง่ายและอ่อนแอ อีกทั้งยังดูเป็นคนขี้ขลาดไม่น้อย แต่นี่เป็นสิ่งที่หว่านซูฉีต้องการ เนื่องจากเธอไม่ต้องการให้ใครเห็นถึงตัวตนที่เธอซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าที่อ่อนแอ
ไม่นานหว่านซูฉีก็เดินกลับมาถึงบ้าน ยังไม่ทันเข้ามาในบ้านดี ก็ได้ยินเสียงด่าของผู้เป็นย่าเสียแล้ว
ความสุขที่ต้องการเมื่อเข้าเดือนที่สี่หว่านซูฉีพบว่าแม้เห็นหน้าหยางซีห่าวเล็กน้อย รู้สึกว่าเขามองอยู่ก็คลื่นไส้แล้ว หญิงสาวจึงอดกลั้นแล้วบอกให้สาวใช้ออกไปเรียกชายหนุ่มมานั่งคุยกันเสียหน่อย“ภรรยาเอ่อ…พี่นั่งได้หรือครับ” หยางซีห่าวเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ เห็นเพียงหญิงสาวเมินหน้าหนีก็เข้าใจในทันทีว่าเธอยังไม่หายอาการนั้น“อุ่ก คือฉันคิดว่า อึ่ก…” หว่านซูฉีใช้มือลูบหน้าท้องเบาๆ คิดในใจว่า ‘ลูกรักแม่ขอคุยกับพ่อสักหน่อยได้ไหมคะ’ ทันใดนั้นอาการอยากอาเจียนก็เหมือนค่อย ๆ บรรเทาลง แต่พอจะหันไปมองหน้าเขาก็เป็นเหมือนเดิม เธอจึงต้องจำใจหันหน้าไปอีกด้านเพื่อคุยกันให้จบ“พี่ซีห่าว เชื่อเรื่องของชาติภพไหมคะ” หว่านซูฉีเอ่ยถาม“พี่ไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้เริ่มเชื่อแล้ว หรือชาติก่อนพี่เป็นศัตรูกับลูก เขาถึงได้รังเกียจพี่นัก” หยางซีห่าวเอ่ยถามอย่างกังวล“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นยังไง แต่พี่ช่วยแตะลูกและพูดกับลูกดีดีสักครั้ง พูดอะไรก็ได้จากใจพี่ได้ไหม” หว่านซูฉีอยากลองดู หากมันจะช่วยได้สักทางเธอรู้สึกเหมือนลูกเข้าใจทั้งเธอและหยางซีห่าวมันเป็นสายสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดมาก หรืออาจเป็นเพราะทั้งคู่รักกันมากจนกลายเ
เหม็นหน้าสามีนี่เป็นครั้งแรกที่จิงหลันได้พบกับจิตสังหาร เธอคิดว่าตนเองแข็งแกร่งพอแล้วเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่านายพล และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งกรำศึกมานักต่อนัก แต่เมื่อเห็นหว่านซูฉีก็พบว่าตนเองนั้นเป็นเพียงมดเท่านั้น จิตสังหารของหว่านซูฉีบดขยี้จิตใจของจิงหลัน จนเธอได้แต่พึมพำ ขดตัวลงด้วยความหวาดกลัวในทันใดแตกต่างจากเพ่ยจีที่ยังมีความนึกคิดแม้จะโดนข่มขู่ หว่านซูฉีจัดการกับจิงหลันอย่างเลือดเย็น เหมือนที่เธอกล้าลงมือกับพ่อลูกหยางอย่างเลือดเย็น ทั้งที่อยู่ด้วยกันมายี่สิบปีอย่างน้อยก็ควรรู้สึกเหมือนเป็นคนในครอบครัวบ้าง ไม่ว่าจะโดนกีดกันอย่างไร อาศัยบ้านเขามียี่สิบปีกลับไม่มีสำนึกใดใดเลยหรือ?เธอเกลียดคนที่กล้าหักหลังเจ้าบ้าน เพราะเธอเองก็เคยโดนหักหลังเช่นกัน เพียงแต่ความผูกพันน้อยนิดหว่านซูฉีไม่คิดเก็บมาใส่ใจ“ฉีเอ๋อร์ อย่าใส่ใจเลย จิงหลันกับเพ่ยจีพ่ายแพ้แล้ว พวกเขาจะโดนจับขังลืมหรืออะไรก็ตามที่น้องต้องการ” หยางซีห่าวเอ่ยบอกกับภรรยาที่นักของเขาเพื่อให้เธอผ่อนคลายลงบ้างสักนิด“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันเตรียมคุกพิเศษไว้ให้เพ่ยจีแล้ว” ว่าแล้วหว่านซูฉีก็ก้มลงมองบาดแผลบนแขนของสามีแล้วยังลูบไปตามตะเข็บที่
ภรรยาท้องแล้ว“พี่โทรศัพท์ไปแล้วไม่มีคนรับ ประเดี๋ยวพี่จะไปรับพวกเขาด้วยตัวเอง ภรรยาเข้าไปกินข้าวกับคุณพ่อก่อน…จิงหลันเองก็มาด้วยในวันนี้ ระมัดระวังตัวด้วย” ชายหนุ่มมองเข้าไปในห้องอาหารก็กระซิบบอกภรรยาด้วยความห่วงใย“ไปเถอะค่ะ ฉันจะเก็บอาหารเช้าไว้ให้” หว่านซูฉีส่งสามีออกไปแล้วจึงเดินเข้าไปในห้องอาหาร“แล้วซีห่าวล่ะจ๊ะ หนูซูฉี” จิงหลันเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นหน้าหว่านซูฉี“พี่ซีห่าวรีบไปตามพี่ชายและพี่สะใภ้ฉันให้มาอยู่เป็นเพื่อนค่ะ เพราะเห็นว่าฉันยังเศร้าจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา คุณป้ามีอะไรหรือเปล่า” หว่านซูฉีเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่เกรงกลัว ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำตัวอ่อนแอต่อหน้าใครแล้ว“ไม่…ไม่มีจ๊ะ” จิงหลันยิ้มแหย นึกในใจว่าหว่านซูฉีเลิกทำตัวเป็นดอกบัวขาวเมื่อไหร่กัน? หรือพอโดนเปิดโปงแล้วก็คิดจะวางมาดเป็นนายหญิงซูทันที เมื่อคิดดังนั้นก็อดรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นไม่ได้“ซูฉีอย่าคิดมากเลยนะ ช่วงที่ผ่านมาพ่อกังวลกับลูกแทบแย่ ไม่รู้ว่าลูกไปอยู่ไหนมา ดูสิผอมลงเยอะเลย กินเยอะๆนะ เอาส่วนของพ่อไปทั้งหมดเลยก็ได้” นายพลหยางกล่าวจบก็ยื่นชามของตัวเองให้ลูกสะใภ้หว่านซูฉีที่คิดวางแผนว่าจะทำอย่างไรเพื่อกำจ
ไม่เคยโทษตัวเองบ้านสกุลหว่านนั้นวุ่นวายอย่างมากจนเป็นที่โจษจันไปทั่วหมู่บ้าน ชื่อเสียงดีงามที่สั่งสมมาสามรุ่นพังทลายลงก็ตรงนี้แต่บ้านสกุลหว่านมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรนั้น ต้องกล่าวถึงเรื่องราวหลังจากหว่านซูฉีแต่งงานไปเมื่อปู่หว่านเดินทางเข้าเมืองไปเป็นญาติผู้ใหญ่ให้หว่านซูฉี ย่าหว่านก็แสร้งแกล้งป่วยหนักจนลุกไม่ขึ้น จนเมื่อปู่หว่านกลับมาและคิดจะหย่าขาดจากภรรยาดีหรือไม่เห็นดังนั้น ก็ตัดสินใจฟังคำแนะนำของหลานสาวหลานชาย มุ่งหน้าไปเฝ้าสุสานประจำตระกูล อาศัยอยู่ที่ทางขึ้นสุสานตลอดทั้งปีไม่ได้กลับลงมาอีกเมื่อย่าหว่านได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นดีใจในทีแรก เพราะคนที่เฝ้าสุสานตระกูลยังได้รับเบี้ยหวัด และแต้มคะแนนงานส่วนแบ่งจากตระกูลประจำทุกวันไม่ขาด คนชราที่ไม่ได้มีลูกหลานดูแลหลายคน อยากช่วยเหลือลูกหลานบ้างบางคนก็สละตนขึ้นไปประจำอยู่บนนั้นแม้โดนนินทาว่าร้ายจากเพื่อนบ้าน ย่าหว่านก็ไม่หวั่นทั้งยังรู้สึกเหมือนได้รับอิสระในการตัดสินใจ จากที่เคยต้องถามปู่ผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านก่อน ตอนนี้นางก็ตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตนเองหมดแล้วดังนั้นนางจึงชี้นิ้วบอกให้ลูกชายคนโตแต่งงานใหม่ทันที โดยไม่สนใจคำทัดทานของเ
จุดจบของหว่านหลี่มี่หยางซีห่าวเพิ่งเดินลงมาโดยมีทหารคนสนิทคอยรับใช้อยู่ไม่ไกล เห็นภรรยาคุยกับลูกน้องคนสนิทจบพอดีก็รีบเดินเข้าไปกอด“ภรรยา พี่คิดถึงน้องมากเลย” หยางซีห่าวป้อนคำหวานใส่ภรรยาโดยไม่สนใจสายตาใครแม้แต่น้อย“พี่ซีห่าว อายแม่บ้านสักหน่อยเถอะค่ะ” หว่านซูฉีหน้าแดง สามีของเธอหน้าหนาเหลือเกิน ไม่รู้จักอายบ้างเลย แสดงความรักในที่สาธารณะแบบนี้ หากอยู่ด้านนอกในช่วงห้าปีก่อนหน้านี้ คงได้โดนทหารแดงจับแห่ประจานทั่วเมืองไปแล้ว“พี่จะอายทำไมกันนี่บ้านของเรา อีกทั้งเราก็เป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้อง ว่าแต่เป็นอย่างไรบ้าง การค้ากับทางการเป็นไปด้วยดีไหม” หยางซีห่าวพูดออกมาอย่างคนหน้ามึนและไม่ลืมถามถึงกิจการของภรรยา“เป็นไปด้วยดีค่ะ” หว่านซูฉีตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เพราะทุกอย่างเป็นไปด้วยดี“แล้วเงินพอไหม สามีของน้องรวยมากนะ ถ้าหากเงินสำหรับซื้อสินค้าไม่เพียงพอก็เบิกเพิ่มได้ สกุลหยางของเราต้องพึ่งพากิจการของนายหญิงซูแล้ว”หว่านซูฉีได้ยินแบบนั้นก็หันไปกอดสามีตอบกลับ แล้วยังเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความกังวล“พี่จะไม่ยอมรับตำแหน่งกลับคืนจริง ๆ หรือคะ”“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว” หยางซีห่าวตอบพร้อมกั
เริ่มสร้างกิจการบนดินหว่านซูฉีดูแลสามีด้วยตัวเองมาตลอดจนวันเวลาผ่านไปเป็นเดือน ก่อนที่ตู้หมิงจะมาขอเข้าพบเพื่อรายงานข่าวกิจการใหม่ และเรื่องราวที่เธอได้ให้เขาไปสืบมา“ตอนนี้ร้านค้าในตลาดมืดของเรายุติทั้งหมดและปิดตลาดมืดเรียบร้อยแล้วครับ ส่วนเจ้าของร้านที่มาเช่า ผมและจื่อหานส่งหนังสือให้แล้วว่า นายหญิงกำลังสร้างห้างสรรพสินค้าขึ้น และเปิดพื้นที่ให้จับจองเช่า ซึ่งคาดว่าน่าจะไม่เกินหกเดือนครับ ส่วนกิจการการในกลุ่มการค้าซูเม่ยทั้งหมด เวลานี้รัฐได้จัดทำใบอนุญาตและมอบสัมปทานให้เรียบร้อยแล้ว ร้านค้าต่าง ๆ ก็เริ่มตกแต่งแล้วครับ”หว่านซูฉีนั่งฟังพร้อมกับพยักหน้าตาม เรื่องกิจการร้านค้าเธอเองก็มีการซื้อที่ดินและร้านค้าไว้จำนวนไม่น้อย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเปิดใหม่ ส่วนเรื่องห้างสรรพสินค้าระบบนี้เธอเองเป็นคนขอไว้ และบอกแผนทุกอย่างให้กับผู้บัญชาการสูงสุดแต่เพียงแค่คนที่เคยขายในตลาดมืดของเธอเท่านั้น และทุกอย่างก็อยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลของกลุ่มการค้าซูเม่ย เนื่องจากร้านค้าที่เช่าที่ในตลาดมืดของเธอนั้น เธอไม่อยากลอยแพพวกเขา แม้ว่าเวลานี้รัฐยังมีข้อจำกัดเรื่องการค้า แต่ทุกอย่างมักจะมีช่องโหว่เสมอ
จบปัญหาเสียทีจากนั้นนั้นเสียงของเลขาหนานก็ดังขึ้น เขาอ่านรายงานสิ่งที่ได้รับการตรวจสอบมาแล้วว่าเป็นจริง แตกต่างจากการฟ้องร้องก่อนหน้านี้ที่มีเพียงพยานบุคคลทั้งสองฝ่าย“รายงานฉบับนี้ได้กล่าวไว้ว่า ตอนนี้เกิดการขาดแคลนเสบียงอาหารจากทางใต้ ไล่มาจนถึงภาคกลางแล้ว และอีกไม่นานก็คงลามไปจนถึงภาคเหนือ เมื่
จากดำเป็นขาวหว่านซูฉีรู้ดีว่าสามีรักประเทศนี้ ส่วนเธอยังมีพี่ชายและพี่สะใภ้อยู่ที่นี่ พวกเขาเพียงต้องไปกบดานชั่วคราวเพื่อรอวันที่เธอจะสวมรอยพร้อมสร้างตัวตนใหม่เพื่อเข้ามาในประเทศได้อีกครั้งเท่านั้นเอง“แล้วพ่อ…”“คุณพ่อจะไม่โดนอะไร” หว่านซูฉีหลบตาสามี เธอคิดจะทิ้งสิ่งที่พ่อสามีสามารถใช้ต่อรองกับกอ
ผลประโยชน์นายพลหยางตอนนี้อยู่บ้านสกุลโจว เขาพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนรับรองแขกเป็นส่วนใหญ่ เพราะบ้านโจวเองก็ค่อนข้างวุ่นวายเรื่องหลังบ้านเป็นเวลากว่าครึ่งเดือนแล้ว แต่ทางคนใหญ่โตยังไม่คิดจะลงมือทำอะไรสักอย่าง นั่นทำให้นายพลหยางจิตใจเริ่มไม่สงบ ใจนั้นกลัวว่าเรื่องราวจะถูกละเลยกลายเป็นคดีและยืดเยื้อไ
บทที่ 34 แผนนายท่านเป๋อข้อมูลของอีกฝ่ายได้มาน้อยนิดนั้นเป็นเรื่องปกติมาก เพราะการสืบข่าวของคนในองค์กรยุคนี้ ก็ไม่ต่างกับการสอดแนมและกลายเป็นสายลับได้โดยง่ายเมื่อโดนอีกฝ่ายจับได้ เวลานี้ลูกน้องของนายท่านเป๋อโดนจับตัวไปพร้อมกับถูกยัดเยียดข้อหาสายลับร่วมสองคนแล้วปัง!! เสี่ยงทุบโต๊ะด้วยความไม่พอใจของ







