เข้าสู่ระบบ‘เฟิ่งจิงหรง’ โง่งมถึงขั้นกระโดดน้ำประชดเรียกร้องความสนใจจาก ‘เซียวจิ้นอวิ๋น’ ทว่าเขากลับประกาศยกเลิกงานหมั้นต่อหน้าผู้คน หักหน้าและหยามเกียรตินางไปแต่งกับ ‘ไป๋หว่านชิง’ แทน นางกลับโง่เขลาเลือกสละชีวิต ดำดิ่งลงสู่สายน้ำ… และสิ้นใจไป กระทั่งวิญญาณอีกดวงได้เข้ามาแทนที่ และเพียงเพราะการช่วยเหลือครั้งแรกของ ‘จ้าวอวี้หมิง’ กลับกลายเป็นวาสนาที่ผูกมัดไปชั่วชีวิต ครั้งหนึ่งย่อมมีครั้งที่สอง และเมื่อมีครั้งที่สอง…ก็ย่อมเป็นเพราะสวรรค์ได้กำหนดเอาไว้แล้ว
ดูเพิ่มเติมน้ำตกสูงไหลลงสู่แอ่งน้ำลึกไม่ขาดสาย ไอน้ำหนาคละคลุ้งราวหมอกลอยขาวทั่วบริเวณ นกน้อยเกาะกิ่งไม้ สลับบินโผผินเล่นลม ผีเสื้อตัวใหญ่หลากหลายสีสันบินไปมา บ้างก็หยุดชิมน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ แมกไม้สูงใหญ่ใบเขียวขจีให้ความร่มรื่น ดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นอ่อนหอมรายรอบ
บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงของธรรมชาติรังสรรค์ช่วยให้ผู้นั่งบำเพ็ญสมาธิฝึกพลังจิตมั่นคงไม่วอกแวก
ร่างสูงใหญ่นั่งนิ่งบนโขดหินสูงเหนือน้ำริมตลิ่งเนิ่นนานหลายชั่วยาม ใช้จิตแห่งพลังปราณเทพฝึกวิชาอยู่ภายใน ทว่าอยู่ๆ ก็มีเสียงบางอย่างดังเข้ามาในโสตประสาทรับรู้ รบกวนจิตเทพจนไม่อาจก้าวข้ามไปยังขั้นต่อไปได้ ทำให้ผู้ฝึกวิชาหงุดหงิด สุดท้ายก็ต้องล่าถอยก่อนปราณภายในจะแปรปรวน
ดวงตาคู่คมดุเปิดขึ้น สายตาสอดส่ายมองเวิ้งน้ำที่มีหมอกคละคลุ้งเบื้องหน้า ได้ยินเสียงน้ำขยับไหวกับเสียงประหลาดไม่คุ้นเคย
เสียงฮัมเพลง
เสียงหวานใสเอื้อนเอ่ยภาษาและทำนองสดใสร่าเริงราวกำลังอารมณ์ดีมีความสุข
‘ผีเสื้อบินว่อนอวดโฉม ดอกไม้เบ่งบานส่งกลิ่นหอมรัญจวน ตอบรับท่วงทำนองขับขาน ชื่นชมจันทรากระจ่างตา’
เบื้องบนท้องฟ้ามืดมิด พระจันทร์ดวงโตสาดส่องแบ่งปันความสุกสกาวให้โลกหล้า บดบังแสงดวงดาวให้ริบหรี่
เวลาเช่นนี้ยังมีผู้ใดมาเล่นน้ำอยู่อีกหรือ
ชายหนุ่มคิดด้วยความแปลกใจ ที่แห่งนี้ตนใช้ฝึกวิชายามค่ำคืนเสมอ ไม่เคยมีผู้ใดย่ำกรายเข้ามา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีผู้อื่นล่วงล้ำเข้ามาทำลายความเงียบสงบ ที่สำคัญเป็นสตรี
ร่างสูงใหญ่ลอยสูงมุ่งไปเหนือแอ่งน้ำกว้าง แล้วค่อยๆ ปรากฏเรือนร่างขาวผ่องดำผุดดำว่ายในครรลองสายสายตา เมื่ออีกฝ่ายพลิกเงยหน้าลอยตัวบนผิวน้ำแหงนมองด้านบน ทำเอาชายหนุ่มผงะถอยลอยออกมาแทบไม่เป็นกระบวน ใบหน้าขาวร้อนวูบ ลมปราณตีรวน กับภาพที่ตนไม่เคยพบเห็น
เบื้องหลังสายไอน้ำขาวพรางตาบางเบา หญิงสาวเปลือยเปล่า รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ทรวงอกอวบอิ่มเชิดสูงเหนือน้ำ เอวเล็กบาง สะโพกผายสวยได้รูปงาม และ...
ดวงตาคู่คมดุกะพริบถี่ไล่สิ่งที่ยังจดจำติดตา มือหนากำแน่นสะกดจิตใจที่กำลังปั่นป่วนภายใน ราวถูกพลังร้ายจู่โจม ร่างสูงใหญ่เคลื่อนลงไปยืนริมตลิ่งอย่างไม่ทันระวังจนได้ยินเสียงฝีเท้า
“มีคนหรือ”
ชายหนุ่มพรางกายตนทันใด ตรงจุดนี้มองไปกลางน้ำค่อนข้างเลือนรางด้วยหมอกหนา หากเขาก็ยังเห็นว่าเจ้าของร่างบอบบางเคลื่อนกายว่องไว เสียงน้ำขยับไหวตามการขยับตัว เจ้าตัวหมุนกายเพียงนิดชุดสวยก็ปรากฏปกปิดเรือนร่างงดงาม หญิงสาวพยายามหันมองโดยทั่วอย่างระแวดระวังก่อนจะรีบก้าวออกไปจากบริเวณน้ำตกแห่งนี้
ดวงตาคู่เข้มดุมองตามด้านหลังของตนตัวเล็กที่หายไปในไอน้ำขาวโพลน แม้ไม่เห็นใบหน้าอีกฝ่าย ทว่ากรุ่นกลิ่นหอมระรวยอบอวลทำให้คิ้วเข้มขมวดมุ่น กลิ่นดอกไม้ที่ในตอนแรกเขาคิดว่าเป็นดอกไม้ที่มีโดยรอบน้ำตกนี้ แต่เมื่อเจ้าของร่างอรชรหายไปกลิ่นนี้ก็หายไปด้วย
กลิ่นดอกบัว
นางมาจากที่ใดกัน หรือเป็นเทพเซียนจากสำนักฝั่งใต้ ด้วยหลังเขาซึ่งมีน้ำตกอีกด้านคือพื้นที่ของสำนักซ่างเซียนฝั่งใต้ที่บรรดาศิษย์ล้วนเป็นสตรี
สำนักศึกษาซ่างเซียนเป็นสำนักศึกษาของเหล่าเทพเซียนชั้นสูง อยู่ในเขาผิงเหิงดินแดนสวรรค์ชั้นแรก ใกล้ขุนเขากลางเวหาและเผ่าวิหค แบ่งออกเป็นสำนักศึกษาทิศเหนือกับทิศใต้ โดยทิศเหนือจะเป็นสำนักศึกษาของบุรุษ ฝ่ายสตรีจะอยู่ทางทิศใต้
ต่ำจากขุนเขากลางเวหาลงไปมีสำนักศึกษาเขาชิงซาน เป็นสำนักเซียนทั่วไป ไม่ว่าผู้ใดที่สำเร็จเซียนแล้วต้องการสำเร็จเซียนขั้นสูงล้วนเดินทางมาศึกษายังเขาชิงซาน ทว่าบรรดาบุตรหลานของเทพเซียนจากเผ่าต่างๆ จะเล่าเรียนที่สำนักศึกษาซ่างเซียน
เทียนเหวินมาศึกษา ณ ที่แห่งนี้เป็นเวลาหลายหมื่นปี รู้จักทุกซอกมุมจนเหมือนบ้านของตน และไม่มีผู้ใดไม่รู้จักเขาผู้เป็นทายาทสวรรค์ เวลานี้สวรรค์ปกครองโดยจักรพรรดิจิ่นลี่ท่านตาของเขา แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่เคยแสดงตัวยิ่งใหญ่เหนือผู้อื่น
=====
‘เหมันต์เหน็บหนาว จันทราเดียวดาย’ เป็นเรื่องลำดับที่ 5 ในเซต ชะตารักเทพสวรรค์ ค่ะ
ชื่อเรื่องค่อนข้างชัดเจนว่ามาสายดราม่า แต่มีความหวานให้ได้ฟินกันแน่นอนจ้า^^
หากยังไม่เคยอ่านเซตเทพเซียนของไรต์ ติดตามเรื่องอื่นๆ ได้ค่า เนื้อหาแยกเรื่องกัน แต่ตัวละครเกี่ยวข้องกันค่ะ
1.สวรรค์ไร้ใจ ข้าขอไร้วาสนา
2.สวรรค์เย็นชา ข้าคือชายาปีศาจ
3.ชะตารักจอมมารไร้บัลลังก์
4.ฤาจันทราเร้นรัก
บรรยากาศภายในห้องโถงอาหารเงียบกริบลงชั่วขณะเมื่อคำถามของนายท่านเฟิ่งหลุดออกมา สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมองไปยังคุณชายจ้าวด้วยความคาดหวัง…ไม่เว้นแม้แต่เฟิ่งจิงหรงนางลอบเหล่หางตามองบุรุษข้างกาย หาได้หันไปสบตาเขาโดยตรง ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนจะหันไปมองบิดาราวกับห้ามปราม“ท่านพ่อ” น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้น พลางถอนหายใจหนักอึ้งออกมาเฮือกหนึ่ง นางหาได้ต้องการบีบบังคับให้จ้าวอวี้หมิงต้องรู้สึกกดดัน อึดอัดหรือลำบากใจอันใด“กินข้าวกันเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะเย็นชืดแล้วไม่อร่อยได้”เฟิ่งฮูหยินเข้าใจได้ว่าบุตรสาวคงรู้สึกลำบากใจใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะปรายไปมองบุรุษหนุ่มตรงหน้า “นายท่านเฟิ่งเพียงแค่หยอกล้อเท่านั้น คุณชายจ้าวอย่าได้กังวลไปเจ้าค่ะ”พอสิ้นคำ จ้าวอวี้หมิงนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าเคร่งขรึมฉายแววครุ่นคิดอย่างชัดเจน มุมปากหนาผุดรอยยิ้มจางๆ น้ำเสียงทุ้มเอ่ยราบเรียบก่อนจะยกตะเกียบคีบอาหารวางลงชามให้สตรีข้างกายราวกับเป็นสิ่งที่ควรทำ หาใช่เรื่องแปลก“คุณหนูเฟิ่งงดงามไม่น้อย ข้าว่าบุรุษใดที่เห็นแล้วก็ต้องหันกลับมามองทั้งสิ้น”ถ้อยคำเรียบง่ายกลับหนักแน่นดั่งหินผา ดังก้องสะท้อนอยู่ในห้องโถงร
หลายวันผ่านไป หลังงานมงคลใหญ่ระหว่างสกุลเซียวและสกุลไป๋เสร็จสิ้น ทว่าเสียงซุบซิบนินทาก็ยังไม่ยอมจางหาย ข่าวคราวต่างเล่าลือกันไม่หยุด ว่าเจ้าบ่าวหรือคุณชายเซียวหาได้ชืนมื่นหรือมีสีหน้ายินดีไม่ แววตากลับเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมยามได้เห็นอดีตคนรักอย่างคุณหนูเฟิ่งมาร่วมงาน แถมยังเผลอทอดสายตามองด้วยความอาลัยอาวรณ์ ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายถอนหมั้นเสียเองส่วนคุณหนูไป๋ผู้เป็นเจ้าสาว แม้ใบหน้าจะถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมผืนบาง แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับขุ่นมัวและหม่นหมอง หาได้เบิกบานแต่อย่างใดเฟิ่งจิงหรงหาได้ใส่ใจคำพูดเหล่านั้นนัก หากคนร้อยคนเอ่ยปากก็เป็นร้อยความหมาย นางไม่อยากเก็บมาใส่ใจว่าเซียวจิ้นอวิ๋นจะยังคงเหลือเยื่อใยหรือไม่…?หรือคุณหนูไป๋จะทุกข์ใจเพียงใด…?เพราะนับจากวันที่นางเอ่ยปากหยอกล้อชักชวนบุรุษผู้นั้นให้มาเยือนจวนเล่นๆ ก็ไม่เคยคาดคิดว่าหลังจากนั้น จ้าวอวี้หมิงจะเริ่มแวะเวียนมาหาบ่อยครั้ง พร้อมข้ออ้างที่ชวนให้หัวเราะอยู่ร่ำไป“ข้าผ่านมาทางนี้พอดี…ในรถม้ามีขนมติดมาจึงนำมาฝาก”หรือไม่ก็ “วันนี้ฝนตกหนักยิ่งนัก ข้าเลยแวะมาดูว่าหลังคาเรือนคุณหนูเฟิ่งรั่วหรือไม่”เฟิ่งจิงหรงถึงกับหัวเราะร่อออกมาจนเ
ยามเช้าของวันงานแต่ง แม้ว่าบรรยากาศจะอบอวลไปด้วยความเป็นมงคล ทั้งจวนสกุลไป๋และสกุลเซียวต่างเต็มไปด้วยความรื่นเริงยินดี หากแต่ภายใต้ความครึกครื้นนั้นกลับเจือปนด้วยความหม่นหมองของคู่บ่าวสาวไป๋หว่านชิงสวมชุดเจ้าสาวสีแดงฉาน ใบหน้างดงามถูกคลุมด้วยผ้าผืนบางรอคอยให้เจ้าบ่าวเป็นผู้เปิดในคืนเข้าหอ นางกล่าวลามารดาอยู่เพียงสองสามประโยค ก่อนจะขึ้นเกี้ยวรถม้า โดยมีสาวใช้คอยประคองอย่างระมัดระวังอยู่ไม่ห่างว่ากันตามตรงแล้ว ความรู้สึกในยามนี้ของเจ้าสาวควรเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี ทว่าในห้วงความคิดลึกๆ ของไป๋หว่านชิงกลับเต็มไปด้วยความขุ่นมัว ภาพของสตรีผู้นั้นยังคงฉายชัดในความทรงจำ และทุกครั้งที่นึกถึง แววตาของจ้าวอวี้หมิงที่ทอดมองสตรีผู้นั้นก็มักแวบขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสียงฆ้องกลองและขบวนแห่เจ้าสาวดังขึ้นเอิกเกริกผู้คนมากมายต่างออกมายืนเบียดเสียดสองข้างทางเพื่อรอชมงานด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะเดิมทีแล้วงานแต่งครั้งนี้ผู้ที่ควรได้เป็นเจ้าสาวคือคุณหนูเฟิ่งหากแต่ชะตากลับพลิกผัน กลายเป็นคุณหนูไป๋ซึ่งเป็นเพียงบุตรสาวตระกูลพ่อค้า กลับได้วาสนาดีแต่งเข้าสกุลขุนนางใหญ่โตขบวนเกี้ยวเคลื่อนไปยังจุดหม
บรรยากาศยามบ่ายคล้อยภายในจวนสกุลเฟิ่งเงียบสงัด มีสายลมเอื่อยเฉื่อยพัดผ่านสวนดอกเหมย กลีบดอกสีแดงสดโปรยปรายร่วงลงบนพื้นหินที่ชื้นเย็น เฟิ่งจิงหรงเพิ่งกลับถึงจวนได้ไม่นานก็พาลอารมณ์เสีย จนเหล่าสาวใช้ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา นางกระทืบเท้าเดินกลับเรือนด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งฉายประกายแข็งกร้าว ทั้งตลอดทางน้ำเสียงหวานยังบ่นพึมพำไม่หยุดด้วยความหงุดหงิด ตั้งแต่ออกจากสกุลจ้าวจนถึงจวน“หึ! สกุลจ้าวหรือจะอดอยากถึงเพียงนั้น ขนมหวานพรรค์นั้นใช่ว่าจะหาซื้อไม่ได้ เพียงแต่ข้าอยากเจอหน้าเขาต่างหาก หาใช่อยากกินสิ่งใดเสียเมื่อไร!” นางบ่นพลางผลักบานประตูเรือนเสียงดัง กระแทกกำแพงจนเหล่าสาวใช้พากันก้มหน้าก้มตาเงียบกริบ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงทว่าไม่นานเสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้น สาวใช้คนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาด้วยความเหน็ดเหนื่อย หอบหายใจแรงพลางรายงานเสียงตะกุกตะกัก “คุณหนูเจ้าคะ! คุณชายจ้าว…มาขอพบเจ้าค่ะ!”เฟิ่งจิงหรงสะดุ้งเล็กน้อย สีหน้าบึ้งตึงคลายลงชั่วขณะ ก่อนเชิดหน้าขึ้น ปั้นสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ราวกับไม่สนใจใยดีทว่าภายในใจกลับลอบยิ้ม เกรงว่าตอนนี้นางคงมีน้ำหนักไม่น้อยในใจบุรุษผู้นั้น เ
ไป๋หว่านชิงหงุดหงิดมากจริงๆ ทั้งที่เหลืออีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงวันงานแต่งของนางแล้ว ทว่าใบหน้าคนงามกลับหมองคล้ำยิ่งกว่าสาวใช้บางคนในจวนเสียอีกไป๋ฮูหยินเห็นบุตรสาวเอาแต่ถอนหายใจซ้ำๆ นางก็อดไม่ได้ที่จะละสายตาจากรายการสินเดิมและสินสอด หันมามองบุตรสาวพลางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “มีเรื่องอันใดหรือ…แม่เห
ความสัมพันธ์ระหว่างสกุลเฟิ่งและสกุลเซียว แต่ก่อนเคยเป็นดังสายน้ำเดียวกัน ทว่าบัดนี้กลับแตกแยกกลายเป็นคลื่นน้ำกระแทกฝั่ง พร้อมจะสาดซัดถล่มใส่กันได้ทุกเมื่อแม้ต้องเผชิญหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดเอ่ยปากนอกเหนือไปจากเรื่องงานราชการยามนี้เหลือเพียงไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปี เหล่าขุนนางต
“ผูกสุนัขตนเองให้แน่นหน่อยเถอะ ไป๋หว่านชิง มันจะได้ไม่ไปตามไล่หรือเห่าผู้ใดไปทั่ว”เฟิ่งจิงหรงเดินผ่านคนทั้งคู่ไปแล้ว ทันทีที่นางยกเท้ากำลังจะข้ามประตูก้าวออกจากสกุลเซียวและไม่คิดจะกลับมาเหยียบอีก พลันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยกับไป๋หว่านชิงไปด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ดูท่าสุนัขที่เจ้าเลี่ยงไว้มันคงไม่เชื่องแล้
เฟิ่งจิงหรงจ้องสบตากับเซียวจิ้นอวิ๋นตรงไปตรงมา นัยน์ตาเมล็ดซิ่งแข็งกร้าวฉายชัดถึงความไม่พอใจ ใบหน้าคนงามคลี่ยกยิ้มจางๆ เจือด้วยความดูแคลน กดดันเสียจนบรรยากาศพลันเงียบสงัด ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจของเหล่าสาวใช้ที่ยืนมองอยู่นางเดินเข้าไปตรงหน้าใกล้ทีละก้าวอย่างช้าๆ จนเหล่าสาวใช้แทบจะหายใจไม่ทั่











