นางร้ายผู้นี้ขอทวงคืนพระรอง

นางร้ายผู้นี้ขอทวงคืนพระรอง

last updateDernière mise à jour : 2025-11-21
Par:  วอลจูComplété
Langue: Thai
goodnovel4goodnovel
Notes insuffisantes
25Chapitres
5.2KVues
Lire
Ajouter dans ma bibliothèque

Share:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

‘เฟิ่งจิงหรง’ โง่งมถึงขั้นกระโดดน้ำประชดเรียกร้องความสนใจจาก ‘เซียวจิ้นอวิ๋น’ ทว่าเขากลับประกาศยกเลิกงานหมั้นต่อหน้าผู้คน หักหน้าและหยามเกียรตินางไปแต่งกับ ‘ไป๋หว่านชิง’ แทน นางกลับโง่เขลาเลือกสละชีวิต ดำดิ่งลงสู่สายน้ำ… และสิ้นใจไป กระทั่งวิญญาณอีกดวงได้เข้ามาแทนที่ และเพียงเพราะการช่วยเหลือครั้งแรกของ ‘จ้าวอวี้หมิง’ กลับกลายเป็นวาสนาที่ผูกมัดไปชั่วชีวิต ครั้งหนึ่งย่อมมีครั้งที่สอง และเมื่อมีครั้งที่สอง…ก็ย่อมเป็นเพราะสวรรค์ได้กำหนดเอาไว้แล้ว

Voir plus

Latest chapter

Plus de chapitres
Pas de commentaire
25
๑ ฟื้นในร่างนางร้าย
หากเอ่ยถึงคุณหนูสกุลเฟิ่งคงไม่มีผู้ใดไม่รู้จักจนถอนหายใจอย่างเอือมระอา ด้วยชื่อเสียงอันอื้อฉาวเลื่องลือไปทั่ว ทั้งความเอาแต่ใจและนิสัยร้ายกาจที่พูดทั้งวันก็มิอาจบรรยายได้หมดสิ้นสกุลเฟิ่งเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วรุ่น ทว่าหลังจากที่นายท่านเฟิ่งรับช่วงต่อจากบิดาผู้เฒ่า แม้จะมีภรรยาตั้งแต่วัยเยาว์ แต่เวลากลับล่วงเลยผ่านไปหลายสิบปีโดยยังไร้บุตรสืบสกุลฮูหยินผู้เฒ่ากับท่านผู้เฒ่าเฝ้ารอคอยที่จะได้เห็นสกุลเฟิ่งมีทายาทสืบต่ออีกหนึ่งรุ่น ได้อุ้มหลานสักครั้งก่อนสิ้นลมหายใจ ทว่าเวลากลับล่วงเลยปีแล้วปีเล่า ก็ยังคงไร้วี่แววข่าวดีและแม้ฮูหยินผู้เฒ่าจะอายุมากแล้ว นางก็ยังคงเข้าวัดวาไม่เว้นวัน กราบไหว้บูชาขอพรให้สกุลเฟิ่งไม่สิ้น ท่ามกลางเสียงทักท้วงของผู้คนมากมายที่เอ่ยเย้ยหยันว่าวันหนึ่งตระกูลเฟิ่งย่อมสิ้นทายาทสืบทอดอย่างแน่นอนจนเมื่อเวลาล่วงเลยไปปีแล้วปีเล่า เส้นผมของทั้งสองพลางขาวโพลนทั่วหัวฮูหยินผู้เฒ่ากับท่านผู้เฒ่าก็ไม่อาจรอคอยได้อีกสุดท้ายก็สิ้นลมจากไปด้วยโรคชรา แต่แม้ร่างกายจะดับสูญ วิญญาณกลับยังคงเป็นห่วงกังวล ไม่อาจปล่อยวางและหลับใหลได้อย่างสงบอยู่ดีกระทั่งวันหนึ่ง
Read More
๒ ความทรงจำร่างเดิม
ณ สกุลเซียวไป๋หว่านชิงเป็นเพียงบุตรสาวของตระกูลพ่อค้าที่ทำการค้าเปิดกิจการขายเครื่องปั้นเคลือบอยู่ในตลาด แม้เป็นเพียงสกุลพาณิชเล็กๆ หาได้มีเกียรติสูงส่งดังตระกูลขุนนางใหญ่ แต่ทว่าสวรรค์กลับประทานรูปโฉมอันงดงามให้ ที่ไม่ว่าผู้ใดที่เดินผ่านไปแล้วล้วนต้องเหลียวหลังหวนมองอีกทั้งยังมีวาทศิลป์การพูดจาละเมียดละไมอ่อนหวานจับใจ สามารถโน้มน้าวใจผู้คนให้ซื้อหาสินค้าได้โดยง่ายดังนั้น กิจการเครื่องปั้นเคลือบของสกุลไป๋จึงขายดิบขายดี มิใช่เพราะคุณภาพเพียงอย่างเดียว หากแต่ด้วยเสน่ห์การเจรจาของไป๋หว่านชิงเป็นสำคัญกระทั่งวันหนึ่ง…ในขณะที่ไป๋หว่านชิงเฝ้าร้านอยู่กับเหล่าคนงาน กลับถูกกลุ่มอันธพาลบุกเข้ามาก่อกวน หาได้หมายจะปล้นเครื่องปั้นราคาแพงไม่แต่กลับหมายจะฉุดนางไปเป็นภรรยาแทน!ทว่าสวรรค์เหมือนกำหนดไว้ เมื่อบุตรชายคนรองของสกุลเซียว…คุณชายเซียวจิ้งอวิ๋นผ่านมาพอดีและได้ช่วยเหลือนางเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิดวันนั้นจึงเป็นวันที่ทั้งสองพบพานกันครั้งแรกและกลายเป็นรักแรกพบของทั้งสองฝ่ายและไม่นานหลังจากนั้น คุณชายเซียวก็สร้างเรื่องอื้อฉาวไปทั่วเมือง หักหน้าสกุลเฟิ่งด้วยการประกาศยกเลิกการหมั้นหมายกับ เฟิ่งจิง
Read More
๓ การตัดสินใจครั้งใหม่
บรรยากาศภายในเรือนนอนยังอบอวลด้วยกลิ่นยาสมุนไพร เหล่าสาวใช้ต่างยืนตัวสั่นมองคุณหนูที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงด้วยสายตาหวาดหวั่น น่าแปลกที่อีกฝ่ายไม่ได้ร้องไห้คร่ำครวญโวยวายเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับเงียบงันเย็นชาเสียจนกระอักกระอ่วนกดดันยิ่งนักเฟิ่งจิงหรงยกมือขึ้นแตะแก้มเนียนช้าๆ สัมผัสได้ถึงหยาดน้ำตาที่หลั่งรินอย่างไม่รู้ตัวของเจ้าของร่างเดิมไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นเพราะความเจ็บช้ำที่ครั้งหนึ่งเคยทุ่มเททั้งหัวใจให้บุรุษผู้นั้นจนยอมแลกด้วยชีวิต หรือเพราะเพลิงแค้นที่ยังคงครุ่กขุ่นแน่นอยู่ในอกกันแน่ “เจ็บปวดถึงเพียงนี้…นางต้องทนแบกรับความอับอายมานานเท่าใดกัน” น้ำเสียงหวานพึมพำพูดแผ่วเบาความทรงจำของร่างเดิมถาโถมเข้ามาไม่หยุด ทั้งถูกเยาะหยันว่าเป็นสตรีเอาแต่ใจ ถูกตราหน้าว่าใช้อำนาจข่มขู่บุรุษแต่งงานด้วยอย่างดื้อรั้นทุกภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเฟิ่งจิงหรงเริ่มตั้งสติได้ริมฝีปากบางยกโค้งขึ้นเล็กน้อย หาใช่รอยยิ้มสดใสหากแต่เป็นรอยยิ้มเย็นชาเจือข่มความเจ็บปวดไว้ในอก“หากสวรรค์กำหนดให้ข้ามาอยู่ในร่างนี้ เช่นนั้น…ข้าก็จะใช้โอกาสนี้กลายเป็นนายร้ายตัวมัมที่พ่อพระเอกโง่งมเสียดายจนตาย”เฟิ่งจิงหรงหันขวับไป
Read More
๔ เจอหน้าพระรองครั้งแรก
ดูเหมือนความคิดในหัวของนางจะดังเกินไปหน่อย ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ ถ้อยคำที่เอ่ยออกไปยังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท ทั้งที่ความคิดก่อนหน้านี้ยังตีกันวุ่นวายอยู่ในหัว แต่ไฉนกลับพูดออกไปราวกับตกหลุมพรางของความหล่อเหลาของอีกฝ่ายเสียแล้วเฟิ่งจิ่นหรงยืนนิ่ง ตัวแข็งชะงักคล้ายหยุดหายใจไปชั่วขณะขณะที่จ้าวอวี้หมิงมองสตรีตรงหน้า หัวคิ้วเข้มขมวดอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าถ้อยคำเมื่อครู่ที่ได้ยินนั้นเป็นจริงหรือหูฝาดเพี้ยนไปเอง แต่กระนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าสติของสตรีตรงหน้าอาจเลอะเลือนไปเสียแล้ว“ข้าไม่ใช่คุณชายเซียว…” น้ำเสียงของเขาเข้มขรึม แต่แฝงด้วยความเย็นชา “หากคุณหนูอยากไปสกุลเซียวนั้นอยู่เส้นทางหน้าวังหลวง หากจำไม่ได้ก็บอกให้สารถีพาไป นี่คือจวนสกุลจ้าว”จ้าวอวี้หมิงถอนหายใจลึก ก่อนจะหันหลังจะเดินหนีคล้ายกับปฏิเสธพลางๆทว่าด้วยนิสัยดื้อรั้นเฟิ่งจิ่นหรงกลับก้าวตามเข้ามา ร่างบางยืนขวางทางอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาแน่วแน่“ข้า..ข้า มีเรื่องสำคัญจะพูดคุยด้วยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานตะกุกตะกะเต็มไปด้วยความประหม่า นางเงยหน้าขึ้นพลันประสานสบเข้ากับดวงตาคมกริบเย็นเยียบตรงหน้าพอดีจ้าวอวี้หมิงยืนนิ่ง มองสตร
Read More
๕ เริ่มเปลี่ยนแปลง
นายท่านเฟิ่งในยามนี้โกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุด แววตาแข็งกร้าวจนแทบจะยกดาบไปฟาดฟันกับสกุลเซียวเสียให้รู้แล้วรู้รอดบรรยากาศภายในห้องโถงอึมครึมราวกับมีเค้าเมฆฝนหนาทึบลอยทับอยู่เหนือหัว เพราะหนึ่งวันของสกุลเฟิ่งกลับยาวนานราวหนึ่งปี เต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวายที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดราวกับคลื่นซัดแม้ยามนี้จะล่วงถึงมื้อค่ำแต่ความสงัดเงียบกลับไม่ก่อความสงบ หากแต่ทำให้ทุกผู้คนในจวนรู้สึกกดดัน หนักหน่วงจนแทบจะหายใจไม่ออกท้องฟ้าแปรเปลี่ยนสี เริ่มมืดสลัว ประหนึ่งสะท้อนอารมณ์ของนายท่านเฟิ่งที่ยังพลุ่งพล่านไม่คลาย ความเงียบงัดแผ่ปกคลุมไปทั่วจวน ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยหรือเสียงหัวเราะของบ่าวไพร่ บ้างก็ต่างก้มหน้าทำงานด้วยความหวาดกลัวเฟิ่งฮูหยินนั่งนิ่งอยู่ข้างสามี สายตาหันไปมองบุตรชายคนเล็กที่ซุกซนไปตามวัย ยามนี้เฟิ่งจื้อหานกำลังวิ่งเล่นอย่างไม่รู้เรื่องรู้ซุกซนตามวัย ไม่เข้าใจว่าบรรยากาศหนักอึ้งเพียงใด ตั้งแต่บุตรชายเริ่มเดินได้ นางเองก็ค่อยได้พักผ่อนนัก แล้วไหนจะเรื่องของบุตรสาวคนโตอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวราวกับมีเข็มนับร้อยทิ่มแทงอยู่ในขมับ“เรื่องนี้…จะปล่อยผ่านไปได้อย่างไร!” น้ำเสียงทุ้มต่ำของนายท่า
Read More
๖ ช่วยเหลือผู้คน
“นึกไม่ถึงว่าคุณชายจ้าวจะมีน้ำใจช่วยเหลือผู้คน”น้ำเสียงทุ้มต่ำของซูเหรินเจี๋ยเอ่ยขึ้นเจือความเหน็บแนม สายตาเหลือบมองสหายตรงหน้าที่เอาแต่ทอดสายตาลงไปจากชั้นสองของโรงเตี๊ยม มองไปยังร้านเครื่องปั้นเคลือบของสกุลไป๋อย่างไม่ลดละ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดของเขาซูเหรินเจี๋ยยกน้ำชาขึ้นจิบพลางๆ แววตาฉายแววครุ่นคิดเมื่อหลายวันก่อนหน้า เขาและสหายนั่งจิบชาดวลหมากกันอยู่โรงเตี๊ยมตรงข้ามกิจการของสกุลไป๋ ทว่ากลับเกิดเหตุโกลาหลวุ่นวายขึ้นหน้าร้านเสียงดังเอะอะโวยวาย จนเขาและสหายอดมองด้วยความสนใจไม่ได้แท้จริงแล้วเป็นเพียงคุณหนูสกุลเฟิ่งที่ตามตื้อเซียวจิ้นอวิ้น นางประกาศเสียงดังว่าจะกระโดดลงน้ำ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สนใจ ใยดีเดินจากไปไม่เหลียวแลขณะที่เหตุการณ์ดูเสมือนจะสงบลง ทว่าไม่ทันไรเขากลับได้ยินเสียงดังโหวกวายตะโกนมาว่ามีคนกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย พอหันกลับไปมองสหาย กลับเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นลงไปยังชั้นล่างโรงเตี๊ยม วิ่งผ่าฝูงชนท่าทางคล้ายเข้าไปช่วยแล้วซูเหรินเจี๋ยไม่คาดคิดว่าสหายผู้นี้ที่มีนิสัยนิ่งเฉย หาได้สนใจเรื่องของผู้ใดหรือแม้แต่สตรีใด นอกจากคุณหนูไป๋ ทว่าเหตุใดกลับยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคุณหนูเฟิ่งแทน ทั้งที่
Read More
๗ สตรีใสซื่อไร้เดียงสา
พอได้ยินถ้อยนั้น ไป๋หว่านชิงลอบยิ้มออกมาซ่อนความพึงพอใจและสะใจลึกๆ อยู่ภายในใจนางไม่ได้แม้แต่ลงแรงคิดแผนการใด เพียงโยนกระดูกชิ้นหนึ่งขวางทางไว้เท่านั้น อีกฝ่ายกลับคาบแน่นไม่ยอมปล่อยเสียเอง“แต่คุณหนูเฟิ่ง นายท่านเฟิ่งรวมถึงทุกคนในสกุลเฟิ่งคงจะเกลียดข้ามากนัก เกรงว่าแม้แต่หน้ายังไม่อยากมองด้วยซ้ำกระมัง” เสียงหวานพึมพำคล้ายบ่นกับตนเอง หากแต่ดังชัดพอจะลอดเข้าไปในหูเซียวจิ้นอวิ๋นราวกับตั้งใจให้ได้ยินไป๋หว่านชิงเหลือบตาขึ้นมองเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนรีบก้มต่ำหลบสายตาดุดันอย่างหวาดระแวง ราวกับแบกรับความผิดอันใหญ่หลวงที่มิอาจลบเลือน มือเรียวทั้งสองกำจอกชาแน่นจนสั่นไหว เผยให้เห็นความเก้ๆ กังๆ อย่าประหม่าและรู้สึกผิด“สุดท้าย ความจริงก็ยังคงเป็นข้าที่ได้แย่งคุณชายมาอยู่ดี” น้ำเสียงหวานสั่นพร่าราวจะขาดห้วงลงกลางคันเซียวจิ้นอวิ๋นพลันเงียบงันไปครู่ใหญ่ พอได้ฟังน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยถ้อยคำตัดพ้อนี้ สายตาคมกริบที่มักจะแข็งกร้าวแจือแววเย็นชาค่อยๆ อ่อนยวบลงอย่างห้ามไม่อยู่เขาถอนหายใจยาวเหยียด แววตาที่ทอดมองสตรีตรงหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่ไม่เคยมีมาก่อน“ไป๋หว่านชิง…” เสียงทุ้มต่ำเรียกชื่ออย่างแผ่ว
Read More
๘ งานเลี้ยงใหญ่ในจวน
ไป๋หว่านชิงรู้จักกับจ้าวอวี้หมิงมาหลายสิบปี อีกฝ่ายมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไรนางย่อมรู้หมดแม้สกุลจ้าวจะเป็นตระกูลค้าขาย แต่จ้าวอวี้หมิงกลับมีนิสัยชอบความสงบ หาได้ชื่นชอบคบค้าสมาคมกับผู้ใด ซ้ำยังพูดน้อยจนแทบนับคำได้ ทว่าหากได้เอ่ยออกมาแล้ว วาจานั้นเฉียบคมยิ่งกว่าคมมีดเสียอีกครั้งแรกที่นางพบจ้าววอี้หมิงก็เมื่อครั้งบิดามาติดต่อเจรจาเรื่องเครื่องปั้นเคลือบกับสกุลจ้าว ยามนั้นเขาอายุเพียงแปดเก้าขวบแต่กลับเย็นยะเยือกสุขุมราวกับผู้ใหญ่ ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์และความรู้สึกใดๆ เกินกว่าวัย หรือหากจะยิ้มก็เป็นเพียงแค่รอยยิ้มตามมารยาทเท่านั้นพอไป๋หว่านชิงได้ยินประโยคก่อนหน้าก็อดจะแปลกใจไม่ได้ หรือแท้จริงแล้วเป็นนางหูฝาดได้ยินผิดเพี้ยนไปเองกัน?นัยน์ตาเมล็ดซิ่งกระพริบปริบๆ มองบุรุษตรงหน้า ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเจือความขบขัน “คุณหนูเฟิ่ง…เฟิ่งจิงหรง อย่างงั้นหรือ…ที่นางกระโดดน้ำลงไปครานั้น ไม่เพียงสติเลอะเลือนแต่ยังคิดว่าท่านคือคุณชายเซียวไปเสียด้วย”วาจาหวานเจือแววประชดประชันชัดเจน นัยน์ตาของนางคล้ายยิ้มแต่ไม่ถึงกับยิ้ม แต่กลับแฝงเฉียบคมคล้ายจะทิ่มแทงจ้าวอวี้หมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ริมฝี
Read More
๙ เหตุการณ์อันตราย
พอสิ้นถ้อยคำนั้น เสียงพูดคุยเจื้อยแจ๋วของแขกเหรื่อค่อยๆ แผ่วลงจนเงียบกริบ สายตาทั้งหลายต่างหันขวับไปมองคุณหนูเฟิ่งพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย รอยยิ้มบนใบหน้าของเฟิ่งฮูหยิน พลันชะงักค้าง สีหน้าเก็บความกระอักกระอ่วนแทบไม่อยู่“คุณหนูเฟิ่ง!” ใบหน้าของสตรีวัยกลางคนผู้นั้นแดงกร่ำปนเขียวคล้ำด้วยโทสะ ถลึงตามองเด็กสาวตรงหน้าที่ไม่เพียงดื้อรั้นแต่ยังกล้าถอนผมหงอกของนาง!“หากผู้ใดได้ยินเข้าคงกล่าวได้ว่าคุณหนูเฟิ่งไร้มารยาท…”ไม่ทันสิ้นคำพูด เฟิ่งจิงหรงก็สวนขึ้นทันที“ข้ายังเด็ก หากไร้มารยาทบ้างก็มิใช่เรื่องแปลกนัก แต่ท่านป้า…ผมหงอกแล้วแท้ๆ ไฉนกลับไม่รู้เลยว่าอะไรควรไม่ควร กลับเอ่ยวาจาเสียดแทงกับข้าเช่นนี้ราวกับเด็กสามขวบ” นางกอดอกเลิกคิ้วเอ่ยเสียงเรียบแต่จริงจังนางไม่ได้คิดจะก่อเรื่อง ทว่าก็อดไม่ได้จริงๆ“เฟิ่งจิงหรง พอเถอะ…” เฟิ่งฮูหยินเอ่ยห้ามเสียงเข้มนางหันไปมองสตรีวัยกลางคนที่เป็นฮูหยินตระกูลขุนนางด้วยท่าทางลำบากใจ ก่อนจะยกยิ้มเจื่อนๆ เอ่ยขอโทษ“ขออภัยฮูหยินด้วยเจ้าค่ะ”“เหอะ! เฟิ่งฮูหยินอบรมได้ดีเสียจริง แต่ดูท่าคงรั้นเกินกว่าจะสั่งสอนได้ เช่นนั้นก็อบรมสั่งสอนเฟิ่งจื้อหานแทนเถอะ!”ถ้อยคำ
Read More
๑๐ ความรู้สึกแรก
เฟิ่งจิงหรงถอยหลังจนชิดติดกำแพง ร่างบางสั่นเทิ้มแทบไร้เรี่ยวแรงจะก้าวหนีหรือวิ่งไปทางใดก็ไม่อาจทำได้ คล้ายถูกความหวาดกลัวตรึงไว้กับที่ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งเบิกกว้างสั่นระรัว เมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ที่กรูกันเข้ามาโดยไม่ทันให้ตั้งตัว หัวใจดวงน้อยเต้นแรงราวจะทะลุออกจากอกนางหลับตาปี๋ เตรียมจะส่งเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ทว่าทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักแน่นพลันดังสะท้อนขึ้นมา…คล้ายแสงสว่างที่ผ่ากลางความมืดหม่นในยามค่ำคืนเฟิ่งจิงหรงค่อยๆ ลืมตาขึ้น พลันเห็นร่างสูงใหญ่คุ้นตาในชุดขุนนางปักลายก้าวออกมาจากเงามืดตรงปากตรอก กลิ่นอายเย็นเยียบแผ่กดทับไปทั่วจนบรรยากาศหนักอึ้ง ชายฉกรรจ์ทั้งสามที่กำลังพุ่งเข้าหานางถึงกับชะงักงันโดยไม่รู้ตัว“ผู้ใดกัน!” หนึ่งในสามนั้นตะโกนดังลั่น พยายามข่มอำนาจด้วยน้ำเสียงอวดดี“สตรีผู้นี้เป็นของข้า!” ก่อนที่อีกคนจะแสยะยิ้ม เสียงทุ้มต่ำข่มขู่สะท้อนก้องไปทั่ว “ไสหัวไปซะ อย่ามาขัดเวลาความสุขของพวกข้า…ไม่เช่นนั้น เจ้าจะได้ถูกกลบฝังที่นี่เป็นเพื่อนหนอนดิน!”เพียงสายตาคมกริบของเซียวจิ้นอวิ๋นเหลือบมองมาแวบหนึ่ง ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกไปราวคมดาบ ทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งสามถอยกรูดไปหน
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status